เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สโตนเฮนจ์ แสดงบทความทั้งหมด


(Stonehenge) คือหินแกรนิต (หินใช้ทำครกในบ้านเรา) ถูกตัดเป็นแท่งยาวใหญ่หนักแต่ละก้อนกว่า 50 ตัน นำมาวางเรียงรายเป็นรูปวงกลม เป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้ว ที่นักวิทยาศาสตร์ทุกชาติไม่อาจไขปริศนาสโตนเฮนจ์ หรือหินปริศนาที่อังกฤษได้ เพราะเพียงแค่คำถามเดียวใครคือผู้สร้าง
…แค่นี้ต้องหาคำตอบแบบวิจัยไม่รู้จบ

ทั้งนี้เพราะว่ามีการพิสูจน์สิ่งก่อสร้างหินประหลาดมีอายุเกือบหมื่นปี ชาวอังกฤษในยุคนั้น
สามารถสร้างขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อต้องลากแท่งหินเป็นระยะทางไกล 200 ไมล์
จากภูเขาใกล้เคียงที่สุดมาวางเรียงรายไว้ในกลางทุ่งราบ ชาลลิสเบอรี่กลางเกาะอังกฤษได้

แน่นอนโลกยุคเกือบหมื่นปีก่อนตามประวัติศาสตร์มนุษย์เรายังอาศัยอยู่ในถ้ำเพียงแค่รู้จักใช้เครื่องมืออาวุธทำจากหินเท่านั้น แล้วจะมีปัญญาลากหินหนักหลายสิบตันเป็นระยะทางไกลได้อย่างไร

เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมามีวิศวกรอาสาสมัครมาทำวิจัยที่สโตนเฮนจ์ นายเปรเซลี เมาเท่น จากแคว้นเวลส์ เขาและทีมงานคำนวณว่าหากใช้แรงงานคนธรรมดาใช้เชือกใช้ล้อทำจากท่อนซุง ใช้แพชนแท่งหินหนัก 70 ตัน เพียงก้อนเดียว คน 100 คน ใช้เวลาขนส่งผ่านน้ำผ่านที่ราบเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 5 เดือน ในระยะทาง 200 ไมล์ “นี่เป็นข้อสงสัยที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า คนโบราณพวกเขาทำได้อย่างไร”



ไซนีด เฮเนฮาน กล่าวอีกว่า “การไขปริศนามีทางเดียวคือค้นหาอายุแท้จริงของการสร้างให้ได้แล้วอาจได้คำตอบ” กลุ่มหินสโตนเฮนจ์ในอังกฤษนั้น วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของวงกลมได้ 320 ฟุต ซึ่งกลุ่มหินวงกลมในลักษณะดังกล่าวนี้ มิใช่มีแห่งเดียวบนเกาะอังกฤษ แต่มีกว่า 1,000 แห่งขึ้นไป ซึ่งแต่ละแห่งมีขนาดเล็กและโตแตกก่างกันไป

กลุ่มหินวงกลมเล็กสุดอยู่บนเกาะไอซ์แลนด์ที่เมืองคีล ครอสส์ มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 9 ฟุต เท่านั้นส่วนวงกลมหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ที่เมืองอเวบูร์ มีความกว้างขวางอย่างน่าทึ่งถึง 28.5 เอเคอร์
หรือ 71 ไร่ครึ่ง กรณีถกเถียงเป็นหัวข้อต่อมา วงกลมหินประหลาดทุกทุกแห่งถูกสร้างขึ้นมาในเวลาเดียวกันหรือไม่…

และเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คนป่าชาวเซลท์ หรือ ชาวดรูอิด คนพื้นเมืองบนเกาะอังกฤษเป็นผู้สร้างขึ้นมา

นักประวัติศาสตร์พบว่าชาวดรูอิดนั้นมีชีวิตอยู่ในยุคนีโอลิธิก หรือเมื่อ 10,000 ปีก่อน
ผู้คนยุคนั้นเพียงแค่รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือจากหินเท่านั้น ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวมา ใช้เวลา 500 ปี
ไม่รู้ว่าจะเสร็จหรือไม่ อีกทั้งน่าเชื่อได้ว่ากองหินประหลาดเกิดขึ้นก่อน ที่ชาวดรูอิดปรากฏตัวบนเกาะอังกฤษถึง 1,000 ปี

ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงคือ ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงคือ ทฤษฎีของ ดร.ออเบรย์ เบิร์ล จากมหาวิทยาลัยฮัลล์ เขาอธิบายว่ากองหินประหลาดมิใช่ชาวพื้นเมืองอังกฤษเป็นผู้ทำขึ้นแต่เป็นผู้คนมาจากพื้นที่อื่น ปัจจุบันคือจังหวัดบริตตานีทางเหนือของฝรั่งเศส

ทั้งนี้เพราะรอบๆกองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ได้ขุดค้นพบเครื่องมือโบราณ เช่น ขวาน ล้อหิน และอื่นๆซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ชาวบริตตานีโบราณทำขึ้นมาใช้

อย่างไรก็ตามมีนักโบราณคดีอีกหลายคนแย้งว่าเครื่องมือทำจากหินจะสร้างสโตนเฮนจ์ได้จริงหรือ?

เป็นเวลานานกว่าร้อยปีที่ชาวบ้านแถวนั้นต่างได้รับคำบอกเล่าว่าบริเวณกองหินประหลาดใช้สำหรับเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ในปี ค.ศ.1963



นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ดร.จีราลด์ ฮอว์คินส์ ตั้งทฤษฎีอธิบายว่า สถานที่แห่งนี้แท้ที่จริงแล้วถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอตรวจการปรากฎการณ์ของดวงดาวบนท้องฟ้า ดร.จีราลด์อธิบายอย่างระมัดระวังว่าแท่งหินทุกก้อนที่ถูกนำมาวางเรียงเป็นวงกลมนั้น คือ วันเวลาในรอบ 1 ปี ปฏิทินที่จะบอกเวลาการเปลี่ยนฤดูกาลจากหนาวเป็นร้อน ทั้งนี้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านแท่งหินทำให้รู้ว่าเป็นช่วงฤดูกาลใด

ทฤษฎีของ ดร.จีราลด์ได้รับการยอมรับมากที่สุด เมื่อเร็วๆนี้ มีทฤษฎีหนึ่งถูกตั้งขึ้นมาทำให้คนทั้งโลกสะท้านใจเฮือกใหญ่ เจ้าของทฤษฎีชื่อ ดันแคน สตีล ไม่ใช่คนกิ๊กก๊อกธรรมดาเป็นถึงผู้อำนวยกรป้องกันภัยในอวกาศ แห่งออสเตรเลีย เขาเขียนลงในหนังสือ Rogue Asteroids and Dooms day comets แปลว่า อุกาบาตมฤตยูกับดาวหางล้างโลก ดันแคนสำแดงเหตุผลของเขาว่า สโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตวรรษ หรือ 5,000 ปีก่อน ซึ่งจากการคำนวณในยุคนั้นพบว่ากลุ่มสะเก็ดดาว “เทาริด” ไดพุ่งผ่านโลกในระยะใกล้ทำให้เกิดฝนดาวตก ซึ่งอาจทำให้สิ่งมีชีวิตตกอยู่ในภาวะอันตราย


เขาพบอีกว่าดาวหางมฤตยู “เก้” ก็อยู่ในทิศทางโคจรดียวกันกับสะเก็ดดาวเทาริด แต่ขณะเดียวกันคนในยุคนั้นหากต้องการเห็นดาวหางเก้ได้ชัดเจน ต้องขึ้นไปอยู่ที่สูงราว 20 ฟุต จึงจะมองเห็นได้ชัดเจน
มุมมองเช่นนี้หากขึ้นไปอยู่บนส่วนโค้งของหินสโตนเฮนจ์ ดันแคนรับรองว่าเห็นได้ชัดเจนมาก

หรือขณะที่โลกถูกพายุดาวตกถล่มนั้น คนที่อยู่ในสโตนจ์เป็นหินขนาดใหญ่ ก็ใช้หลบภัยได้อย่างสบายๆ แต่มันน่าประหลาดใจตรงที่คนโบราณรุ่นนั้นสร้างสิ่งก่อสร้างมหึมาขึ้นมาได้อย่างไร แน่นอนคนยุคนั้นไม่มีรถแบคโฮ ไม่มีเครื่องมือจักรกลหนัก แต่หากมีผู้ทรงภูมิปัญญามาแนะนำเทคโนโลยีชั้นสูงให้ หรือลงมือสร้างเองก็มิใช่ปัญหาใหญ่ น่าคิดอีกว่าสิ่งก่อสร้างคล้ายสโตนเฮนจ์มีกระจายไปทั่วโลกเช่นในอียิปต์ เยเมน ซาอุดิอารเบีย ซิบบับเว และนิวซีแลนด์ ผู้สร้างกองหินประหลาดไว้ดูดาวหาง หลบภัยจากพายุฝนดาวตกเมื่อ 5,000 ปี จะเป็นใครไม่ได้ นอกจากมนุษย์ต่างดาวเจ้าเก่าเท่านั้น

และเป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวซึ่งมีเทคโนโลยีสูงส่ง อาจใช้สโตนเฮนจ์ร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆที่ได้สร้างขึ้นมา ยิงทำลายหรือทำให้อุกาบาตที่กำลังพุ่งชนโลกหักเหทิศทางพุ่งผ่านโลกไป







ที่มา :http://www.nokroo.com/?p=75
____________________

: Pageviews





สโตนเฮนจ์ (StoneHenge) แห่งเมืองซาลเบอรี่ (Salisbury) ประเทศอังกฤษ มีอายุนานประมาณ 5,000-6,000 ปีผู้สนใจสามารถหาข้อมูลละเอียดมากเท่าที่ต้องการได้จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ หากเป็นความรู้ที่ได้มาจากวิทยาศาสตร์ทางจิต จำเป็นต้องให้เครดิตกับ “ชาวแอตแลนตีส” ก่อนเมื่อประมาณ 13,000 ปี ล่วงมาแล้ว มหาอาณาจักรแอตแลนตีส เป็นศูนย์รวมของสรรพวิทยาการและ
อารยธรรมในยุคนั้น เรียกกันว่า “ยุคพีระมิด” เนื่องจากใช้พลังของพีระมิดเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางจิต พลังจิต การสื่อสาร การเดินทาง การรักษาโรค การคำนวณบอกเวลาทางดวงดาวและกาแลคซี่ทั้ง 3 (ปฏิทินดาราศาสตร์) วิวัฒนาการด้านพลังงาน พลังจิต ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากชาวดาวอังคาร จนสามารถก้าวไปถึงลำดับสุดท้าย คือการเปลี่ยนวัตถุเป็นแสง และการเปลี่ยนแสงเป็นวัตถุ วิวัฒนาการด้านพลังงานมีด้วยกัน 7 ระดับ คือ

1. ความร้อน
2. แสง
3. เสียง
4. แม่เหล็กไฟฟ้า
5. ปรมาณู
6. เส้นแสง
7. การเปลี่ยนวัตถุเป็นแสงและการเปลี่ยนแสงเป็นวัตถุ

1 เดือนล่วงหน้าก่อนการล่มสลายของมหาอาณาจักร มีนักบวชรูปหนึ่ง เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา ยุคที่เหลือแต่พระธรรมคำสอน ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ก่อนพระสมณโคดมของยุคนี้) นักบวชเป็นผู้มีความสามารถมาก มีพลังจิตสูง รู้อดีต อนาคต จึงได้รู้ถึงเวลาของการล่มสลายและยุบตัวจมลงในมหาสมุทรของมหาอาณาจักร ที่จะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน จากสาเหตุการใช้ “อาวุธแสง” ทำสงครามทำลายล้างแผ่นดินคู่อริ นักบวชได้ชักชวนและอพยพบุคคลที่เชื่อพาลงเรือ เดินทางร่วม 1 เดือนพ้นออกมาจากการยุบตัวของทวีปขึ้นฝั่งที่แถบลุ่มแม่น้ำไนล์ ประเทศอียิปต์ในปัจจุบันนี้ นักบวชได้บอกไว้อีกว่า “แผ่นดินมหาอาณาจักรแอตแลนตีสนี้จะคืนกลับอีกครั้งในรอบ 13,000 ปีข้างหน้า จะเป็นแผ่นดินที่สมบูรณ์ด้วยทรัพยากรและจิตวิญญาณของมนุษย์” พร้อมทั้งยืนยันสัจจวาจาในครั้งนั้น โดยใช้พลังจิตและความช่วยเหลือจากชาวดาวอังคาร สร้างสัญลักษณ์ สฟิงซ์ (Sphinx) ขึ้น ด้วยวิธีของการเปลี่ยนวัตถุเป็นแสงและการเปลี่ยนแสงเป็นวัตถุ เพื่อเคลื่อนย้ายหินขนาดใหญ่ทำเป็นรูปสิงห์หมอบ มีใบหน้าเป็นชาวดาวอังคาร จัดวางไว้ในแนวทิศตะวันออก ตะวันตก มีพลังมโนธาตุสำหรับสร้างเป็นแกนพลังงานโลกใหม่อยู่ที่เท้าหน้าขวาของสฟิงซ์

การสร้างสฟิงซ์มีจุดมุ่งหมายสำคัญ 3 อย่าง

1. เป็นสัญลักษณ์แทนคำมั่นสัญญาของนักบวชที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อกลับมาแก้ไขเหตุที่ได้สร้างไว้ในอดีต
2. จมูกสฟิงซ์เป็นแหล่งของพลังกระแสลมปราณ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการหายใจของชาวดาวอังคารในยามที่แวะเวียนมาเยือนโลกของเรา แต่ในที่สุดจมูกถูกอาวุธสงครามทำลายแตกหักจนจมูกตัน ชาวดาวอังคารจึงค่อนข้างลำบากเมื่อมาท่องโลก
3. เมื่อถึงเวลาครบรอบของการเปลี่ยนแปลงแรงดึงดูดเข้าสู่อิทธิพลของอีกกาแลคซี่ ผู้กลับมาทำหน้าที่จะใช้เท้าขวาเหยียบลงบนเท้าหน้าขวาของสฟิงซ์ เกิดการขับเคลื่อนของพลังมโนธาตุและกระแสลมปราณม้วนหมุนเป็นเกลียวเข้าสู่ศูนย์กลาง สร้างเป็นแกนพลังงานโลกใหม่ มีขั้วโลกอยู่ในแนวทิศตะวันออกและตะวันตก นักบวชรูปนั้น มีนามว่า รต (อ่านว่า ระตะ)
นับเป็นเวลาหลายพันปีที่อารยธรรมแอตแลนตีสได้ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง แตกแยกออกเป็นหลายเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ แยกกระจัดกระจายออกจากลุ่มแม่น้ำไนล์ไปทั่วทุกส่วนของโลก พร้อมกับนำความรู้ของแอตแลนตีสเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เช่นการทำมัมมี่ เคล็ดลับของการมีอายุยืน พลังพีระมิด รวมทั้งหลักการคำนวณของดวงดาวและกาแลคซี่ทั้ง 3 เป็นปฏิทินดาราศาสตร์ที่อธิบายถึงการสับเปลี่ยนแรงดึงดูดที่มีอิทธิพลต่อโลกและระบบสุริยจักรวาลในช่วง 26,000 ปี


ชาวมายา (มายัน) เป็นอีกชาติพันธุ์หนึ่งที่สืบเชื้อสายและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเผยแพร่อารยธรรมแอตแลนตีสสู่สายตาชาวโลกเป็นหลักฐานที่มีชีวิต บ่งบอกยืนยันว่า “แอตแลนตีส” มีอยู่จริง มิใช่เป็นเพียงตำนานเล่าขาน ชาวมายาจึงได้สร้างปฏิทินดาราศาสตร์ขึ้นด้วยเสาหิน แท่งหินขนาดใหญ่จำนวนหลายร้อยแท่งจัดวางเป็นวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง และวิธีการสร้างเป็นวิธีเดียวกับการสร้างสฟิงซ์ คือเป็นผลงานของมนุษย์ผู้มีพลังจิตสูงร่วมมือกับชาวดาวอังคารในการเปลี่ยนหินแท่งใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 ตัน ให้เป็นพลังงานแสงก่อนแล้วเคลื่อนย้ายนำไปจัดวางในที่ที่ต้องการ และใช้พลังจิต เปลี่ยนพลังงานแสงคืนเป็นแท่งหินแท่งใหญ่อีกครั้งสโตนเฮนจ์ เป็นสัญลักษณ์ที่มีอายุประมาณ 5,000-6,000 ปี ใกล้เคียงกับยุคมหาพีระมิดของประเทศอียิปต์ ศาสตร์พีระมิดของชาวอียิปต์ เป็นตัวแทนของชาวแอตแลนตีสในการถ่ายทอดพลังของพีระมิดในศาสตร์การทำมัมมี่ทำสถานที่เก็บศพ เคล็ดลับการมีอายุยืน ยารักษาโรค ฯลฯ ตลอดจนปลูกฝังความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายที่แสนงดงาม ในขณะที่สโตนเฮนจ์ของชาวมายาสร้างขึ้นเพื่อเตือนภัยแก่ชาวโลกเมื่อถึงวาระการเปลี่ยนแปลงแรงดึงดูดของแต่ละกาแลคซี่ ในรอบ 13,000 ปี




พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ได้ไขปริศนาและอ่านความลับจากการจัดวางเสาหินเป็นวงกลม 3 วงไว้ดังนี้
เสาหินวงนอก เป็นวงกลมขนาดใหญ่ มีเส้นรอบวงกว้างโอบล้อมครอบคลุมวงกลมเล็กอีก 2 วงหมายถึง กาแลคซี่อันโดรเมดา (Andromeda Galaxy) พระอาจารย์เรียกกาแลคซี่นี้ว่า กาแลคซี่สะเทิน เพราะมีทั้งพลังงานเบา ดี และพลังงานหนัก มีขนาดใหญ่มาก เหมือนแผ่อาณาเขตปกป้องควบคุมไว้ทั้งกาแลคซี่ทางช้างเผือกและกาแลคซี่ไตรแองกุลัม

เสาหินวงกลางหมายถึง กาแลคซี่ทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) เป็นกาแลคซี่ที่ดึงดูดระบบสุริยจักรวาลของเราไว้ในขณะนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ พระอาจารย์เรียกกาแลคซี่นี้ว่า กาแลคซี่หนัก เพราะพลังงานแรงดึงดูดที่เรียกว่าพลังงานแม่เหล็กโลกกำลังให้โทษอย่างรุนแรง และจะนำไปสู่การพลิกเพื่อเปลี่ยนแกนพลังงานโลกใหม่เข้าสู่อิทธิพลแรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัมอีกครั้ง เมื่อครบวาระ 13,000 ปี
เสาหินวงใน หมายถึงกาแลคซี่ไตรแองกุลัม (Triangulum Galaxy) มีขนาดเล็กกว่ากาแลคซี่ทางช้างเผือกพระอาจารย์เรียกกาแลคซี่นี้ว่า กาแลคซี่เบา เพราะเต็มไปด้วยพลังงานดี เบา ขาวนวล เหลืองสบาย เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ และกำลังส่งอิทธิพลค่อยๆดึงโลก และระบบสุริยจักรวาลไปทางทิศตะวันออกทีละน้อยๆจนกว่าจะถึงวาระแกนโลกพลิกอีกครั้ง โลกและระบบสุริยจักรวาลจะตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัมอย่างสมบูรณ์ไปอีกประมาณ 13,000 ปี

ฉะนั้นในช่วงระยะเวลา 26,000 ปี สุริยจักรวาลจะตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของกาแลคซี่ทางช้างเผือก 13,000 ปี และอีก 13,000 ปีจะสลับมาอยู่ในอิทธิพลของกาแลคซี่ไตรแองกุลัม ดังนั้นเราคงพอจะรู้เหตุผลอย่างชัดเจนแล้วว่าการที่ขั้วโลกเหนือไม่ชี้ตรงไปทางทิศเหนือเสียทีเดียว ตามอิทธิพลแรงดึงดูดของกาแลคซี่ทางช้างเผือกแต่กลับตั้งเอียงไปทางทิศตะวันออก องศาเพราะต้านแรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัมไม่ได้ การมีแรงดึงดูดระหว่าง 2 แรงที่แตกต่างคือมากกว่าและน้อยกว่าทำให้กาแลคซี่ทางช้างเผือกส่งแรงดึงดูดมายังโลกเราในลักษณะดึงเข้าและผลักออกเข้าหาศูนย์กลาง เป็นแรงยืดและแรงหด ในขณะที่กาแลคซี่ไตรแองกุลัม

ตั้งอยู่ทางขวามือตรงกับทิศตะวันออก แรงดึงดูดที่ส่งมาจึงเกิดขึ้นเป็นแรงรับและแรงเหวี่ยง คือเหวี่ยงซ้าย-ขวา ผลจากการรับแรงกระทบแรงดึงดูดจากทั้งสองกาแลคซี่เป็นสาเหตุทำให้โลกของเรากำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีขันธ์ ครบ 5 ขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และตั้งชื่อเรียกว่า “มนุษย์” ซึ่งมีความแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นที่อาจจะมีขันธ์เพียง 4 ขันธ์ เพราะขาดตัว “รูป” พวกเขาจึงมีลักษณะเป็นเพียงพลังงานท่องเที่ยวไปได้ทั่วจักรวาลและใช้พลังจิตเพื่อสร้าง “รูป” ขึ้นมาบ้างในบางครั้ง
ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา ทั้งแรงดึงเข้า-แรงผลักออก และแรงรับ-แรงเหวี่ยง จากทั้งสองกาแลคซี่เริ่มผิดปกติ คือมนุษย์แทบจะไม่รู้สึกถึงการกระทบของแรงเนื่องจากความหนาแน่นของพลังงานแม่เหล็กโลกที่ถมลงในโลกได้มาถึงจุดอันตราย ทำให้เกิดสภาพนิ่งเหมือนหยุดหมุน เป็นเหตุให้เชื้อไวรัสแบคทีเรีย ธรรมดาๆ กลับมาระบาดอีกครั้งพร้อมกับการกลายพันธุ์ ซึ่งภาวะนิ่งแบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

สฟิงซ์ สื่อความหมายบอกสถานที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นจุดสร้างแกนพลังงานโลกใหม่
สโตนเฮนจ์ บอกถึงกำหนดเวลาการเปลี่ยนขั้วอำนาจของแรงดึงดูดที่มีต่อโลกและระบบสุริยจักรวาล
ระบบวงโคจรของโลกและสุริยจักรวาลจะยังคงเคลื่อนที่ผิดปกติต่อไปอีก ถูกพลังงานแม่เหล็กโลกดึงเข้าใกล้ขอบกาแลคซี่ทางช้างเผือกทางทิศตะวันออกมากยิ่งขึ้น (ในอดีตเคยถูกดึงเข้าใกล้ทางทิศเหนือมาก่อน) เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า พลังงานแม่เหล็กโลกกำลังอัดแน่นเพิ่มมากขึ้นๆ ทางทิศตะวันออก และเมื่อความหนาแน่นทวีขึ้นจนถึงอัตราสูงสุดจะเกิดการรีดตัวเป็นเส้นตรง พุ่งออกจากกาแลคซี่ทางช้างเผือกไปทางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตรงเข้าหากาแลคซี่อันโดรเมดา แต่เนื่องจากกาแลคซี่อันโดรเมดามีขนาดใหญ่กว่ามาก จึงมีพลังแรงดึงดูดมากกว่ากาแลคซี่ทางช้างเผือกเป็นหลายพันเท่า พลังงานแม่เหล็กโลกจึงถูกอัด เด้งกลับคืนเข้าสู่ระบบสุริยจักรวาลและกาแลคซี่ทางช้างเผือก ซึ่งการเสียดสีของพลังงานจากทั้ง 2 กาแลคซี่ในครั้งนี้ จะทำให้แสงสว่างวาบขึ้น มองเห็นได้ทั่วจักรวาล ทั้งดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ต่างได้รับแสงสว่างนี้ถ้วนทั่วกัน มนุษย์ในโลกจะเห็นแสงนี้ปรากฏขึ้นทันทีทันใด แบบที่ไม่ต้องตั้งตาคอย เป็น “แสงที่วาบ” อย่างรวดเร็ว เหมือนละครปิดฉากและผ้าม่านเวทีถูกดึงปิดทันที จากนั้นจะเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและพลังงานของโลก สุริยจักรวาลครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนกับที่มหาอาณาจักรแอตแลนตีสเคยประสบมาแล้วเมื่อ 13,000 ปีที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้เป็นการวนครบรอบเปลี่ยนเข้าสู่อิทธิพลแรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัม เป็นเวลาอีกประมาณ 13,000 ปี และถ้าหากปรากฏการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริง โลกของเราจะมีทั้งแกนสสารและแกนพลังงานโลกใหม่ โดยมีขั้วโลกตั้งอยู่ ณ จุดที่ตั้งของสฟิงซ์ มีการเปลี่ยนที่กันระหว่างพื้นดิน 1 ส่วน กับพื้นน้ำ 3 ส่วนทั่วโลก มหาสมุทรแอตแลนติกคงมี


โอกาสคืนกลับมาเป็นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่อีกครั้ง เทือกเขาหิมาลัยอาจจะลดต่ำลงมาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ของทวีปเอเชีย (เปลี่ยนแผนที่โลกใหม่) กล่าวโดยรวมคือช่วงเวลา 13,000 ปีครั้งนี้จะเป็นยุคทองของทรัพยากรธรรมชาติและจิตวิญญาณของมนุษย์ นักบวชรูปนั้น ได้ทำหน้าที่ของท่านเรียบร้อยแล้ว
ภาพแสดงถึงกาแลคซี่ทั้ง 3 ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์ เป็นภาพที่ พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ใช้ “จิต” ศึกษา









ที่มา : health11 - ingdhamma
____________________
เครดิต : คุณธัมมะอาสา
____________________
บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • ภาพถ่ายวัตถุลึกลับ บนดวงจันทร์ จากยานสำรวจ Luna ของรัสเซีย
    ยานสำรวจอวกาศ Luna  ของรัสเซีย  ได้นำภาพของวัตถุลึกลับบนดวงจันทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502-2519 ซึ่่งวัตถุเหล่านี้เหล่านี้ ดูแล้วราวกับว...
  • Star-Eyed Child เด็กหญิงที่มีตาเป็นดวงดาว
    SCP-134 อยู่ภายใต้สภาพแสงปกติ SCP-134 เป็นเด็กสาวเอเชีย เพียงแต่ที่ตาของ SCP-134 มีลักษณะคล้ายหลุมดำและเปล่งประกาย ในที่มืด
  • สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ปริศนา ปรากฎบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ 27/9/2012
    สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปริศนาที่ปรากฎบน พื้นผิวของดวงอาทิตย์  เมื่อวันที่ 27/9/2012 และปรากฎอยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ เมื่อวานนี้ 30/9/2012 ...
  • (Aura Power) ออร่าพลังงานชีวิตในตัวคุณ
    ออร่า(aura power) หรือการเปล่งแสงหรือรัศมีบางอย่างออกมารอบตัวคน คำว่า ออร่า มาจากภาษาลาติน แปลว่า อากาศ มาจากภาษากรีก แปลว่า ลมหายใจ แสง อ...
  • ไขความลับ จากหน้ากากโบราณ ชาวมายัน ? ตอนที่ 1
    หน้ากาก และ วัตถุโบราณ มีอายุประมาณ 1,200 ปี ในห้องขนาดเล็กที่เพิ่งพบใหม่ ใต้ปิระมิดศักดิ์สิทธิ์ ในเขตขุดค้นซุลตัน เมืองตีกัล เมืองโบราณของ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld