ทุกๆคนมักจะเคยเห็น ลำแสง ที่ปล่อย ออกมาจาก ยานอวกาศ หรือ UFO ผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น ในภาพยนตร์ เรามักจะฉันลำแสงนั้น ดึงร่างของมนุษย์ หรือ สิ่งอื่นๆ ขึ้นไปบนตัวยาน
อย่างเช่น ในภาพยนตร์ “Star Trek” หรือในนิยาย sci-fi หลายต่อหลายเรื่อง มักจะมีการนำเสนอลำแสงแปลกๆ ที่สามารถส่งผ่านไปยังวัตถุใดๆก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น ยานอวกาศ อุกาบาต หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตก็ว่ากันไป

หลักการทำงานของเจ้าลำแสงแปลกประหลาดนี้คือ เมื่อมันพุ่งกระทบกับอะไรก็ตาม มันจะทำให้วัตถุนั้นถูก “ผลักหรือดึงดูด” ให้เคลื่อนที่ไปตามทิศทางของลำแสง ได้ดั่งใจนึก โดยมีชื่อเรียกว่า “tractor beam”
ในโลกความเป็นจริงนั้น ลำแสง tractor beam กำลังถูกพัฒนาขึ้นโดย เหล่านักวิทยาศาสตร์อังกฤษจากมหาวิทยาลัย Bristol และ Sussex พวกเขาได้พัฒนาต้นแบบลำแสงลากดึงวัตถุด้วย “เสียง”
ที่สามารถใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกในโลก โดยงานต้นแบบนี้ อาศัยลำโพงขนาดเล็กจิ๋ว 64 ตัว ที่สามารถสร้างคลื่นเสียงแบบ “Ultrasonic” (คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงกว่า 20 KHz ขึ้นไป
โดยจะสูงขึ้นจนถึงเท่าใดนั้น ไม่ได้ระบุจำกัดเอาไว้ ซึ่งเป็นความถี่ที่สูงเกินกว่าที่ประสาทหูมนุษย์จะได้ยิน และโดยทั่วไปหูของมนุษย์จะได้ยินเสียงความถี่สูงเฉลี่ยเพียงแค่ประมาณ 15 KHz)
โดยเมื่อจัดเรียงให้ลำโพงคลื่นเสียง Ultrasonic ทั้ง 64 ตัว หันในมุมที่เหมาะสมกัน ก็จะเกิดเป็น “acoustic hologram” หรือสนามพลังเสียง ที่มีความสามารถในการหนีบวัตถุให้ลอยไปมาตามทิศทางที่ต้องการ คือการบังคับ บน ล่าง ซ้าย ขวา ได้หมด
และจากการทดลองตัวต้นแบบของ Tractor Beam ในภาพนั้น มันสามารถยกวัตถุขนาดเท่าเม็ดถั่วให้ลอยไปมาบนแผงลำโพงได้ ซึ่งสามารถควบคุมวัตถุจากระยะ 30 – 40 ซม.
ให้สามารถเคลื่อนที่ตามต้องการได้ ต่อจากนี้ทีมพัฒนาหวังว่าจะสามารถพัฒนา Tractor Beam จนสามารถนำไปใช้งานได้จริง ซึ่งมันจะมีประโยชน์อย่างมากหากว่าสามารถเคลื่อนย้ายวัติถุหนักๆได้
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การขนส่ง เทคโนโลยีทางอวกาศหรือระบบขนย้ายวัตถุอันตราย เป็นต้น
ตัวอย่าง ต้นแบบ
ที่มา :hxxp://www.flagfrog.com/watch-scientists-develop-a-real-life-tractor-beam-using-sound-waves/
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เคยอยากลองควบคุมความฝันของตัวเองเหมือนกับในหนังเรื่อง Inception กันบ้างหรือเปล่า? เชื่อว่าใครหลายคนคงอยากหลับตาลงแล้วโลดแล่นไปกับประสบการณ์ Lucid Dreams สักครั้ง ซึ่งเคยมีเสียงเล่าลือกันมาว่าจริงๆ แล้วการควบคุมความฝันไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่ต้องมีสติระหว่างฝันก็เท่านั้นเอง แต่ดูเหมือนว่าวิธีการด้านต้นอาจใช้ไม่ได้กับทุกคน แถมบางครั้งเราดันเผลอตื่นกลางความฝันเมื่อรู้ตัวว่าฝันอยู่ซะอีก แต่ในวันนี้เราอาจจะได้สัมผัสประสบการณ์โลกความฝันที่ควบคุมได้ดั่งใจนึกด้วยอุปกรณ์เสริมบางอย่างกันแล้วครับ
เมื่อไม่นานมานี้เกิดโปรเจ็กต์หนึ่งบนเว็บไซต์ Kickstarter ซึ่งได้ทำการนำเสนอสายรัดหัวรุ่นหนึ่งภายใต้ชื่อ iBand+ ที่ทางผู้พัฒนาระบุว่าสามารถตรวจจับคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ได้แม่นยำระดับเดียวกับการทดลองในห้องแล็ปเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งเซ็นเซอร์แบบพิเศษที่จะช่วยตรวจจับสุขภาพเพื่อวัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย, อัตราการเต้นของหัวใจ และอุณหภูมิภายใน นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสมองและร่างกายต่อหนึ่งรอบการนอนด้วยอัลกอริทึมซอฟท์แวร์ที่เรียนรู้ได้เอง และจะปรับแต่งคลื่นเสียงให้เหมาะสมเพื่อให้เราสามารถเข้าสู่ระยะการนอนหลับได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือสามารถ เร่งให้เกิดปฏิกริยา Lucid Dream หรือฝันที่ควบคุมได้อีกด้วย
โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ความฝันจะเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในสภาวะ REM Sleep (Rapid Eye Movement Sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายมีเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานขึ้นและมีการกรอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็ว ในระหว่างที่เราอยู่ภายใต้ระยะ REM นี้ ผู้พัฒนาระบุว่า ร่างกายส่วนมากจะขาดการติดต่อกับสมองส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อไปได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงไม่สามารถควบคุมความฝันตามใจนึกได้นั่นเอง แต่ iBand+ สามารถช่วยเราให้คุมความฝันได้ ด้วยความพิเศษในการตรวจจับคลื่นสมองซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเข้าสู่สภาวะ Lucid Dream
iBand+ เริ่มวางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ Kickstarter แหล่งรวมโปรเจ็กต์สำหรับนักพัฒนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหากสนับสนุนผู้พัฒนาเป็นจำนวนเงินเริ่มต้นที่ 129 ยูโร หรือราว 4,900 บาท ก็จะได้รับเซ็ต iBand+ ไปแบบครบชุดโดยทันที โดยจะสามารถเริ่มส่งสินค้าถึงมือเราได้ทุกที่บนโลกได้ภายในช่วงเดือนกรกฎาคมปีหน้าที่กำลังจะถึงนี้ สำหรับใครที่สนใจอยากทดลองเล่นจริงๆ คงต้องรีบหน่อยเพราะทางผู้พัฒนาเองก็ใกล้ปิดรับเงินระดมทุน ซึ่งหากไม่ทันรอบนี้คงต้องอดใจรอรอบหน้ากันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสินค้าที่วางจำหน่ายด้านต้นก็ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งผู้ใช้งานบางส่วนที่ร่วมสนับสนุนและสั่งจองก็มีความเห็นไปในทางสงสัย รวมถึงความกังวลต่อปัญหาบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นหากควบคุมความฝันได้ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อธรรมชาติ
![]() |
| REM-Dreamer |
โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีสินค้าในลักษณะเดียวกันวางจำหน่ายผ่าน Amazon ในชื่อ REM-Dreamer ซึ่งผู้ใช้ที่ได้ทำการซื้อไปได้กลับมารีวิวว่า บางครั้งหน้ากากที่สวมใส่ขณะนอนหลับก็ไม่ได้สามารถช่วยให้ควบคุมความฝันได้เสมอไปและอาจต้องมีเทคนิคบางอย่างเพื่อให้เข้าสู่สภาวะ Lucid Dream อีกด้วย ส่วน iBand+ จะช่วยให้เราควบคุมความฝันได้ต่างจากอุปกรณ์ชนิดอื่นได้หรือไม่นั้น คงต้องรอการยืนยันจากผู้ใช้งานอีกครั้ง สำหรับใครที่สนใจ iBand+ และต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ลิงก์เว็บไซต์ด้านล่างครับ
ที่มา : http://www.techmoblog.com/iband-eeg-headband-helps-you-experience-lucid-dream/
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง : KICKSTARTER
________________________________
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The Matrix คงจะจำกันได้ว่าพระเอกของเราสามารถเรียนรู้กังฟูได้ในเวลาชั่วพริบตาด้วยการโหลดเอาความรู้วิชากังฟูเข้าสู่สมอง ถึงแม้วิธีดังกล่าวจะฟังดูแฟนตาซีเกินจริงอยู่มาก แต่ในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบวิธีที่ใกล้เคียงกับในหนังแล้ว
นักวิจัยจากห้องทดลอง HRL ในแคลิฟอร์เนียกล่าวว่าพวกเขาได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆรวดเร็วขึ้น พวกเขาได้ทำการศึกษาคลื่นไฟฟ้าในสมองของนักบินฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้การขับเครื่องบินผ่านโปรแกรมจำลองการบิน หลังจากนั้นก็ป้อนข้อมูลเข้าไปในสมองของพวกเขา ผลปรากฎว่านักบินฝึกหัดที่ได้รับการกระตุ้นด้วยวิธีดังกล่าวสามารถเรียนรู้การขับเครื่องบินได้ดีขึ้น 33% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้น ภายในระยะเวลาเดียวกัน
วิธีการป้อนข้อมูลดังกล่าวนี้จะเริ่มจากการศึกษาคลื่นไฟฟ้าในสมองของนักบินมืออาชีพเวลาขับเครื่องบิน หลังจากนั้นทำการเลียนแบบคลื่นไฟฟ้าในสมองของนักบินฝึกหัดให้เหมือนกับนักบินมืออาชีพ ผลของการกระทำดังกล่าวจะทำให้นักบินฝึกหัดเรียนรู้การขับเครื่องบินได้เร็วขึ้น
แม้ในปัจจุบัน การทดลองดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่ ดร. Matthews ผู้ทำการวิจัยเชื่อว่าในอนาคตวิธีการกระตุ้นสมองเช่นนี้จะพัฒนาไปจนถึงระดับที่สามารถทำให้มนุษย์เรียนรู้ทักษะต่างๆ เช่น การขับรถ การเรียนภาษา ได้ในระยะเวลาอันสั้น ใกล้เคียงกับที่เราเห็นในหนัง
ที่มา : https://www.advice.co.th/it-news/1435
____________________
เครดิต : http://www.aripfan.com/matrix-style-learning/
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบัน Optoelectronics Research Centre (ORC) ในมหาวิทยาลัยเซาท์แธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ ออกมาประกาศเรื่องน่ายินดีที่ตนและเหล่าทีมงานนักวิจัย สามารถประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาพลิกโฉมวิธีจัดเก็บข้อมูลในปัจจุบัน กับเจ้าเลเซอร์ดิสก์ 5 มิติ โปร่งใสไซส์จิ๋ว ที่มีประสิทธิภาพใหญ่เกินตัว
สำหรับเทคโนโลยี Five Dimensional Glass Discs หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "ดิสก์กระจก" ตัวนี้ มันมีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลได้มากสูงสุดถึง 360 TB มีอายุการใช้งานยืนยาวถึง 13.8 พันล้านปี (หรือใครชอบคำไทยแบบยาวๆก็หนึ่งหมื่นสามพันแปดร้อยล้านปี) ใช้แสงเลเซอร์ที่มีความเร็วสูงในการบันทึกข้อมูล โดยทีมงานวิจัย เปิดเผยว่าได้เริ่มคิดค้นเทคโนโลยีดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2013 และได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจาก แท่งแก้วคริสตัลความทรงจำ จากการ์ตูนเรื่อง "ซูเปอร์แมน"
"ปีเตอร์ คาซันสกี้" (Peter Kazansky) ศาสตราจารย์ และหัวหน้าทีมวิจัยแห่งสถาบัน ORC กล่าวว่า "มันเป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงที่เราได้ให้กำเนิดเทคโนโลยีใหม่ ในการสงวนอนุรักษ์เอกสาร และข้อมูลมาจัดเก็บลงบนสื่อแห่งอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวมันสามารถเก็บรักษาหลักฐานอารยธรรมของมวลมนุษยชาติ เพื่อให้ทุกสิ่งอย่างที่เราเรียนรู้มาจะไม่มีวันถูกลืม"
"ปีเตอร์ คาซันสกี้" (Peter Kazansky) ศาสตราจารย์ และหัวหน้าทีมวิจัยแห่งสถาบัน ORC กล่าวว่า "มันเป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงที่เราได้ให้กำเนิดเทคโนโลยีใหม่ ในการสงวนอนุรักษ์เอกสาร และข้อมูลมาจัดเก็บลงบนสื่อแห่งอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวมันสามารถเก็บรักษาหลักฐานอารยธรรมของมวลมนุษยชาติ เพื่อให้ทุกสิ่งอย่างที่เราเรียนรู้มาจะไม่มีวันถูกลืม"
โดยตัวแทนจากสถาบัน ระบุว่าจะมีการนำผลงานดิสก์กระจกของตน ไปพรีเซนต์จัดแสดง ณ งานประชุม Society for Optical Engineering Conference ที่เตรียมจัดขึ้นในซานฟรานซิสโก วันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมกับมองหาเหล่าพันธมิตรนักลงทุน ที่จะมาร่วมกันผลิตและพัฒนาเจ้าดิสก์ 5 มิติดังกล่าว ออกสู่ตลาดในอนาคต
ที่มา :www.advice.co.th
____________________
เครดิต : http://www.manager.co.th/Game/ViewNews.aspx?NewsID=9590000017377
________________________________
อ้างอิง :
________________________________

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก เชื่อว่า วันหนึ่งข้างหน้า มนุษย์โลกจะมีโอกาส ถ่ายทอดความคิด สื่อสารทางโทรจิตถึงกันโดยตรง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อม และนี่คือทิศทางของเฟซบุ๊กในอนาคตข้างหน้า
“มันจะเป็นเหมือนกับว่า เวลาคุณกำลังคิดถึงอะไร เพื่อนของคุณก็จะรับรู้ถึงสิ่งที่คุณคิดในทันที และนี่คือที่สุดของเทคโนโลยีการสื่อสาร”
ซัคเกอร์เบิร์ก เปิดเผยเรื่องนี้ระหว่างการตอบคำถามจากผู้ใช้ ซึ่งถามว่าแผนระยะยาวของเฟซบุ๊ก จะเป็นเช่นไร
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองการสื่อสารของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากบริการหน้าโปรไฟล์ธรรมดา จนไปถึงการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ แถมการกดไลค์ Like แบ่งกลุ่มเพื่อน ตลอดจนบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการของเฟซบุ๊กเริ่มขยับจากการแชร์ข้อมูลสาธารณะ เป็นเน้นการสื่อสารส่วนบุคคลมากขึ้น นั่นเป็นที่มาของการเข้าซื้อกิจการแอพพลิเคชั่นข้อความสนทนา “วอทส์แอพ” WhatsApp ด้วยมูลค่า กว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เช่นเดียวกับการเข้าซื้อกิจการ Oculus ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้แสดงภาพ 3 มิติเสมือนจริง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟซบุ๊กกำลังเดินหน้าเข้าสู่บริการเสมือนจริง เพื่อยกระดับการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กขึ้นไปอีกขั้น
ความจริงแล้ว การสื่อสารผ่านทางโทรจิตหรือการถ่ายทอดความคิดส่งตรงถึงกัน (Telepathy) นั้น มิใช่เรื่องใหม่ ที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป
มีนักวิทยาศาสตร์หลายแขนง กำลังคิดค้นการใช้คอมพิวเตอร์ถ่ายทอดความคิดของบุคคล เพื่อส่งตรงถึงกันโดยใช้ศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในการแปลงคลื่นสมองเป็นข้อมูล
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/509357
____________________
บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมณี สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการรถยนต์และพลังงาน ด้วยรถยนต์ที่มาพร้อมกับระบบผลิตพลังงานจากน้ำเกลือ
“Quant e-Sportlimousine” รถลีมูซีนสัญชาติเยอรมณี ถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าแบบ flow-cell ตามชื่อของบริษัทผู้ผลิต “NanoFlowcell”
โดยการทำงานของระบบ “flow-cell” หรือ “flow batteries” จะใช้เซลล์ไฟฟ้าเคมี ซึ่งอาศัยความสามารถของอิเลคโทรไลท์ หรือสารที่มีสถานะเป็นของเหลวมาเป็นตัวนำไฟฟ้าหรือนำน้ำเกลือมาใช้
โดยรถพลังงานน้ำเกลือนี้มาพร้อมขุมกำลัง 920 แรงม้า อัตราเร่ง 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 2.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 217.5 ไมล์ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ทางโฆษกของ“NanoFlowcell” กล่าวว่า ศักยภาพของเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ ในแง่ของการใช้พลังงานในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมการเดินเรือ รถไฟ หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีการบิน อีกทั้ง “NanoFlowcell” ยังให้ประโยชน์ทั้งในด้านต้นทุน การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรวมถึงการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนอีกด้วย
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ที่มา :http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=144&cno=6179
____________________
บีบีซีรายงานว่า ศาสตราจารย์สตีเฟน ฮอว์กินส์ นักฟิสิกส์ชั้นนำของโลก กล่าวเตือนว่า การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่มีขีดความสามารถสูง อาจส่งผลร้ายและกลายเป็นจุดอวสานของมวลมนุษยชาติ

ศ.ฮอว์กินส์ กล่าวว่า AI ความสามารถต่ำที่ถูกพัฒนาขึ้นในปัจจุบันถือว่ามีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมาก แต่ตนรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่จะตามมาหากมนุษย์ตัดสินใจที่จะสร้าง AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ เนื่องจากหาก AI มีความสามารถสูง ก็จะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็น "วิวัฒนาการ" ในขณะที่มนุษย์ซึ่งพัฒนาตัวเองได้ช้ากว่ามากเนื่องจากข้อจำกัดด้านการวิวัฒนาการทางชีวภาพ จะส่งผลให้มนุษย์ไม่สามารถแข่งขันกับเครื่องจักรได้
นอกจากนี้ นายอีลอน มุสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Space X และ Tesla ของสหรัฐอเมริกา กล่าวสนับสนุนความคิดของศ.ฮอว์กินส์ ด้วยว่า ความกังวลในระยะสั้นของตน คือ อาวุธจักรกลที่มีขีดความสามารถในการฆ่าล้างผู้คนได้ทีละจำนวนมากๆ ขณะที่ในระยะยาว ตนถือว่า AI นั้นเป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของมนุษยชาติ

ศ.ฮอว์กินส์ ยังกล่าวถึงประโยชน์และภัยจากโลกอินเตอร์เนตด้วยว่า จะกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของผู้ก่อการร้าย และบรรดาหน่วยงานรัฐกับบริษัทเอกชนต้องดำเนินการมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแลกมาคือเสรีภาพ และสิทธิส่วนบุคคล
ทั้งนี้ ศ.ฮอว์กินส์ ป่วยเป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS) ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวชนิดหนึ่งทำให้ศ.ฮอว์กินส์ เดินและพูดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ศ.ฮอว์กินส์สื่อสารผ่านเก้าอี้เลื่อนที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ที่มี AI พิเศษ พัฒนาขึ้นโดยค่ายอินเทล สามารถเรียนรู้ลักษณะนิสัยการสื่อสารของศ.ฮอว์กินส์ได้ และแนะนำคำต่อไปที่ศ.ฮอว์กินส์ต้องการใช้สื่อสาร จากนั้นจึงเปล่าเสียงพูดแทน
"มีคนบอกว่า เด็กๆ อยากมีคอมพิวเตอร์พูดได้แบบที่ผมมีบ้าง" ศ.ฮอว์กินส์กล่าวติดตลก
ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE56WXdPVGd5T1E9PQ%3D%3D
____________________

ศ.ฮอว์กินส์ กล่าวว่า AI ความสามารถต่ำที่ถูกพัฒนาขึ้นในปัจจุบันถือว่ามีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมาก แต่ตนรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่จะตามมาหากมนุษย์ตัดสินใจที่จะสร้าง AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ เนื่องจากหาก AI มีความสามารถสูง ก็จะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็น "วิวัฒนาการ" ในขณะที่มนุษย์ซึ่งพัฒนาตัวเองได้ช้ากว่ามากเนื่องจากข้อจำกัดด้านการวิวัฒนาการทางชีวภาพ จะส่งผลให้มนุษย์ไม่สามารถแข่งขันกับเครื่องจักรได้
นอกจากนี้ นายอีลอน มุสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Space X และ Tesla ของสหรัฐอเมริกา กล่าวสนับสนุนความคิดของศ.ฮอว์กินส์ ด้วยว่า ความกังวลในระยะสั้นของตน คือ อาวุธจักรกลที่มีขีดความสามารถในการฆ่าล้างผู้คนได้ทีละจำนวนมากๆ ขณะที่ในระยะยาว ตนถือว่า AI นั้นเป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของมนุษยชาติ

ศ.ฮอว์กินส์ ยังกล่าวถึงประโยชน์และภัยจากโลกอินเตอร์เนตด้วยว่า จะกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของผู้ก่อการร้าย และบรรดาหน่วยงานรัฐกับบริษัทเอกชนต้องดำเนินการมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแลกมาคือเสรีภาพ และสิทธิส่วนบุคคล
ทั้งนี้ ศ.ฮอว์กินส์ ป่วยเป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS) ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวชนิดหนึ่งทำให้ศ.ฮอว์กินส์ เดินและพูดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ศ.ฮอว์กินส์สื่อสารผ่านเก้าอี้เลื่อนที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ที่มี AI พิเศษ พัฒนาขึ้นโดยค่ายอินเทล สามารถเรียนรู้ลักษณะนิสัยการสื่อสารของศ.ฮอว์กินส์ได้ และแนะนำคำต่อไปที่ศ.ฮอว์กินส์ต้องการใช้สื่อสาร จากนั้นจึงเปล่าเสียงพูดแทน
"มีคนบอกว่า เด็กๆ อยากมีคอมพิวเตอร์พูดได้แบบที่ผมมีบ้าง" ศ.ฮอว์กินส์กล่าวติดตลก
![]() |
| ภาพ : ฉากในภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey ที่ทำให้คนเริ่มกลัวภัยของ AI |
ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE56WXdPVGd5T1E9PQ%3D%3D
____________________
ทีมกูเกิลเอ็กซ์ (Google X) ได้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีลักษณะคล้ายเม็ดยา เพื่อใช้ในการตรวจหาเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มต้นเพื่อรักษาได้ทัน โดยในเม็ดยาจะมีอุปกรณ์ตรวจหาเซลล์มะเร็งซึ่งมีขนาดเล็กระดับนาโน Chad A. Mirkin ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Nanotechnology at Northwestern University ได้กล่าวถึงเม็ดยานี้ว่า “มันเป็นสิ่งที่เหนือธรรมดามาก”
.png)
วารสารวิชาการ Wall Street Journal ได้ลงบทความของ Andrew Conrad หัวหน้าทีมนักวิจัยสิ่งมีชีวิตจากกูเกิลเอ็กซ์ที่กล่าวในงานประชุม WSDJ Live conference โดยเขาได้ให้นิยามของระบบนี้ว่า “อุปกรณ์ต้นแบบในการพัฒนาการใช้งานในระดับนาโนที่สามารถทำในสิ่งที่เราต้องการ”
สิ่งที่ทีมกูเกิลเอ็กซ์ทำมีระบบการทำงาน สองกลไก คือ
หนึ่ง: ยาที่มีลักษณะเป็นอนุภาคนาโน
สอง: อุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามเซลล์มะเร็งในร่างกาย
“ในที่สุดฝันของพวกหมอในการตรวจรักษาโรคก็เป็นจริง” Andrew Conrad กล่าว
ที่มา :
http://www.vcharkarn.com/vnews/501187
____________________
.png)
วารสารวิชาการ Wall Street Journal ได้ลงบทความของ Andrew Conrad หัวหน้าทีมนักวิจัยสิ่งมีชีวิตจากกูเกิลเอ็กซ์ที่กล่าวในงานประชุม WSDJ Live conference โดยเขาได้ให้นิยามของระบบนี้ว่า “อุปกรณ์ต้นแบบในการพัฒนาการใช้งานในระดับนาโนที่สามารถทำในสิ่งที่เราต้องการ”
สิ่งที่ทีมกูเกิลเอ็กซ์ทำมีระบบการทำงาน สองกลไก คือ
หนึ่ง: ยาที่มีลักษณะเป็นอนุภาคนาโน
สอง: อุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามเซลล์มะเร็งในร่างกาย
“ในที่สุดฝันของพวกหมอในการตรวจรักษาโรคก็เป็นจริง” Andrew Conrad กล่าว
ที่มา :
http://www.vcharkarn.com/vnews/501187
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
http://www.slashgear.com/google-x-nano-pill-will-seek-cancer-cells-in-your-body-28352810/
________________________________














.jpg)














