เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยานอวกาศ แสดงบทความทั้งหมด



ไม่น่าเชื่อว่า จะมีการจับภาพได้ชัดเจนที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ สำหรับยานบินลึกลับนอกโลกที่เพิ่งผ่านดวงอาทิตย์ไปได้ไม่นานในวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางนาซ่าได้ปิดเงียบมาตลอดเพื่อเฝ้าดูสังเกตการณ์ถึงสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นว่าจะส่งผลมาถึงโลกหรือไม่

โดยวัตถุประหลาดคล้ายยานอวกาศนั้น มีรูปทรงที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึงมันได้เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่มีพลังงานความร้อนสูงถึงล้านๆๆองศาเซลเซียส ซึ่งทั้งนี้ก็ได้มีการเรียกร้องจากวงในให้มีการเปิดเผยสื่อต่อสาธารณะชนได้รู้ ว่าในที่สุด เรื่องราวของยานมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป




โดยยานดังกล่าวได้บินจอดอยู่บริเวณเส้นถ่ายโอนพลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์ ระยะทางห่างจากโลก 150 ล้านกิโลเมตร คาดว่าน่าจะจอดเติมพลังงานหรือกำลังศึกษาอะไรบางอย่าง ทำให้กล้องจากยานสำรวจอวกาศ SOHO จับภาพได้ในเวลาต่อมา เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้ได้เห็น ก็สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ รวมถึงสื่อบางเจ้าได้ตีแผ่ถึงเรื่องยานแม่ของมนุษย์ต่างดาวว่าจะมาทำลายโลกหรือไม่?

เพราะดูจากขนาดของยานที่เทียบตรงกับดวงอาทิตย์แล้ว น่าจะมีความใหญ่โตมากกว่าทวีปยุโรปถึง 2 เท่า และดูเหมือนการจะมาเยือนโลกมนุษย์ไม่ใช่เรื่องยาก



อย่างไรก็ตาม นี่ถือว่าเป็นการบีบคั้นนาซ่าให้เปิดเผยถึงสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมาก โดยแต่ก่อนก็ได้ปิดบังความจริงจากการแผ่ขยายรังสีของดวงอาทิตย์ และมีวัตถุลึกลับดังกล่าวเข้าไปเติมพลังงาน แต่นาซ่ากลับใช้วิธีปิดบังด้วยการถมดำเป็นรูปสี่เหลี่ยม เพื่อดึงดูดคล้ายกับเป็นการกุเรื่องโกหกขึ้นมา ทำให้ผู้คนไม่สนใจและลืมไปเอง แต่ความจริงแล้ว ภายใต้รูปสีดำที่เรามองข้าม กลับกลายเป็นยานแม่จากดาวดวงอื่นกำลังบินอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ โดยไม่มีทีท่าว่าจะละลายหรือพัง แถมยังดูกลืนพลังงานรังสีจากดวงอาทิตย์เอาไปเป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย ยังไงเราก็มาดูกันต่อไปว่าต่อจากนี้จะมีข่าวอะไรจากนาซ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ เพราะอีกไม่นานก็คงจะมีความคืบหน้าเผยแพร่ออกมาอย่างแน่นอน



ที่มา : hxxp://www.flagfrog.com/
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



ภาพจำลองการลงจอดและอุปกรณ์ช่วยในการลงจอดของยานลูก Philae (ESA/ATG medialab)




คนจีนโบราณคิดว่า ดาวหางที่มีหางเป็นทางยาวพาดผ่านท้องฟ้าในเวลากลางคืน คือ ไม้กวาดที่เทพเจ้าส่งมาเพื่อกวาดล้างมลทินให้หมดสิ้นไปจากโลก ส่วนชาวตะวันตกเชื่อว่า ดาวหางคือลางร้ายซึ่งบอกการจะล่มสลายของอาณาจักร การเสด็จสวรรคตของกษัตริย์หรือการเสียกรุง เมื่อครั้งที่ชาว Norman ทำสงครามชนะอังกฤษ ในปี 1066 ชาวอังกฤษได้เห็นการปรากฏตัวของดาวหาง Halley ซึ่งเคยปรากฏทุกครั้งที่โลกจะประสบภาวะวิกฤต เช่น เมื่อ Julius Caesar ถูกสังหาร กรุง Jerusalem แตก และแม่ทัพฮั่น Attila ปราชัยในสงคราม แม้เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์แล้ว แต่เมื่อดาวหาง Halley ปรากฏในท้องฟ้าในปี 1910 คนอเมริกันหลายคนต่างพากันกลัวตายคิดไปว่า แก๊สพิษจากดาวหางจะแพร่กระจายไปทั่วโลก จึงพากันซื้อหน้ากากกันแก๊สพิษ และกลืนยาป้องกันตัวกันจ้าละหวั่น

ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยานอวกาศ Rosetta มูลค่า 4 หมื่นล้านบาทขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency ESA) ที่ถูกส่งขึ้นอวกาศเมื่อ 10 ปีก่อนให้ไปโคจรรอบดาวหาง 67P/Churyumov–Gerasimenko จะพยายามทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน นั่นคือปล่อยยานลูก Philae ลงจอดบนดาวหางเป็นครั้งแรกในประวัติการสำรวจอวกาศของมนุษย์

โครงการนี้ คือ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ.2004 เมื่อ ESA ยิงจรวดนำยานอวกาศ Rosetta มุ่งหน้าไปยังดาวหางดังกล่าว เพราะระยะทางไกลมาก และยานต้องมีความเร็วพอเหมาะพอดีที่จะสามารถส่งยานลูกลงจอดบนดาวหางได้ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและงบประมาณ ESA ได้กำหนดให้ยานอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกเหวี่ยงยานไปโคจรผ่านใกล้ดาวอังคารในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2007 จากนั้น ESA ได้บังคับให้ยานโคจรผ่านโลกอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจะช่วยเหวี่ยงยานอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.2007 ให้มุ่งสู่ดาวเคราะห์น้อย Steins และถึงดาวดวงดังกล่าวในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ.2008 แล้วให้ยานโคจรผ่านใกล้โลกเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.2009 โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกเหวี่ยงยานมุ่งสู่ดาวเคราะห์น้อย Lutetia และถึงดาวดวงนี้เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.2010 เมื่อยานโคจรผ่าน Lutetia แล้ว ESA ก็ได้ส่งสัญญาณทางไกลบังคับให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นบนยานหยุดทำงาน คือ “จำศีล” นาน 31 เดือนจนถึงวันที่ 20 มกราคม 2014 ยานก็ได้รับคำสั่งจาก ESA ให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วงโคจรรอบดาวหางเป้าหมาย

ที่ศูนย์บังคับการของ ESA ที่เมือง Darmstadt ในเยอรมนี บรรดาเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ต่างรู้สึกยินดี เมื่อได้รับสัญญาณตอบจากยาน Rosetta ที่อยู่ไกล 800 ล้านกิโลเมตร หลังจากที่ศูนย์ได้ส่งสัญญาณออกไปเตือนให้ยานก่อนนั้นตื่น 8 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า Rosetta จะเป็นยานอวกาศลำแรกของโลกที่จะสำรวจดาวหางที่ระยะใกล้เพื่อให้รู้ว่า ดาวหางมีบทบาทเพียงใด และอย่างไรทั้งในการกำเนิดของระบบสุริยะและวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ต่างๆ และการเดินทางครั้งนี้จะแตกต่างจากการเดินทางไปสำรวจดาวครั้งอื่นๆ เช่น ในกรณีไปดาวอังคาร เรามีข้อมูลของมวล ขนาด และสนามโน้มถ่วงของดาวอังคารค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ในกรณีดาวหางดวงนี้ เราไม่รู้มวลที่แท้จริง ไม่มีข้อมูลสนามโน้มถ่วง ฯลฯ เราจึงไม่รู้วิธีที่จะเข้าสู่วงโคจรรอบดาวหางได้อย่างไม่ผิดพลาด ดังนั้นจึงต้องมีการปรับข้อมูลบนยานตลอดเวลา

ดาวหางนั้นประกอบด้วยก้อนน้ำแข็ง ฝุ่น ดิน หิน และแก๊ส ดังนั้นจึงมีบทบาทพอสมควรในการถือกำเนิดก่อตัวเป็นรูปร่างของดาวเคราะห์ดวงต่างๆ คืออาจให้กำเนิดมีชีวิตบนโลก หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกมีทะเล เพราะเวลาดาวหางชนโลก น้ำแข็งบนดาวหางจะละลายเป็นน้ำ

เมื่อ ESA ส่งสัญญาณบังคับให้ดาวหางตื่นจากการจำศีล อุปกรณ์ทำความร้อนบนยานก็ได้เริ่มทำงาน และอุปกรณ์ควบคุมการหมุนรอบตัวเองของยานก็เริ่มปรับตัวให้เสาอากาศบนยานชี้ตรงมาที่โลก เพื่อส่ง-รับสัญญาณ อุปกรณ์ควบคุมความเร็วของยานก็เริ่มลดความเร็วของยานจากกิโลเมตร/วินาที ให้เหลือเพียงไม่กี่เมตร/วินาที ด้านอุปกรณ์ถ่ายภาพก็เริ่มเตรียมบันทึกภาพ และอุปกรณ์วัดความเข้มของสนามโน้มถ่วงของดาวหางก็เริ่มทำงานเช่นกัน

ตามกำหนดการเดิมนั้น หลังจากที่ได้เดินทางไกล 7,000 ล้านกิโลเมตร ยาน Rosetta จะเข้าสู่วงโคจรรอบดาวหาง 64P/Churyumov – Garasimenko จนถึงปลายปี 2013 และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ยานจะปลดปล่อยยานลูกชื่อ Philae ให้โคจรไปลงจอดบนดาวหางอย่างนิ่มนวล และเมื่อ Philae ที่มีมวล 100 กิโลกรัมลงจอดบนดาวหางเรียบร้อยแล้ว ยานจะทอดสมอบนผิวน้ำแข็งของดาวหาง ในขณะที่ยานแม่ Rosetta จะโคจรเหนือดาวเพื่อคอยรับสัญญาณและข้อมูลจากอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ 10 อุปกรณ์บน Philae ซึ่งจะทำหน้าที่วิเคราะห์องค์ประกอบส่วนที่เป็นผิวของดาวหาง เพื่อค้นหาอินทรีย์โมเลกุลและสารประกอบอื่นๆ

ในการโคจรเหนือดาวหางที่ระยะสูง 25 กิโลเมตร ยาน Rosetta จะโคจรด้วยความเร็ว 135,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง ให้กล้องถ่ายภาพบนยานทำหน้าที่บันทึกสภาพผิวของดาว เพื่อหาสถานที่เหมาะให้ Philae ลงจอด เมื่อถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน Rosetta ก็จะโคจรลงไปใกล้ผิวดาวหาง โดยให้อยู่ห่างเพียง 10 กิโลเมตร เพื่อปล่อยยานลูก Philae ให้ร่อนลงจอดอย่างปลอดภัย





ภาพจำลองเมื่อยานลูก Philae ลงจอดบนดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko (ESA/ATG medialab)




ทันทีที่ลงจอดกล้องถ่ายภาพบน Philae จะส่งภาพผิวของดาวหางกลับมายังโลก กล้องจุลทรรศน์และอุปกรณ์ spectrometer บน Philae จะวิเคราะห์องค์ประกอบของหินและดินซึ่งได้จากการใช้จอบขุดลงไปจนถึงระดับลึก 24 เซนติเมตร ในอดีตตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านมานี้ มนุษย์ได้เคยส่งยานอวกาศ 11 ลำไปใกล้ดาวหาง แต่ยังไม่มียานใดไปลงจอดบนดาวหางเลย ESA เองเคยส่งยาน Giotto ไปถ่ายภาพดาวหาง Halley ที่ระยะใกล้ 200 กิโลเมตร และยาน Stardust เคยนำฝุ่นดาวหาง Wild กลับมาโลก

ในการสำรวจคราวนี้ Philae มีโครงการจะทำงานบนดาวหางนาน 4-6 เดือน ส่วนยาน Rosetta ก็จะโคจรเหนือดาวหางเป็นเวลา 17 เดือนที่ระยะห่างตั้งแต่ 20-100 กิโลเมตร ในขณะที่ดาวหางเองก็โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตร/วินาที

ถึงวันนี้ Rosetta ได้ส่งภาพของดาวหางกลับมาโลกหลายภาพแล้ว ซึ่งได้สร้างความตื่นตาและตื่นเต้นให้กับนักดาราศาสตร์มาก เพราะมันเป็นดาวหางที่ไม่เหมือนดาวหางอื่นๆ เลย และข้อมูลที่ได้กำลังบอกสถานภาพของระบบสุริยะเมื่อถือกำเนิดใหม่ๆ โดยไม่มีสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ ภูเขาไฟ พายุ ลม ฯลฯ มาเปลี่ยนแปลงรูปทรง ข้อมูลที่ได้จึงเป็นข้อมูลระดับดึกดำบรรพ์จริงๆ นอกจากนี้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์บน Rosetta ยังสามารถจับผงหรือฝุ่นละออง หรือแก๊สที่กระเด็นจากดาวหางมาวิเคราะห์องค์ประกอบได้ด้วย

รูปทรงที่ไม่กลมดิกของดาวหางดวงนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ นักดาราศาสตร์จึงพยายามวัดสนามแม่เหล็กและสนามแรงโน้มถ่วงของดาว เพื่อนำมาวิเคราะห์โครงสร้างภายในของดาวหาง และวัดความหนาแน่นของดาวหางด้วย เพราะภาพถ่ายระยะใกล้แสดงให้เห็นว่า ดาวหางดวงนี้ประกอบด้วยส่วนที่เป็นก้อนกลม 2 ส่วนติดกัน ซึ่งทำให้สนามโน้มถ่วงของดาวหางไม่เหมือนสนามโน้มถ่วงทั่วไป ดังนั้น ESA จึงได้จัดให้การวิเคราะห์สนามโน้มถ่วงของดาวหางดวงนี้ในสามมิติเป็นปัญหาที่ต้องดำเนินการด่วนเป็นอันดับแรก

ถ้าอุปกรณ์บน Philae วิเคราะห์องค์ประกอบไอโซโทปของไฮโดรเจนและออกซิเจนในน้ำแข็งบนดาวหาง ได้ค่าเหมือนกับไอโซโทปของธาตุที่ประกอบเป็นน้ำบนโลกทุกประการ นั่นจะแสดงว่า น้ำบนโลกมาจากน้ำแข็งบนดาวหาง แต่ถ้าได้ข้อมูลแตกต่างกัน เราก็จะยังไม่รู้ว่า น้ำบนโลกมาจากไหน

ยาน Philae ยังมีอุปกรณ์ตรวจหาโมเลกุลชีวิตด้วย ซึ่งถ้าพบนั่นจะยืนยันว่า สิ่งมีชีวิตส่วนหนึ่งบนโลกมาจากดาวหาง

อนึ่ง ESA ตระหนักว่า เวลาดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ แก๊สที่อัดอยู่ใต้ผิวดาวหางอาจได้รับความร้อนมาก จนระเบิดออกแล้วผลักตัวยาน Rosetta ให้หนีออกจากดาว ดังนั้น ESA จึงต้องระมัดระวังภัยอันตรายลักษณะนี้ด้วย

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่ผิวดาวมีค่าตั้งแต่ -70 องศาเซลเซียส จนกระทั่งถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าค่อนข้างอบอุ่นกว่าที่คิด และบริเวณที่จะลงจอดยาน Philae นั้น ESA ได้ตัดสินใจไม่ให้ Philae ลงจอดที่บริเวณรอยต่อระหว่างก้อนกลมทั้งสอง เพราะสนามโน้มถ่วงในบริเวณดังกล่าวไม่ตั้งฉากกับพื้นผิวทำให้การทรงตัวของ Philae ไม่เสถียร

ในอดีตศิลา Rosetta เคยช่วยให้นักประวัติศาสตร์อ่านภาษาอียิปต์โบราณออก มาคราวนี้ยานอวกาศ Rosetta ก็จะช่วยนักดาราศาสตร์ให้รู้ประวัติของสุริยะระบบดีขึ้นเป็นครั้งแรก 



ภาพจำลองขณะยาน Rosetta ปล่อยยานลูก Philae ลงจอดบนดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko (ESA–C. Carreau/ATG medialab)



ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000128525
____________________

: Pageviews
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา เจนนิเฟอร์ ลัตสัน ( @JennieLatson ) ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ ได้เขียนข่าวเพื่อย้อนรำลึกถึงน้องหมา “ไลก้า” เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 57 ปี ที่เจ้าไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปยังนอกโลก และมันไม่มีวันได้กลับมายังโลกอีกเลย .. เศร้าจัง!

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา

 

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา 

เจนนิเฟอร์ ลัตสัน ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ เขียนข่าว “เรื่องเศร้าของไลก้า” เพื่อย้อนรำลึกถึงน้องหมาตัวนี้ซึ่งเป็นสุนัขตัวแรกที่ถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศสปุตนิก 2 ของสหภาพโซเวียต (ประเทศรัสเซียในปัจจุบัน)

ในวันที่ 3 พ.ย. พศ. 2500 เพื่อที่ต้องการทดสอบเกี่ยวกับความปลอดภัย ก่อนจะมีการส่งมนุษย์จริง หรือนักบินอวกาศคนแรกไปในอวกาศ แต่การกระทำดังกล่าว ถือเป็น “การฆาตกรรม” น้องหมาผู้เคราะห์ร้ายตัวนี้ เนื่องจาก เทคโนโลยีด้านอวกาศในขณะนั้น ยังไม่มีความก้าวหน้าถึงขั้นที่จะนำมันกลับมายังโลกได้อีก

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา 


ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ระบุว่า ไลก้า เป็นสุนัขจรจัดเพศเมีย ที่ถูกเก็บมาจากข้างถนนในกรุงมอสโก เมืองหลวงของโซเวียตในขณะนั้น เพียงแค่สัปดาห์เดียวก่อนจะถึงกำหนดวันยิงจรวดขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ด้วยเหตุผลที่ ไลก้า เป็นสุนัขที่ตัวเล็ก รักสงบ มันจึงถูกเลือกให้เป็น สุนัขอวกาศตัวแรกที่จะถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศเพื่อโคจรรอบโลก ก่อนจะมีการส่ง “ยูริ กาการิน” นักบินอวกาศคนแรก ชาวโซเวียต ขึ้นไปในโคจรรอบโลก ตามไปภายหลัง

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้าที่จะส่งไลก้าขึ้นไปกับยานสปุตนิก 2 นั้น ทางศูนย์อวกาศของอดีตสหภาพโซเวียตได้ส่งสุนัขไปนอกโลกแล้วทั้งหมดรวม 36 ตัว แต่สุนัขตัวอื่นๆ เพียงแค่เดินทางไปกับยานอวกาศเท่าน้ัน ไม่ได้โคจรรอบโลกเหมือนกับเจ้าไลก้า



อย่างไรก็ตาม ขณะที่สหภาพโซเวียตส่งยานอวกาศที่มีเจ้าไลก้าขึ้นไปในห้วงอวกาศเมื่อ 57 ปีก่อนนั้น สำนักข่าวหลายสำนักในสหรัฐฯ และอังกฤษ ได้รายงานข่าวแสดงความสงสาร ไลก้า กันอย่างมาก แต่ทางเจ้าหน้าที่โซเวียตได้ตอบโต้ว่า ชาวรัสเซียรักสุนัข และการที่ส่งไลก้าไปกับยานอวกาศโคจรรอบโลกนั้น ไมใช่การทารุณโหดร้ายต่อสัตว์ แต่เพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ 

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา 



แม้ว่าทีมงานของโซเวียตในครั้งนั้น จะได้ยืนยันว่า “ไลกา” ไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกต่อไปแล้ว หลังจากยานสปุตนิกโคจรอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากสถาบันมอสโกรายงานถึงปัญหาสารเคมีชีวภาพรั่วไหลออกมา นั่นหมายความว่า “ไลก้า” มันเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมงนั่นเอง จากการบินขึ้นของยานอวกาศ และจากความตื่นตระหนกในตัวของมันเองบวกกับความร้อนภายในตัวยานที่สูงเกินไป 

แต่กระนั้นยานก็ยังคงโคจรรอบโลกเป็นเวลานานถึง 5 เดือน ก่อนจะถูกเผาไหม้เมื่อมันกลับเข้ามาบรรยากาศของโลกอีกครั้งในเดือนเมษายน ในปีถัดมา (พศ. 2501)

ขอให้น้องไลก้า ไปเจอโลกใบใหม่ที่ไม่โหดร้ายแบบเหมือนโลกใบนี้เลยนะ และขอบใจน้องหมาอย่างไลก้า ที่ “อาจ” ทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติได้จริง ตามคำกล่าวอ้างของโซเวียตในครั้งนั้น

Cr : time.com Editor, translate ข้าวน้องหมา
ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา 

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา 

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา 

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา


ที่มา :
http://teen.mthai.com/variety/82346.html ____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



อินดีเพนเดนต์รายงานวันที่ 19 ต.ค. ว่า ประเด็นเครื่องบิน เอ็กซ์-37 บี ไร้คนขับของกองทัพสหรัฐอเมริกาออกไปปฏิบัติภารกิจลับสุดยอดในอวกาศนาน 674 วันและเพิ่งกลับสู่ฐานกองทัพอากาศแวนเดนเบิร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ต.ค. ยังเป็นเรื่องคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าภารกิจดังกล่าวคืออะไร

ทฤษฎีหนึ่งเดาว่า ใช้สืบราชการลับจากห้องทดลองด้านอวกาศของจีน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าเครื่องบรรทุกอุปกรณ์จารกรรมมากมาย บ้างเดาไปในแนวหนังเจมส์ บอนด์ว่าใช้จับตาดาวเทียมของประเทศอื่น ขณะที่กองทัพสหรัฐไม่ปริปากใดๆ ระบุเพียงว่าเป็นการทดลองในวงโคจร

เครื่องบินหุ่นยนต์รุ่นนี้มี 2 ลำ ขนาดสูง 2.9 เมตร ยาวเกือบ 9 เมตร หนัก 4,989 กิโลกรัม ผลิตโดยบริษัทโบอิ้ง ทางกองทัพสหรัฐส่งไปโคจรนอกอวกาศเพื่อปฏิบัติภารกิจมาแล้ว 3 ครั้ง นับจากปี 2553 ครั้งที่ 3 เริ่มเมื่อเดือนธันวาคม 2555 และจะเริ่มภารกิจครั้งที่ 4 ในปีหน้า โดยบินออกจากฐานที่แหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา









ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE16Y3hOamd3TUE9PQ%3D%3D
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

องค์การการบินอวกาศสหรัฐเตรียมทดสอบ 'จานบิน' เหนือฮาวายในวันพฤหัสบดี เป็นยานต้นแบบที่พัฒนาสำหรับส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร

ยานที่มีชื่อว่า แอลดีเอสดี (Low Density Supersonic Decelerator) จะถูกนำขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์โดยใช้บอลลูนลมร้อน

เมื่อขึ้นไปถึงความสูง 120,000 ฟุต ยานจะถูกปล่อย จรวดขับดัน 4 ชุดจะเริ่มทำงาน ทำให้ยานหมุนรอบตัวเอง เมื่อหมุนจนตั้งลำนิ่งดีแล้ว จรวดนำส่งซึ่งใช้เชื้อเพลิงแข็งจะนำพายานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

วิศวกรคาดว่า ยานจะเคลื่อนที่ด้วยอัตรา 4 เท่าของความเร็วเสียง ทะยานไปถึงความสูง 180,000 ฟุต ซึ่งเป็นขอบนอกของสตราโตสเฟียร์

ในเที่ยวขาลง แอลดีเอสดีจะทดสอบระบบเบรคแบบใหม่ 2 ชุด ชุดแรกเป็นโครงสร้างรูปโดนัท พองตัวออกรอบจานบินเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวนอกของยาน เป็นตัวสร้างแรงเสียดทานกับอากาศ

พอยานชะลอลงเหลือ 2.5 เท่าของความเร็วเสียง ร่มจะกางออก ถ้าขั้นตอนนี้สำเร็จ มันจะเป็นร่มที่ใหญ่กว่าร่มใดๆที่เคยร่อนในอากาศเหนือผิวโลก

ในที่สุด ยานจะตกน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังจากถูกส่งขึ้นจากฐานทดสอบจรวดของกองทัพเรือสหรัฐบนเกาะควาอี ในฮาวาย ประมาณ 45 นาที



ไมเคิล กาซาริก ผู้ช่วยผู้อำนวยการนาซาฝ่ายเทคโนโลยีอวกาศ บอกว่า ไม่ว่าการทดสอบครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ นาซาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้มากมายทีเดียว

แม้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ยานยังจะต้องได้รับการปรับปรุงต่อไป ดาวอังคารมีบรรยากาศเบาบางกว่าโลกมาก จึงต้องลดน้ำหนักของยานลงอีก เพื่อให้สามารถร่อนลงจอดได้อย่างนุ่มนวล

ในปีหน้า นาซากำหนดจะบินทดสอบยานแอลดีเอสดีอีก 2 ครั้ง.












ที่มา :hxxp://news.voicetv.co.th/global/107085.html
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



นาซายืนยันยานอวกาศ "วอยเอเจอร์ 1" เป็นสิ่งประดิษย์ชิ้นแรกของมนุษย์ที่หลุดพ้นระบบสุริยะไปแล้ว หลังจากถูกส่องออกไปท่องอวกาศตั้งแต่ปี 1977
     
       องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ยืนยันยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager-1) ได้เคลื่อนออกจากฟองก๊าซร้อนของดวงอาทิตย์ ออกไปสู่อวกาศภายนอกระบบสุริยะแล้ว และกลายเป็นสิ่งประดิษย์ชิ้นแรกของมนุษย์ที่หลุดพ้นระบบสุริยะ
     
       วอยเอเจอร์ 1 ถูกปล่อยออกจากโลกเมื่อ 5 ก.ย.1977 ไม่กี่วันหลังจากแฝดผู้น้อง วอยเอเขอร์ 2 (Voyager-2) ทะยานฟ้าขึ้นไปก่อน ทั้งคู่มีภารกิจหลักในการสำรวจดาวเคราะห์วงนอกระบบสุริยะ คือ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูน แต่หลังจบภารกิจเมื่อปี 1989 ทั้งคู่ก็ยังปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง
     
       ตอนนี้ยานอวกาศรุ่นบุกเบิกของนาซาอยู่ไกลจากโลกเกือบ 1.9 หมื่นล้านกิโลเมตร ซึ่งที่ระยะไกลขนาดนั้น ทำให้วอยเอเจอร์ต้องใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมงเพื่อส่งสัญญาณวิทยุกลับมาบนโลก
     

ศ.เอ็ด สโตน

       "นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งที่เราได้คาดหวังมาตลอดว่าเราจะมาถึง นับแต่เราเริ่มโครงการนี้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ที่เราอยากจะส่งยานอวกาศออกไปยังอวกาศข้างนอก" ศ.เอ็ด สโตน (Prof.Ed Stone) หัวหน้าทีมวิทยาศาสตร์ในภารกิจผจญภัยทางอวกาศนี้กล่าว
     
       ศ.สโตนเผยแก่บีบีซีนิวส์ว่า ในทางวิทยาศาสตร์แล้วเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง และยังมีแง่ประวัติศาสตร์ และการเดินทางของยานอวกาศครั้งนี้ก็เหมือนกับเหตุการณ์เดินทางรอบโลกได้เป็นครั้งแรกในอดีต หรือเหตุการณ์ฝากรอยเท้าบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
     
       "นี่เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มต้นสำรวจอวกาศระหว่างดวงดาว*" ศ.สโตนให้ความเห็นแก่บีบีซีนิวส์


ภาพวาดจำลองภารกิจยานวอยเอเจอร์ 1

     


ภาพวาดจากนาซาอธิบายให้เห็นว่าวอยเอเจอร์ 1 หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้ว

       *ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ดวงอื่น
     







ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000115410
____________________

: Pageviews




นักวิจัย UFO หลายคนเชื่อว่า นี่คือ UFO ของจริง  และเป็นภาพที่มาจากทาง นาซ่า

จากลิ้ง ที่อยู่ภาพ ระบุวันที่ 17/11/2555, 2:25:00
ซึ่งในภาพนี้ เผยให้เห็นวัตถุเปล่งแสง อยู่ 2 จุด แต่ก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ว่าคืออะไร





จากปฏิบัติการ  อพอลโล 16 ส่งมนุษย์สำรวจดวงจันทร์ ของนาซ่า
หลายๆครั้งที่ อดีตนักบินอวกาศอพอลโล 14  ดร.เอ็ดการ์ มิทเชลล์ ออกมาแฉเกี่ยวการมีตัวตนอยุ่จริงของมุนษย์ต่างดาว



ล่าสุด เมื่อ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2012 มีผู้โพสท์คลิป ลงใน Youtube เผยแพร่ภาพถ่าย ลักษณะคล้ายกับยานอวกาศบนพื้นผิวดวงจันทร์


โดยอ้าง เป็นภาพลับจาก ปฏิบัติการ อพอลโล 16
ที่จับภาพวัตถุประหลาด บนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งวัตถุนี้มีความยาวประมาณ  2,5 กิโลเมตร และดูเหมือนว่าเจ้าสิ่งนี้ตกลงกระแทกกับพื้นดวงจันทร์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก



ซึ่งเราสามารถเห็นได้ชัดเจน จากหลุมขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหลังวัตถุ








ที่มา : 
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=KSTVO5Rr7Yc#!
http://realufos.ning.com/photo/guyot-crater-anomaly________________________________
: Pageviews





วัตถุลึกลับขนาดยักษ์ ที่เคลื่อนที่่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ของเราในระบบสุริยะจักวาล

ปรากฏให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้คืออะไร  อาจเป็นยานอวาศขนากยักษ์จากต่างดาว หรืออาจเป็นแค่ความผิดปกติจากกล้องกันแน่ และองค์การนาซ่า ก็ไม่มีคำแถลงการใดๆ เช่นเคย  ปล่อยให้นักขี้สงสัยอย่าง เราต้องเดาๆ กันไปต่างนานา

คลิปแรก  เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2012

ปรากฏวัตถุ หางยาวอย่างมโหลาฬ ให้ดวงอาทิตย์ ซึ่งชาวต่างชาติเชื่อว่า สิ่งนี้กำลัง 
ยิงลำแสง เลเซอร์ ไปยังดวงอาทิตย์ เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง






คลิปถัดมา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2012 วัตถุ รูปร่าง คล้ายยานอวกาศทรงเรียวยาว
เหมือนในหนังไซไฟ  อันนี้รูปร่างค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว






คลิปต่อมา  เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2012  วัตถุ รูปร่าง คล้ายนก หรือ คล้ายกับ เทพ อมุนรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับดาว Nibiru 


เทพ อมุนรา

ซึ่่ง Admin เริ่ม เอ๊ะใจ ว่า ทำไมสิ่งนี้จึงปรากฏขึ้นบ่อยนัก  เพราะเมื่อเดือนที่แล้วสิ่งนี้ก็ปรากฏเช่นกัน
ยานอวกาศยักษ์ 2 ลำเคลื่อนที่ผ่านดวงอาทิตย์ 22 กันยายน 2012 (Nibiru)
จะปรากฏขึ้นทุกปีและเกือบทุกเดือน โดยที่รูปร่างเหมือนกันทุกครั้ง






อันนี้รวมของเดือนตุลาคม






ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=lKQv_80wr6A
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=WB-_Li7rACA
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=iOYLpupbkV8

________________________________
: Pageviews









คลิปบันทึกภาพดวงอาทิยต์ จาก กล้อง COR2 ของนาซ่า  เมื่อวันที่่ 22 กันยาน 2012

ปรากฏวัตถุลึกลับ ขนาดใหญ่ เคลื่อนที่ ไปมาบริเวณดวงอาทิตย์

ซึ่งหนึ่งในยานลึกลับ ดังกล่าว คล้ายกับ เทพ อมุนรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับดาว Nibiru

ที่หลายคนยังสงสัยกันอยู่ ว่าแท้จริงดาว Nibiru คือ ดาวหรือยานอวกาศกันแน่

เรื่อง Nibiru นีค่อนข้างยาวครับ ไว้จะมาเล่า
เช่นเึคยครับนาซ่าไม่มีการแถลงใดๆ









ชมคลิป








 Nibiru ดาวหรือยานอวกาศ ที่หลายคนสงสัย






เมื่่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์



ดูเหมือนว่ามันสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ด้วย มีแผงปีกที่ใหญ่มากๆยื่นออกมาสองข้าง มองดูไกลๆแล้วลักษณะเหมือนไม้กางเขนมีปีกครับ,

เหมือนเทวดากางปีก หรือเหมือนนกฟินิกซ์กำลังกางปีกครับ มันใหญ่กว่าโลกหลายเท่าครับ!!
สิ่งนี้กำลังเคลื่อนที่เข้ามาไกล้ solar system




ลักษณะที่แท้จริง ของ Nibiru มองดูไกลๆจะคล้ายๆแบบนี้!! 
คนสมัยโบราณได้เคยเห็นแล้วและก่อกำเนิดเป็นวรรณคดีและจินตนาการต่างๆมากมาย และหนึ่งในนั้นคือตำนาน "นกฟินิกซ์" นกแห่งไฟนั่นเอง...

















ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง : http://www.thetruthbehindthescenes.org/2012/09/24/ufo-near-the-sun-strange-explanation-nasa-sept-22-2012/
________________________________
: Pageviews
บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • ภาพถ่ายวัตถุลึกลับ บนดวงจันทร์ จากยานสำรวจ Luna ของรัสเซีย
    ยานสำรวจอวกาศ Luna  ของรัสเซีย  ได้นำภาพของวัตถุลึกลับบนดวงจันทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502-2519 ซึ่่งวัตถุเหล่านี้เหล่านี้ ดูแล้วราวกับว...
  • Star-Eyed Child เด็กหญิงที่มีตาเป็นดวงดาว
    SCP-134 อยู่ภายใต้สภาพแสงปกติ SCP-134 เป็นเด็กสาวเอเชีย เพียงแต่ที่ตาของ SCP-134 มีลักษณะคล้ายหลุมดำและเปล่งประกาย ในที่มืด
  • เด็กจากดาวอังคารกลับชาติมาเกิดพร้อมเรื่องลึกลับ
    ตกเป็นข่าวใหญ่โต เมื่อสื่อหลายสำนักในต่างประเทศ พูดถึงเด็กที่มีความทรงจำแปลกๆ หลายคนได้ซักถามถึงความทรงจำครั้งเก่า บ้างก็ว่าเป็นเด็กกล...
  • ทฤษฎีพิสูจน์มนุษย์ต่างดาวใช้สโตนเฮนจ์ต้านอุกาบาต
    (Stonehenge) คือหินแกรนิต (หินใช้ทำครกในบ้านเรา) ถูกตัดเป็นแท่งยาวใหญ่หนักแต่ละก้อนกว่า 50 ตัน นำมาวางเรียงรายเป็นรูปวงกลม เป็นเวลากว่าร...
  • สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ปริศนา ปรากฎบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ 27/9/2012
    สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปริศนาที่ปรากฎบน พื้นผิวของดวงอาทิตย์  เมื่อวันที่ 27/9/2012 และปรากฎอยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ เมื่อวานนี้ 30/9/2012 ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld