เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อความจากต่างมิติ แสดงบทความทั้งหมด


กระทู้นี้จะเป็นการรวมข้อความสื่อสารทางโทรจิต
จากท่านเมตาตรอนทุกๆตอน ที่สื่อสารเรื่อง





(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลเอาเองนะครับ
ผมแค่แปลมาและนำมาโพสต์ให้อ่านเท่านั้นนะครับ
เชื่อไม่เชื่อ ก็อยู่ที่ตัวท่านเองนะครับ

แต่ถ้าอ่านแล้วรู้สึกต่อต้านขึ้นมาอย่างรุนแรง
ก็คิดเสียว่าอ่านเอาสนุกๆก็ได้นะครับ..
คิดเสียว่าอ่านนวนิยายวิทยาศาสตร์ก็แล้วกัน

อย่าไปซีเรียสมากถึงขนาดเอาเป็นเอาตายเลยนะครับ
เสียสุขภาพกาย - สุขภาพจิตเปล่าๆ





ชุดคำถามสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อดูว่าคุณเป็นหนึ่งใน
“ผู้มาเยือนจากนอกโลกที่กำลังหลับใหลอยู่” (The Sleeping ET) หรือไม่?


(ชุดคำถามเหล่านี้ ตัดตอนมาจากหนังสือของ Dr.Scott Mandelker ชื่อ “From Elsewhere”
และได้รับอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

คุณอาจจะเป็นหนึ่งใน “ผู้พเนจรจากนอกโลก” (ET Wanderer) ก็ได้ ถ้าคุณมีลักษณะดังนี้....


1). ตอนเป็นเด็ก คุณมักจะเพ้อฝันหรือปล่อยความคิดไปตามอารมณ์เกี่ยวกับเรื่องราวของรูปธรรมชีวิตต่างพิภพ,
UFO, โลกอื่นๆ, การท่องอวกาศ และชีวิตความเป็นอยู่ของดินแดนในฝันอยู่เสมอๆ

จนบางทีครอบครัวของคุณยังเคยคิดเลยว่า “คุณออกจะดูเพี้ยนๆอยู่สักหน่อย” แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม


2). คุณเคยรู้สึกว่าพ่อแม่ของคุณ ไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงของคุณ เพราะว่าครอบครัวที่แท้จริงของคุณ
อยู่ไกลแสนไกลออกไป และซุกซ่อนอยู่

บางทีคุณก็เคยคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวคุณ “มันไม่ได้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น”
และมันก็ทำให้คุณหวนระลึกได้ว่า “ชีวิตจริงของคุณอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง..ที่ไกลออกไป”

ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดและซึมเซาอย่างมาก คุณรู้สึกว่า “คุณมาอยู่ในที่ๆไม่ใช่ที่ของคุณ”


3). คุณเคยมีประสบการณ์อย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง เกี่ยวกับ UFO (ไม่ว่าจะเป็นในฝันหรือตอนที่กำลังตื่นอยู่ก็ตาม)ซึ่งทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

เพราะว่าประสบการณ์เหล่านั้นได้ช่วยไขข้อข้องใจให้กับคุณ, จุดประกายความหวังและความเชื่อมั่นให้กับคุณ,
และทำให้ชีวิตของคุณมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม

นับตั้งแต่นั้นมา คุณก็รู้ว่าคุณได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน มันเป็นเหมือนเสียงเรียก ปลุกให้คุณตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ
และมันได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณ


4). โดยธาตุแท้ของคุณแล้ว คุณเป็นคนที่ใจดี, สุภาพอ่อนโยน, ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร, รักสงบ และไม่ก้าวร้าว

(บางครั้งอาจจะมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไม่มี)

และในสถานการณ์ใดๆ ที่จะต้องมีใครซักคนยอมเสียสละทำอะไรซักอย่างหนึ่ง
คนๆนั้นก็มักจะเป็นคุณ เพราะมันเป็นนิสัยที่ชอบเสียสละของคุณอยู่แล้ว

การกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อนแบบมนุษย์โลกทั่วไป, ความรุนแรง และสงครามการสู้รบที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง
ของผู้คนบนโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมากสำหรับคุณ
เพราะว่าคุณจะไม่เข้าใจความโกรธแค้น และความเดือดดาลอะไรแบบนี้เลย


5). คุณเป็นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรู้เท่าทันความชั่วและการใช้เล่ห์เหลี่ยมของคนอื่น
บางคนจึงเรียกคุณว่า “คนซื่อบื้อ” (แต่เขาก็พูดถูกนะ)

เมื่อความชั่วร้ายที่แท้จริง ได้เข้ามาสู่การรับรู้ของจิตใจของคุณ คุณจะล่าถอยไปอยู่ในความหวาดกลัวและขยะแขยง

และบางทีคุณอาจจะรู้สึกช็อคที่ได้รู้ว่า “มีคนบางคนที่ทำเรื่องชั่วร้ายขนาดนั้นได้จริงๆ”

ลึกๆภายในใจแล้ว คุณก็รู้สึกสับสน บางครั้งคุณก็จะมีความรู้สึกลางๆว่า เคยรู้จักโลก
ที่ปราศจากความแตกแยกกันแบบบนโลกนี้มาก่อนแล้ว ที่ไหนซักแห่งหนึ่ง


6). คุณอุทิศชีวิตของคุณเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น (คนในครอบครัว, มิตรสหาย,
หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคุณในสายอาชีพการงาน)

และคุณก็พยามคิดหาวิธีที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น แม้ว่ามันอาจจะถูกมองว่าเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาหรือซื่อบื้อก็ตาม
แต่คุณก็มีความหวังอยู่ลึกๆและอย่างจริงใจว่ามันอาจจะช่วยทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้จริงๆ

และคุณจะรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจอย่างมาก เมื่อพบว่าความหวังและความฝันเหล่านั้นมันไม่กลายเป็นจริง


7). คุณเป็นคนที่ดื้อรั้นมาก ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ (Scientific temperament)
แต่คุณก็ดำเนินชีวิตด้วยความความสงบเยือกเย็น, มีเหตุผล, และระมัดระวัง

กิเลสและตัณหาในแบบของมนุษย์เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับคุณ มันจึงทำให้คุณงง

จริตและอารมณ์ความรู้สึกทุกชนิดของมนุษย์โลก เป็นสิ่งที่แตกต่างจากธรรมชาติของคุณ

คุณจะใช้ความคิดในการวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณเสมอ
จนคนอื่นๆมักบอกว่าคุณอยู่แต่ในความคิดของตนเอง ซึ่งนั่นก็เป็นความจริง

(หมายเหตุ: ลักษณะต่อไปนี้ไม่ค่อยมีมากนัก และบางทีวารสารเกี่ยวกับรูปธรรมชีวิตต่างมิติทั้งหลาย
อาจจะไม่นำมารวมไว้ด้วยก็ได้ คือ

“พวกเขาอาจจะเป็นคนขี้สงสัยอย่างมาก” และคนที่ขี้สงสัยอย่างมากเหล่านี้
บางคนก็อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะก็ได้)


8). คุณเป็นคนที่หลงใหลในนิยายวิทยาศาสตร์, วรรณคดี-ละคร-ภาพยนตร์แฟนตาซี
(เช่น เรื่อง The Lord of the Rings เป็นต้น) , รวมถึงงานศิลปะที่ออกแนวเพ้อฝัน เป็นอย่างมาก

ถ้าคุณเลือกได้ คุณก็จะเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ในความฝันของตัวเอง หรือในอดีต หรือในอนาคต มากกว่าในปัจจุบันนี้

บางครั้งคุณก็รู้สึกว่าชีวิตบนโลกใบนี้ มันช่างน่าเบื่อและไร้ความหมายซะนี่กะไร
และคุณก็อยากไปอยู่ในโลกที่สมบูรณ์แบบ และน่าตื่นเต้นมากกว่า

ความคิดและความรู้สึกแบบนี้ มีอยู่กับคุณมานานแล้ว


9). คุณจะมีความสนอกสนใจ และความกระหายใคร่รู้แบบไม่รู้จบ เกี่ยวกับเรื่องราวของ UFO,
สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นๆ – โลกอื่น หรืออารยธรรมอื่นๆบนโลกในยุคโบราณ เช่น ยุคแอตแลนติส (Atlantis)หรือ เลมูเรีย (Lemuria) เป็นต้น

บางครั้งคุณก็รู้สึกเหมือนกับว่า คุณเคยอยู่ที่นั่นมาก่อนแล้วจริงๆ และอาจจะได้กลับไปอีกในสักวันหนึ่ง

และบนชั้นหนังสือของคุณอาจ ก็จะมีหนังสือประเภทนี้อยู่บ้าง

(จริงๆแล้วคำถามในข้อนี้ เป็นอีกคำถามหนึ่ง ที่ช่วยเผยความลับให้รู้ว่าคุณเป็นผู้ที่มาจากนอกโลกหรือไม่
เพราะว่ามีเพียง “ผู้พเนจรจากฟากฟ้า” (Wanderer) และ “วิญญาณต่างมิติผู้เข้ามาสวมร่าง” (Walk-in) เท่านั้น
ที่จะมีความกระหายใคร่รู้อย่างลึกซึ้งแบบไม่รู้จบ เกี่ยวกับโลกอื่นๆ)


10). คุณเป็นคนที่มีความสนใจอย่างแรงกล้า เกี่ยวกับความลี้ลับของจิตวิญญาณ (Mystic spirituality)
(ทั้งในแบบของโลกตะวันออกและโลกตะวันตก) ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ

โดยที่ลึกๆข้างในแล้ว คุณรู้สึกว่า คุณเคยมีความสามารถมากกว่านี้ เพียงแต่ว่าคุณอาจจะสูญเสียมันไปเท่านั้น

คุณอาจจะรู้สึกว่าคุณไม่จำเป็นต้องไปฝึกฝนอะไรเพิ่ม เพราะว่าคุณมีมันพร้อมอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าคุณอาจจะหลงลืมมันไปแล้วเท่านั้นเอง

คนอื่นๆอาจจะรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย กับสิ่งที่คุณคิดและสนใจอยู่นี้ แต่คุณก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้นหรอก
มันต้องมีอะไรอื่นอีก


11). คุณเป็นคนหนึ่ง ที่สามารถรับการสื่อสารทางโทรจิต กับรูปธรรมชีวิตต่างพิภพ หรือต่างภพภูมิได้

และคุณก็ตระหนักรู้อยู่ว่า เป้าหมายในชีวิตนี้ของคุณ ก็คือเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้อื่น

ช่วยเหลือในด้านการเจริญเติบโตและวิวัฒนาการด้านจิตวิญญาณของพวกเขา

(ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็แสดงว่า คุณไม่ได้หลับใหลอยู่อีกต่อไปแล้ว คุณคือ “ผู้พเนจรจากฟากฟ้า” แน่นอน!)


12). คุณรู้สึกว่า บางทีชีวิตทั้งชีวิตของคุณ ช่างรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นๆมากมายเหลือเกิน
และดูเหมือนว่า มันไม่เคยเข้ากันได้เอาซะเลย

บางทีคุณก็อยากจะเหมือนกับคนอื่นๆ คุณพยายามที่สุดแล้วที่จะเป็นเหมือน “คนปกติ”
หรือพยายามคิดว่าตัวเองก็เหมือนกันกับคนอื่นๆแล้ว แต่ผลที่ออกมาก็คือ คุณก็ยังรู้สึกว่า ตัวเองแตกต่างจากคนอื่นๆอยู่ดี

มันเป็นความรู้สึกที่กลัวจริงๆว่า จะไม่สามารถหาที่ๆจะไม่ทำให้คุณรู้สึกแบบนี้อีกได้ บนโลกใบนี้

(หมายเหตุ: นี่เป็นลักษณะจำเพาะทั่วไปของเหล่า “ผู้พเนจรจากฟากฟ้า” หละ!!)




ที่มา : The Extraterrestrial Wanderer
____________________
เครดิต : Chayutt
http://board.palungjit.com
________________________________
: Pageviews

(หมายเหตุ: ชุดคำถามนี้สามารถใช้กับผู้ใหญ่ที่สงสัยว่าเด็กเป็นหนึ่งใน “เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว” หรือไม่)

คำชี้แจง:

ให้วงกลมรอบๆคะแนนที่อยู่ท้ายคำถามแต่ละข้อ ที่คุณตอบว่า “ใช่”
แล้วรวมคะแนนทั้งหมดที่ได้มาพิจารณาตามเกณฑ์ข้างล่างนี้

คะแนน 12 – 15 => อาจจะใช่ “เด็กจากฟากฟ้า” (Star kid)
คะแนน 16 – 19 => เป็นไปได้มากว่าน่าจะใช่ “เด็กจากฟากฟ้า” (Star kid)
คะแนน 20 ขึ้นไป => ใช่ “เด็กจากฟากฟ้า” (Star kid) แน่นอน

1). ศรีษะของเด็กมีขนาดใหญ่กว่าศรีษะของเด็กทั่วๆไปในวัยและความสูงเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนบนหรือด้านหน้าของศรีษะ = 1 คะแนน

2). เด็กมีอุณหภูมิของร่างกายเฉลี่ยต่ำกว่า 97.6 F [หรือ 36.4 องศาเซลเซียส] = 1 คะแนน

3). ตอนที่เด็กเกิดมีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นหรือปรากฏให้เห็นในห้องคลอดด้วย
หรือมีแสงออร่าสว่างๆอยู่รอบๆตัวหรือรอบๆเตียงนอนของเด็ก = 2 คะแนน

4). เด็กเริ่มพูดได้ชัด ตอนอายุ 6 เดือน (พูดได้เร็วกว่าเด็กอื่นๆโดยเฉลี่ย อย่างน้อย 1 ปี
เพราะว่าปกติแล้วเด็กจะเริ่มพูดได้เมื่ออายุ 18 เดือน) = 1 คะแนน

5). เด็กเริ่มเดินได้เมื่ออายุได้ 6 เดือนกว่าๆ (เดินได้เร็วกว่าเด็กอื่นๆโดยเฉลี่ย
เพราะว่าปกติแล้วเด็กจะเริ่มเดินได้เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ) = 1 คะแนน

6). เมื่อเด็กเริ่มพูดได้แล้ว เขาจะพูดเป็นวลีหรือเป็นประโยคได้เลยทันที ไม่ใช่แค่พูดได้แบบทีละคำ = 1 คะแนน

7). ผู้คนจะสังเกตได้ว่า เด็กจะมีความคิดความอ่านโตกว่าอายุจริงอย่างมาก
ส่วนใหญ่จะเหมือนเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในร่างเด็กมากกว่า = 1 คะแนน

8). ในวัยเด็ก เด็กจะแสวงหาแต่อะไรที่ล้ำหน้ากว่ามาทำ และเขาจะเบื่อเกมต่างๆที่ท้าทายไม่พอ
ที่เด็กในวัยเดียวกันอยากจะเล่น = 1 คะแนน

9). เด็กจะพูดออกมาให้รู้ว่าเขาระลึกได้ว่าเขามี “พ่อแม่อื่น” ที่อยู่บนดวงดาวดวงใดดวงหนึ่งอีก
หรือแสดงออกถึงอาการอยากกลับบ้าน “ที่แท้จริง” ของเขาที่อยู่บนดวงดาวดวงใดดวงหนึ่งในจักรวาล = 2 คะแนน

10). สายตาของเด็ก จะดูเป็นผู้ใหญ่ และดูฉลาดหลักแหลม / รู้มากกว่าเด็กปกติธรรมดา = 1 คะแนน

11). ตลอดวัยเด็กของเขา เด็กจะโตเร็วมากกว่าเด็กปกติธรรมดามากๆ ทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา = 1 คะแนน


12). เด็กจะมีความอ่อนไหว และรู้สึกท้อถอย หรือรู้สึกหดหู่ กับพฤติกรรมแบบชอบทำลาย,
ใจร้าย, โหดร้าย, รุนแรง หรือพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายของเด็กคนอื่นๆ
และเขาก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเด็กคนอื่นๆจึงเป็นแบบนั้น = 1 คะแนน

13). บางครั้ง เวลาที่เด็กผ่านไปตามท้องถนนที่มีหลอดไฟสีเหลืองๆประเภท (sodium-vapor-plasma) อยู่
ไฟถนนอาจจะดับได้ โดยเฉพาะเวลาที่เด็กมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ขึ้น = 2 คะแนน



14). เด็กแสดงให้เห็นว่า เขาสามารถสื่อสารทางโทรจิตได้ (Mental telepathy) = 1 คะแนน


15). เด็กสามารถบอกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตได้อย่างถูกต้อง
หรือสามารถฝันเห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงได้ก่อนล่วงหน้าอย่างถูกต้อง มากกว่า 1 ครั้ง
(ญาณทัศนะ หรือ Precognition) = 1 คะแนน


16). เด็กสามารถทำให้วัตถุสิ่งของเคลื่อนที่ได้ โดยใช้พลังจิตเพ่งไปยังวัตถุนั้นๆ
เช่น เคยใช้กำหนดทิศทางของลูกบอลในเกม pinball หรือ ในกีฬาเบสบอล หรือโบลลิ่งบอล เป็นต้น = 1 คะแนน


17). เด็กสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในต่างสถานที่ หรือในอดีต
หรือในอนาคตได้อย่างถูกต้อง (ตาทิพย์ หรือ clairvoyance/remote viewing) = 1 คะแนน


18). เด็กสามารถรับรู้ข้อมูลใหม่ๆได้อย่างทันทีทันใด ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับข้อมูลโดยการ “ดาวน์โหลด”
ลงมาสู่จิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในขณะที่ยังตื่นอยู่ หรือในขณะหลับก็ตาม = 1 คะแนน

(แต่ถ้าเด็กบอกว่า ได้รับข้อมูลมาจากผู้มาเยือนจากต่างดาว ให้คะแนน = 2)


19). เด็กมีความสามารถในการสื่อสารข้ามสายพันธุ์ ทั้งการรู้ว่าสัตว์เหล่านั้น (เช่น สุนัข, ปลาโลมา เป็นต้น)
กำลังคิดอะไรอยู่ และสามารถสื่อสารทางจิตกับสัตว์เหล่านั้นได้ และสัตว์เหล่านั้นก็ตอบสนองต่อข้อมูล
ที่สื่อสารไปนั้นด้วย = 1 คะแนน


20). เด็กสามารถรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับบุคคล, สถานที่, เหตุการณ์บางอย่างด้วยสัญชาตญาณ
ได้อย่างถูกต้อง (มีพลังจิต หรือ psychic) = 1 คะแนน


21). เด็กสามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กโทนิกส์บางอย่างได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เพราะเพียงแค่เด็กอยู่ที่นั่นด้วยเฉยๆเท่านั้น (เช่น ทีวีเปลี่ยนช่องเองได้, วิทยุเปิดขึ้นเองได้, นาฬิกาข้อมือตาย,
หลอดไฟเปิดหรือปิดเองได้ โดยไม่มีใครไปแตะต้องอะไรมันเลย เป็นต้น) = 1 คะแนน


22). เด็กยอมรับว่าเคยใช้พลังจิตทำให้พฤติกรรมของคนอื่นเปลี่ยนไป และมันก็ได้ผลด้วย
(เช่น ทำให้พ่อแม่ยอมนำขนมหวานชิ้นที่ 2 มาให้ เป็นต้น) = 1 คะแนน

23). เด็กบอกว่าเห็นผู้มาเยือนหลายคน ที่พ่อแม่และคนอื่นๆมองไม่เห็น หรือเด็กบอกว่ามองเห็นสิ่งต่างๆ
ที่สายตาปกติมองไม่เห็น แม้ว่าจะจ้องมองแล้วก็ตาม
(มองทะลุมิติได้ หรือ inter-dimensional viewing) = 1 คะแนน


24). เด็กสามารถมองเห็นรังสีออร่ารอบๆตัวคน หรือสัตว์ต่างๆได้ = 1 คะแนน




25). เด็กสามารถเห็นหรือรู้สึกถึง “สี”, “รูปแบบ”, หรือ “เนื้อสัมผัส” ในรังสีออร่าเหล่านั้นได้
ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงสุขภาพ, สภาวะอารมณ์, สภาวะจิตใจ และอื่นๆของคนนั้นๆได้ = 1 คะแนน


26). เด็กสามารถใช้พลังจิตวินิจฉัยโรคได้ (มองเห็นด้วยพลังสัญชาตญาณ,
หรือด้วยการยกมือผ่านเหนือร่างกายของผู้ป่วย) และสามารถบอกตำแหน่งในร่างกายที่เกิดความเจ็บป่วย,
บาดเจ็บ, หรือเกิดโรคได้ = 1 คะแนน


27). เด็กสามารถใช้พลังภายใน (พลังจิต / พลังปราณ / พลังชี่ / พลังจักรวาล)
ส่งไปยังตำแหน่งของร่างกายคนหรือสัตว์ที่กำลังต้องการการเยียวยารักษาได้
แล้วคนหรือสัตว์นั้นๆ ก็มีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว = 1 คะแนน


28). เด็กสามารถทำให้ตัวเอง “หายตัว” ไปได้ ไม่ว่าจะด้วยการใช้พลังจิตย้ายตนเองไปที่อื่น
หรือใช้วิธีที่ธรรมดากว่านั้น เช่น ทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆตัวไม่สังเกตว่าตัวเองกำลังอยู่ที่นั่นด้วย
แต่เมื่อเด็กเลิกทำแบบนั้น คนอื่นๆก็จะมองเห็นเขาทันที = 1 คะแนน


29). เด็กสามารถทำให้สิ่งของต่างๆ ย้ายตำแหน่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้
โดยที่ไม่ได้ไปแตะต้องสัมผัสอะไรมันเลย (Teleportation) หรือสามารถทำให้มันลอยขึ้นจากพื้น
และเคลื่อนไหวได้ (Telekenesis) โดยที่ใช้เพียงจิตและความตั้งใจเพียงอย่างเดียว = 2 คะแนน


30). เด็กสามารถลอยตัวขึ้นมาจากพื้นได้มากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป (ไม่ว่าจะเป็นการลอยขึ้นเหนือพื้น
เพียงไม่กี่นิ้ว หรือว่าลอยขึ้นสูงมากๆก็ตาม) ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม = 2 คะแนน


31). เด็กแสดงอากัปกิริยา, ทำพิธีกรรม หรือพิธีการอะไรบางอย่างของตนเอง
แล้วสามารถเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยของมนุษย์, สัตว์, พืช หรือสถานที่ใดๆในโลกใบนี้ได้ = 1 คะแนน

(แต่ถ้าเด็กสามารถทำให้สัตว์, พืช, คน หรือบริเวณพื้นที่ใดๆที่ตายไปแล้วอย่างสมบูรณ์
กลับฟื้นคืนชีวิตมาใหม่อีกครั้งได้ ด้วยการเยียวยารักษานั้นๆ ให้คะแนน = 5)


32). เด็กสามารถย่นกาลเวลาได้ โดยทำให้เหตุการณ์บางอย่าง เช่น ทำให้การเดินทางโดยรถยนต์
ไปถึงจุดหมายเร็วขึ้น (เช่น จากปกติต้องใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ให้เหลือเพียงครึ่งชั่วโมงได้ เป็นต้น
โดยที่ใช้ความเร็วเท่าเดิม) = 1 คะแนน


33). เด็กสามารถยืดกาลเวลาได้ เช่น หน้าปัดนาฬิกาโชว์ว่าเวลาเพิ่งผ่านไปเพียง 15 นาทีเท่านั้น
แต่ทุกๆคนกลับรู้สึกว่าเวลามันน่าจะผ่านไปแล้วตั้ง 1 ชั่วโมง เป็นต้น = 1 คะแนน


34). เด็กสามารถบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่เหตุการณ์บางอย่าง (เช่น แผ่นดินไหว, อุบัติเหตุทางรถยนต์, ไฟไหม้ เป็นต้น)
จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วก็ได้เตือนให้คนอื่นๆได้รู้ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ = 1 คะแนน


35). ในบางครั้ง ตอนกลางคืน เด็กจะออกไปที่ไหนสักแห่งคนเดียวอย่างมีสติสัมปชัญญะ,
หรือไปด้วยกายทิพย์/ถอดจิตไป (โดยที่กายเนื้อยังนอนอยู่บนเตียง) แล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่า
ได้ไปพบกับอะไรมาบ้าง = 1 คะแนน

(แต่ถ้าเด็กเล่าว่าได้ไปพบผู้มาเยือนจากต่างดาวมา ให้คะแนน = 2)


36). ในขณะตื่น เด็กสามารถถอดจิตออกไปยังที่ต่างๆๆได้ ซึ่งผู้คนที่อยู่รอบๆข้างเด็กจะสังเกตเห็นว่าเด็ก “นิ่งไป”
เหมือนถูกปิดสวิตซ์ แล้วหลังจากนั้น เด็กก็มีสติกลับมาเหมือนเดิม พร้อมกับประสบการณ์เกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ = 1 คะแนน


37). เด็กสามารถรับการสื่อสารทางโทรจิตจากรูปธรรมชีวิตชั้นสูงทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกได้
และมีความตระหนักรู้ด้วยว่า ผู้ที่สื่อสารมานั้น สื่อสารมาจากดาวดวงไหน = 2 คะแนน


38). เด็กรายงานว่า มีผู้ที่มาจากดวงดาวดังกล่าวนั้นมาเยือนตน = 1 คะแนน


39). มีผู้ที่มาจากดวงดาวดังกล่าวนั้น มาเยือนพ่อแม่ของเด็กด้วย = 1 คะแนน


40). เด็กรายงานว่า ผู้มาเยือนที่มาจากดวงดาวดังกล่าวนั้น คือครอบครัวเดิมของตนเองก่อนหน้านี้ = 2 คะแนน


41). เด็กเคยมีประสบการณ์อย่างน้อย 1 ครั้ง ในการใช้จิตร่วมกันกับผู้มาเยือนจากดวงดาวดังกล่าว
(sharing mental space with a Star Visitor) ซึ่งต้องการที่จะขอยืมใช้ร่างกายและจิตของเด็ก
เพื่อหาประสบการณ์ของความเป็นมนุษย์โลก เป็นการชั่วคราว = 1 คะแนน


42). เด็กสามารถเรียกผู้มาเยือนจากต่างดาว หรือเรียกยานบิน (UFO) ของพวกเขา 1 รูปธรรม/ลำ หรือมากกว่านั้น
มาให้ดูได้ ซึ่งพอเรียกแล้วก็พบว่าพวกเขามาปรากฏให้เห็นจริงๆ = 1 คะแนน


43). เด็กมีความรู้สึกฝังอยู่ในใจลึกๆว่าตัวเองมีภารกิจที่สำคัญอะไรบางอย่างที่จะต้องทำบนโลกใบนี้
แม้ว่าในตอนนี้เด็กจะยังไม่รู้ชัดว่าภารกิจดังกล่าวนั้นคืออะไรก็ตาม = 1 คะแนน


44). เด็กดำเนินการอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา คล้ายผู้ใหญ่ เพื่อริเริ่มให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นในสังคม
(เช่น ติดต่อกับวุฒิสมาชิก หรือรายการโทรทัศน์ด้วยตัวเอง เพื่อนำเสนอแผนที่จะทำให้ได้มาซึ่งความสันติสุข
ในสถานการณ์บางอย่าง เป็นต้น) หรือในกรณีที่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะเพื่อเริ่มต้นทำกิจกรรมที่พิเศษบางอย่าง
เพื่อเยียวยาโลกใบนี้ก็ได้ = 1 คะแนน

45). เด็กมีปฏิกิริยาแบบไม่ธรรมดา คือมีความรู้สึกและความทรงจำที่เป็นบวกมากๆ กับภาพเหมือน
หรือภาพวาดของผู้มาเยือนจากต่างดาว ที่อยู่ในนิตยสาร หรือในทีวี หรือในภาพยนตร์ต่างๆ = 1 คะแนน


46). เด็กเมื่ออายุเลย 6 ขวบไปแล้ว แทบจะไม่เคยป่วยเป็นไข้หวัดแบบหนักๆ หรือโรคอื่นๆที่แพร่ระบาดอยู่ในห้องเรียน
หรือระแวกบ้านของตนเองเลย (มีภูมิคุ้มกันการติดเชื้อสูงขึ้น) และเด็กสามารถรักษาแผลที่ถูกของมีคมบาด,
แผลแตก, หรืออาการบาดเจ็บแบบอื่นๆได้อย่างรวดเร็วมาก

หรือเด็กบางคนก็อาจจะเป็นไปในทางตรงข้ามกัน นั่นคือ มีความไวต่อสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมอย่างมาก,
ความไวดังกล่าวนี้จะแสดงออกมาในรูปของอาการแพ้แบบต่างๆ

หรือบางคนก็อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารบางชนิด (เช่น นม เป็นต้น,
บางคนก็แพ้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวสาลีทั้งเมล็ด (whole-wheat products),
บางคนก็ขยะแขยงการรับประทานเนื้อสัตว์)

หรือไม่บางคนก็อาจจะเกิดความผิดปกติขึ้น (ที่เรียกว่าโรคแอสเพอร์เจอร์ (Asperger) และ “โรคสมาธิสั้น”
(Attention-Deficit Hyperactivity)) ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่าการเชื่อมต่อของระบบประสาทของพวกเขา
กับระบบประสาทของมนุษย์โลกทั่วไป มีความไม่สอดคล้องต้องกันอยู่ = 1 คะแนน


47). เด็กมีสีของม่านตา หรือรูปแบบของม่านตา หรือ รูปร่างลักษณะของตาดำ
หรือโครงร่างของดวงตาทั้งดวงไม่ปกติธรรมดา = 1 คะแนน


48). เด็กจะมีความสนใจในเรื่องของจิตวิญญาณ ตามวิถีแห่งธรรมชาติที่ไม่ได้ขึ้นกับลัทธิศาสนาใดๆ
ตั้งแต่ยังเยาว์วัย รวมถึงจะให้ความเคารพต่อดาวเคราะห์โลก ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่มีจิตสำนึกชนิดหนึ่ง,
เคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของทุกสรรพชีวิตไม่ว่าเล็กหรือใหญ่, และมีความตระหนักรู้ว่า
ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล = 1 คะแนน


49). เด็กจะมีความชอบและความสามารถในการนำคริสตัล, หินที่มีพลังงาน,
หรือวัสดุต่างๆที่มีพลัง และสามารถเพิ่มพลังจิตได้ มาใช้เพื่อการรักษาเยียวยาผู้ป่วยและอื่นๆ ได้อย่างถูกต้องเอง
โดยที่ไม่ต้องมีใครสอน = 1 คะแนน


50). เด็กจะบ่นอยู่เสมอว่าอยาก “กลับบ้าน” และมีความรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้กับความหยาบช้าของสังคมมนุษย์
และพฤติกรรมอันหยาบช้าของมนุษย์โลก = 1 คะแนน


51). เด็กจะถูกดึงดูดความสนใจอย่างแรงกล้าโดยเด็กจากฟากฟ้า (Star kid) คนอื่นๆ
และพวกเขาทุกๆคนก็จะถูกดึงดูดความสนใจโดยกันและกัน และก็จะรู้สึกชอบพอซึ่งกันและกันด้วย = 1 คะแนน


52). ข้อนี้ ให้เลือกให้คะแนนเพียงข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น ระหว่าง 2 ข้อย่อยต่อไปนี้:

a). เด็กเป็นเด็กที่เรียนเก่งในโรงเรียน, เข้าใจวิชาต่างๆที่เรียนได้ง่ายโดยไม่ต้องเรียนมาก
หรือโดยที่ไม่ต้องเรียนเลย แต่เด็กก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับอัตราเร็วของวิธีการสอนในโรงเรียนส่วนใหญ่
และจะรู้สึกสบายกว่าถ้าได้เรียนในสภาวะแวดล้อมที่เหนือขั้นกว่าวัยของตัวเอง
(เช่น ถ้าเป็นเด็กประถมก็จะชอบไปเรียนในชั้นมัธยมมากกว่า, ถ้าเป็นเด็กมัธยมก็จะชอบไปเรียน
ในระดับวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยซะมากกว่า หรือเด็กอาจจะเบื่อโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์
(Gifted School) เป็นต้น) = 1 คะแนน

b). เด็กถูกระบบการศึกษาในโรงเรียนเข้าใจผิด, หรือจัดประเภทผิดว่าป่วยเป็นโรค “สมาธิสั้น”
(Attention Deficit Disorder) หรือป่วยเป็นโรค “ความบกพร่องทางการเรียน” (Learning Disability)
เพราะว่าเด็กเบื่อหน่าย, เพราะมีความท้าทายไม่เพียงพอ หรือรู้สึกท้อถอยกับอัตราเร็วของการเรียนรู้
แบบเด็ก “ปกติ” ทั่วไป

หรือเด็กถูกจัดประเภทผิดว่าป่วยเป็น “โรคสมาธิสั้น” (Hyperactivity Disorder)
เพราะว่าเด็กรู้สึกหงุดหงิดกระสับกระส่าย เพราะความเบื่อหน่ายห้องเรียน

หรือเพราะว่าความคิดของพวกเขากำลังพุ่งตรงไปยังเรื่องที่ท้าทายกว่า

หรือเพราะว่าเด็กจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ตนกำลังสนใจอย่างมาก และมุ่งมั่นนานเกินกว่าที่เด็ก “ปกติ” เขาทำกัน

หรือเด็กถูกจัดประเภทผิดว่าป่วยเป็นโรค “ความบกพร่องทางการเรียน” (Learning Disability)
เพราะว่าเขามองเห็น และชี้ให้เห็นความสัมพันธ์กันระหว่างวิชาที่กำลังถูกสอนอยู่ กับวิชาอื่นๆ
(เช่น ความสัมพันธ์ของวิชาประวัติศาสตร์-คณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์-ศิลปะ เป็นต้น)
ในขณะที่ครูผู้สอนต้องการได้ยินแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาที่ตนเองกำลังสอนอยู่เท่านั้น = 1 คะแนน


53). เด็กเคยมีประสบการณ์ของการ “ถูกประทับร่าง” (Walk-In)
หรือบุคลิกลักษณะดั้งเดิม ถูกแทนที่ด้วยบุคลิกลักษณะใหม่ (ที่มาจากนอกโลก)
ซึ่งเข้าสวมในร่างเดิมแล้วดำเนินชีวิตต่อไป ความทรงจำเก่าๆทั้งหลายจะยังคงมีอยู่
แต่บุคลิกลักษณะและความสามารถต่างๆเปลี่ยนไปเป็นคนละคน = 1 คะแนน


54). เด็กมีสนามพลังชีวะแม่เหล็กไฟฟ้า-โฟตอน (bioelectromagnetic-photic field)
รอบๆร่างกายที่กว้างใหญ่กว่าปกติมากๆ (เช่น กว้างกว่า 3 ฟิต หรือกว้างกว่า 1 เมตร เป็นต้น)
ซึ่งวัดความกว้างนี้ได้โดยการใช้ดาวซิ่งร็อด (dowsing rods) = 1 คะแนน



หากพบว่ามีเด็กหรือผู้ใหญ่คนไหนที่ได้คะแนนมากกว่า 12 คะแนนขึ้นไป
กรุณาแนะนำให้ผู้ปกครองของเขาติดต่อกับ Dr.Richard Boylan ผู้อำนวยการโครงการสตาร์คิด
(Star Kids Project) เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Star Kids หรือ Star Seeds
และหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับพวกเขาและครอบครัว-เพื่อนฝูงของพวกเขา


เพื่อให้พวกเขามีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ 
และเพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตขึ้นมาได้
ด้วยความสะดวกสบายใจ พร้อมกับความสามารถที่เหนือกว่าของพวกเขา


และเพื่อให้พวกเขาได้พบกับ Star Kids คนอื่นๆและครอบครัว Star Kids อื่นๆด้วย
และเพื่อทำให้พวกเขาได้ระลึกรู้ถึงภารกิจของการเป็น Star Kid/Star Seeds ของพวกเขาเอง








ที่มา : http://board.palungjit.com
____________________
เครดิต : Chayutt
________________________________
: Pageviews

“การตื่นของเหล่าผู้พเนจร” (Wanderer Awakening)…


รูปธรรมชีวิตในมิติที่ 6 บางรูป เพิ่งลงมาที่โลกเมื่อเร็วๆนี้
แล้วก็ได้ลืมไปแล้วว่าพวกเขาเป็นใคร


มนุษย์ทุกคนมี “ตัวตนที่สูงส่งกว่า” ของตัวเองอยู่อีก 1 ตัวตน แต่สำหรับชาวโลกบางคน
การจะวิวัฒน์ขึ้นไปถึงจุดนั้นได้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายล้านปีในอนาคต

“ผู้พเนจร” (Wanderer) ในอีกความหมายหนึ่ง ก็คือรูปธรรมชีวิตในมิติที่ 6 ที่อาสาลงมาเกิดในร่างมนุษย์เมื่อเร็วๆนี้
เพื่อมาช่วยโลกโดยเฉพาะ เนื่องจากว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับโลก ไม่เป็นไปอย่างที่พวกเราคาดหวัง


ในหนังสือชุด “The Law of One” ได้เปิดเผยว่าในช่วงปี 1981 มี “ผู้พเนจร” ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์แล้ว
ประมาณ 65 ล้านชีวิต และจากข้อมูลที่ผมเพิ่งได้รับมา จากการสื่อสารทางโทรจิตที่ชัดเจนมากๆของผมเมื่อเร็วๆนี้
บอกว่า ตอนนี้มีประมาณ 245 ล้านชีวิตแล้ว


พวกคุณหลายคนที่กำลังอ่านข้อความนี้อยู่ ก็อาจจะเป็นหนึ่งใน “ผู้พเนจร” ด้วยก็ได้
ซึ่งลักษณะเฉพาะที่คุณอาจจะพอจับสังเกตได้ ก็เช่น คุณจะมีปัญหาเกี่ยวกับความมีมารยาสาไถแบบชาวโลก
เพราะว่าคุณเพิ่งลงมาถึงโลก เพราะฉะนั้น คุณจะยังใสซื่อบริสุทธิ์อยู่ คุณจะยังไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับการหลอกลวง,
กลอุบาย และการโป้ปดมดเท็จของชาวโลก

คุณอาจจะกลายเป็นศัตรูตัวร้ายกาจของตัวคุณเอง เพราะการมีพฤติกรรมที่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น
หรือขึ้นอยู่กับผู้อื่นตลอดเวลา ซึ่งมันจะทำให้คุณปรารถนาที่จะได้พบกับใครสักคนหนึ่ง
ที่จะมาเป็นคู่หูหรือเป็นคู่ครองของคุณ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับตัวตนที่สูงส่งของคุณเอง
ใครบางคนที่คุณจะสามารถเชื่อใจได้ ปฏิบัติตามได้และเชื่อฟังได้อย่างสนิทใจ
ใครบางคนที่คุณสามารถขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

ไม่มีเรื่องไหนในชีวิตผมที่ทำให้ผมต้องพบกับความยากลำบากมากเท่ากับเรื่อง นี้เลย
แม้ว่าผมจะมีสติปัญญาที่ดี แต่ผมก็ยังต้องเจ็บปวดและเป็นทุกข์เพราะมันมาตั้งหลายปี
แต่เมื่อผมได้ผ่านพ้นมันมาได้แล้ว และค้นพบวิธีที่จะรักตัวผมเองได้จริงๆแล้ว
เพียงแค่นั้นผมก็ค้นพบความสามารถของตัวเอง เหมือนอย่างที่ผมเขียนไว้ในหนังสือชื่อ
“การตื่นของเหล่าผู้พเนจร” (Wanderer Awakening)

-----------------------------------------------------------

คุณคือ “เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว” (Star Seed) หรือไม่ ??




"ผู้ควบคุมภารกิจ รับรู้ว่ากระบวนการของการ ”ตื่นขึ้น” มันมีเคล็ดลับอยู่เล็กน้อย
แม้ว่าในรหัสพันธุกรรมของคุณจะถูกใส่รหัสมาให้ตื่นขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นแล้วก็ตาม
แต่คุณก็ยังจะเชื่ออย่างสนิทใจอยู่ว่า..คุณคือมนุษย์โลกคนหนึ่ง "

จากหนังสือ "E. T. 101" โดย Zoev Jho



มันเป็นไปได้ไหม๊ว่า คุณเป็นผู้ที่มาจากระบบดวงดาวอื่นๆ แล้วมาเกิดบนดาวเคราะห์โลกดวงนี้?
คุณมาที่นี่เพื่อทำภารกิจพิเศษบางอย่าง เพื่อช่วยเหลือดาวเคราะห์โลกดวงนี้
และมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ ให้สามารถเปลี่ยนระดับความสั่นสะเทือนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
โดยการยกระดับความตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณของผู้คนรอบๆตัวคุณให้สูงขึ้นใช่หรือไม่?



มันอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ ว่าในวันนี้ จะมีผู้คนมากมายบนโลกที่รู้อยู่ข้างในลึกๆว่า
แท้ที่จริงแล้วพวกเขาอยู่ที่นี่ในฐานะของ “เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว” (Star Seed)

คนเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วจะเป็นคนที่มีการศึกษา และเป็นที่นับหน้าถือตาของสังคม

พวกเขาอาจจะอยู่ในวงการแพทย์, กฎหมาย, ครูบาอาจารย์, หรืออื่นๆที่ทำให้วิถีชีวิต
ค่อนข้างออกมาในแนวๆที่ต้องเป็นผู้ให้บริการผู้อื่น
มีผู้คนหลายล้านคน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการแห่งการตื่นรู้อยู่
และพวกเขาก็กำลังสงสัยอยู่อย่างมากเช่นกันว่า พวกเขามาจากต่างดาวหรือไม่ ??


เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว (Satrseed) คืออะไร?



คำจำกัดความ:

เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว (Starseeds) คือกลุ่มของรูปธรรมชีวิตที่วิวัฒน์แล้วจากต่างดาว, ต่างระบบดวงดาว,
หรือต่างกาแล็กซี่ ที่เดินทางมาเพื่อทำภารกิจพิเศษบางอย่าง เพื่อช่วยเหลือโลกและมนุษย์
ในการก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง” (Golden Age) ณ.ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนยุคนี้

เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว (Starseeds) จะลงมาเกิดบนดาวเคราะห์โลก ด้วยเงื่อนไขต่างๆ
ที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ และสูญเสียความทรงจำว่าตัวเองเป็นใคร,มาจากไหน และมาเพื่ออะไร ไปโดยสิ้นเชิง
เช่นเดียวกับเงื่อนไขการลงมาเกิดของชาวโลกตัวจริง

แต่อย่างไรก็ตาม ในยีนส์ (genes) ของเหล่าเมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาวเหล่านี้ จะถูกบรรจุ “รหัสแห่งการตื่น” เอาไว้ด้วย
เพื่อใช้ “กระตุ้น” ให้พวกเขาตื่นขึ้น ณ.ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต ที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

“การตื่นขึ้น” (Awakening) ของพวกเขา อาจจะเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปและช้าๆ
หรืออาจจะเป็นแบบค่อนข้างปุบปับและฉับพลันทันทีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ความทรงจำของพวกเขา
จะถูกเรียกกลับคืนมามากน้อยต่างกันไปในแต่ละคน ทำให้พวกเขาตระหนักรู้ถึงภารกิจของพวกเขา
และเริ่มลงมือทำภารกิจของตนเอง

ความเชื่อมต่อระหว่างพวกเขากับ “ตัวตนที่สูงส่งกว่า” (Higher Self) ของพวกเขา
จะมาช่วยเสริมให้พวกเขามีความเข้มแข็ง และทำให้พวกเขาสามารถใช้ “ความรู้จากภายใน” (inner knowing)
ของตนเอง เป็นผู้นำทางได้

เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว (Starseeds) หลายคน ก็ได้ถูกฝึกฝนจนสามารถ “ขัดเกลากิเลส”
ให้เบาบางลงไปได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว จนพวกเขาสามารถขจัดรูปแบบพฤติกรรมที่มีขีดจำกัด
และความกลัวทั้งหลายออกไปได้หมด ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งหากเป็นมนุษย์โลกทั่วไปแล้ว
อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเลยก็ได้
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว (Starseeds) เหล่านี้ ได้เคยทำภารกิจเช่นนี้
บนดาวดวงอื่นๆมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว พวกเขาจึงค่อนข้างจะคุ้นเคยกับกระบวนการและเทคนิคต่างๆ
ที่จะนำมาใช้เพื่อยกระดับจิตสำนึกของตนเองให้สูงขึ้นได้

เพราะฉะนั้น แนวความคิดเกี่ยวกับยานอวกาศ, การท่องอวกาศ, ปรากฏการณ์ทางจิตต่างๆ
และเรื่องราวเกี่ยวกับรูปธรรมชีวิตในกาแล็กซี่อื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาและมีเหตุมีผลสำหรับพวกเขา







ชุดคำถามนี้สามารถใช้กับผู้ใหญ่ที่สงสัยว่าเด็กเป็นหนึ่งใน “เมล็ดพันธุ์แห่งดวงดาว” หรือไม่





ชุดคำถามสำหรับผู้ใหญ่ “ผู้มาเยือนจากนอกโลกที่กำลังหลับใหลอยู่”หรือไม่?







ที่มา : http://board.palungjit.com
____________________
เครดิต : Chayutt
________________________________
: Pageviews


ข้อความจาก อาชตาห์ (มนุษย์ต่างดาวชาวนอร์ดิก)

ได้มาบอกกล่าวเกี่ยวการเปลี่ยนเเปลงของพลังงานจักรวาล

ว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลง ดีเอ็นเอ ของมนุษย์บนโลก ในไม่ช้า

ยานอวกาศของพวกเขาเดินทางมาอยู่ในช่วงเวลาของมนุษย์โลกเเล้ว

เเละรอคอยที่จะมาพบกับพวกเราชาวมนุษย์โลก

คนที่ดูเเลโลกใบนี้ได้ต่อต้านพวกเขา เเละ พวกเขาต้องการบอกความจริงกับพวกคุณ

เเละสนธิสัญญาที่เคยทำไว้กับผู้ดูเเลโลกใบนี้ถือว่าเป็นโมโฆะ

พวกเขาจะเปิดเผยตัวเองกับมนุษย์โลก

หากผู้ดูเเลไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปช่วยเหลือมนุษย์โลกกับเหตุการณ์ที่กำลังจะ เกิดขึ้น

สนธิสัญญาเหลือเวลาอีกสองสามปีข้างหน้า

พวกเขาอยากให้เราเเจ้งให้กับมนุษยชาติทราบเรื่องเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่า ที่พวกเราจะทำได้

พวกเราไม่มีเวลามาก เพราะตอนนี้ดีเอ็นเอของมนุษย์ได้เกิดการเปลี่ยนเเปลงขึ้นเเล้ว

ถ้ารอนานกว่านี้มันเป็นไปได้ยากมากที่จะช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหมด

เเละจะกลายเป็นว่าพวกเขาสามารถช่วยได้เพียงเเค่กลุ่มคนบางส่วนเท่านั้น

ดังนั้นพวกเขาขอให้พวกเราเตรียมตัวกับสิ่งที่เราได้เตรียมไว้ให้เเล้ว

ซึ่งมาจากพี่น้องจากจักรวาลเดียวกัน

พวกเขาอยากให้รู้ว่า สิ่งที่เขาได้เตรียมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการควบคุมพลังงาน

ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะยกเลิกการช่วยเหลือหากผู้ดูเเลโลกใบนี้ทำร้ายพวกเขา

สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุด คือ ขีปนาวุธนิวเคลียร์

ซึ่งผู้ดูเเลโลกใบนี้หักหลัง หลังจากที่พวกเขาสอนวิทยาการต่างๆเหล่านั้น


"ในฐานะตัวเเทนผมจะขอให้คุณช่วยกระจายข้อมูลเหล่านี้


ให้ผู้คนได้รับทราบเพราะเวลาใกล้หมดลงเเล้ว


เเน่นอนว่าพวกคุณจะถูกหลอกต่อไปอีก เเต่ความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย


เราคือ ครอบครัวเดียวกันในจักรวาลนี้


อยู่ด้วยความรักเเละความสงบสุข


เเละนี้ก็คือ หน้าที่ของพวกเราด้วยความเคารพอย่าสูง "





ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________
: Pageviews
ข้อความสื่อสารทางโทรจิตมาจากท่านเมตาตรอน (Metatron)

ผู้รับการสื่อสาร: Tyberonn
วันที่รับการสื่อสาร: 20 กรกฎาคม 2008


เรื่อง: อาณาจักรใต้พิภพ, อาณาจักรเทวะ และ ปรากฏการณ์ UFO

ตอนที่ 1

(metatron)


เราขอกล่าวคำทักทายด้วยความรัก เราคือเมตตาตรอน (Metatron) ราชาแห่งแสงสว่าง
เราขอต้อนรับพวกคุณทุกคนสู่ข้อความที่มีชีวิตข้อความนี้ และเราขอโอบกอดพวกคุณด้วยความรัก

ตอนนี้พวกคุณคงคิดว่า ดาวเคราะห์ของพวกคุณเป็นรูปทรงกลมทึบตันอยู่ใช่ไหมหละ
แต่ชาวโลกที่รักทั้งหลาย แท้ที่จริงแล้ว ดาวเคราะห์ของพวกคุณมีลักษณะแบนตรงหัวและท้ายต่างหาก

และมันก็มีโพรงอยู่ข้างในมากมายด้วย ซึ่งโพรงเหล่านี้ ก็คือบ้านของผู้ที่พวกคุณเรียกกันว่า
“อารยธรรมที่สาบสูญ” (Lost civilization) ทั้งหลายนั่นเอง

นักธรณีวิทยาได้ประมาณการอายุของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณว่า มีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปีมาแล้ว
และพวกเราก็จะบอกคุณว่า นั่นก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอยู่ เมื่อเทียบตามบันทัดฐานของศาสตร์ของพวกคุณ


แต่พวกคุณรู้ไหมว่า เมื่อมองจากมุมมองด้านมิติแล้ว
ดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ ก็คือกลุ่มของดาวเคราะห์โลกจำนวนมากมาย
(conglomerate of many earths) ที่ซ้อนทับกันอยู่
ด้วยความเป็นไปได้ทั้งมวล อย่างเป็นอนันต์


....................................................................................................................................................

ตอนที่ 2


คำถาม: หลายคนพูดถึงเมืองใต้พิภพ มันมีอยู่จริงหรือไม่ครับ และมันอยู่ที่ไหน?




(hollowearth model)


Metatron: มันมีอยู่จริงๆ และก็มีอยู่นานแล้วด้วย ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่น ก็คือรูปธรรมชีวิตคล้ายมนุษย์นี่แหละ
ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในอาณาจักรเลมูเรีย (Lemuria) และที่เคยอยู่ในช่วงสุดท้ายของอาณาจักรแอตแลนติส (Atlantis) มาก่อน

พวกเขาได้ค้นพบทางเข้าไปสู่โพรงที่อยู่ภายในโลก ซึ่งภายในโลก มีโพรงขนาดใหญ่เหล่านั้นอยู่มากมาย
ซึ่งครั้งหนึ่งพวกมันเคยถูกเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่มากมาย

รูปธรรมชีวิตที่เป็นผู้เข้าไปอยู่ในโพรงเหล่านั้นเป็นพวกแรก คือผู้ที่มีร่างกายเนื้อกึ่งกายทิพย์
นั่นคือยังมีกายเนื้ออยู่แต่ว่าจะไม่หยาบและทึบตันเหมือนกับของชาวโลกที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลก

เหตุผลที่ชาวเลมูเรียต้องอพยพลงมาอยู่ในโพรงใต้พื้นโลกในตอนแรก ก็เพราะว่าต้องการหลบหนี
จากการก่อกวนของสิ่งที่พวกคุณเรียกว่าไดโนเสาร์ ที่มีอยู่เต็มไปหมดบนพื้นทวีปของพวกเขาในสมัยนั้น

เมื่อพวกเขาค้นพบสถานที่ๆสงบเงียบและสวยงามได้แล้ว พวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่ามันมีดวงอาทิตย์อยู่ภายในโลกด้วย
ซึ่งดวงอาทิตย์ที่ว่านี้จะแผ่แสงสว่างสีฟ้าออกมา และชาวเลมูเรียโบราณ ซึ่งอยู่ในรูปกายกึ่งกายทิพย์ทั้งหลายนี้
ก็ได้พัฒนาวิธีการที่จะมองเห็นได้ภายใต้แสงสว่างนี้ และพวกเขาก็ค้นพบความสวยงามที่น่าอัศจรรย์ภายในโพรงเหล่านี้

ชาวโลกหลายคนเข้าใจว่าชาวเลมูเรียได้ “เลื่อนระดับขึ้น” (Ascend) ไปข้างบนเรียบร้อยแล้ว
แต่ความจริงก็คือ พวกเขา “เลื่อนระดับลง” (descend) เข้ามาอยู่ในใจกลางโลกต่างหาก
แต่ถ้าจะเรียกว่า “พวกเขาเสร็จกิจแล้ว” หรือ “เลื่อนระดับขึ้น” ไปแล้ว ก็น่าใกล้เคียง


มันมีโพรงที่อยู่ภายในโลก ใต้บริเวณรัฐอาริโซน่า, เนวาด้า และแคลิฟอเนีย อยู่หลายสิบโพรงจริงๆ
ซึ่งในจำนวนโพรงเหล่านี้ ก็เคยถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยชาวโลกบนพื้นผิวโลกเมื่ออดีตที่ผ่านมา

หลายๆโพรงอยู่บริเวณใต้แกรนแคนยอน (Grand Canyon), Flagstaff, แอเรีย 51 (Area 51),
และเดดวัลเล่ย์ในแคลิฟอร์เนีย (Death Valley in California)

ชนเผ่าพื้นเมืองที่ว่านั้น ก็ได้แก่ ชนเผ่าโฮบิ (Hopi), นาวาโจ (Navajo), และฮาวาซูไป (Havasupai)
พวกเขายังคงเก็บรักษาตำนานและแน่นอนรวมถึงความรู้ที่ได้จากผู้คนที่อยู่ในถ้ำใต้ดินเหล่านี้เอาไว้อยู่ตราบกระทั่งทุกวันนี้

มาถึงตรงนี้คุณควรจะรู้ไว้ว่า ภายในสิ่งที่เรียกว่า “โลกชั้นใน” (Inner Earth) เหล่านี้
เพราะความที่อยู่ภายใต้พื้นผิวโลก ซึ่งมีความดัน และแรงโน้มถ่วงจากสนามแม่เหล็กสูงกว่าบนพื้นผิวโลก
จึงทำให้มันมีแม่แบบของเวกเตอร์ (vector template) ที่พิเศษและเฉพาะเจาะจง
ที่จะทำให้เกิดสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “มิติคู่ขนาน” (parallel dimensions) ได้มากกว่า
และชัดเจนมากกว่าบนพื้นผิวโลก

เพราะฉะนั้นแล้ว ในความเป็นจริงแล้ว มันจึงมีการซ้อนทับกันอยู่แบบมีศูนย์กลางเดียวกัน ของมิติต่างๆ
อยู่ภายในของดาวเคราะห์โลกอย่างมากมาย

และในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์แบบนี้ มันก็เกิดขึ้นกับทุกแห่งทุกหนในจักรวาลที่พวกคุณรู้จักนั่นแหละ
รวมถึงบนพื้นผิวโลกด้วย แต่เพราะว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและความหนาแน่นของความดัน
ที่พวกเราได้สร้างให้ไว้กับดาวเคราะห์โลก ทำให้ปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้ชัดเจนน้อยกว่า



....................................................................................................................................................


ตอนที่ 3

พวกเราอยากจะบอกว่า ภายในลูกโลก โครงสร้างด้านพลังงานภายในชั้นแมนเทิล (mantles)
จะมีความสำคัญมากกว่าบนพื้นผิวโลก และมันก็ทำให้มีจำนวนมิติมากกว่าเกิดขึ้น
รวมถึงทำให้มีพลังงานชีวิตมากกว่า, มีพลังงานอีเทอเรี่ยม (etherium) เข้มข้นมากกว่าด้วย

ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบอย่างคร่าวๆให้พอเข้าใจแล้ว มันก็น่าจะเหมือนกับการรับคลื่นสัญญาณโทรทัศน์
ด้วยเสาอากาศ กับการรับคลื่นสัญญาณจากเคเบิล หรือ จากดาวเทียมนั่นเอง

บนพื้นผิวโลกจะเปรียบได้กับการรับคลื่นสัญญาณด้วยเสาอากาศธรรมดา ส่วนภายในลูกโลก
จะเปรียบเหมือนกับการรับคลื่นสัญญาณจากดาวเทียม เพราะฉะนั้น ภายในลูกโลก
จำนวนช่องสัญญาณก็จะมีมากกว่า และความคมชัดของสัญญาณก็ยิ่งมีมากกว่าด้วย
แต่ในกรณีของเรา พวกเรากำลังพูดถึงเรื่อง “มิติคู่ขนาน” อยู่แทนที่จะเป็นเรื่อง “ช่องสัญญาณโทรทัศน์” ก็เท่านั้นเอง


ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีมิติต่างๆที่อยู่ขนานกัน และซ้อนทับกันอยู่จำนวนมากมาย ซึ่งมิติคู่ขนานเหล่านี้ จะอยู่แยกออกจากกัน
ทำให้มีรูปธรรมชีวิตที่อยู่ต่างมิติกัน อาศัยอยู่ในนั้นได้โดยไม่มีผลกระทบต่อกัน
มันก็เหมือนกับโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียว แต่สามารถรับช่องสัญญาณได้หลายๆช่องนั่นแหละ
ดังนั้น ระนาบต่างๆของมิติคู่ขนานจึงสามารถอยู่ด้วยกันได้ ในโลกใบเดียวกัน

ในความเป็นจริงแล้ว มีรูปธรรมชีวิตจากนอกโลกเป็นจำนวนมาก ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ภายในโลกใบนี้
และที่พวกเขาก็สามารถอาศัยอยู่ในลูกโลกได้ ก็เพราะอาศัยโครงสร้างของความถี่ที่ขนานกันดังกล่าวไปแล้วนั่นเอง
ซึ่งอาจจะเรียกมันว่า “โฮโลแกรมมิก” (Hologramic) ก็ได้ ทีนี้คุณเข้าใจหรือยัง ?


ดังนั้น มันจึงมีรูปธรรมชีวิตมากมายที่อาศัยอยู่ในใจกลางของดาวเคราะห์โลกในนี้
ซึ่งหลายๆเผ่าพันธุ์ ก็ได้มาอยู่ที่นี่นานกว่ามนุษย์โลกเสียอีก และหลายๆเผ่าพันธุ์ก็คิดว่าพวกเขาเป็นผู้ครองโลกนี้อยู่
เหมือนอย่างที่พวกคุณเองคิดว่า เผ่าพันธุ์ของตัวเองกำลังครองโลกนี้อยู่อย่างนั้นเลยแหละ
และในความเป็นจริงแล้ว เผ่าพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์โลกมากที่สุดก็คือ ชนเผ่าของอาณาจักรเลมูเรียโบราณ



....................................................................................................................................................


ตอนที่ 4

คำถาม: รูปธรรมชีวิตเหล่านั้นพวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหน และพวกเขาชอบอะไรครับ?


Metatron: ความจริงแล้ว รูปธรรมชีวิตชาวเลมูเรีย พวกเขามีวิวัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ
ก้าวไกลไปมากกว่าพวกคุณในขณะนี้มากมายนัก ก็อย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่า ร่างกายของพวกเขา
มีความหนาแน่นน้อยกว่าพวกคุณ แต่ก็ยังเป็นกายเนื้ออยู่เหมือนกับพวกคุณนี่แหละ
ผิวหนังของพวกเขาได้เปลี่ยนไปเป็นสีเขียว หรือบางคนก็เป็นสีเขียวแกมน้ำเงิน เพราะว่าน้ำที่พวกเขาใช้ดื่ม
อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากกว่าของพวกคุณ และมีความเข้มข้นของสารประกอบออกไซด์ของทองแดง
และของโลหะอื่นๆมากกว่าด้วย

รูปธรรมชีวิตเหล่านี้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุข, ไม่มีศาสนาอื่นใดนอกจากความรักจากแหล่งกำเนิด
(Love of Source) และพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ความสงบเงียบอันยิ่งใหญ่”(great tranquility)

พวกเขาค่อนข้างที่จะตระหนักรู้ถึงความมีตัวตนอยู่ของพวกคุณ
แต่พวกเขาไม่อยากที่จะมาสุงสิงด้วย

คุณอาจจะถามว่า ทำไมหละ?

ก็เพราะว่ามันมีหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ
พวกเขารู้ว่าธรรมชาติของพวกคุณ คือชอบความรุนแรง
และรู้ว่าพวกคุณขี้กลัว และด้อยพัฒนาด้านจิตสำนึกมวลรวม


พวกเขารู้ว่าร่างกายของพวกคุณเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งโรคภัยบางชนิดอาจจะติดต่อไปถึงพวกเขาได้
และก็ พวกเขาจะทนต่อแสงอาทิตย์ของพวกคุณไม่ค่อยได้

พูดอย่างนี้ดีกว่าว่า พวกเขาได้วิวัฒน์ไปในทิศทางที่พิเศษเฉพาะของตนเอง
และตอนนี้พวกเขาก็ใกล้จะบรรลุจุดหมายปลายทางระดับนั้นแล้ว

ร่างกายของพวกเขาถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังแม่เหล็กคริสตัลชนิดหนึ่ง (Crystalline magnetic force)
ซึ่งมาจากแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่อยู่ใจกลางโลกของคุณ ด้วยความสามารถทางจิตที่มากมายของพวกเขา
ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมสนามพลังเหล่านั้น และสามารถปรับพวกมันให้เข้ากับร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเขาได้

แม้ว่าพวกเขาจะยังมีกายเนื้ออยู่ แต่มันก็เป็นกายเนื้อในมิติที่ 4 ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่า
กายเนื้อของพวกคุณเป็นอย่างมาก

พวกเขาหลายคนค่อนข้างจะมีความชำนาญในด้านการหายตัวไปปรากฏอยู่ในอีกที่หนึ่งมาก (Teleportation)

อันที่จริงแล้ว มันก็มีการติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ
ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในใจกลางโลก กับรัฐบาลของพวกคุณนั่นแหละ
แต่ไม่ใช่การรวมเข้าด้วยกัน

พวกเขาได้ส่งข้อความสื่อสารทางโทรจิตมาถึงชาวโลกบนพื้นพิภพบางคน
ให้รู้ว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น
เหมือนอย่างที่พวกเราที่ได้พร่ำบอกกับพวกคุณมาโดยตลอด

ที่พวกเขารู้เรื่องนี้ก็เพราะว่าพวกเขาอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างจากพวกคุณ,
พวกเขาอยู่ในวัฏจักรของเวลาคนละรอบกับพวกคุณ
และพวกเขาก็ใกล้จะไปถึงจุดหมายปลายทางของพวกเขาแล้ว


คุณถามว่าโพรงของพวกเขาอยู่ที่ไหนบ้างใช่ไหม๊ อย่าลืมเรื่องมิติคู่ขนานไปเสียหละ
พวกเราจะตอบคำถามของคุณในแบบที่พวกคุณจะเข้าใจ ว่าส่วนใหญ่แล้ว โพรงเหล่านี้จะอยู่ใต้ดินของส่วนที่เป็นทะเล
แต่ใต้พื้นดินของทุกๆทวีปก็มีโพรงต่างๆเหล่านี้อยู่ด้วย เช่น พื้นที่บริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา
ใต้ภูเขาแห่งรัฐอาแคนซอ (Arkansas) ในมลรัฐนิวเม็กซิโก, อาริโซน่า, ประเทศเม็กซิโก, ประเทศในแถบอเมริกากลาง,
ประเทศเปรู, เกาะอังกฤษ, ทวีปยุโรป, ใต้ภูเขาหิมาลัย, ประเทศชิลี, อาเจนติน่า, โบลิเวีย, บราซิล, ประเทศจีน,
ไซบีเรีย, เกาะกรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, ศรีลังกา,

ใต้พื้นที่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีเผ่าพันธุ์บางเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ในโพรงใต้ดินของพวกเขา


....................................................................................................................................................


ตอนที่ 5


คำถาม: พวกเขาอาศัยอยู่ใต้ดินลึกซักแค่ไหนครับ และบนดาวเคราะห์โลก มันมีทางเข้าไปสู่โพรงเหล่านี้บ้างหรือเปล่าครับ?


Metatron: เราได้บอกไปแล้วว่า ทางเข้าไปสู่โพรงเหล่านี้ อยู่ตรงขั้วโลกทั้งสอง และตามช่องต่างๆที่อยู่บนพื้นผิวโลก
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าพวกเขาอยู่ลึกแค่ไหน เพราะว่าความจริงแล้วพวกเขาอยู่ในมิติคู่ขนาน
ซึ่งมาตรฐานการวัดของพวกคุณมิอาจนำมาใช้ได้ บางชุมชนก็อยู่ใกล้กับพื้นผิวโลกมาก แต่โพรงหลักๆส่วนใหญ่
ถ้าจะพยายามพูดภาษาของพวกคุณหละก็ ก็อาจจะบอกว่าอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวของชั้นแมนเทิลประมาณ 20 ไมล์
และบางโพรงก็อยู่ลึกลงไปหลายร้อยไมล์เลยทีเดียว (นักธรณีวิทยาของพวกคุณ อาจจะจินตนาการไม่ออก
เพราะว่าการตีความด้านความดัน และความร้อนของพวกเขา แต่เราขอบอกคุณว่าดินแดนเหล่านี้มีอยู่จริง
และก็มีรูปธรรมชีวิตอาศัยอยู่ในนั้น ในสนามพลังงานเหล่านั้น จำนวนมากมายจริงๆ)

แต่ระยะทางที่กล่าวไปแล้วนั้น เป็นเพียงระยะทางสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับมิติคู่ขนานหลากมิติเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเข้าไปในดินแดนต่างมิติเหล่านี้ ผ่านทางขั้วโลกของพวกคุณ
หรือผ่านทางทางเข้าใดๆที่อยู่บนพื้นผิวโลกในมิติที่ 3 ของพวกคุณ เพราะว่าดินแดนเหล่านี้
อยู่ในมิติคู่ขนานและอยู่ในกาลเวลา-อวกาศที่แตกต่างจากของพวกคุณ เพราะฉะนั้น ระยะทางจริงจากจุดที่คุณเริ่มเข้าไป
ที่คุณจะวัดได้ ก็อาจจะเป็นเพียงไม่กี่นิ้ว หรืออาจจะเป็นชั่วกาลนานก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณกำลังมองมาจากตรงไหน

ศาสตร์ที่สามารถใช้อธิบายแทนถ้อยคำจำนวนนับไม่ถ้วนได้ใกล้เคียงที่สุด ก็คือควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum physics)
แม้ว่าศาสตร์แขนงนี้ เพิ่งจะเป็นที่เข้าใจกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ของพวกคุณก็ตาม

แต่ว่าถ้าจะให้ศาสตร์นี้สามารถถูกแปลความหมายได้อย่างถูกต้องมากกว่านี้ บนระนาบของพวกคุณหละก็
จะต้องเปลี่ยนแบบจำลองนั้นซะใหม่ รวมถึงแบบจำลองด้านเรขาคณิต และด้านคณิตศาสตร์ด้วย

ทางเข้าไปสู่โพรงใต้พื้นโลกเบื้องต้น ก็คือผ่านทางขั้วโลกทั้งสอง เพราะว่าตรงบริเวณดังกล่าวนี้
เป็นจุดเชื่อมต่อด้านควอนตัมระหว่างโลกที่อยู่ในมิติต่างๆของพวกคุณ เพราะว่าตรงบริเวณขั้วโลกทั้งสองนั้น
มีพลังแม่เหล็กที่แบนราบ จึงทำให้สามารถใช้เป็นทางเข้าสู่โพรงต่างๆของโลกชั้นในได้

พลเรือเอกไบร์ด (Admiral Byrd) เคยเขียนบทความเล่าถึงการบินผ่านบริเวณขั้วโลกของเขาว่า
เขามองเห็นดินแดนที่เขียวชอุ่ม ที่มีแม่น้ำหลายสายอยู่ในนั้น

เราขอบอกคุณว่า นั่นเป็นเพราะว่าเขาได้ผ่านเข้าสู่มิติคู่ขนานในช่วงเวลาสั้นๆ ของโลกชั้นใน
และเขาและคนอื่นๆก็ได้ทำแบบนั้นมาหลายครั้งแล้ว

ตรงบริเวณขั้วโลกทั้งสอง การส่งผ่านแบบหลากมิติ (dimensional hyper-transport)
สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาวะพิเศษบางอย่าง การย้ายมิติตรงบริเวณขั้วโลก จะเกิดขึ้นคล้ายๆกับ
การข้ามสนามพลังงานรูปทรงกรวยที่สูงชัน แล้วพลิกกลับอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกก็จะเหมือนกับว่า
กลับมา “แบน” ใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว หรือขนานกับพื้นใหม่อย่างรวดเร็ว
ในความเป็นจริงแล้วนายไบร์ด ได้เข้าไปสู่มิติคู่ขนานจริงๆ


ผู้คนที่อยู่ในโลกชั้นในอาศัยอยู่ในช่องว่างภายในนั้น มีรูปธรรมชีวิตมากมาย และมีหลายเผ่าพันธุ์
ที่อาศัยอยู่ในโลกหลากมิติของพวกคุณ รวมถึงสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “รูปธรรมชีวิตต่างมิติ” ก็ด้วย
ซึ่งอาจจะถือว่าพวกเขาก็เป็นพลเมืองของโลก เช่นเดียวกับพวกคุณก็ได้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
พวกเขาส่วนใหญ่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในโลกนี้ก่อนพวกคุณนานมากแล้วก็ตาม


....................................................................................................................................................

ตอนที่ 6

คำถาม: รูปธรรมชีวิตที่ว่านี้ รวมถึงสิ่งที่พวกเราเรียกว่า “เยติ” (Yeti) และเทวะ (Devic) ด้วยหรือไม่ครับ ?


Metatron: ไม่หรอก เพราะว่า แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีอยู่จริงก็ตาม แต่พวกนี้ไม่ใช่ชาวเลมูเรีย
และก็ไม่ใช่ชาวแอตแลนติสยุคต้นๆที่อพยพเข้ามาอยู่ในโลกชั้นในนี้ด้วย

คำถาม: ท่านจะบอกพวกเราเกี่ยวกับเยติ ได้ไหมครับว่า พวกเขาเหมือนกับสิ่งที่พวกเราเรียกว่า “ไอ้ตีนโต”
หรือ “บิกฟุต” (Bigfoot) หรือเปล่าครับ ?

(yeti1)

Metatron: สิ่งมีชีวิตที่พวกคุณเรียกว่าเยติหรือบิ๊กฟุตนั้น เป็นผลงานการทดลองด้านพันธุกรรมเวอร์ชั่นแรกๆบนโลกใบนี้
ตั้งแต่สมัยแอตแลนติสเมื่อประมาณ 200,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงเวลานั้น มันมีการทดลองด้านพันธุกรรมเกิดขึ้นมากมาย
บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็มีภูมิปัญญาเหมือนกัน แต่พันธุกรรมของพวกเขาบกพร่อง พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาจาก
การผสมระหว่าง DNA ของมนุษย์กับของลิงเอ้ป (Ape) พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์
เพื่อเอาไว้ใช้แรงงาน หรืออาจจะเรียกว่า สัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดมากขึ้น หรือเรียกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาคล้ายมนุษย์ก็ได้

แต่พวกเขาถูกบังคับให้มีรหัสพันธุกรรมที่จะไปสั่งการให้พื้นที่บางส่วนในสมองของพวกเขาใช้การไม่ได้

พวกเขาคือผู้ที่รอดชีวิตมาจากยุคแอตแลนติส ที่พวกคุณเรียกว่า “ผู้อื่น” (the others) นั่นแหละ
พวกเขาคือส่วนที่หลงเหลือมาจากยุคแอตแลนติส และพวกเขาคือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยความใจร้าย
เพื่อเอาไว้ใช้แรงงานในเหมือง, ในฟาร์ม, และในอุตสาหกรรมทำป่าไม้

พื้นที่ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก และพัฒนาการด้านความคิด ได้ถูกทำให้มีความบกพร่อง
ในรหัส DNA ด้วยความตั้งใจ แม้ว่าจิตวิญญาณของพวกเขาจะมาจากแหล่งเดียวกันกับจิตวิญญาณของปลาโลมาก็ตาม
แต่กระนั้น ในร่างกายของพวกเขา ก็ไม่มีพัฒนาการด้านอารมณ์ความรู้สึก หรือวิวัฒนาการด้านสติปัญญา
ไปเกินกว่าขอบเขตที่ถูกจำกัดไว้ให้เลย แม้ว่าพวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์” อยู่ด้วยก็ตาม
แต่ว่ามีเพียงความแข็งแรงทางด้านร่างกาย และสัญชาตญาณการอยู่รอดเท่านั้น ที่เหลืออยู่และมีการพัฒนาขึ้น
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไม่ได้อาศัยอยู่ในโพรงภายในโลก แต่พวกเขาอาศัยอยู่ในถ้ำในภูเขาที่ห่างไกล
และอาศัยอยู่ในป่าลึกของพวกคุณ และในที่ลุ่มใกล้แหล่งน้ำ พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่หากินในเวลากลางคืน
และจำนวนของพวกเขาก็กำลังลดลงเรื่อยๆ ซึ่งในสักวันหนึ่งก็จะไม่เหลืออยู่อีก

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีความเกรงกลัวต่อมนุษย์มากๆ
และเมื่อพวกเขาวิวัฒน์มากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเศร้าโศกเสียใจและสับสนมากขึ้น
พวกเขาจะคอยแอบมองพวกคุณด้วยความระมัดระวัง
พวกเขารู้ว่าพวกเขาคือพี่น้องของพวกคุณ
พวกเขาอยากเข้ามาใกล้ชิดกับพวกคุณ แต่ก็มีความวิตกกังวล
และก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ได้

ร่างกายของพวกเขาได้พัฒนาขึ้นจนมีขนดกปกคลุมทั่วร่างกาย และมีชั้นผิวหนังที่หนาและมีไขมันมาก
เพื่อที่จะสามารถรอดชีวิตอยู่ได้ในพื้นที่ๆมีสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรง และในตอนนี้ พวกเขากำลังมีชีวิตอยู่
ในช่วงสุดท้ายของยุคของพวกเขาแล้ว จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ต้องการที่จะวิวัฒน์ต่อไปในร่างกาย
ที่มีข้อจำกัดทางพันธุกรรมแบบนี้อีกต่อไปแล้ว


หากคุณได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้แล้ว
พวกคุณจะรู้สึกได้ถึงความโศกเศร้าเสียใจ
ที่พวกเขามีอยู่อย่างมากมาย

....................................................................................................................................................



ตอนที่ 7

คำถาม: ท่านบอกว่าพวกเยติมีแหล่งกำเนิดของจิตวิญญาณเดียวกันกับปลาโลมาอย่างนั้นหรือครับ?


Metatron: ถูกต้อง แต่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนนะว่า จิตวิญญาณของพวกเขามาจากแหล่งเดียวกันกับของปลาโลมา
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นจิตวิญญาณชนิดเดียวกันนะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันห่างไกลกันมาก

คุณเห็นไหม๊ว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่มีการแสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา และความเฉลียวลาดเหมือนอย่างที่ปลาโลมามีเลย
เพราะว่าร่างกายที่พวกเขาถูกกักขังอยู่นี้ ไม่เอื้ออำนวยที่จะให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้

คุณอาจจะสงสัยว่าจิตวิญญาณแบบไหนกัน ถึงได้เลือกที่จะลงมาเกิดในร่างกายที่เป็นยานพาหนะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้
และคำตอบมันก็คือ มีจิตวิญญาณจำนวนน้อยมากๆ ที่เลือกที่จะทำเช่นนั้น และอีกไม่นานนี้ สปีชีส์ของพวกเขา
ก็จะไม่มีเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว

แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จะสามารถแสดงออกถึงความเข้มแข็ง ถึงการเอาชีวิตรอดได้อย่างยอดเยี่ยมก็ตาม
และแม้ว่าพวกเขาเองจะรักกันก็ตาม แต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะถอนตัวจากการเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดนี้แล้ว

และถ้ามนุษย์ยังคงสร้างความแปดเปื้อนให้กับมหาสมุทรอยู่ต่อไป และยังฆ่าปลาวาฬและปลาโลมา
ซึ่งมีพลังงานอันดีงามอยู่ต่อไปอีกหละก็ พี่น้องผู้ประเสริฐทั้งสองชนิดนี้ของพวกคุณ ก็อาจจะขอถอนตัวจากภาระหน้าที่นี้ก็ได้

พวกคุณไม่รู้หรอกว่าปลาวาฬและปลาโลมาทั้งหลาย
ได้แผ่พลังงานแห่งแสงสว่างออกมาสู่มหาสมุทรของพวกคุณมากแค่ไหน


คุณจะแปลกใจไหม๊ หากรู้ว่ามีพวกคุณหลายคนที่เป็นปลาโลมา ทั้งในปัจจุบันและในอดีตที่ผ่านมา
เพราะว่าที่พวกคุณทำเช่นนั้น ก็เพื่อที่จะเสียสละตัวเอง เพื่อรับใช้ดาวเคราะห์โลกและมวลหมู่มนุษยชาติทั้งหลาย

คุณเห็นไหม๊ว่า การเรียงตัวของโครงข่ายพลังงานของโลก, กระเปาะพลังงานของโลก (power nodes)
และรูขาว (white holes) ทั้งหลายบนดาวเคราะห์ของพวกคุณ ไม่ได้มีอยู่เฉพาะบนพื้นดินแห้งๆเท่านั้น
เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่พวกมันจะอยู่บนหรืออยู่ใต้น้ำ ซึ่งปกติปลาโลมา หรือมีบางกรณีที่ปลาวาฬ
จะจัดเรียงพลังงานของพวกเขาให้เข้ากับจุดต่างๆเหล่านี้ เพื่อช่วยให้พลังงานของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณเกิดความสมดุล

สิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “อาณาจักรเทวะ” (Devic Kingdom) นั้น มีรูปแบบของชีวิตที่อยู่ในมหาสมุทรและทะเลสาบ
มากกว่าบนก้อนหิน, บนพื้นดิน และบนดิน


....................................................................................................................................................


ตอนที่ 8

คำถาม: ท่านบอกว่ามีรูปธรรมชีวิตต่างมิติอาศัยอยู่ในมิติชั้นในของดาวเคราะห์โลกดวงนี้ด้วย
และท่านบอกว่าพวกเขาอยู่ในมิติ “มิติแห่งโฮโลแกรม” (holographic dimension)

มีหลายคนรายงานว่าได้พบเห็นยานบินของพวกเขาด้วย แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าถ้าพวกเขาอยู่ในระนาบอื่นๆ
พวกเขาไม่น่าที่จะถูกพบเห็นหรือถูกรับรู้ได้ง่ายๆ กรุณาอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับว่า
มนุษย์โลกสามารถมองเห็นยานบินของพวกเขาได้หรือไม่?


Metatron: คำถามนี้เป็นคำถามที่ซับซ้อนคำถามหนึ่งเลยทีเดียว ตอนนี้ให้เราอธิบายแบบนี้ดีกว่าว่า
รูปธรรมชีวิตจากมิติอื่น, ระนาบอื่น, กาลเวลาอื่น และโลกอื่น เคยปรากฏตัวให้มนุษย์โลกได้เห็นจริงๆ ทั้งในอดีตและในปัจจุบันนี้

การปรากฏตัวของพวกเขา บางครั้งก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วยความบังเอิญจริงๆ
และในบางครั้ง พวกเขาก็ปรากฏตัวให้มนุษย์โลกได้เห็นด้วยความตั้งใจ


ในกรณีแรก เป็นเพราะว่ามนุษย์โลก บังเอิญหลงผ่านเข้าไปในม่านกาลเวลา ซึ่งกั้นระหว่างสนามพลังของปัจจุบัน, อดีต
และอนาคตของพวกคุณ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่ารูปธรรมต่างมิติเหล่านี้หลงเข้ามาอยู่ในม่านแห่งคลื่นความถี่ที่กั้นอยู่ระหว่างมิติหนึ่ง
หรือระนาบหนึ่งกับอีกระนาบหนึ่งโดยบังเอิญ

ซึ่งปกติแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะสามารถถูกมองเห็นได้จากระนาบของพวกคุณ
เช่นเดียวกับที่เมื่อพวกคุณบางคนหลงเข้าไปในอดีต หรือคล้ายอดีตแล้ว ผู้คนในยุคนั้นก็จะสามารถมองเห็นพวกคุณได้เช่นเดียวกัน


ส่วนในกรณีที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากเช่นนี้ เกิดขึ้นจากการกระตุ้น
ให้ความตระหนักรู้ของจิตใต้สำนึกขยายตัวไปสู่จิตสำนึกในทันทีทันใด แล้วจิตสำนึกก็จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว
โดยการส่งผ่านความตระหนักรู้ดังกล่าว ให้เข้าไปสู่ลำดับชั้นของกาลเวลาที่แตกต่างกัน

มันถูกสร้างขึ้นมาจากใจกลางหลากมิติของมิตินั้นๆโดยตรง และมันคือการพิสูจน์อะไรบางอย่างของพวกเขา
แม้ว่ามันค่อนข้างจะไปรบกวนผู้ที่พบเห็นมันในเวลานั้นอยู่บ้างก็ตาม

ซึ่งเขตแดนของมิติ และแบบจำลองเหล่านั้นทั้งหมด ปกติจะมีไว้สำหรับการฝึกฝนเท่านั้น



....................................................................................................................................................


ตอนที่ 9

คุณรู้ไหมว่า ในแต่ละมิติ ต่างก็มีวิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาฟิสิกส์เป็นของตนเองที่ไม่เหมือนกัน
เช่นเดียวกันกับที่มันมีสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ และฟิสิกส์ที่แตกต่างกันมากมาย บนโลกมนุษย์ในมิตินี้นั่นแหละ

ศาสตร์ทั้งหลายที่อาจจะนำไปสู่หลักการที่แตกต่างกันอย่างมาก ถูกพวกคุณมองข้ามไปซะเป็นส่วนใหญ่
เช่น มันมีสาขาวิชาใหม่ของฟิสิกส์สาขาหนึ่ง ที่เปิดเผยความจริงมากมายเกี่ยวกับการขนย้าย (Transport),
การเปลี่ยนรูป (Transmutation), และการเคลื่อนไหว (Locomotion)
ได้มากกว่าวิทยาศาสตร์ที่พวกคุณยอมรับและเข้าใจ หรืออยากจะเข้าใจกันอยู่นี่ซะอีก

และหากมนุษย์โลกได้ฝึกจิตจนมีจิตที่ละเอียดอ่อนมากพอ จนสามารถค้นพบกฎต่างๆของเทคโนโลยีจากนอกโลกได้แล้ว
ความรู้ของพวกคุณ, วิธีการ และผลลัพธ์ของระบบขนส่งของพวกคุณก็คงจะแตกต่างและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่นี้อย่างมาก


นั่นเป็นเพราะว่า พวกคุณมัวแต่หมกมุ่นก็แต่กับเรื่องภายนอก
และไม่สนใจใยดีกับ “ศักยภาพภายใน” ของตนเอง
ที่อยู่ใน “จิตสำนึกอันศักดิ์สิทธิ์” เลย


เวลานี้ เมื่อมนุษย์โลกตัดสินใจที่จะทุ่มเทการศึกษาให้กับศาสตร์ที่เรียกว่า
“วิทยาศาสตร์การขนถ่าย และการอยู่ใน 2 สถานที่พร้อมกัน” (Science of Transportation and Bi-location) แล้ว
และแน่นอนว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีความละเอียดอย่างมาก และมีกฎมากมาย ที่สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริงๆ

เพราะฉะนั้น การเข้าไปเยี่ยมเยือนมิติคู่ขนานและเวกเตอร์อื่นๆ ที่อยู่ภายในกาลเวลาและอวกาศ
ก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีความบังเอิญน้อยลง และจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือการวางแผนแทน


เมื่อใดที่มนุษย์สามารถเรียนรู้และควบคุม “ฟิสิกส์แห่งจิต”
(mental physics) ได้แล้ว
เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะสามารถปลดปล่อยตัวเอง
ให้เป็นอิสระจากการติดอยู่ในตัวคัดกรองของมายาการ
(filtering illusion) และเครื่องพรางแห่งความเป็นทวิภาวะ
(duality camouflage) ของโลกในมิติทางกายภาพนี้ได้อย่างกว้างขวาง


จริงๆแล้วพวกคุณเพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่าทำไม “เมอร์ขะบะห์” (Merkabah) และ “เมอร์ขิวะห์”(Merkivah)
เมื่อถูกปรับจูนโดยจิตให้เข้ากับสนามคริสตัล (crystalline field) แล้ว จึงสามารถปลดล็อคกุญแจนี้ได้

นี่คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะกลายเป็นสิ่งที่พวกคุณจะต้องปรับปรุงใหม่ เพราะว่าโครงข่ายทั้ง 144 เส้น
และเครือข่ายของพลังงานคริสตัล (crystalline energy) จะทำให้พวกคุณบางคนพยายามทุ่มเทความสนใจ
ไปในศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์นี้

คุณเห็นไหม๊ว่าศาสตร์ทุกศาสตร์ จะต้องมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” (divine)
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ระบบการศึกษาหลักในปัจจุบันของพวกคุณ
ละเลยอย่างสิ้นเชิงมาโดยตลอด


....................................................................................................................................................


ตอนที่ 10

เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับไปที่คำถามและหัวข้อเรื่องกันดีกว่า จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่า
ชาวโลกที่บอกว่าตนเองพบเห็นยานบินจากนอกโลก หรือพบเห็นสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “จานบิน” นั้น
ไม่ได้หมายความว่าจานบินเหล่านั้นอยู่ที่นั่นจริงๆเลย แม้ว่าจะมีหลายคนมากที่อ้างว่าได้เห็นมากับตาตัวเองจริงๆก็ตาม

แต่ก็มีบ้างที่มีจานบินอยู่ตรงนั้นจริงๆ แต่ก็น้อยมากๆ และผู้ที่พบเห็นยานบินเหล่านั้น
ส่วนใหญ่แล้วจะมองเห็นด้วยความตระหนักรู้แบบพิเศษมากกว่า ไม่ได้มองเห็นด้วยตาเนื้อธรรมดา เพราะว่าความจริงก็คือ ยานบินส่วนใหญ่ที่กำลังท่องไปในสนามพลังของมิติคู่ขนานมิติใดมิติหนึ่ง
จะมีเกราะป้องกันไม่ให้พวกคุณมองเห็นได้ โดยอาศัยคลื่นความถี่ของมิตินั้นๆจริงๆ เป็นเครื่องพรางกั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องบอกว่า
ส่วนใหญ่แล้วยานบินเหล่านั้นไม่ได้อยู่ และไม่สามารถอยู่ที่นั่น
ในมิติของพวกคุณจริงๆได้ แต่ที่พวกมันถูกพบเห็น
ในกรณีที่เป็นการพบเห็นจริงๆ มันคือภาพสะท้อนของพวกมัน
มันคือภาพสะท้อนทางพลังงานของพวกมัน ที่เข้าไปปรากฏอยู่ในมิติของพวกคุณ
เพราะว่าพลังงานของพวกมันได้เข้าไปสู่สเปกตรัมของมิติของโลก
ในชั่วขณะที่เกิดการล่าช้าจากความเร็วของแสง
และชั้นต่างๆของรูหนอนในอวกาศ (space-hole folds)


อะตอม, พลาสมา และโมเลกุลต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็น “ยานบิน” นั้นๆ ถูกสร้างขึ้นมาจากรูปแบบทางกายภาพ
ที่มีพันธะยึดเหนี่ยวทางโครงสร้าง และมีการเรียงตัวทางกายภาพ สอดคล้องกับธรรมชาติ
และรูปแบบของมิติของพวกมันเองโดยเฉพาะ

ทีนี้ ถ้ายานบินลำใดบินเข้ามาสู่ระนาบของพวกคุณ การบิดเบือนอย่างรุนแรง ก็จะเกิดขึ้น
ซึ่งจะทำให้โครงสร้างที่แท้จริงของมันมากก็จะตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ ระหว่างการเปลี่ยนรูปแบบตัวมันเอง
ไปเป็นวัสดุที่มีอยู่ในมิติของพวกคุณโดยสมบูรณ์แบบ กับการพยายามรักษารูปแบบดั้งเดิมของตัวมันเองไว้

ชาวโลกที่พบเห็นยานบินดังกล่าวนั้น เพราะพยายามที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองพบเห็น
ให้เข้ากับระบบความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องจักรวาลของพวกเขาเอง

เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายของสิ่งที่ชาวโลกผู้ที่เชื่อว่าพวกเขาได้พบเห็นยานบิน ก็คือ
พวกเขามองเห็นยานบินรูปร่างแปลกๆ และพร่ามัว เหมือนกำลังอยู่ในแสงสว่างที่กำลังหมุนอยู่

แต่ว่าความจริงแล้ว มันไม่ใช่เลย ยานบินจะรักษาสภาพโครงสร้างเดิมของมันเอาไว้ เท่าที่มันจะทำได้
และเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของมันเอง ในส่วนที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับกฎของระนาบแห่งมิติใหม่นั้นๆได้

เพราะว่าชาวโลกเมื่อได้เห็นภาพเดียวกันนี้แล้ว ก็แปรความหมายเอาเองตามความเชื่อและภูมิปัญญาของตนเอง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเขารายงานเกี่ยวกับรูปร่าง, ขนาด และสีของมัน จึงผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงไปมาก

มีน้อยครั้งที่ยานบินถูกพบเห็นในมุมที่ถูกต้อง ตรงกับที่มันถูกสร้างมา ตามที่ปรากฏอยู่ในมิติของมันเองจริงๆ


....................................................................................................................................................

ตอนที่ 11

ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจริงเหลือเกินสำหรับพวกคุณ อย่างมากมันก็เป็นแค่ภาพที่บิดเบือนเท่านั้นเอง

ยานบินส่วนมาก มาจากมิติและระนาบที่มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าพวกคุณมากมายนัก
ยานบินที่พวกคุณพบเห็น แม้แต่ที่เป็นภาพที่บิดเบือนนั้นก็ตาม ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาจากสิ่งที่พวกเราเรียกว่า
“ระนาบที่สูงกว่าของความคิดที่บริสุทธิ์” หรือ “ระนาบแห่งจิตสำนึก-วิทยาศาสตร์” เลย



เพราะฉะนั้น ภาพสะท้อนจากคุณสมบัติบางอย่างของเครื่องพราง บางครั้งจึงดูเหมือนว่าสามารถมองเห็นได้
ยานบินเหล่านี้ ที่ตั้งใจเดินทางมาที่มิติของพวกคุณ จะมาอยู่เพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
เพราะว่ายานพาหนะจากอวกาศชั้นในเหล่านี้ ไม่สามารถอยู่ในระนาบของพวกคุณได้นานๆ
เพราะว่ามันมีเรียงตึงเครียดมหาศาลเกิดขึ้น ที่จะไปบีบอัดความแข็งแกร่งของโครงสร้างของยานบินเข้า
และแรงบีบอัดเหล่านี้ก็สามารถทำให้เกิดแรงกดดันอย่างมหาศาลขึ้น จนสามารถทำให้ยานบินเหล่านั้นสลายตัวไปในอากาศ
ภายในระยะเวลาไม่นาน ได้เลยทีเดียว


การจะทำให้โครงสร้างของยานบินเปลี่ยนรูปแบบกลายเป็นวัตถุธาตุทางกายภาพ เพื่อให้เข้ากันได้กับกฎทางฟิสิกส์ของพวกคุณ
ซึ่งอยู่ต่างมิติกันแบบนี้ จำเป็นจะต้องได้รับการฝึกฝน และในเวลานี้ จึงไม่มียานบินใดๆที่สามารถอยู่ได้ในมิติของพวกคุณ
โดยไม่มีขีดจำกัดด้านเวลาเลย

เปรียบเทียบคร่าวๆก็จะเหมือนกับ การที่เรือดำน้ำของพวกคุณ ถ้าลงไปลึกเกินระดับลึกสุดที่มันสามารถจะลงไปได้แล้ว
มันก็จะประคองตัวเองไว้ไม่ให้ได้รับความเสียหายได้อย่างยากลำบาก และในไม่ช้ามันก็จะได้รับความเสียหาย
จากความดันที่สูงเกินจะทนรับได้ในที่สุด คุณเข้าใจไหม๊?

ดังนั้น รูปร่างของยานบินที่พวกคุณเห็น มันจึงเป็นรูปร่างลวงตา ที่บิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริงของมัน

มีหลายครั้งที่ชาวโลกรายงานว่าพบเห็นยานบินรูปทรงซิการ์ หรือยาวๆเหมือนบุหรี่ซิการ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
นั่นก็เป็นการมองเห็นที่บิดเบือนเหมือนกัน และมันก็ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์อะไรกับรูปร่างที่แท้จริงของมัน
ที่ถูกถูกออกแบบมาอย่างสลับซับซ้อน และถูกมองเห็นในมิติบ้านเกิดของมันเองเลยแม้แต่น้อย


....................................................................................................................................................


ตอนที่ 12

เราอยากจะบอกพวกคุณว่า มีชาวโลกหลายคนที่เชื่อเหลือเกินว่าการพบเห็นจานบินของพวกเขาเป็นเรื่องจริง
แม้ว่ามันจะมาจากภาพที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองบ่อยๆก็ตาม


ตอนพวกคุณเป็นเด็ก มีพวกคุณกี่คนที่เคยเห็นซานตา คลอส อยู่บนท้องฟ้า นั่งอยู่บนรถเลื่อนที่ถูกลากด้วยกวางเรนเดียร์จริงๆบ้าง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ซานตา คลอส ของพวกคุณ ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ และมีความตระหนักรู้อยู่จริงๆซะด้วย
เพราะว่าพวกคุณได้ป้อนอาหารให้แก่ “สิ่งมีชีวิตในรูปแบบความคิด” (thought form life) ของพวกคุณ
ผ่านทางระบบความเชื่อของพวกคุณเองอยู่เสมอ


และอันที่จริงแล้ว “ตัวละคร” มากมายจากนวนิยายของพวกคุณ ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ และมีการตระหนักรู้อยู่จริงๆด้วยเช่นกัน
แต่อยู่ในรูปแบบของความคิดหรือจิต ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกระแสจิตของผู้คนจำนวนมาก

คุณจะเห็นว่าพวกคุณมีความคิดสร้างสรรค์กันมากแค่ไหน เพราะว่าโดยแท้จริงแล้ว มันเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง
ของ “วิทยาศาสตร์ทางจิต” (Mental Science) ของพวกคุณเอง ที่ทำให้มันสัมฤทธิผล และสำแดงตัวตนออกมาได้
เพราะระบบความเชื่อของพวกคุณ

....................................................................................................................................................

ตอนที่ 13

แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกจะมีเพียงที่อยู่ในมิติต่างๆเท่านั้น
เพราะว่ามันมีรูปธรรมชีวิตมากมายดาษดื่นอยู่ในเอกภพเต็มไปหมด และอันที่จริงแล้ว
มันก็มีอีกมากมายที่อยู่ภายใน และอยู่บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นบรรพบุรุษของพวกคุณเอง ที่กำลังทำงานร่วมกับพวกคุณ
ในกระบวนการเลื่อนระดับขึ้น (ascension) และกระบวนการพัฒนาโลกใบนี้อยู่ในขณะนี้
ซึ่งในบรรดารูปธรรมที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาเหล่านี้ กลุ่มที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด
ก็คือชาวกลุ่มดาวลูกไก่ (Pleades), ชาวกลุ่มดาวซีรีอุส A และ B (Sirius A and B),
ชาวกลุ่มดาวแอนโดรมีด้า (Andromeda) และชาวกลุ่มดาวอาร์คทูริอุส (Arcturius)


อันที่จริงแล้ว พวกคุณหลายคน เคยอยู่ในยุคแอตแลนติสมาก่อน เหมือนๆกับรูปธรรมชีวิตเหล่านี้แหละ
และพวกคุณก็เคยอยู่ร่วมกันกับพวกเขาด้วย แต่อยู่ในมิติคู่ขนานกัน แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม
อย่างที่เราได้บอกท่านไปแล้วก่อนหน้านี้

ความจริงแล้ว รูปธรรมชีวิตเหล่านี้ สามารถดำรงอยู่ในรูปกายเนื้อได้บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
และพวกเขาก็ได้ทำเช่นนั้นมาแล้วเป็นเวลานานแสนนาน แต่นี่ก็ไม่บ่อยเท่ากับการเปลี่ยนรูปแบบ
โดยใช้วิทยาศาสตร์ทางจิต หรือการควบคุมอำนาจจิต

ยานอวกาศของพวกเขา ไม่มาปรากฏในมิติของพวกคุณอย่างที่พวกคุณหลายคนจินตนาการไว้
เพราะความจริงแล้วรูปธรรมชีวิตเหล่านี้ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีประตูมิติหรือสตาร์เกต (Stargate)
เพื่อช่วยให้พวกเขามาปรากฏตัวที่มิติของพวกคุณได้ ซึ่งมันก็คล้ายๆกับ “การบีม” (beaming)
ในหนังเรื่องสตาร์เทร็ก (Star-Trek) ของพวกคุณนั่นแหละ



....................................................................................................................................................


ตอนที่ 14

ตอนนี้ ระนาบระหว่างมิติต่างๆ แห่งโลกหลากมิติ สามารถรวมกัน และก็ได้รวมเข้าด้วยกันแล้วในดาวเคราะห์หลายดวง
เหมือนกันกับบนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ และบ่อยครั้งที่พวกเขา ไม่ตระหนักรู้ หรือรู้สึกถึง
รูปธรรมชีวิตที่อยู่ในระนาบอื่นๆที่อยู่บนดาวดวงเดียวกันนั้นเลย


คุณรู้ไหมว่า ระนาบของมิติคู่ขนาน บ่อยครั้งที่จะมีลักษณะโฮโลแกรม (hologramic) โดยธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น พวกมันจึงไม่จำเป็นต้องอาศัย “พื้นที่ว่าง” ในการดำรงอยู่เลย
พวกมันไม่ใช่สถานที่จริงๆในนิยาม หรือ หลักการเกี่ยวกับ “สถานที่” ของพวกคุณ

ระนาบโฮโลแกรมคู่ขนานใดๆ อาจจะเป็นภพภูมิแห่งจิต ที่แทรกอยู่ในกาลเวลาใดกาลเวลาหนึ่งก็ได้
หรือมันอาจจะเป็นภพภูมิพิเศษเฉพาะที่อยู่อย่างเดี่ยวๆก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความมีอยู่ของมัน
ลดน้อยถอยลงแต่ประการใด


ความจริงแล้วงานศิลปะของคริสโต (Christo Vladimirov Javacheff) จำนวนมากมาย
ก็เป็นการสอดแทรกโฮโลแกรมเข้าไปอย่างตั้งใจแบบนั้นเหมือนกัน การสอดแทรกโฮโลแกรม
อาจจะดำรงอยู่ในแค่ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็หายไป เพราะว่ามันไม่ใช่ “สถานที่” ที่แท้จริงในเอกภพ

การสอดแทรกโฮโลแกรมใดๆ จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รูปธรรมชีวิตทั้งหลาย
ใช้เติมเต็มอารมณ์และเติมเต็มบทเรียน ในระดับต่างๆกัน
มนุษย์โลกมักจะไม่รู้ว่า “อารมณ์ความรู้สึก” และ “จินตนาการ” มีความสำคัญและให้ผลลัพธ์ออกมาได้มากแค่ไหน
ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในวิทยาศาสตร์ทางจิต (Mental science) เลยทีเดียว

เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว สภาวะของอารมณ์ และสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “จินตนาการ”
หรือความคิดเพ้อฝันนั้น มันคือ “ระนาบแห่งมิติ” และความจริงแล้ว ระนาบแห่งมิติหนึ่งๆ
ก็มีความคล้ายคลึงกันกับสภาวะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนั่นเอง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแบบนี้แล้ว
มันจะเหมาะสมและสมเหตุสมผลมากกว่าการที่จะไปเปรียบเทียบระหว่าง “ระนาบ” กับ “สถานที่” ซะอีก


....................................................................................................................................................

ตอนที่ 15

ตอนนี้ ชาวกลุ่มดาวลูกไก่ และดาวซีรีอุส ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ DNA ของพวกคุณ
กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดอยู่กับมนุษย์โลก และหากจะพูดตามภาษาของพวกคุณ ที่เข้าใจว่าเวลาเป็นเส้นตรงแล้ว
ก็น่าจะพูดได้ว่า รูปธรรมชีวิตผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาเหล่านี้ เคยทำงานกับพวกคุณมาแล้ว
ทั้งในอดีต, ปัจจุบัน และในอนาคต
พวกเขาพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะช่วยให้มนุษย์โลก ได้ "อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของตนเอง" กลับคืนมา

รูปธรรมชีวิตเหล่านี้ทำงานกับสนามแรงโน้มถ่วง, ระบบโครงข่ายแม่เหล็ก,
ระบบการหมุนเวียนของกระแสลมและกระแสน้ำ และระบบทางเข้าออกของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอัพเกรดประตูมิติของโลกที่กำลังมีการปรับปรุงกันใหม่อยู่ในขณะนี้
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงได้พัฒนาวิธีการที่จะให้สามารถอยู่ร่วมกันกับพวกคุณให้ได้ในระดับหนึ่ง
และเพื่อที่จะให้สามารถปรากกกายของตนเองให้สามารถอาศัยอยู่ภายในและอยู่บนโลกของพวกคุณได้


พวกเขามักจะสร้างรูปวงกลมที่บรรจุรหัสของข้อความบางอย่างเอาไว้ เพื่อช่วยเหลือพวกคุณในด้านต่างๆมากมาย
ซึ่งส่วนหนึ่งของวงกลมที่ว่านี้ก็คือ “วงกลมปริศนาแห่งท้องทุ่ง” (Crop circle) นั่นเอง

วงกลมปริศนาเหล่านี้ถูกส่งออกมา โดยเริ่มแรกจะออกมาในรูปของกระแสจิตแห่งแสงสว่างที่เข้มข้นก่อน
จากนั้นก็จะไปรวมเข้ากับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของโลก เพื่อสร้างให้เกิดรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ตามที่ได้ตั้งโปรแกรมเอาไว้

(energy in space)


วงกลมปริศนาเหล่านี้ มีพลังงานไฟฟ้าสูงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นชาวโลกที่เคยเข้าไปนั่งในวงกลมปริศนา
ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆนี้ จึงสามารถยืนยันถึงความแรงของพลังงานที่มีอยู่ในนั้นได้
....................................................................................................................................................



ตอนที่ 16 - จบครับ


กล่าวปิดท้าย


เราจะขอกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้พวกคุณว่า ทุกสรรพชีวิตล้วนเกิดมาจากแสงสว่างทั้งสิ้น
และแสงสว่างที่ว่านั้น ก็กำเนิดมาจาก “จิตสำนึก” หรือ “สติสัมปชัญญะ” (consciousness)
ซึ่งนั่นก็คือจาก “ความคิด!” นั่นเอง

ภารกิจของพวกคุณบนดาวเคราะห์โลกใบนี้ คือการมาเรียนรู้ถึงความเป็นทวิภาวะ
(Duality – หมายถึงการมีทั้งดี-ทั้งชั่วในคนๆเดียวกัน และอื่นๆที่เป็นคู่ตรงข้ามกันแบบนี้ – ผู้แปล)
เพื่อที่จะมาเรียนรู้, มาพัฒนา และมาค้นหาแสงสว่างให้เจอ วัตถุประสงค์ของพวกคุณ ก็คือการมาเผชิญชีวิต
และเพื่อมาแสวงหาความเข้าใจ

เพื่อที่จะมาทำให้ความลึกลับของชีวิตเปิดเผยตัวออกมา พวกคุณจะพบว่า
ความรักคือความสั่นสะเทือนแห่งการสรรสร้างของทุกสิ่งทุกอย่าง และพวกคุณจะพบว่า
การแสวงหาความรู้ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่แท้จริงเท่านั้น คือกุญแจสำคัญแห่งการพัฒนา…

...เราได้บอกคุณไปแล้วว่าความรักคือกุญแจ ความรักคือภาษาแห่งแสงสว่างอย่างหนึ่ง
และมันก็อยู่ในรูปแบบต่างๆมากมาย พวกเราได้บอกคุณไปแล้วว่า “ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข”
(Unconditional Love) คือรูปแบบที่สูงสุดของความรัก ซึ่งในมิติที่ 3 ของพวกคุณ ไม่อาจจะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้

แม้ว่ามันจะสามารถจินตนาการถึงได้ แต่ว่าก็จะไม่สามารถประจักษ์แจ้งจริงๆได้ในมิติที่ 3
แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขนี้ ไม่มีอยู่สำหรับพวกคุณ หรือว่าจะไม่สามารถเข้าถึงมันได้
หากว่ายังอยู่บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ เพราะว่าจริงๆแล้วมันก็มีอยู่ เพียงแต่ว่ามันอยู่ในมิติที่ 5 ขึ้นไปเท่านั้นเอง

ประเด็นนี้อาจจะทำให้พวกคุณงง เพราะว่าพวกคุณคิดว่า พวกคุณก็ได้ประจักษ์กับความรักแบบไม่มีเงื่อนไข
มาบ้างแล้วเหมือนกัน ซึ่งนั่นก็ถูกต้อง เพราะว่าพวกคุณได้ประจักษ์แล้วจริงๆ พวกคุณสามารถทำได้
และก็ทำได้จริงๆซะด้วย แต่ที่ทำได้นั้นหนะ ไม่ใช่ตอนที่พวกคุณกำลังอยู่ในทวิภาวะแห่งมิติที่ 3 นี้หรอกนะ

เพราะว่ามิติที่ 3 นี้ มันเป็นมิติแห่งความมีเงื่อนไข และมันก็ถูกโปรแกรมเอาไว้อย่างลึกซึ้ง
และถูกออกแบบมาให้มีความเป็นขั้วที่สลับซับซ้อนมากๆ

ในมิติที่ 3 นี้ ความรักมันก็มีขั้วตรงข้ามเป็นของมันเองด้วย เช่นเดียวกันกับแสงสว่าง
และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในสเปกตรัมของแม่เหล็กไฟฟ้า

ในมิติที่ 3 นี้ ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข มันจะถูกรับรู้ได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ในสนามพลังแห่งจุดศูนย์ (Zero Point Field) เท่านั้น
ซึ่ง ณ. สภาวะนั้น มันจะปราศจากความเป็นขั้ว สนามพลังแห่งจุดศูนย์นี้ ไม่ใช่ทวิภาวะอย่างหนึ่ง และก็ไม่มีความเป็นขั้วด้วย

แบบแผนของมิติที่ต่ำที่สุด ที่จะสามารถรับรู้ถึงคุณสมบัติของความรักแบบไม่มีเงื่อนไขได้ ก็คือมิติที่ 5
และที่มิติที่ 5 นี่เอง ที่พวกคุณรับรู้มันได้ ตามที่กล่าวไปแล้วนั้น คุณเข้าใจไหม๊?


ชาวโลกที่รักทั้งหลาย ในขณะที่พวกคุณกำลังเจริญเติบโตอยู่นี้ พวกเราอยากจะบอกคุณว่า ในมิติที่สูงๆกว่านั้น
แท้ที่จริงแล้ว พวกคุณได้ตระหนักรู้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงความสลับซับซ้อนของตัวตนทั้งหมดของพวกคุณเอง
ที่มีจำนวนนับพันๆ ที่แผ่ขยายออกมาจากวิญญาณของพวกคุณเองเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งความตระหนักรู้ผ่านทางตัวตนเหล่านี้เองที่พวกคุณเรียกว่า “จิตใต้สำนึก” (Subconscious mind)
ซึ่งมันคือประกายหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (spark of God) และพวกคุณทุกคนก็สามารถเข้าถึงมันได้
ด้วยวิธีการทำจิตสำนึกให้สงบนิ่ง (quieting the conscious mind) ด้วยการลงมือปฏิบัติ!
ด้วยความพากเพียรพยายาม! ด้วยการเข้าให้ถึงสภาวะที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวนั้น มันเป็นความฝันที่สวยงาม
และมันก็สลับซับซ้อนพอๆกับ “ลูกบาศก์ 12 มิติแห่งเมตาตรอน” (Metatron’s 12 dimensional cube)

จงทำความลึกลับให้กระจ่างเถิด !


เราคือเมตาตรอน และพวกคุณคือผู้ที่เรารัก


...และมันก็เป็นเช่นนี้เอง....




ที่มา : http://spiritlibrary.com/earth-keeper/earth-keeper-chronicles/inner-earth-devic-kingdom-ufo-phenomena
____________________
เครดิต : Chayutt

http://board.palungjit.com________________________________
: Pageviews



โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลเอาเองนะครับ
พวกเราเป็นเพียงผู้ที่แปลข้อมูลนี้
ที่เป็นต้นฉบับภาษาอังกฤษ มาจากเวปไซต์อื่น
แล้วนำมาโพสต์ เพื่อแบ่งปันให้ท่านได้อ่านด้วยเท่านั้นเองนะครับ
หาใช่เจ้าของข้อมูลไม่


แต่อย่างไรก็ตาม..ทั้งหมดนี้..ก็ด้วยความปราถนาดีครับ
.........................................................

บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • ภาพถ่ายวัตถุลึกลับ บนดวงจันทร์ จากยานสำรวจ Luna ของรัสเซีย
    ยานสำรวจอวกาศ Luna  ของรัสเซีย  ได้นำภาพของวัตถุลึกลับบนดวงจันทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502-2519 ซึ่่งวัตถุเหล่านี้เหล่านี้ ดูแล้วราวกับว...
  • Star-Eyed Child เด็กหญิงที่มีตาเป็นดวงดาว
    SCP-134 อยู่ภายใต้สภาพแสงปกติ SCP-134 เป็นเด็กสาวเอเชีย เพียงแต่ที่ตาของ SCP-134 มีลักษณะคล้ายหลุมดำและเปล่งประกาย ในที่มืด
  • สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ปริศนา ปรากฎบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ 27/9/2012
    สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปริศนาที่ปรากฎบน พื้นผิวของดวงอาทิตย์  เมื่อวันที่ 27/9/2012 และปรากฎอยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ เมื่อวานนี้ 30/9/2012 ...
  • เมฆ หน้าคน (face in the clouds)
    ภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพสมัครเล่น ชือว่า Denis Farmer ขณะที่เมฆสีดำกำลังก่อตัวอยู่ด้านหลังสวนหลังบ้านของเขา และมันก็ช่างบังเอิญที่มันปรากฎเป็นร...
  • คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1
    คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1 บทนำ ฉันรับรองว่าเรื่องราวที่ว่ามานี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่นิ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld