ไม่น่าเชื่อว่า จะมีการจับภาพได้ชัดเจนที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ สำหรับยานบินลึกลับนอกโลกที่เพิ่งผ่านดวงอาทิตย์ไปได้ไม่นานในวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางนาซ่าได้ปิดเงียบมาตลอดเพื่อเฝ้าดูสังเกตการณ์ถึงสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นว่าจะส่งผลมาถึงโลกหรือไม่
โดยวัตถุประหลาดคล้ายยานอวกาศนั้น มีรูปทรงที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึงมันได้เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่มีพลังงานความร้อนสูงถึงล้านๆๆองศาเซลเซียส ซึ่งทั้งนี้ก็ได้มีการเรียกร้องจากวงในให้มีการเปิดเผยสื่อต่อสาธารณะชนได้รู้ ว่าในที่สุด เรื่องราวของยานมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป
โดยยานดังกล่าวได้บินจอดอยู่บริเวณเส้นถ่ายโอนพลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์ ระยะทางห่างจากโลก 150 ล้านกิโลเมตร คาดว่าน่าจะจอดเติมพลังงานหรือกำลังศึกษาอะไรบางอย่าง ทำให้กล้องจากยานสำรวจอวกาศ SOHO จับภาพได้ในเวลาต่อมา เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้ได้เห็น ก็สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ รวมถึงสื่อบางเจ้าได้ตีแผ่ถึงเรื่องยานแม่ของมนุษย์ต่างดาวว่าจะมาทำลายโลกหรือไม่?
เพราะดูจากขนาดของยานที่เทียบตรงกับดวงอาทิตย์แล้ว น่าจะมีความใหญ่โตมากกว่าทวีปยุโรปถึง 2 เท่า และดูเหมือนการจะมาเยือนโลกมนุษย์ไม่ใช่เรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม นี่ถือว่าเป็นการบีบคั้นนาซ่าให้เปิดเผยถึงสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมาก โดยแต่ก่อนก็ได้ปิดบังความจริงจากการแผ่ขยายรังสีของดวงอาทิตย์ และมีวัตถุลึกลับดังกล่าวเข้าไปเติมพลังงาน แต่นาซ่ากลับใช้วิธีปิดบังด้วยการถมดำเป็นรูปสี่เหลี่ยม เพื่อดึงดูดคล้ายกับเป็นการกุเรื่องโกหกขึ้นมา ทำให้ผู้คนไม่สนใจและลืมไปเอง แต่ความจริงแล้ว ภายใต้รูปสีดำที่เรามองข้าม กลับกลายเป็นยานแม่จากดาวดวงอื่นกำลังบินอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ โดยไม่มีทีท่าว่าจะละลายหรือพัง แถมยังดูกลืนพลังงานรังสีจากดวงอาทิตย์เอาไปเป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย ยังไงเราก็มาดูกันต่อไปว่าต่อจากนี้จะมีข่าวอะไรจากนาซ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ เพราะอีกไม่นานก็คงจะมีความคืบหน้าเผยแพร่ออกมาอย่างแน่นอน
ที่มา : hxxp://www.flagfrog.com/
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ดาราศาสตร์ - ชั้นบรรยากาศรอบนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า “คอโรนา” (corona) นั้นมีอุณหภูมิสูงราว 2 ล้านองศาเซลเซียส ในขณะที่พื้นผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิเพียง 6,000 องศาเซลเซียสเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ฉงนมาเป็นเวลานานแล้วว่าเหตุใดชั้นบรรยากาศที่อยู่ห่างแกนกลางดวงอาทิตย์ถึงได้ร้อนกว่าชั้นพื้นผิวที่อยู่ใกล้กับแกนกลาง
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออสโลเชื่อว่า การค้นพบล่าสุดของพวกเขาอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้พวกเขาเสนอทฤษฎีว่า ทอร์นาโดขนาดยักษ์เป็นตัวการที่ทำให้คอโรนาร้อนนรกแตกถึงล้านองศาเซลเซียสอยู่ตลอดเวลา
ข้อสรุปของพวกเขาได้มาจากการศึกษาข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์หลายแห่ง เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory:SDO) ของนาซาและกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ (Swedish Solar Telescope: SST) บนหมู่เกาะคะแนรี ซึ่งแสดงให้เห็นทอร์นาโดหลายลูกกำลังพุ่งขึ้นจากชั้นพื้นผิวไปสู่ชั้นบรรยากาศ การสังเกตการณ์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2011 เพียงวันเดียวก็ตรวจพบทอร์นาโดยักษ์ถึง 14 ลูก
ทอร์นาโดบนดวงอาทิตย์ประกอบด้วยพลาสมาร้อนจัดและสนามแม่เหล็กเข้มข้น หมุนด้วยความเร็วเกือบ 300,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีความกว้างเฉลี่ย 5,500 กิโลเมตร และสูง 3,000 กิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าทุกๆชั่วขณะจะต้องมีทอร์นาโดอย่างต่ำ 11,000 ลูกพัดผ่านพื้นผิวดวงอาทิตย์ พลาสมาร้อนในทอร์นาโดไม่ใช่คำตอบโดยตรงของปริศนาในคอโรนา เมื่อพลาสมาถูกดึงขึ้นไปด้านบน มันจะเย็นลงและร่วงไหลกลับลงมาที่พื้นผิว การไหลของพลาสมาในสนามแม่เหล็กจะก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กที่หมุนวนขึ้นไปสู่คอโรนา คลื่นแม่เหล็กนี้เองที่สร้างแรงดันอัดให้แก๊สในคอโรนาร้อนถึงหลักล้านองศา นักฟิสิกส์ โรเบอร์ตุส เออร์เดลยี จากมหาวิทยาลัย เชฟฟีลด์กล่าวว่า “หากเราเข้าใจพลวัตตามธรรมชาติของพลาสมาร้อนในสนามแม่เหล็กมากขึ้น มันอาจจะนำไปสู่การประยุกต์สร้างแหล่งพลังงานที่สะอาดและมีราคาถูกในอนาคต”
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า การก่อตัวของทอร์นาโดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น
1. พลาสมาร้อนกับสนามแม่เหล็กหมุนวนขึ้นจากพื้นผิวดวงอาทิตย์
2. พลาสมาไหลขึ้นตามเส้นทางของเส้นสนามแม่เหล็กเกิดเป็นทอร์นาโดยักษ์
3. คลื่นแม่เหล็กก่อตัวขึ้นในทอร์นาโดและดึงเอาพลังงานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน พลังงานของคลื่นแม่เหล็กจะเปลี่ยนกลับไปเป็นความร้อนที่คอโรนา
กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ เป็นยานสำรวจอวกาศของนาซาที่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศ ตั้งแต่ปี 2010 มีภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์เป็นระยะเวลา 5 ปีด้วย จุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ต่อโลกของเรา
กล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ เป็นกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป สร้างด้วยเงินทุนจากราชบัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (Royal Swedish Academy of Sciences) และด้วยเทคโนโลยีเลนส์รับแสงชั้นเลิศ ภาพถ่ายความละเอียดสูงของดวงอาทิตย์ที่ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์จึงมีคุณภาพสูงสุด
ที่มา : http://kidsnews.bectero.com/
____________________
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออสโลเชื่อว่า การค้นพบล่าสุดของพวกเขาอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้พวกเขาเสนอทฤษฎีว่า ทอร์นาโดขนาดยักษ์เป็นตัวการที่ทำให้คอโรนาร้อนนรกแตกถึงล้านองศาเซลเซียสอยู่ตลอดเวลา
ข้อสรุปของพวกเขาได้มาจากการศึกษาข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์หลายแห่ง เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory:SDO) ของนาซาและกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ (Swedish Solar Telescope: SST) บนหมู่เกาะคะแนรี ซึ่งแสดงให้เห็นทอร์นาโดหลายลูกกำลังพุ่งขึ้นจากชั้นพื้นผิวไปสู่ชั้นบรรยากาศ การสังเกตการณ์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2011 เพียงวันเดียวก็ตรวจพบทอร์นาโดยักษ์ถึง 14 ลูก
ทอร์นาโดบนดวงอาทิตย์ประกอบด้วยพลาสมาร้อนจัดและสนามแม่เหล็กเข้มข้น หมุนด้วยความเร็วเกือบ 300,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีความกว้างเฉลี่ย 5,500 กิโลเมตร และสูง 3,000 กิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าทุกๆชั่วขณะจะต้องมีทอร์นาโดอย่างต่ำ 11,000 ลูกพัดผ่านพื้นผิวดวงอาทิตย์ พลาสมาร้อนในทอร์นาโดไม่ใช่คำตอบโดยตรงของปริศนาในคอโรนา เมื่อพลาสมาถูกดึงขึ้นไปด้านบน มันจะเย็นลงและร่วงไหลกลับลงมาที่พื้นผิว การไหลของพลาสมาในสนามแม่เหล็กจะก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กที่หมุนวนขึ้นไปสู่คอโรนา คลื่นแม่เหล็กนี้เองที่สร้างแรงดันอัดให้แก๊สในคอโรนาร้อนถึงหลักล้านองศา นักฟิสิกส์ โรเบอร์ตุส เออร์เดลยี จากมหาวิทยาลัย เชฟฟีลด์กล่าวว่า “หากเราเข้าใจพลวัตตามธรรมชาติของพลาสมาร้อนในสนามแม่เหล็กมากขึ้น มันอาจจะนำไปสู่การประยุกต์สร้างแหล่งพลังงานที่สะอาดและมีราคาถูกในอนาคต”
ทอร์นาโดบนดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า การก่อตัวของทอร์นาโดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น
1. พลาสมาร้อนกับสนามแม่เหล็กหมุนวนขึ้นจากพื้นผิวดวงอาทิตย์
2. พลาสมาไหลขึ้นตามเส้นทางของเส้นสนามแม่เหล็กเกิดเป็นทอร์นาโดยักษ์
3. คลื่นแม่เหล็กก่อตัวขึ้นในทอร์นาโดและดึงเอาพลังงานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน พลังงานของคลื่นแม่เหล็กจะเปลี่ยนกลับไปเป็นความร้อนที่คอโรนา
กล่องเครื่องมือ
กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ เป็นยานสำรวจอวกาศของนาซาที่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศ ตั้งแต่ปี 2010 มีภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์เป็นระยะเวลา 5 ปีด้วย จุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ต่อโลกของเรา
กล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์ เป็นกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป สร้างด้วยเงินทุนจากราชบัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (Royal Swedish Academy of Sciences) และด้วยเทคโนโลยีเลนส์รับแสงชั้นเลิศ ภาพถ่ายความละเอียดสูงของดวงอาทิตย์ที่ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์สวีดิชโซลาร์จึงมีคุณภาพสูงสุด
ที่มา : http://kidsnews.bectero.com/
____________________
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2557 เว็บไซต์เทเลกราฟของอังกฤษ เปิดเผยคลิปวิดีโอ โซลาร์แฟลร์ หรือการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ครั้งใหญ่ ที่ยานไอริส (IRIS) ของนาซาบันทึกได้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นมวลสุริยะขนาดมหึมา ที่พุ่งออกมาจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วสูงราว 1.5 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยขนาดของพายุสุริยะระลอกนี้ เมื่อเทียบกับโลกแล้วก็น่าจะใหญ่กว่าโลกราว 5 เท่าเลยทีเดียว

ที่มา : http://www.kapook.com/
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
สุดยอดสารคดี : จุดจบของดวงอาทิตย์
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=JLzC5QgEsAg
____________________
ภาพการลุกจ้าระดับ X1.0 เมื่อ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา บันทึกโดยกล้อง SDO ที่ความยาวคลื่น 131 อังสตรอม (NASA/SDO)
เป็นไปตามที่คาดเมื่อเข้าสู่ปี 2013 ดวงอาทิตย์ของเราก็กลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ทำให้เกิดการ “ลุกจ้า” ถี่ขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น และในช่วงเวลาไม่กี่วันนี้ดาวฤกษ์ของเราก็ปะทุรุนแรงระดับ X ซึ่งเป็นระดับรุนแรงที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง แต่นาซาระบุไม่ส่งผลกระทบต่สิ่งมีชีวิตบนโลก เพียงแต่หากรุนแรงพอก็อาจรบกวนสัญญาณสื่อสารผ่านดาวเทียมและจีพีเอส
สเปซด็อทคอมระบุว่า ในช่วงเวลาแค่ 3 วันดวงอาทิตย์ลุกจ้าถึงระดับ X เป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 28 ต.ค.2013 ที่ผ่านมา โดยจัดให้อยู่ในระดับ X1.0 ซึ่งเป็นการปะทุจากจุดมืด AR1875 และหอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิคส์ (Solar Dynamics Observatory: SDO) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) จับภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวได้พอดี
ส่วนอีก 2 ครั้งเกิดขึ้นก่อนหน้าเมื่อวันที่ 25 ต.ค. โดยเป็นการปะทุจากจุดมืด AR1882 ที่ระดับ X2.7 และ X1.7 ตามลำดับ ขณะที่นาซาระบุว่า นับแต่ดวงอาทิตย์ปะทุใหญ่ครั้งแรกเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่าน ถึงตอนนี้ดวงอาทิตย์ก็ปะทุในความรุนแรงระดับกลางและระดับรุนแรงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากการปะทุระดับ X แล้ว ยังมีการปะทุระดับ M อีกมากกว่า 15 ครั้ง
ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์แบ่งความรุนแรงของการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์เป็น 3 ระดับ คือ ระดับ C ซึ่งเป็นระดับอ่อนๆ ระดับ M เป็นพายุสุริยะที่พลังมากและทำให้เกิดแสงออโรราบนโลกได้ แต่ยังจัดเป็นแค่เหตุการณ์ระดับกลาง และระดับ X ซึ่งเป็นระดับรุนแรงสุดที่จะรบกวนการสื่อสารผ่านดาวเทียมและระบบนำทางผ่านดาวเทียม รวมถึงมนุษย์อวกาศในวงโคจรได้ หากการลุกจ้านั้นหันมายังโลกตรงๆ
นาซาระบุถึงความเสียหายจากการลุกจ้าระดับ X ในอดีตว่า เคยรบกวนหรือทำให้การสื่อสารผ่านวิทยุดับไปเป็นชั่วโมง และอธิบายด้วยว่า การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์นั้นเป็นการปะทุของรังสี แต่รังสีที่เป็นอันตรายเหล่านั้นไม่อาจทะลุผ่านชั้นบรรยากาศโลกลงมาทำร้ายคนบนพื้นโลกได้ แต่ถ้ารังสีมีความเข้มพอก็จะสามารถรบกวนชั้นบรรยากาศที่มีการสัญจรของสัญญาณสื่อสารและระบบนำทางผ่านดาวเทียมได้
การเพิ่มจำนวนของการลุกจ้าค่อนข้างเป็นเรื่องธรรมดาในช่วงเวลานี้ เพราะดวงอาทิตย์กำลังเข้าสู่ช่วงคาบสูงสุดบนดวงอาทิตย์ (solar maximum) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรสุริยะที่มีรอบ 11 ปี โดยองค์การอวกาสสหรัฐฯ ระบุว่าเราเริ่มติดตามวัฏจักรสุริยะมาเรื่อยๆ นับแต่มีการค้นพบวัฏจักรนี้เมื่อปี 1843 และเป็นเรื่องปกติที่มีการลุกจ้าเป็นจำนวนมากระหว่างคาบสูงสุดของกิจกรรมบนดวงอาทิตย์
สำหรับวัฏจักรปัจจุบันคือวัฏจักรสุริยะที่ 24 (Solar Cycle 24) ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2008 แต่สเปซด็อทคอมระบุว่านักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามวัฏจักรนี้ ต่างพูดว่าแม้จะเกิดการลุกจ้าใหญ่ๆ หลายครั้ง แต่คาบสูงสุดของกิจกรรมบนดวงอาทิตย์นี้ก็ยังเงียบเหงาที่สุดในรอบ 100 ปี
ภาพการลุกจ้าเมื่อวันที่ 28 ต.ค.จากจุดมืด AR1875 (ขวา) โดยกล้อง SDO (NASA/SDO)
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000134979
____________________
สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (24) ว่า เกิดอนุภาคพลังงานสูงจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากโคโรนาของดวงอาทิตย์ เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (23) ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีก้อนมวลสารโคโรนา (ซีเอ็มอี ) จำนวนมหาศาลจากดวงอาทิตย์ กำลังมุ่งหน้ามายังโลกของเราด้วยความเร็วสูง และคาดว่าจะถึงชั้นบรรยากาศของโลกภายใน 1 ถึง 3 วันข้างหน้า
สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปริศนาที่ปรากฎบน พื้นผิวของดวงอาทิตย์ เมื่อวันที่ 27/9/2012
และปรากฎอยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ เมื่อวานนี้ 30/9/2012
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสิ่งนี้คืออะไร หรืออาจเป็นการเซ็นเซอร์จากทางนาซ่า
เพื่อปิดบัง วัตถุบางอย่างที่ไม่อยากให้ชาวโลกได้เห็น
อย่างไรก็ตาม เจ้าวัตถุสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปริศนาก็เคยปรากฎ ขึ้นมาแล้ว ในปี 2011
ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง : http://www.ufosightingsdaily.com/2011/06/giant-black-cube-orbiting-earth-sun.html
________________________________
หลังจากที่เป็นข่าวดังและฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อ 11 มีนาคม 2012
วัตถุทรงกลมสีดำ ลักษณะคล้ายกำลังดูดพลังงานจากดวงอาทิตย์
เก็บตกภาพสวย “พระอาทิตย์ทรงกลด” ระหว่างดาวศุกร์ผ่านหน้าเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ จุดสังเกตลานกิจกรรมอุทยานราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่












