12 มี.ค.สำนักข่าวเดลี่ มิรเรอร์รายงานข่าว พบโครงกระดูกมนุษย์มัมมี่ผู้หญิง ข้างๆกับมัมมี่เด็ก ล่าสุดทีมสำรวจเปิดเผยว่าโครงกระดูกนี้ไม่ใช่ของมนุษย์..
นักสำรวจพบโครงกระดูกลึกลับ มีนิ้วมือสามนิ้วและนิ้วเท้าสามนิ้ว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่อาจจะเป็นการค้นพบเอเลี่ยน ที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกับมนุษย์
ทีมวิจัยกล่าวว่า ซากมัมมี่ลึกลับนี้มีชื่อว่า ‘มาเรีย’ ถูกพบในประเทศเปรู ข้างๆกันพบมัมมี่เด็กอายุ 9 เดือน
ขั้นแรกผลการสำรวจเปิดเผยว่า มัมมี่มาเรียน่าจะเป็นซากศพของมนุษย์ เพราะมีโครโมโซมจำนวน 23 คู่ แต่ขณะเดียวกันก็พบหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดแย้ง แสดงความน่าสงสัยว่าเธออาจไม่ใช่มนุษย์
ศาสตราจารย์ คอนสแตนติ โครอตโคฟ จากมหาวิทยาลัยวิจัยนานาชาติรัสเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นมัมมี่ผู้ชายอายุกว่า 6,500 ปีจำนวน 4 คน ในประเทศเปรู ที่ถูกพบโดยเพื่อนร่วมงานของเขา
เขาให้สัมภาษณ์กับสปุกนิก นิวส์ ของรัสเซียว่า “มัมมี่มาเรียมี 2 แขน 2 ขา บนศรีษะมี 2 ตา และ1ปาก เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ 3 มิติ ทำให้เห็นโครงกระดูกของพวกเขา เนื้อเยื่อมีลักษณะทางชีวภาพและองค์ประกอบทางเคมีที่บ่งชี้ว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ การตรวจสอบดีเอ็นเอพบโครโมโซม 23 คู่เหมือนคนทั่วไป ส่วนมัมมี่เพศชายทั้ง 4 มีโครโมโซมวายที่เป็นโครโมโซมเพศชาย ลักษณะที่ปรากฏเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง แต่มีโครงสร้างทางกายวิภาคที่ต่างจากมนุษย์ออกไป”

ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังศึกษาร่างมัมมี่มาเรียและมัมมี่เด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงเพิ่มเติม ซึ่งเว็บไซต์ Gaia.com ได้เปิดเผยวิดีโอการค้นพบมัมมี่ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ต่างดาว และตั้งสมติฐานว่านี่อาจเป็นมนุษย์ต่างดาว
ซึ่งศาสตราจารย์ คอนสแตนติ โครอตโคฟก็เห็นด้วย พร้อมกล่าวว่า “พวกเขาอาจเป็นมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็อาจเป็นมนุษย์หุ่นยนตร์ชีวภาพ มัมมี่มาเรียและลูกของเธอ อาจเป็นตัวแทนจากอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ ประมาณ 1,000 ปี”
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_834109
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เขาให้สัมภาษณ์กับสปุกนิก นิวส์ ของรัสเซียว่า “มัมมี่มาเรียมี 2 แขน 2 ขา บนศรีษะมี 2 ตา และ1ปาก เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ 3 มิติ ทำให้เห็นโครงกระดูกของพวกเขา เนื้อเยื่อมีลักษณะทางชีวภาพและองค์ประกอบทางเคมีที่บ่งชี้ว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ การตรวจสอบดีเอ็นเอพบโครโมโซม 23 คู่เหมือนคนทั่วไป ส่วนมัมมี่เพศชายทั้ง 4 มีโครโมโซมวายที่เป็นโครโมโซมเพศชาย ลักษณะที่ปรากฏเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง แต่มีโครงสร้างทางกายวิภาคที่ต่างจากมนุษย์ออกไป”

ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังศึกษาร่างมัมมี่มาเรียและมัมมี่เด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงเพิ่มเติม ซึ่งเว็บไซต์ Gaia.com ได้เปิดเผยวิดีโอการค้นพบมัมมี่ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ต่างดาว และตั้งสมติฐานว่านี่อาจเป็นมนุษย์ต่างดาว
ซึ่งศาสตราจารย์ คอนสแตนติ โครอตโคฟก็เห็นด้วย พร้อมกล่าวว่า “พวกเขาอาจเป็นมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็อาจเป็นมนุษย์หุ่นยนตร์ชีวภาพ มัมมี่มาเรียและลูกของเธอ อาจเป็นตัวแทนจากอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ ประมาณ 1,000 ปี”
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_834109
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ช็อกสะท้านวงการ !! นักวิทย์ฯผวา จับสัญญาณประหลาดจากต่างดาว 234 ดวง!! ยิ่งรู้ที่มา..ถึงกับอึ้งยกทีม!! ปริศนา "สิ่งมีชีวิตนอกโลก" ใกล้ถูกเปิดเผย !!!?
วันนี้ (31 ต.ค. 2559) เกิดเรื่องสะเทือนวงการดาราศาสตร์จนกลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อ เออร์แมนโน บอร์รา และอีริค ทร็อตเทียร์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลาวาล ในประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการสำรวจท้องฟ้าด้วยกล้องสโลน ดิจิทัล สกาย เซอร์เวย์ (Sloan Digital Sky Survey - SDSS)
เผยว่า มีการตรวจพบแสงลึกลับ ลักษณะคล้ายแสงแฟลชจากดาว 234 ดวง ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวที่พยายามติดต่อกับโลก
ซึ่งหลังจากพบสัญญาณดังกล่าว เหล่านักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์สัญญาณจากดาวทั้งหมด 2.5 ล้านดวง และพบว่ามาจากดาว 234 ดวงที่กล่าวมาข้างต้น คาดว่าเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวที่พยายามติดต่อสื่อสารกับโลก ก่อนจะสรุปและตีพิมพ์การค้นคว้าของตนลงในนิตยสารฟิสิกส์ต่อไป โดยนักดาราศาสตร์ยืนยันว่า
อย่างไรก็ตาม เออร์แมนโน และอีริค ยังระบุด้วยว่า แม้สัญญาณดังกล่าวจะใกล้เคียงกับสิ่งที่พวกตนสงสัย ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารจากต่างดาว แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เนื่องจากยังมีคำอธิบายเหตุผลของความเป็นไปได้อื่นๆด้วย เช่น อาจเป็นไปได้ว่าสัญญาณเหล่านี้เกิดจากการหมุนของโมเลกุล หรือเกิดจากการตกกระทบกันอย่างรวดเร็วในอวกาศ ซึ่งการพบค้นพบดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการยืนยันในขั้นตอนสุดท้ายที่ทุกๆคนต่างลุ้นระทึกไปพร้อมๆกันถึงความจริงที่กำลังจะปรากฏชัดออกมา
ที่มา : hxxp://inter.news-lifestyle.com/contents/160120/
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
![]() |
| Sloan Digital Sky Survey - SDSS |
ซึ่งหลังจากพบสัญญาณดังกล่าว เหล่านักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์สัญญาณจากดาวทั้งหมด 2.5 ล้านดวง และพบว่ามาจากดาว 234 ดวงที่กล่าวมาข้างต้น คาดว่าเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวที่พยายามติดต่อสื่อสารกับโลก ก่อนจะสรุปและตีพิมพ์การค้นคว้าของตนลงในนิตยสารฟิสิกส์ต่อไป โดยนักดาราศาสตร์ยืนยันว่า
"จากการเปรียบเทียบสัญญาณดังกล่าวของดาว 234 ดวง กับดวงอาทิตย์ พบว่าเป็นไปได้ว่าสัญญาณเหล่านั้นจะมาจากมนุษย์ต่างดาว"
อย่างไรก็ตาม เออร์แมนโน และอีริค ยังระบุด้วยว่า แม้สัญญาณดังกล่าวจะใกล้เคียงกับสิ่งที่พวกตนสงสัย ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารจากต่างดาว แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เนื่องจากยังมีคำอธิบายเหตุผลของความเป็นไปได้อื่นๆด้วย เช่น อาจเป็นไปได้ว่าสัญญาณเหล่านี้เกิดจากการหมุนของโมเลกุล หรือเกิดจากการตกกระทบกันอย่างรวดเร็วในอวกาศ ซึ่งการพบค้นพบดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการยืนยันในขั้นตอนสุดท้ายที่ทุกๆคนต่างลุ้นระทึกไปพร้อมๆกันถึงความจริงที่กำลังจะปรากฏชัดออกมา
ที่มา : hxxp://inter.news-lifestyle.com/contents/160120/
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
กลายเป็นที่ฮือฮาในต่างประเทศขณะนี้ สำหรับคลิปวิดีที่เผยภาพวัตถุต้องสงสัยคาดว่าจะเป็นเอเลี่ยนจากต่างดาว คลิปนี้ถูกโพสต์ผ่านผู้ใช้ยูทูบชื่อว่า Anthony Choy หรือ นายอันโทนี โชว์ นักวิเคราะห์ศึกษาเกี่ยวกับยูเอฟโอ เป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในประเทศเปรู อ้างว่า สามารถจับภาพวัตถุประหลาดเรืองแสงสีฟ้าๆ เปลี่ยนสีเองได้ ขนาดราวๆ ความสูงประมาณ 1 เมตร กำลังพยายามข้ามถนนฟ่าการจราจรคับคั่งไปยังอีกฟากถนน
ซึ่งหลังจากที่คลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไป ก็มีผู้เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก บางส่วนเชื่อว่า คลิปดังกล่าวเป็นของจริง เนื่องจากมีคลิปจากมุมมองอื่นๆ ที่ทำให้เชื่อได้ว่า วัตถุดังกล่าวนั้น อาจจะเป็นสิ่งลี้ลับจากนอกโลก ขณะที่บางส่วนมองว่า คลิปดังกล่าวอาจจะเป็นการตัดต่อ หรืออาจจะเป็นโดรนก็เป็นได้ จนล่าสุดมีผู้เข้าชมคลิปนี้กว่า 600,000 ครั้งแล้ว
ที่มา : hxxp://www.thairath.co.th/content/714785
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เหล่านักสำรวจฉงน ค้นพบ The Eye เกาะประหลาดในอาร์เจนตินา รูปทรงกลมดิกจนเหลือเชื่อหากเป็นฝีมือธรรมชาติ แถมหมุนเคลื่อนที่เองได้อย่างน่าประหลาด ขณะนักล่ายูเอฟโอชี้ สิ่งนี้อาจเป็นฐานลับเอเลี่ยน
โลกเราใบนี้ยังมีสิ่งลี้ลับอีกมากมายรอให้ถูกค้นพบ แต่เมื่อค้นพบแล้ว มนุษย์จะหาคำตอบได้หรือไม่ว่ามันคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทีมสำรวจของ เซอร์จิโอ นิวสปิลเลิร์ม ผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอาร์เจนตินา กำลังพยายามไขปริศนา หลังเขาได้พบเกาะเล็ก ๆ อันแปลกประหลาด ที่เขาตั้งชื่อให้ว่า The Eye หรือ ดวงตา นี้โดยบังเอิญขณะสำรวจหาเซตติ้งการถ่ายทำหนังเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และปริศนาอันน่าฉงนของมัน ก็ทำให้เขาแทบลืมจุดประสงค์หลังของตัวเองไปในทันที
โดยจากปากคำบอกเล่าจากชาวบ้านยังทำให้เขาได้ทราบว่า แถบพื้นที่บริเวณนี้มีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่เคยมีใครได้เข้าไปสำรวจอย่างจริงจังเลย

เว็บไซต์มิเรอร์ เปิดเผยเรื่องราวเกาะประหลาดของเซอร์จิโอไว้ในรายงานในที่ 30 สิงหาคม 2559 เกาะที่โค้งกลมสมบูรณ์แบบนี้ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมพารานา ระหว่างเมืองแคมปานาและซาราเต ของนครบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา มันเป็นเกาะกลมเล็ก ๆ อยู่ในบึงรูปทรงกลมดิกพอ ๆ กัน เส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 118 เมตรเท่านั้นเอง ความกลมดิกของทั้งเกาะและบึง ช่างเพอร์เฟคท์เสียจนไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติ
สำหรับจุดที่ตั้งของ The Eye นั้น หากมองจาก Google Maps จะอยู่ที่โลเคชั่น 34°15'07.8"S 58°49'47.4"W โดยภาพแรกสุดของมันที่ถูกมองเห็นได้ผ่าน Google Maps คือเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ซึ่งนั่นทำให้เซอร์จิโอได้ค้นพบเรื่องราวอันแปลกประหลาด เพราะเมื่อเขาไล่เรียงดูภาพ The Eye ตามช่วงเวลาต่าง ๆ ก็ได้พบว่า เกาะกลม ๆ นี้หมุนเคลื่อนที่ได้ราวกับมีแกนของตัวเอง มันเป็นไปได้อย่างไรกัน !?
ในที่สุด เซอร์จิโอพร้อมทีมสำรวจก็ได้บุกลงสำรวจพื้นที่ที่ตั้งจริง ๆ ของ The Eye จากการเดินเท้าถึง 8 ชั่วโมง ฝ่าฟันกลางป่าเข้าไปพวกเขาก็ได้พบบึงและเกาะกลมรูปดวงตานั้นสมใจ และได้พบว่าน้ำในบึงที่ล้อมรอบเกาะ The Eye นั้น ทั้งใสและเย็นอย่างเหลื่อเชื่อ ไม่เหมือนสภาพแวดล้อมโดยรอบ หนำซ้ำดินในบึงก็แข็ง ช่างตรงกันข้ามกับสภาพแอ่งหนองบึงรอบ ๆ ส่วนเกาะที่อยู่ตรงกลาง มันลอยอยู่บนอะไรสักอย่างที่พวกเขาก็ไม่อาจตอบได้เหมือนกัน
ความแปลกประหลาดยากอธิบายของ The Eye ยังดึงดูดความสนใจของนักล่ายูเอฟโออย่าง สก็อต ซี วาร์ริ่ง ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ UFO Sightings Daily สก็อตเชื่อว่าสิ่งนี้คือประตูสู่ที่ตั้งฐานลับเอเลี่ยน ดูจากรูปทรงของ The Eye เอง ก็เห็นได้ว่าใหญ่พอจะให้ยานอวกาศขนาด 100 เมตร เข้าไปได้อย่างพอเหมาะพอเจาะเลยทีเดียว และมนุษย์อาจได้คำตอบอะไรมากกว่านี้ หากสามารถลงไปสำรวจในน้ำซึ่งเกาะประหลาดนี้ลอยอยู่ได้
ทางด้านเซอร์จิโอเอง ก็กระหายใคร่รู้ที่จะไขปริศนาของเกาะแห่งนี้ให้ได้ไม่ต่างกัน ทั้งว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดขึ้นนานแค่ไหนแล้ว เคลื่อนที่เองได้อย่างไร ฯลฯ ซึ่งในตอนนี้ทีมของเขาจึงได้ตั้งขอรับระดมทุนขึ้นในเว็บไซต์ kickstarter เพื่อรวบรวมเงินสำหรับการสำรวจและวิจัยขั้นต่อไป โดยเซอร์จิโอวางแผนจะนำนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ยูเอฟโอ รวมไปถึงผู้มีความสามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสพิเศษลงไปสำรวจ The Eye ด้วยกัน
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/141579
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________

เว็บไซต์มิเรอร์ เปิดเผยเรื่องราวเกาะประหลาดของเซอร์จิโอไว้ในรายงานในที่ 30 สิงหาคม 2559 เกาะที่โค้งกลมสมบูรณ์แบบนี้ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมพารานา ระหว่างเมืองแคมปานาและซาราเต ของนครบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา มันเป็นเกาะกลมเล็ก ๆ อยู่ในบึงรูปทรงกลมดิกพอ ๆ กัน เส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 118 เมตรเท่านั้นเอง ความกลมดิกของทั้งเกาะและบึง ช่างเพอร์เฟคท์เสียจนไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติ
สำหรับจุดที่ตั้งของ The Eye นั้น หากมองจาก Google Maps จะอยู่ที่โลเคชั่น 34°15'07.8"S 58°49'47.4"W โดยภาพแรกสุดของมันที่ถูกมองเห็นได้ผ่าน Google Maps คือเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ซึ่งนั่นทำให้เซอร์จิโอได้ค้นพบเรื่องราวอันแปลกประหลาด เพราะเมื่อเขาไล่เรียงดูภาพ The Eye ตามช่วงเวลาต่าง ๆ ก็ได้พบว่า เกาะกลม ๆ นี้หมุนเคลื่อนที่ได้ราวกับมีแกนของตัวเอง มันเป็นไปได้อย่างไรกัน !?
ในที่สุด เซอร์จิโอพร้อมทีมสำรวจก็ได้บุกลงสำรวจพื้นที่ที่ตั้งจริง ๆ ของ The Eye จากการเดินเท้าถึง 8 ชั่วโมง ฝ่าฟันกลางป่าเข้าไปพวกเขาก็ได้พบบึงและเกาะกลมรูปดวงตานั้นสมใจ และได้พบว่าน้ำในบึงที่ล้อมรอบเกาะ The Eye นั้น ทั้งใสและเย็นอย่างเหลื่อเชื่อ ไม่เหมือนสภาพแวดล้อมโดยรอบ หนำซ้ำดินในบึงก็แข็ง ช่างตรงกันข้ามกับสภาพแอ่งหนองบึงรอบ ๆ ส่วนเกาะที่อยู่ตรงกลาง มันลอยอยู่บนอะไรสักอย่างที่พวกเขาก็ไม่อาจตอบได้เหมือนกัน
ความแปลกประหลาดยากอธิบายของ The Eye ยังดึงดูดความสนใจของนักล่ายูเอฟโออย่าง สก็อต ซี วาร์ริ่ง ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ UFO Sightings Daily สก็อตเชื่อว่าสิ่งนี้คือประตูสู่ที่ตั้งฐานลับเอเลี่ยน ดูจากรูปทรงของ The Eye เอง ก็เห็นได้ว่าใหญ่พอจะให้ยานอวกาศขนาด 100 เมตร เข้าไปได้อย่างพอเหมาะพอเจาะเลยทีเดียว และมนุษย์อาจได้คำตอบอะไรมากกว่านี้ หากสามารถลงไปสำรวจในน้ำซึ่งเกาะประหลาดนี้ลอยอยู่ได้
ทางด้านเซอร์จิโอเอง ก็กระหายใคร่รู้ที่จะไขปริศนาของเกาะแห่งนี้ให้ได้ไม่ต่างกัน ทั้งว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดขึ้นนานแค่ไหนแล้ว เคลื่อนที่เองได้อย่างไร ฯลฯ ซึ่งในตอนนี้ทีมของเขาจึงได้ตั้งขอรับระดมทุนขึ้นในเว็บไซต์ kickstarter เพื่อรวบรวมเงินสำหรับการสำรวจและวิจัยขั้นต่อไป โดยเซอร์จิโอวางแผนจะนำนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ยูเอฟโอ รวมไปถึงผู้มีความสามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสพิเศษลงไปสำรวจ The Eye ด้วยกัน
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/141579
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
อย่างแรกคือ มนุษย์จะพัฒนาศักยภาพด้านความคิดไปเรื่อยจนเป็น Super Human-Human ที่มีขนาดสมองเท่ากับรถยนต์ขนาดเล็ก
และอีกทางคือ การพัฒนาด้านร่างกายและความแข็งแกร่งขนเป็น Superman-like อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางคนบอกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะอีกต่อไปเพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาหยุดยั้งความสามารถในการเอาตัวรอดทางธรรมชาติไปแล้ว

เช่นเดิม คำตอบก็ยังไม่เป็นที่ยืนยัน แต่ไม่ต้องสงสัยเลย ลักษณะของมุนษย์จะเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา จากการค้นคว้าในปี 2009 ของมหาวิทยาลัยPennsylvaniaพบว่า ภายในปี ค.ศ. 2409

แล้วอะไรคือคำตอบที่แท้จริง
เช่นเดิม คำตอบก็ยังไม่เป็นที่ยืนยัน แต่ไม่ต้องสงสัยเลย ลักษณะของมุนษย์จะเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา จากการค้นคว้าในปี 2009 ของมหาวิทยาลัยPennsylvaniaพบว่า ภายในปี ค.ศ. 2409
ผู้หญิงจะเตี้ยลงโดยเฉลี่ย 2 เซนติเมตรและหนักขึ้นกว่าเดิม 2 กิโลกรัม แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ทำโครงการยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสามารถหยุดยั้งโดยการเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร แต่นี่จะหมายความว่ารูปร่างของมนุษย์อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยใช่ไหม

คำตอบคือ ไม่ มันจะเปลี่ยนแต่ก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ทั้งรูปร่างและเวลาที่จะเปลี่ยน เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลาและความเจ็บปวด ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานว่ารูปร่างของมนุษย์ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

คำตอบคือ ไม่ มันจะเปลี่ยนแต่ก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ทั้งรูปร่างและเวลาที่จะเปลี่ยน เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลาและความเจ็บปวด ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานว่ารูปร่างของมนุษย์ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ก็ยังไม่มีใครสรุปได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงยังไงกันแน่ วิทยาการณ์แขนงใหม่ๆจะเป็นตัวการหลักที่ยับยั้งการหยุดการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติของเราเพื่อให้พวกเราเป็นผู้เลือกเอง
แต่ในขณะเดียวกัน โรคระบาด ภัยธรรมชาติ และวิกฤติวันสิ้นโลก (อุกกาบาตชนโลก) ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญของการเลือกทางธรรมชาติเช่นกัน แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าในอนาคตมนุษย์จะมีรูปร่างอย่างไร พวกเราก็ต้องสามารถรู้อนาคตที่แน่นอนให้ได้เสียก่อน (ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้)

เพราะว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้โดยโดดเดี่ยว การผสมข้ามสายพันธุ์จะเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งหลายๆคนก็เห็นว่านี่แหล่ะ คือภาวะที่โลกเป็นอยู่ตอนนี้ เนื่องจากมนุษย์ในปัจจุบันสามารถเดินทางไปได้ทั่วโลกและมีบุตรหลานกับคนจากต่างเชื้อ ชาติ ศาสนา หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของเราสามารถทำได้ด้วยการควบคุมการสืบพันธุ์นั่นเอง

มนุษย์สามารถเลือกได้ว่าจะเลือกใครเป็นคู่ครอง และส่วนมากวัฒนธรรมเป็นตัวการสำคัญ ตัวอย่างเช่น เราตีค่าบุคคลที่ฉลาด มีรูปร่างดี ว่าเหมาะสมกับเราเสมอ ดังนั้นถ้าหากค่านิยมนี้ยังคงคงที่ต่อไป สิ่งนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ พวกเราจะฉลาดขึ้นและแข็งแรงกว่าเดิม ในปัจจุบันมนุษย์ยังสามารถตรวจเช็ตทารกที่อยู่ในครรภ์ได้ด้วยเครื่องมือการแพทย์ และสามารถตัดสินใจเอาเด็กที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ออก
เป็นไปได้ว่าเราจะสามารถเอาชนะเหนือกฏของร่างกายและเทคโนโลยีทั้งมวลและเปลี่ยนเป็นระบบชีวภาพในร่างกายเรา พวกเราจะกลายเป็น transhuman เช่น ไซบอร์ก (ครึ่งคนครึ่งหุ่นยนต์) เราอาจจะสามารถสแกนสมองตัวเองและเปลี่ยนลงไปในเครื่องจักร บิค บอสตรอม ผู้อำนวยการของสถาบัน the Future of Humanity Institute จากอ็อกฟอร์ดกล่าวว่า เราจะสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงโดยการเปลี่ยนตัวเองเป็นข้อมูล บางทีก็อาจจะดาวโหลดข้อมูลลงหุ่นยนต์เพื่อไปเดินเที่ยวเวลาว่างๆ ใช้ความคิดได้เร็วกว่าเดิมด้วยระบบปฏิบัติการขั้นสูงสุด และบางทีอาจจะไม่ต้องกินอาหารเพื่อพลังงานอีกเลย
หากว่าเราสามารถหาที่อยู่ใหม่นอกโลกได้ พวกเราจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ เพราะที่โลกใหม่นั้นอาจจะมีแรงโน้มถ่วงไม่เท่ากับเรา กล้ามเนื้อในตัวเราจะเปลี่ยน โลกพวกนั้นจะร้อนไม่ก็หนาวกว่าโลกของเรา และมีรังสีที่โลกเราไม่มี ดังนั้นเมลานินในผิวเราก็จะเปลี่ยนไปและสีผิวของเราก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของเราจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงของโลกขนานใหญ่ และพวกเราก็คงแทบจะไม่รู้ตัวถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงนั้น จอห์น ฮอคค์ นักมานุษวิทยากล่าวว่า ตั้งแต่ที่คนกลุ่มแรกย้ายถิ่นมาที่อเมริกาเมื่อ 14,000 ปีก่อน จนถึงตอนนี้ รูปร่างของมนุษย์เราก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย
ที่มา : http://www.nextsteptv.com/mysci/?p=3224
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
แต่ถ้าจะพิจารณาถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทฤษฏีต่างๆที่เคยปรากฏมีดังนี้

ทฤษฏีที่ 1 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
เพราะว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้โดยโดดเดี่ยว การผสมข้ามสายพันธุ์จะเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งหลายๆคนก็เห็นว่านี่แหล่ะ คือภาวะที่โลกเป็นอยู่ตอนนี้ เนื่องจากมนุษย์ในปัจจุบันสามารถเดินทางไปได้ทั่วโลกและมีบุตรหลานกับคนจากต่างเชื้อ ชาติ ศาสนา หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของเราสามารถทำได้ด้วยการควบคุมการสืบพันธุ์นั่นเอง

ทฤษฏีที่ 2 เราจะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามแรงขับเคลื่อนของรูปแบบวัฒนธรรม
มนุษย์สามารถเลือกได้ว่าจะเลือกใครเป็นคู่ครอง และส่วนมากวัฒนธรรมเป็นตัวการสำคัญ ตัวอย่างเช่น เราตีค่าบุคคลที่ฉลาด มีรูปร่างดี ว่าเหมาะสมกับเราเสมอ ดังนั้นถ้าหากค่านิยมนี้ยังคงคงที่ต่อไป สิ่งนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ พวกเราจะฉลาดขึ้นและแข็งแรงกว่าเดิม ในปัจจุบันมนุษย์ยังสามารถตรวจเช็ตทารกที่อยู่ในครรภ์ได้ด้วยเครื่องมือการแพทย์ และสามารถตัดสินใจเอาเด็กที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ออก
ทฤษฏีที่ 3 การพัฒนาจะไปตามเครื่องมืออิเล็กทรอนิค
เป็นไปได้ว่าเราจะสามารถเอาชนะเหนือกฏของร่างกายและเทคโนโลยีทั้งมวลและเปลี่ยนเป็นระบบชีวภาพในร่างกายเรา พวกเราจะกลายเป็น transhuman เช่น ไซบอร์ก (ครึ่งคนครึ่งหุ่นยนต์) เราอาจจะสามารถสแกนสมองตัวเองและเปลี่ยนลงไปในเครื่องจักร บิค บอสตรอม ผู้อำนวยการของสถาบัน the Future of Humanity Institute จากอ็อกฟอร์ดกล่าวว่า เราจะสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงโดยการเปลี่ยนตัวเองเป็นข้อมูล บางทีก็อาจจะดาวโหลดข้อมูลลงหุ่นยนต์เพื่อไปเดินเที่ยวเวลาว่างๆ ใช้ความคิดได้เร็วกว่าเดิมด้วยระบบปฏิบัติการขั้นสูงสุด และบางทีอาจจะไม่ต้องกินอาหารเพื่อพลังงานอีกเลย
ทฤษฏีที่ 4 มนุษย์ต่างดาวคือตัวแปร
หากว่าเราสามารถหาที่อยู่ใหม่นอกโลกได้ พวกเราจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ เพราะที่โลกใหม่นั้นอาจจะมีแรงโน้มถ่วงไม่เท่ากับเรา กล้ามเนื้อในตัวเราจะเปลี่ยน โลกพวกนั้นจะร้อนไม่ก็หนาวกว่าโลกของเรา และมีรังสีที่โลกเราไม่มี ดังนั้นเมลานินในผิวเราก็จะเปลี่ยนไปและสีผิวของเราก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของเราจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงของโลกขนานใหญ่ และพวกเราก็คงแทบจะไม่รู้ตัวถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงนั้น จอห์น ฮอคค์ นักมานุษวิทยากล่าวว่า ตั้งแต่ที่คนกลุ่มแรกย้ายถิ่นมาที่อเมริกาเมื่อ 14,000 ปีก่อน จนถึงตอนนี้ รูปร่างของมนุษย์เราก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย
ที่มา : http://www.nextsteptv.com/mysci/?p=3224
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ค้นพบ กะโหลกประหลาด 2 ชิ้น ในกล่องสมัยสงครามโลก นาซีอาจเคยติดต่อกับมนุษ์ต่างดาวเพื่อช่วยรบ!!!

มีการค้นพบกระโหลกประหลาดในประเทศรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนักสำรวจเชื่อว่านี่อาจเป็นเบาะแสหนึ่งในเรื่องของมนุษย์ต่างดาวก็เป็นได้ ตามรายงานบอกว่ากระโหลกรูปร่างประหลาดนี้ถูกพบโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า ladimir Melikov เมื่อสองปีที่แล้ว เมื่อดูจากขากรรไกรแล้วมีความใกล้เคียงกับกะโหลกของมนุษย์มาก แต่ดูยังไงก็ไม่น่าใช่

นอกจากกระโหลกแล้ว ยังพบว่ามันตกอยู่ใกล้กับกระเป๋าเอกสารและแผนที่ของพวกนาซีด้วย คาดกันว่าน่าจะอยู่ในช่วงปี 1940 อีกทั้งบนตัวกระเป๋ายังมีสัญลักษณ์แปลกๆ คล้ายกับลัทธิอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปยังสิ่งลี้ลับจากต่างดาวด้วย


มีนักทฤษฎีสมคบคิดพยายามจะผูกเรื่องนาซีและมนุษย์ต่างดาวเข้าด้วยกันจึงทราบว่าสัญลักษณ์นั่นเป็นสัญลักษณ์ของสมาคม Ahnenerbe ที่ก่อตั้งโดยทหารนาซีที่ชื่อนาย Heinrich Himmler สมาคมนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าชนเผ่าอารยันนั้นครั้งหนึ่งเคยปกครองโลกของเรา
![]() |
| นาย Heinrich Himmler |
จากหลักฐานต่างๆ บ่งชี้ว่าสมาคม Ahnenerbe ของนาย Himmler มีการศึกษาและวิจัยแบบลับๆในอดีต และอาจเคยติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมาแล้ว
![]() |
| Ahnenerbe |
ที่มา :
____________________
เครดิต : flagfrog
________________________________
อ้างอิง : http://deusapientia.blogspot.com/2016/01/russia-mountains-of-adygea-found-two.html
________________________________
เกิดเป็นกระแสโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้แชร์คลิป "ศ.ดร.เทพพนม เมืองแมน" โทรศัพท์สื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวได้
บัญชีผู้ใช้ยูทูบ www.kengglider.com ได้มีการเผยแพร่คลิปภาพการพูดโทรศัพท์ระหว่าง ศ.ดร.เทพพนม เมืองแมน นักค้นคว้าเรื่องพลังจิตและมนุษย์ต่างดาวชื่อดังของไทย กับมนุษย์ต่างดาว ในงานวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ 2558 ปีที่ 20 ครั้งที่ 24 ชื่อคลิปว่า "เผยความลับจากมนุษย์ต่างดาวจานบิน UFO โทรศัพท์เตือนภัยพิบัติใหญ่ต่อมนุษย์โลก" ความยาว 10.57 นาที โดยโพสต์ขึ้นยูทูบเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559
โดยในงานสัมนาดังกล่าว ศ.ดร.เทพพนม ได้อ้างว่า โทรหามนุษย์จากดาวอังคาร โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นล่ามที่สามารถสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวได้ และ ศ.ดร.เทพพนม ได้ขอให้มนุษย์ต่างดาวคนดังกล่าวพูดภาษาของตนโชว์ผู้เข้าร่วมงาน โดยเนื้อหาการสนทนามีการเตือนถึงภัยพิบัติอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และในโลกจะเหลือมนุษย์จำนวนน้อยมาก โดยผู้ที่มีจิตสะอาดเท่านั้นที่จะหลงเหลืออยู่ จึงขอให้มนุษย์ปฏบิติแต่คความดี
จากนั้น ศ.ดร.เทพพนม ได้ถามมนุษย์ต่างดาวถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย ผู้หญิงคนดังกล่าวที่สื่อสารกับมนุษย์ดาวอังคารได้บอกว่า ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่เศรษฐกิจจะดีขึ้น
ในระหว่างการพูดคุยโทรศัพท์ได้มีการขอให้มนุษย์ต่างดาวมาปรากฏตัวที่หน้าต่าง และหญิงผู้เป็นล่ามคุยกับมนุษย์ต่างดาวกล่าวว่าขณะนี้ได้นำยานบิน 4-5 ลำมาบินอยู่ใกล้ๆ กับสถานที่จัดงานแล้ว แต่ต้องเป็นผู้ที่ขนลุกและมีจิตที่นิ่งพอเท่านั้น จึงจะสามารถเห็นยานบินได้
ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของคลิปมีผู้ร่วมการสัมนาคนหนึ่งได้ซักถาม ดร.เทพพนม ว่าการจัดสัมนาในลักษณะนี้เหมือนกับการสะกดจิตหมู่หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าผู้ดำเนินการสัมมนาได้ตัดบทและขอให้ไปซักถามในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม วิกิพีเดีย ระบุว่า ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ นายแพทย์ เทพนม เมืองแมน เป็นแพทย์ชาวไทย แต่ต่อมาหันไปศึกษาค้นคว้าเรื่องทางจิต โดยที่เจ้าตัวอ้างว่าสามารถติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวและผีหรือวิญญาณได้ โดยอ้างว่าสามารถติดต่อได้ตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ และปัจจุบันนี้เป็นนายกสมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทยด้วย ศ.ดร.เทพนม เป็นบุตรชายของหลวงพิณพากย์พิทยาเภท (พิณ เมืองแมน) อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข กับคุณหญิงพิณพากย์พิทยาเภท (จำนงค์ เมืองแมน) อดีตคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เทพนมสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล, ปริญญาตรี ด้านสาธารณสุขศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล, ปริญญาโทและเอก ด้านสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา
ที่มา : prachachat.net
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ทางการจีนเข้าร่วมวงกับการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวกับเขาด้วยเต็มตัว ด้วยการใช้เงินมหาศาลสร้าง "กล้องโทรทรรศน์วิทยุ" หรือ "เรดิโอ เทเลสโคป" ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นทางตอนใต้ของประเทศ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า เพื่อทำหน้าที่ควานหาสัญญาณวิทยุจากต่างกาแล็กซี และติดตามร่องรอยของประวัติศาสตร์จักรวาล
การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์ดังกล่าวกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรุดหน้าไปมากแล้วในหุบเขาแห่งหนึ่งของมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนซึ่งมีลักษณะเป็นหุบเขารูปชามอ่างโดยธรรมชาติ และตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองที่ใกล้ที่สุดไม่น้อย ทำให้ไม่มีสัญญาณเสียงจากสภาพแวดล้อมมารบกวน โครงการนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ไฟว์-ฮันเดรด-มีเตอร์ อะเพอร์เจอร์ สเฟียริคอล เทเลสโคป" เรียกสั้นๆ ว่า "ฟาสท์"
ตัวจานสำหรับสะท้อนสัญญาณเสียงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 500 เมตร โดยประกอบจากแผงชิ้นส่วนมากถึง 4,450 แผง แต่ละแผงมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมทำนองชิ้นพายที่ตัดแบ่ง ความยาวมากถึง 11 เมตร ทางการจีนประเมินว่าการก่อสร้างน่าจะแล้วเสร็จภายในปีหน้า เมื่อแล้วเสร็จกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งนี้จะกลายเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำลายสถิติเดิมของหอสังเกตการณ์ อาเรซิโบ ออบเซอร์เวทอรี ซึ่งมีจานรับสัญญาณที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 เมตรลง และจะมีขีดความสามารถในการตรวจสอบลึกเข้าไปในห้วงอวกาศไกลกว่าอาเรซิโบ ราว 3 เท่าตัว
หนาน เหรินตง หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการฟาสท์ของจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แห่งชาติ ในสังกัดสถาบันวิชาการวิทยาศาสตร์จีน เปรียบเทียบว่าหอสังเกตการณ์ด้วยสัญญาณวิทยุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ เหมือนหูของคนเราที่มีความไวต่อเสียงสูงมาก ดังนั้น จึงสามารถรับฟังและจำแนกเสียงที่มีความหมายออกจากเสียงทั่วๆ ไปได้ ซึ่งศาสตราจารย์หนานอุปมาว่า เหมือนการฟังและจำแนกเสียงของจั๊กจั่นที่ส่งเสียงร้องท่ามกลางเสียงพายุฝนฟ้าคะนองออกมาได้
จานรับสัญญาณยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าใดยิ่งช่วยให้สามารถรับสัญญาณวิทยุอ่อนๆได้มากขึ้นเท่านั้นทำให้นักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามควานหาสัญญาณวิทยุจากต่างดาวอย่าง เช่น โครงการเซติ หรือโครงการ "เบรกทรู ลิสเซน" สามารถตรวจสอบสัญญาณที่ต้องการได้ยินจากห้วงจักรวาลอันไพศาลกินอาณาบริเวณกว้างมากขึ้นและไปไกลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความสามารถในการรับสัญญาณเสียงจากระยะไกลมากๆในห้วงจักรวาลทำให้เรารับรู้ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ จุดนั้นได้ก่อนหน้าที่เสียงจะเดินทางมาถึงโลก ซึ่งเท่ากับว่าเราสามารถสืบค้นสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวาลได้ย้อนหลังกลับไปไกลมากขึ้นกว่าเดิม
"การมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีความไวสูงมากๆทำให้เราสามารถได้รับสัญญาณอ่อนๆรวมถึงสัญญาณวิทยุที่มาจากจุดที่ห่างไกลกว่าได้ดีขึ้น" นายอู๋ เซียงผิง ผู้อำนวยการสมาคมดาราศาสตร์จีน ระบุ
ซึ่งนั่นหมายความว่า เราสามารถสำรวจต้นกำเนิดจักรวาลและหาสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวได้ดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1438833609
____________________
หนาน เหรินตง หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการฟาสท์ของจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แห่งชาติ ในสังกัดสถาบันวิชาการวิทยาศาสตร์จีน เปรียบเทียบว่าหอสังเกตการณ์ด้วยสัญญาณวิทยุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ เหมือนหูของคนเราที่มีความไวต่อเสียงสูงมาก ดังนั้น จึงสามารถรับฟังและจำแนกเสียงที่มีความหมายออกจากเสียงทั่วๆ ไปได้ ซึ่งศาสตราจารย์หนานอุปมาว่า เหมือนการฟังและจำแนกเสียงของจั๊กจั่นที่ส่งเสียงร้องท่ามกลางเสียงพายุฝนฟ้าคะนองออกมาได้
จานรับสัญญาณยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าใดยิ่งช่วยให้สามารถรับสัญญาณวิทยุอ่อนๆได้มากขึ้นเท่านั้นทำให้นักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามควานหาสัญญาณวิทยุจากต่างดาวอย่าง เช่น โครงการเซติ หรือโครงการ "เบรกทรู ลิสเซน" สามารถตรวจสอบสัญญาณที่ต้องการได้ยินจากห้วงจักรวาลอันไพศาลกินอาณาบริเวณกว้างมากขึ้นและไปไกลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความสามารถในการรับสัญญาณเสียงจากระยะไกลมากๆในห้วงจักรวาลทำให้เรารับรู้ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ จุดนั้นได้ก่อนหน้าที่เสียงจะเดินทางมาถึงโลก ซึ่งเท่ากับว่าเราสามารถสืบค้นสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวาลได้ย้อนหลังกลับไปไกลมากขึ้นกว่าเดิม
"การมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีความไวสูงมากๆทำให้เราสามารถได้รับสัญญาณอ่อนๆรวมถึงสัญญาณวิทยุที่มาจากจุดที่ห่างไกลกว่าได้ดีขึ้น" นายอู๋ เซียงผิง ผู้อำนวยการสมาคมดาราศาสตร์จีน ระบุ
ซึ่งนั่นหมายความว่า เราสามารถสำรวจต้นกำเนิดจักรวาลและหาสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวได้ดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1438833609
____________________
ฮือฮา!เม็กซิโกเปิดเผยภาพถ่ายที่ระบุว่าเป็นมนุษ์ต่างดาว ผู้เชี่ยวชาญยันไม่มีการตกแต่งภาพใด
วันนี้ (7 พ.ค. 58) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน งานเปิดตัวภาพถ่ายของมนุษย์ต่างดาวจัดขึ้นในงานที่มีชื่อว่า "มาเป็นประจักษ์พยาน" ณ หอประชุมแห่งชาติในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก โดยมีนายไฮเม มอสซาน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอ และจัดรายการเกี่ยวกับยูเอฟโอในเม็กซิโกเป็นพิธีกร เขาได้นำภาพของมนุษย์ต่างดาว หรือเอเลี่ยน ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนมาเปิดเผย เพื่อที่จะยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง โดยภาพถ่ายที่นำมาให้ดูกันนั้นเป็นของนายเบอร์นาร์ด เอ เรย์ นักธรณีวิทยาที่ถ่ายไว้ในช่วงปี 2490-2492 แสดงให้เห็นถึงร่างของมนุษย์ต่างดาวที่ตายไปแล้ว หลังมีจานบินลึกลับตกที่เมืองรอสเวลล์ รัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ เมื่อปี 2490 จนทำให้ผู้คนตั้งข้อสงสัยกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวบนโลกนี้จริงหรือไม่
สำหรับภาพถ่ายทั้งหมดที่นำมาเปิดเผยนี้ พบอยู่ในกล่องที่ห้องใต้หลังคาของบ้านหลังหนึ่งในเมืองเซโดนา รัฐแอริโซนา นายมอสซาน กล่าวว่า ใช้เวลาวิเคราะห์ภาพถึง 5 ปี จึงยืนยันได้ว่าเป็นภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาวของจริง เพราะไม่มีการใช้เทคนิคตกแต่งภาพใดๆ แน่นอน และยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนอีกด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง
อย่างไรก็ดี เรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวนั้น ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน แม้กระทั่งองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ(นาซา) ก็ยังไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเคยพบมนุษย์ต่างดาวบนโลกใบนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวของสหรัฐฯ บอกว่าได้เห็นภาพถ่ายแล้ว เชื่อว่าไม่ใช่ซากศพมนุษย์ มัมมี หรือหุ่นจำลอง แต่ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า เป็นภาพของมนุษย์ต่างดาวจริงๆ
ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=64870&t=news
____________________
ปรมาจารย์วิชาฟิสิกส์ชื่อดังของโลก อาจารย์ สตีเฟน ฮอว์กินส์, กล่าวเตือนย้ำอีกว่าระวังมนุษย์ต่างดาวจะบุกโลก ทำลายอารยธรรมและมนุษยชาติจนหมดสิ้น พร้อมกับเร่งเร้าเพิ่มการเดินทางในอวกาศเผื่อว่ามนุษย์จะพบที่หลบภัยใหม่
นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องชี้ว่า การเดินทางในอวกาศ นอกจากจะเป็นอนาคตระยะไกลแล้ว ยังเป็นหลักประกันของมนุษยชาติด้วย โดยได้อธิบายว่าการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์นั้น เป็นการเปลี่ยนอนาคตของมนุษยชาติในทางที่ยังไม่สู้จะเข้าใจนัก มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาบนโลกได้ทันตา แต่มันก็ทำให้เราได้เห็นมิติใหม่ และรู้จักมองดูทั้งข้างในข้างนอก
“ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า อนาคตระยะไกลของชาติพันธุ์มนุษย์ จะต้องฝากความหวังไว้กับอวกาศ มันจะเป็นหลักประกันการอยู่รอดของเราในวันหน้าในฐานะเครื่องป้องกันการสูญหายของมนุษยชาติ จากการตกเป็นอาณานิคมของดาวเคราะห์ดวงอื่น” เขากล่าว.
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/483053
____________________
เป็นคำถามที่พวกเราเฝ้าถามกันมาตลอดว่า “มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่?” บางคนก็ไม่เชื่อ เพราะยังไม่เคยเห็นและยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่บางคนก็เชื่อเพราะจักรวาลนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ซึ่งก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาไม่น้อยกว่าชาวโลกอยู่บ้างแหละ แต่ทฤษฎีหลังนี้น่าจะมีแนวโน้มเป็นจริงมากขึ้น เมื่อมีแหล่งข่าวระดับสูงอ้างว่า
“มนุษย์ต่างดาวมีจริง และอยู่ปะปนกับมนุษย์โลกไม่ต่ำกว่า 80 ปีมาแล้ว”
สำนักข่าวท้องถิ่น เนวาด้าเดลี่เมล์ ได้รายงานเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อนักข่าวคนหนึ่งได้รับการติดต่อจากชายไม่ทราบชื่อ ที่ไม่ยอมบอกว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และได้ขอนัดนักข่าวไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่อาศัยอยู่บนโลก ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้ ชายคนดังกล่าวไม่ขอเปิดเผยชื่อ ห้ามบอกรูปลักษณ์ภายนอกของเขา และไม่ยินยอมให้อัดวีดีโอและอัดเสียงเพื่อบันทึกการสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น
หลังจากได้พูดคุยกัน ชายคนดังกล่าว ซึ่งทางสำนักข่าวได้อ้างว่าเป็น “แหล่งข่าวระดับสูง” เคยทำงานอยู่ในแอเรีย 51 แต่ไม่ยอมบอกว่าทำตำแหน่งหน้าที่อะไร ได้เปิดเผยถึงข้อมูลที่ชาวโลกทุกคนสงสัย โดยมีข้อมูลที่สำคัญที่สรุปเอาไว้ได้ทั้งหมด 10 เรื่องดังนี้
.jpg)
แอเรีย 51
1. มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง และอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์เรามานานกว่า 80 ปี
2. มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบพวกเขา แต่พวกเขาติดต่อเรามาเอง
3. ช่วงเวลาที่ติดต่อมาคือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือปี ค.ศ. 1946
4. หน้าตาของมนุษย์ต่างดาวเหมือนกับคนปกติ !! โดยพวกเขาอ้างว่า จริงๆ แล้วรูปลักษณ์ภายนอกปกติของพวกเขาไม่ได้เป็นแบบคนทั่วไป แต่เขามีวิธีการทำให้ตัวเองมีรูปลักษณ์แบบคนทั่วไปได้ (ข้อมูลตรงนี้ค่อนข้างเหลือเชื่อและขัดกับสิ่งที่เราเข้าใจมาโดยตลอดว่ามนุษย์ต่างดาวจะต้องตัวเล็ก หัวโต มีตาใหญ่ๆ เหมือนเอเลี่ยน)
5. พวกเขาติดต่อผ่านนายทหารระดับสูงของอเมริกาท่านหนึ่ง และหลังจากนั้นนายทหารท่านนั้นก็พาไปพบกับประธานาธิปดีสหรัฐในขณะนั้น (แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์)
.jpg)
ภาพมนุษย์ต่างดาวจับมือกับนายทหารท่านหนึ่ง ไม่ทราบแหล่งที่มา แต่คาดเดาว่าไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่ชายดังกล่าวพูดถึง
6. ประเด็นที่เข้าพบคือเรื่องของสันติภาพของโลกในอนาคต สาเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประเด็นการคุยเรื่องสันติภาจบแค่นี้ เพราะแหล่งข่าวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า มนุษย์ต่างดาวมาเพื่อให้คำแนะนำหรือมาเพื่อบอกอะไรเราอีก)
7. จริงๆ แล้วมนุษย์ต่างดาวยังมีอีกหลายเผ่าพันธุ์ แต่พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใกล้กับโลกมากที่สุดและมีสิ่งแวดล้อม แรงดึงดูด เวลาโคจรของดวงดาวใกล้เคียงกันมากที่สุด ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจะโลกค่อนข้างมากและอยู่ไกลเกินกว่าจะมาถึงโลกได้บ่อยๆ แต่ก็มีแวะเวียนมาบ้าง
8. ส่วนเผ่าพันธุ์ของพวกเขาเพิ่งย้ายมาอยู่บนโลกมนุษย์อย่างเป็นทางการเมื่อ 10 มาแล้ว (10 ปีก่อนปี ค.ศ. 1946 ก็คือปี ค.ศ 1936)
9. พวกเขาย้ายมาอยู่บนมนุษย์โลกหลายสิบชีวิต แต่ละชีวิตกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ บนโลก เป็นชนกลุ่มแรกของดาวเขาที่ทดลองย้ายเข้ามาอยู่เพื่อเรียนรู้และทดลองการใช้ชีวิต (นักวิทยาศาสตร์ในแอเรีย 51 และทีมงานหลายคนคาดเดาว่า อาจเป็นเพราะดาวของพวกเขาประสบปัญหาบางอย่าง และต้องการหาที่อยู่ใหม่)
10. พวกเขาเป็นมิตรกับมนุษย์แน่นอน หลังจากสงครามโลก จนถึงปัจจุบัน (2014) พวกเขาติดต่อกับพวกเรามาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ส่วนใหญ่เป็นในการศึกษาและเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ และปัจจุบันก็มีพวกเขากว่า 100 ชีวิตอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
.jpg)
หรือพวกเขาจะมีลักษณะแบบนี้ ? คงไม่ใช่นะ
สำหรับข้อมูลการให้สัมภาษณ์ก็ถูกสรุปไว้เพียงคร่าวๆ เท่านี้ ส่วนคำถามสุดท้ายที่นักข่าวถามกับแหล่งข่าวไปก็คือ “ทำไมคุณถึงมาบอกข้อมูลนี้กับผม?” แหล่งข่าวบอกสั้นๆ แต่เพียงว่า “ถือว่าเป็นของขวัญวันคริสมาสต์สำหรับผมก็แล้วกัน ผมว่ามันถึงเวลาที่ทุกคนควรได้รู้ความจริงเสียที เพราะอีกไม่นานทุกคนก็จะต้องรู้ความจริงนี้อยู่แล้ว และที่สำคัญ ตอนนี้ผมไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับที่นั่นอีกแล้ว” ชายคนดังกล่าวได้ทิ้งปริศนาเอาไว้
ซึ่งหลังจากที่ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ลงในเว็บไซต์เพียงไม่ถึง 2 วัน ก็ได้ถูกลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีคำชี้แจงสั้นๆ ว่าเป็นการเข้าใจผิดของสำนักพิมพ์และต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ หรือว่ามันเป็นเรื่องจริงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการปกปิดเอาไว้หรือไม่ ? แล้วคุณล่ะ อาจแล้วเชื่อหรือไม่ว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริงและอาศัยอยู่บนโลกใบนี้กับเราด้วย !
ที่มา : petmaya.com/ , nevadadailymail
มนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาด ทำลายสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร
Dr John Brandenburg คิดว่า ทฤษฎีการระเบิดรุนแรงบนดาวอังคาร
ในอดีตดาวอังคารถูกทำลายโดยระเบิดนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ และต่อไปคุณเอเลี่ยนจะทำลายโลกเราเนื่องจาก 'too noisy'
Dr John บอกว่าดาวอังคารเคยมีสภาพภูมิอากาศคล้ายกับโลกและมีบ้านที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ - ชีวิตที่ชาญฉลาดจะได้รับเกี่ยวกับการเป็นขั้นสูงเป็นชาวอียิปต์โบราณ
..เขาเตือนโลกมีโอกาสโดนโจมตีคล้ายกับดาวองคาร - และแนะนำให้เราเดินทางไปยังดาวอังคารเพื่อการวิจัย
เครดิต : In & Outside World
________________________________
อ้างอิง : http://www.mirror.co.uk/news/technology-science/science/aliens-destroy-earth-nuclear-attack-4698001#rlabs=10
________________________________
พระพุทธเจ้าตรัสถึงโลกอื่น (ปรโลก) อยู่เสมอๆ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "จูฬนีสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๒๑๕ เล่ม ๒๐ ว่า จักรวาล ประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจร ไปร่วมกัน จะมีขุนเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) (เป็นภูเขาทิพย์ที่เห็นได้เฉพาะผู้มีอภิญญา) ทวีปต่างๆ ที่ตั้งชื่อกันในสมัย นั้นคือ
- ชมพูทวีป (โลกมนุษย์)
- อมรโคยานทวีป
- ปุพพะวิเทหะทวีป
- และอุตรกุรุทวีป
ทวีปหรือโลกเหล่านี้ เป็นไปได้สูงที่จะเป็นที่อยู่ของพวกมนุษย์ต่างดาวเพราะพระพุทธเจ้าตรสถึงรูปร่างหน้าของมนุษย์ในแต่ละทวีปไว้
1.ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
มีธาตุมรกตอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุมรกตทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีปมีสีน้ำเงินแกมเขียวมนุษย์ ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (อาจตายก่อนอายุได้ ไม่แน่นอน)มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม ไม่แน่นอน สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระวิปัสสี" มนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปี
สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระเรวะตะ" มนุษย์ในชมพูทวีปมีความสูงถึง ๘๐ ศอก แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลง จิตใจหยาบช้าลง อาหารเลวลง อายุก็ลดลง ร่างกายก็เตี้ยลง
ต่อไปภายภาคหน้ามนุษย์ในชมพูทวีป จะมีอายุเพียง ๑๐ ปี เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาดต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า "ยุคทมิฬ" เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของ "ชมพูทวีป" ดอกไม้ประจำชมพูทวีปคือ "ชมพู (ไม้หว้า)" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกว่า "ชมพูทวีป"เพราะดอกไม้ประจำทวีปนี้คือ ดอก "ชมพู"
ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น
ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น
2. อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้ว ผลึกมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ "กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)"
3. ปุพพวิเทหะทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)
เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีเกาะ ๔๐๐ เกาะ มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงินทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีปมีสีเงินมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุเป็นกฏตายตัว) -ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ "สิรีสะ (ไม้ทรึก
4. อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง
มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)" ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา มนุษย์ที่ อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ" ทุกๆคนเป็นกฏตายตัว ในภาษาบาลี "อุตร" แปลว่า "เหนือ" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า "อุตรกุรุทวีป"
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า จูฬนีสูตร
"ดูกรอานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์
โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น
"ดูกรอานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์
โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น
- มีพระจันทร์พันดวง
- มีอาทิตย์พันดวง
- มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง
- มีชมพูทวีปพันหนึ่ง
- มีอปรโคยานทวีปพันหนึ่ง
- มีอุตตรกุรุทวีปพันหนึ่ง
- มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง
- มีมหาสมุทรสี่พัน
- มีท้าวมหาราชสี่พัน
- มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง
- มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง
- มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง
- มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง
- มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง
- มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง
- มีพรหมโลกพันหนึ่ง
ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล
โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุอย่างเล็ก ซึ่งมีพันจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาล
โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ อย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล"
ท่านยังสงสัยอยู่หรือไม่ว่า มนุษย์ต่างดาวยังมีจริงไหม???
ที่มา : The Universe in Thai
____________________
นักวิทยาศาสตร์อาวุโสอเมริกัน อัดคลิป เผยความลับสุดยอด ก่อนตาย เคยทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์ ‘แอเรีย 51’ ศึกษาเรื่อง มนุษย์ต่างดาว และจานบิน ยูเอฟโอ ชี้ เอเลี่ยนมีจริง มีความเป็นเพื่อน แถมยังคุยกับมนุษย์ทางโทรจิต
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวที่สร้างความฮือฮา และปริศนาลี้ลับ เกี่ยวกับ เอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาว, ยูเอฟโอ ยิ่งมีความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อ ดร.บอยด์ บุชแมน วิศวกรชาวอเมริกัน ซึ่งเคยทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์ Area 51 ได้เปิดเผยข้อมูลลับสุดยอดก่อนเสียชีวิต เกี่ยวกับหน้าที่การงานของเขา ซึ่งได้ศึกษาเรื่องจานบิน UFO และชีวิตของมนุษย์ต่างดาว ที่ฐานปฏิบัติการลับแห่งหนึ่ง
ดร.บุชแมน ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลของมนุษย์ต่างดาว และจานบินนอกโลก ผ่านการบันทึกลงในคลิปวิดีโอสั้นๆ ก่อนเขาจะเสียชีวิตเมื่อส.ค.ที่ผ่านมา ‘ด้วยความเคารพต่อยานมนุษย์ต่างดาว พวกเรา: พลเมืองอเมริกันกำลังทำงานเกี่ยวกับจานบิน UFO 24 ชม.ต่อวัน’ ดร.บุชแมน เปิดเผยถึงภารกิจของเขาและทีมงาน พร้อมระบุว่า พวกตนกำลังพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าควรทำอะไร
ดร.บอยด์ บุชแมน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสอเมริกัน
อดีตนักวิทยาศาสตร์อาวุโส ผู้นี้ ได้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวไว้ว่า ตามที่พวกตนรู้นั้น เอเลี่ยนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งเหมือนกับในฝูงปศุสัตว์ คือ กลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เป็นโคบาล หรือผู้ต้อนสัตว์ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เหมือนกับผู้ขโมยวัวควาย โดยกลุ่มเอเลี่ยน ที่คล้ายกับเป็นโคบาลนั้น มีลักษณะนิสัยที่มีความเป็นมิตรมากกว่า มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นเพื่อนและช่วยเหลือกับพวกตนมากกว่า
ขณะเดียวกัน ดร.บุชแมน ยังอธิบายถึงลักษณะของเอเลี่ยน และเผยภาพถ่ายของเอเลี่ยนด้วยว่า มีความสูงแค่เพียง 5 ฟุตเท่านั้น โดยมี เอเลี่ยน หนึ่ง หรือ 2 ตน ของพวกเอเลี่ยนเหล่านี้ มีอายุยืนถึง 230 ปี ขณะที่ ตาและจมูกของเอเลี่ยนมีความแตกต่างจากมนุษย์ แต่ก็มีนิ้วมือและนิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้วเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม (ที่น่าทึ่ง) คือ เอเลี่ยนมีความสามารถในการสื่อสารทางโทรจิต
‘พวกเขาสามารถใช้เสียงของเขา สื่อสารผ่านทางโทรจิตเพื่อคุยกับคุณ’ ดร.บุชแมน กล่าวถึงความสามารถเหนือมนุษย์ของเอเลี่ยน
บันทึกคลิปวิดีโอ ก่อนเสียชีวิต
ทั้งนี้ ตามประวัติของดร. บอยด์ บุชแมน ในวิกิพีเดีย ระบุไว้ว่า เขาเกิดเมื่อปี 2479 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557 โดยดร.บุชแมน เป็นอดีตวิศวกรอาวุโสด้านการวิจัย ซึ่งทำงานอยู่ที่ Lockheed Martin Skunk Work , Texas Instrument และ Hugh Aircraft เป็นหนึ่งในวิศวกร ที่เป็นผู้บุกเบิกขีปนาวุธ สติงเกอร์ ( Stinger Missile)
ก่อนที่ดร.บุชแมน จะเสียชีวิต เขาได้บันทึกวิดีโอ เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัว ขณะทำงานกับทีมนักวิทยาศาสตร์ แอเรีย 51 (Area 51), UFO เอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาว และการต้านแรงโน้มถ่วงโลก โดย ดร.บุชแมนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานมานานกว่า 40 ปี นอกจากนั้น ยังได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรถึง 28 รางวัล อีกทั้ง ดร. บุชแมน ยังเคยทำงานสัญญาจ้างด้านกลาโหม กับ ฮิวจ์แอร์คราฟท์, เจเนอรัล ไดนามิกส์ และบริษัทลอกฮีด มาร์ตินด้วย
ที่มา : ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เดอะ มิร์เรอร์
http://www.thairath.co.th/content/459928____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ความคิดของผู้เชี่ยวชาญ: โลกเราพร้อมสำหรับมนุษย์ต่างดาวแล้วหรือยัง
Gabriel De la Torre นักประสาทจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมนุษย์ ประจำประเทศสเปนได้ให้ความเห็นผ่านผลงานการเขียนของเขาว่าวงการวิทยาศาสตร์เห็นด้วยที่ในอีก 50 ถึง 100 ปีข้างหน้า
เราอาจจะมีโอกาสพบกับมนุษย์ต่างดาวตัวจริง ทว่าก่อนที่พวกเราจะพบ มนุษย์จะต้องฉลาดขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเสียก่อน
เพราะเราไม่รู้ว่าหลังจากที่พบแล้วจะมีผลลัพธ์ตามมาหรือเปล่า ทั้งทางด้านสังคม ปัญญาและชีววิทยา ซึ่งในปัจจุบันอาจจะมีเพียงปัญญาระดับนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่จะรับมือในการพบกันระหว่างมนุษย์และมนุษย์ต่างดาวได้ เหตุผลเพราะพวกเขา(เอเลี่ยน)น่าจะมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าโลกในตอนนี้มาก
ที่มา : MySci
____________________
วันนี้อยากพูดถึงเรื่อง "สิ่งมีชีวิต และอารยะธรรมนอกโลก"
จะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ทราบหลายคนเชื่อหลายคนไม่เชื่อ แต่ตัวผมนี่เชื่อแน่นอนต่อให้ข้อมูลไม่พอก็ตาม อย่างเมื่อก่อนที่คนเถียงกันว่า โลกแบนกับโลกกลม ในที่สุดแล้ว โลกกลม
ถ้าคุณได้ดูสารคดีบ้างจะรู้ว่า แค่ทางช้างเผือกของเรานั้น ดาวงดาวนั้นมีมากแค่ไหน ยังไม่นับกาแล็กซี่อื่นๆอีก
แล้ว "สิ่งมีชีวิต และอารยะธรรมนอกโลก" แยกได้ตามนี้ครับ
สิ่งมีชีวิตก็นับได้ตั้งแต่พวกสิ่งมีชีวิตเล็กๆเลยแม้แต่เชื้อโรคก็นับว่าเป็นสิ่งมีชีวิต แต่ตอนนี้เราก็ยังไม่พบเลยแม้แต่ดาวดวงเดียว
ส่วนอารยะธรรมนอนกโลก
คือสิ่งมีชีวิตที่มีสังคมมีการพัฒนาตัวเองเหมือนมนุษย์เรานี้ แต่ใช่ว่ารูปร่างจะเหมือนกับเรา ซึ่งอาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพของดาว และไม่จำเป็นว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ด้วยอ๊อกซีเจนเสมอไป
ไฟฟ้าอาจจะมีใช้ แต่หลอดไฟก็ใช่ว่าจะสร้างขึ้นมาเหมือนเรา และแต่อารยะธรรมก็ทันสมัยไม่เท่ากัน อย่างโลกเราก็ถือว่าทันสมัยระดับนึงเพราะสามารถออกจากนอกโลกไปดาวดวงอื่นๆได้
คราวนี้มาเข้าประเด็นตรงที่ว่า "ทำไมเราถึงไม่เจอ"
ต่อให้เรารู้จริงๆว่า เรามีเพื่อนบ้าน แต่เราก็ไม่สามารถจะสื่อสารหรือเห็นดาวของเขาได้ และเขาก็ไม่สามารถติดต่อกับเราได้เหมือนกันเพราะ ระยะทาง การที่จะเดือนทางมาหากันนั้นอาจจะต้องใช้เวลาเป็นแสนเป็นล้านปี
เอาแค่ส่งสัญญานหากันแชทกันยังต้องใช้เวลาในการส่งเป็นหลายร้อยปีกว่าจะได้รับข้อความ และยังไม่นับถ้าสัญญานหายกลางทางอีก เห็นหรือยังว่า ทำไมเราถึงไม่เจอเพื่อนบ้านเราสักที
อุปสรรคในการติดต่อหากันคือระยะทางยิ่งระยะทางมากเวลายิ่งมาก คิดเอาครับว่าสัญญานเสียงเดินทางเร็วขนาดไหน และแสงเดือนทางเร็วขนาดไหน สิ่งมีชีวิตไม่สามารถที่จะเดินทางได้เร็วขนาดนั้นแน่นอน ตัวคงแหลกเหลวอย่างแน่นอน
เอาแค่ใกล้ๆแสงจากดวงอาทิตย์กว่ามาถึงโลกยังหลายนาทีเลย และคุณลองมองดาวบนฟ้า แสงดาวที่คุณเห็นนั้นคือ "แสงแห่งอดีต" เพราะอะไรหรือ เพราะว่า แสงกว่าจะเดินทางมาถึงโลกให้เราเห็นมันได้ใช้เวลาเดินมามาหลายร้อย หมื่น แสน ล้านปี
ตอนที่เราเพิ่งเห็นแสง สิ่งมีชีวิตคงสูญสิ้นหายไปหมดแล้ว และนึกดูว่าแค่ส่งข้อความหากัน ส่งเฟสทักกันอีกฝั่งกว่าจะได้รับ ก็หลายร้อยปี ไกลหน่อยก็ถึงล้านปี ก็นึกสภาพเอานะครับ
ส่วนที่เราเห็นบนโลกพวกจานบินอะไรนั้น ส่วนใหญ่มาจากของคนบนโลกนี่ละครับ เพราะเป็นเรื่องทางการทหารและเทคโนโลยี่ก็เลยต้องเป็นความลับ แต่เมื่อพัฒนาแล้วก็ต้องทดลอง ตอนที่ทดลองคนถึงได้เห็นแล้วก็ตกใจ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เลยคิดว่าน่าจะมาจากนอกโลก
แล้วของจริงมีไหม ผมว่าก็น่าจะมีนะ แต่ที่น่าคิดคือ "มนุษย์ต่างดาวทันสมัยสุดๆ" แต่ทำไมไม่สีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีอาวุธเลย ถ้าเอาพื้นฐานความทันสมัยของเขามาคิด คิดดูว่าทันสมัยขนาดนั้นเขาต้องมีอะไรบ้าง ซึ่งก็แปลก จากที่มีข้อมูลมาอ่านมาดูมา มีแต่ยานกับตัวเปล่าๆ บางทีตกมาเอง บ้างก็โดนยิงตก
ก็ให้เพื่อนๆคิดกันเล่นๆนะครับ มีไหมผมว่ามันมีอยู่แล้วครับ เอาง่ายๆแล้วทำไมถึงมีคนแบบพวกเราละครับ มีเราได้ก็ต้องมีเขาได้จริงไหมครับ ^^
เครดิต : คุณ Ittiphol Live
________________________________
การสูญหายของมาเลเซีย แอร์ไลนส์ทำให้หลายคนปักใจเชื่อว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด อาทิ มีการเชื่อมโยงกับมนุษย์ต่างดาว การลักพาตัวข้ามชาติ และญาติบางส่วนเชื่อว่าผู้โดยสารบนเครื่องบินยังมีชีวิตอยู่
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเกี่ยวกับการสูญหายของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลนส์ เที่ยวบิน MH370 ว่าข่าวลือต่างๆ โหมกระพืออย่างรวดเร็วเพราะตอนนี้มีสื่ออินเทอร์เน็ต และเนื่องจากหลายคนก็ปักใจเชื่ออยู่แล้วว่าต้องเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ทำให้ เครื่องบินลำนี้หายสาบสูญ นอกจากนี้อีกทฤษฎีหนึ่งที่หยิบยกขึ้นมาก็คืออาจเกิดเรื่องฉับพลันทันด่วนที่ทำให้เครื่องบินร่วงลงกะทันหัน โดยในช่วงที่เครื่องบินเทคออฟอาจเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาบางอย่างจึงทำให้ เครื่องเปลี่ยนเส้นทางบิน แล้วตัวเครื่องก็ไปตกลงที่เกาะแห่งหนึ่งในขณะที่ผู้โดยสารอาจจะยังมีชีวิตอยู่
ทั้งนี้ การคาดการณ์ปรากฏตามสื่อออนไลน์มากมาย มีทั้งเรื่องที่เชื่อมโยงกับมนุษย์ต่างดาว การลักพาตัวข้ามชาติ แม้กระทั่งคาดเดาว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นแผนโปรโมทภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ญาติพี่น้องชาวจีนของผู้โดยสารต่างร้องไห้คร่ำครวญเพราะล่วงเลยมาหลายวันแต่ยังไม่รู้ชะตากรรมของผู้โดยสารบนเครื่องบินที่หายสาบสูญไป และตอนนี้ก็มีการคาดการณ์กันหลายเรื่องเกี่ยวกับการหายไปอย่างลึกลับ ซึ่งญาติพี่น้องบางคนยังมีหวังเพราะพวกเขาลองโทรศัพท์ติดต่อไปยังมือถือของผู้โดยสารบนเครื่องบินลำดังกล่าวแล้วยังได้ยินเสียงรอสายตอบกลับมา
ที่มา :http://news.springnewstv.tv/44898/มนุษย์ต่างดาว-ลักพาตัว-มีชีวิต!? สถานะของแอร์มาเลย์ (คลิป)
____________________
นายกเทศมนตรีร้องขอให้นักวิทยาศาสตร์ช่วยตรวจสอบศพ ที่เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นศพ “เอเลี่ยน” มนุษย์ต่างดาว ที่คนงานขุดพบในสุสานแห่งหนึ่งในประเทศโครเอเชีย
ซากศพอ่อนนุ่มนิ่ม สภาพม้วนกลม มีปากคล้ายจะงอยปากนกอยู่ตรงกลาง ส่วนที่สองเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของหัวใจ คนงานแผนกทำสวนของเทศบาลขุดพบ ขณะบุกเบิกขยายขนาดสุสานท้องถิ่นเมืองเมดจิเมิร์จ ให้กว้างขวางเพียงพอรองรับจำนวนศพที่นำมาฝัง
“พอเห็นศพประหลาดโผล่จากใต้พื้นดินผ่อหน้าขึ้นมามอง พวกเราต่างก็ตกใจหวาดกลัวจนอกสั่นขวัญผวา” คนสวนคนหนึ่งเล่า “น่าแปลกใจสุดๆคือกลิ่น...กลิ่นซากศพล้วนเหม็นหืนชวนอาเจียน ไม่น่าอภิรมย์ แต่นี่หอมกรุ่นยังก๊ะกลิ่นครีมที่ใช้ทาหลังโกนหนวดหรือกลิ่นน้ำหอม”
นายกเทศมนตรี อีวาน สเตฟิช ได้ขอให้นักวิทยาศาสตร์ช่วยดูว่าใช่มนุษย์ต่างดาวหรือไม่
แต่เอ...นักวิทยาศาสตร์รู้รึเคยเห็นเหรอจ๊ะ ...ว่ามนุษย์ต่างดาวตัวจริงเป็นฉันใด?
ที่มา : http://www.thairath.co.th/column/oversea/joke/364582
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________






















.jpg)









