เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังแห่งจินตนาการ แสดงบทความทั้งหมด
ทำเอาหมีขาวถึงกับน้ำตาซึม เมื่อได้พบปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับชายใกล้ตายคนหนึ่ง 
ซึ่งสิ่งเล็กๆในวันนั้น ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของทั้งโรงพยาบาล!!! 

 โดย James Wathen คือผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาล Whitney County ซึ่งอาการของเขามีแต่จะทรุดไม่หยุด จนกินอาหารไม่ได้ และแม้แต่แพทย์ก็ยังวินิจฉัยว่าเขาจะอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นานแล้ว 

คุณตาเองก็ดูจะรู้ตัวดี ฉะนั้นเขาจึงขอร้องพยาบาลว่า “ความหวังสุดท้ายในชีวิตของผม คือการได้พบหน้าเจ้าหมาที่รักอีกครั้ง”

ซึ่งพยาบาลก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อความหวังเฮือกสุดท้ายนั้น และทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ช่วยกันติดต่อประสานงานกับศูนย์พิทักษ์สัตว์ จนในที่สุดก็ตามหา “Bubba” หมาตัวดังกล่าวพบ



 


ทั้งนี้นโยบายของโรงพยาบาลมีอยู่ว่า “ห้ามนำสัตว์เข้ามา” ฉะนั้นบรรดาเจ้าหน้าจึงต้องร่วมแรง ร่วมใจแอบนำมันเข้ามาแบบลับๆ จนในที่สุดเจ้า Bubba กับคุณตา Wathen ก็ได้พบกัน โดยพยาบาลเล่าว่า “ทันทีที่ทั้งสองเจอหน้ากัน คุณตาก็น้ำตาไหล ส่วนเจ้าหมาน้อยก็โผเข้าไปหาเค้าสุดตัว”


 

แต่เรื่องซึ้งไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะจู่ๆปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่ออาการของคุณตาดีขึ้นอย่างน่าประหลาดหลังจากวันนั้น ร่างกายที่เคยซีดเซียวก็ฟื้นฟู และโรคร้ายก็เริ่มจางหายไป คุณตาเริ่มกลับมากินข้าวได้อีกครั้ง และแม้แต่แพทย์ที่เฝ้าสังเกตก็ยังยืนยันว่า “จริงอยู่ว่าคุณตายังป่วย แต่ตอนนี้เค้ารอดพ้นจากความตายแล้วแน่ๆ และตัวคุณตาเองก็เหมือนได้ค้นพบเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป”


ยิ่งกว่านั้น เมื่อทางโรงพยาบาล Whitney County ได้เห็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น ก็ได้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ทันที เพื่ออนุญาติให้ผู้ป่วยสามารถพบกับสัตว์ของตัวเองได้ และนำป้ายห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าอาคารออกทั้งหมด เพราะบรรดาผู้บริหารเชื่อแล้วว่า “สัตว์สามารถฟื้นฟูสุขภาพมนุษย์ได้อย่างมหัศจรรย์จริงๆ”

ที่มา: thedodo รูปภาพ: glee.wikiahttp://www.meekhao.com/animals/dying-man-meet-dog/

: Pageviews


“อย่าได้กลัวการมีชีวิต แต่จงเชื่อว่าชีวิตคู่ควรที่จะอยู่ต่อไป 
แล้วความเชื่ออันนั้นของคุณ จะช่วยให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้”
WILLIAM JAMES 







ดร. Bruce Lipton เป็นนักวิทยาศาสตร์หัวรั้นคนหนึ่ง เขาทุ่มเทชีวิตของเขา
ให้กับการทำความเข้าใจชีววิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์ เขาได้รับปริญญาเอก
จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ที่ Charlottesville แล้วจากนั้นเขาก็ไปศึกษาต่อที่
the University of Wisconsin School of Medicine จนได้เป็น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์

จากภาพรวมของประวัติและผลงานที่ผ่านมาแบบนี้ ทำไมบางคนถึงมองว่าเขา
เป็นคนที่ชอบทำให้เกิดข้อโต้แย้งขึ้นอีกหละ? ทำไมเขาถึงก้าวลงมาจากการสอนนักศึกษาแพทย์
แล้วหันมาทำอาชีพอื่นที่น้อยคนนักจะทำหละ? เขาตอบง่ายๆว่า ..

เขาพบว่าสิ่งต่างๆมันไม่ได้เป็นอย่างที่มันดูเหมือนว่าจะเป็น
และมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเคยสอนในโรงเรียนแพทย์ด้วย
และมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเราถูกสอนให้เชื่ออีกด้วย

“สุขภาพร่างกายของเราไม่ได้ถูกควบคุมโดยพันธุกรรม” 

ดร.Bruce Lipton นักอีพิเจเนติกส์ 


เขาบอกกับฉันด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นและมีความหวังตามแบบของเขา

“การแพทย์แผนปัจจุบันนี้ กำลังปฏิบัติการอยู่บนมุมมองที่ล้าสมัยแล้ว
ที่มองว่าพวกเราถูกควบคุมโดยยีน ซึ่งตรงนี้เป็นการเข้าใจธรรมชาติการทำงานของชีววิทยาผิดไป”

ผู้เชียวชาญด้านการแพทย์จากทั่วโลกอาจจะเบ้ปากและส่งเสียงคำรามกันใหญ่
แต่ผลงานวิจัยของ ดร. Lipton และรวมถึงหลักฐานต่างๆที่ได้จากการศึกษา
และการทดลองของเพื่อนร่วมงานของเขา ก็กำลังเป็นแรงผลักดันในเรื่องนี้อยู่อย่างมาก
จนทำให้หลักสูตรการเรียนการสอนทางการแพทย์ต่างๆกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่ในขณะนี้

เดี๋ยวเราลองมาหยุดพักกันซักครู่ เพื่อฟังคำอธิบายแบบไม่เป็นวิทยาศาสตร์แต่น่าฟังมากๆ
เกี่ยวกับตรรกะของ ดร.Lipton ที่จะทำให้ความคิดของเราเปิดกว้างขึ้น
และเกี่ยวกับสิ่งที่รู้จักกันในนามของ Epigenetic

อีพิเจเนติกส์ คือ การศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ได้รับสืบทอดมา
ในเชิง phenotype หรือการแสดงออกของยีน ที่มีสาเหตุมาจากกลไกต่างๆ
ที่นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงลำดับของ DNA ที่สำคัญๆ

เขาพูดว่า “การแพทย์ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมากมาย
แต่ว่า มันก็จำกัดอยู่เฉพาะกับความเจ็บป่วยเท่านั้น
เพราะว่าวิถีทางของ AMA นี้ จะมองร่างกายของเรา
เหมือนเป็นเครื่องจักรตัวหนึ่ง แบบเดียวกับรถยนต์นั่นแหละ
ดังนั้น เมื่อใดที่มีชิ้นส่วนใดชำรุดเสียหาย คุณก็แค่เปลี่ยนมันใหม่เสีย
ซึ่งก็คือการปลูกถ่ายอวัยวะ, การใส่ข้อต่อสังเคราะห์ และอื่นๆ
เหล่านี้แหละคือปาฏิหาริย์ทางการแพทย์หละ”



“แต่ปัญหาก็คือ พวกเขาเข้าใจว่า ถ้ากลไกใดมันไม่ทำงาน
ก็แสดงว่ามันเกิดความผิดปกติขึ้นกับยานพาหนะคันนั้น
พวกเขาก็จะไปโทษเจ้ายานพาหนะคันนั้น และพวกเขาก็เชื่อว่า
เจ้ายานพาหนะคันนั้น ซึ่งในที่นี้หมายถึงร่างกายของเรา ถูกควบคุมโดยยีนอยู่”

“ลองเดาซิว่ามันจะเป็นยังไง? พวกเขาก็จะไม่เคยคิดเลยว่า
จริงๆแล้วมันมีคนขับรถอยู่ในรถยนต์คันนั้นด้วย
แต่วิทยาศาสตร์แขนงใหม่ ที่เรียกว่า Epigenetics นี้
ได้เปิดเผยให้เราทราบว่า เจ้ายานพาหนะลำนั้น หรือ ยีนเอง
ไม่ได้เป็นสาเหตุของการชำรุดเสียหายที่ว่านั้นเลย
แต่เป็นคนขับรถต่างหากหละ!”

ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าคุณขับรถไม่เป็น คุณก็จะไปทำให้ยานพาหนะของตัวเองเสียหายได้
หรือแปลความหมายให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ พวกเราสามารถเห็นพ้องต้องกันได้ว่า

รูปแบบการใช้ชีวิตของเรา
คือกุญแจสำคัญในการดูแลรักษาตัวเราเอง

ดังนั้น ถ้าคุณคิดดี, รับประทานอาหารที่ดี
และออกกำลังกายอยู่เสมอ
ก็จะทำให้ร่างกายของคุณไม่เกิดการชำรุดเสียหาย
และก็จะไม่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ด้วย

ดร.Lipton อ้างถึงผลงานของ ดร.Dean Ornish เพื่อขยายความต่อไปอีกว่า

“ดร.Ornish ได้นำเอาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจแบบทั่วไปมาจำนวนหนึ่ง
แล้วทำให้พวกเขามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับวิถีการใช้ชีวิตที่สำคัญๆบางอย่าง
(เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่ดีขึ้น, เทคนิกการลดความเครียด เป็นต้น)
และโดยที่ไม่ได้ใช้ยาเลย โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจที่ว่านั้น กลับหายได้อย่างไม่น่าเชื่อ"

ดร.Ornish ได้เล่าว่า ถ้าเขาสามารถได้ผลลัพธ์ของการรักษาแบบเดียวกันนี้
จากการใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งหละก็ ป่านนี้แพทย์ทุกๆคนก็คงจะกำลังสั่งยาตัวนั้นให้กับคนไข้อยู่แล้วหละ

“นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ, เบาหวาน,หรือโรคอ้วน
แต่ว่า.แล้วผู้ป่วยโรคมะเร็งหละ?”

แม้แต่การเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตแบบเข้มงวดที่สุด
ก็ยังไม่สามารถที่จะรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ในทุกคนเลย

แล้วแนวโน้มทางพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคนั้นหละ?

ดร.Lipton ยอมรับว่า “พวกเราเคยคิดว่าการผ่าเหล่าของยีนคือสาเหตุของการเกิดโร







ผลงานวิจัยชี้ว่าความคิดสามารถส่งผลกระทบต่อยีน (gene) ได้



จากนั้นเขาก็อธิบายต่อไปว่า ผลงานการวิจัยของเขา
ได้เปิดเผยถึงวิทยาศาสตร์ด้านอีพิเจเนติกส์อย่างไรบ้าง

“ผมใส่ stem cell เซลหนึ่งเข้าไปในจานเพาะเชื้อ
ซึ่งมันก็จะแบ่งตัวทุกๆ 10 ชั่วโมง แล้วหลังจากนั้น 2 สัปดาห์
ผมก็จะได้ stem cell จำนวนหลายพันเซลในจานเพาะเชื้อจานนั้น
ซึ่งสเต็มเซลทั้งหมดนั้น จะมีรหัสทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ
เพราะว่ามันแบ่งตัวออกมาจากเซลต้นตอเดียวกัน

แล้วจากนั้น ผมก็แยกเซลเหล่านั้น
ออกไปเพาะเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อ 3 ชนิด”

“และต่อมา ผมก็จัดการเปลี่ยนแปลง
อาหารเลี้ยงเชื้อในแต่ละจานให้มีความเหมาะสม
ซึ่งอาหารเลี้ยงเชื้อเหล่านี้ ก็คือสิ่งแวดล้อมของเซลเหล่านี้นั่นเอง

“ในจานที่ 1 เซลเหล่านั้น โตขึ้นมากลายเป็นกระดูก,
จานที่ 2 กลายเป็นกล้ามเนื้อ
และจานที่ 3 กลายเป็นไขมัน

ซึ่งผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า
“ยีน” ไม่ได้เป็นตัวกำหนดโชคชะตาให้กับเซลเหล่านี้เลย
เพราะว่าพวกมันล้วนมียีนเดียวกันทั้งสิ้น
แต่สิ่งแวดล้อมต่างหากหละ
ที่เป็นตัวกำหนดโชคชะตาของเซลเหล่านี้
ไม่ใช่รูปแบบทางพันธุกรรมเลย

ดังนั้น ถ้าเซลเหล่านี้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสุขภาวะที่ดี
พวกมันก็จะมีสุขภาพที่ดีด้วย
แต่ถ้าพวกมันอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี พวกมันก็จะป่วย”



จากนั้น ดร.Lipton ก็กล่าวต่อไป
โดยย้อนมาถึงคำถามของเราเกี่ยวกับมะเร็งว่า

“นี่คือจุดเชื่อมต่อ: ในร่างกายของเรามีเซลอยู่ราวๆ 50 ล้านล้านเซล
ซึ่งร่างกายของมนุษย์ ก็เปรียบเสมือนกับจานอาหารเลี้ยงเชื้อ
ที่มีผิวหนังห่อหุ้มอยู่ และการย้ายร่างกายของคุณ
จากสิ่งแวดล้อมหนึ่งไปยังอีกสิ่งแวดล้อมหนึ่ง
ก็จะทำให้องค์ประกอบของ “อาหารเลี้ยงเชื้อ”
ซึ่งในที่นี้ก็คือ “เลือด” ของคุณ เปลี่ยนแปลงไปด้วย

และองค์ประกอบทางเคมี
ของอาหารเลี้ยงเชื้อที่อยู่ในร่างกายของคุณ
ก็คือตัวกำหนดธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม
ที่อยู่ภายในตัวคุณเอง
และองค์ประกอบทางเคมีของเลือดนี้
ก็จะได้รับอิทธิพลมาจากสารเคมี
ที่หลั่งมาจากสมองของคุณอย่างมาก

และสารเคมีจากสมองของคุณ
ก็จะไปปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีในเลือดของคุณ
โดยขึ้นอยู่กับการรับรู้/ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตของคุณเอง
(your perceptions of life) เป็นหลัก”

“ดังนั้น นี่จึงหมายความว่า การรับรู้/ความเข้าใจ
(perception) เกี่ยวกับสิ่งต่างๆของคุณ ณ.ช่วงเวลานั้นๆ
จะไปส่งผลกระทบต่อการหลั่งสารเคมีของสมองของคุณเอง
ซึ่งมันก็จะย้อนกลับไปส่งผลกระทบ
ต่อสิ่งแวดล้อมที่เซลทั้งหลายอาศัยอยู่อีกต่อหนึ่ง
และก็จะเป็นตัวควบคุมโชคชะตาของเซลเหล่านั้นด้วย

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
ความคิดของคุณ และ การรับรู้/ความเข้าใจของคุณ
มีผลกระทบโดยตรง
และ มีผลกระทบอย่างมากมายมหาศาล
ต่อเซลในร่างกายของคุณนั่นเอง”

ซึ่งจากมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์มากๆนี้
สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เหล่าผู้บำบัดทางจิตวิญญาณ
และเหล่าผู้ทรงญาณหยั่งรู้ทั้งหลาย
ได้พูดเอาไว้ตรงกันมานานหลายปีแล้วว่า:

ความคิด/จิตใจของคุณสามารถทำให้คุณเจ็บป่วยก็ได้
และสามารถทำให้คุณหายป่วยก็ได้ด้วย
ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตามแต่ รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

ซึ่งนอกจาก “ความคิด/จิตใจ” (mind) แล้ว
ปัจจัยอื่นๆที่สำคัญอีก 2 ปัจจัย
ที่มีผลกระทบต่อโชคชะตาของเซล
ตามที่ ดร.Lipton บอกก็คือ
“สารพิษ” (toxin) และ “การบาดเจ็บ” (trauma)
และทั้ง 3 ปัจจัยนี้ ก็ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการก่อตัวของโรคมะเร็งด้วยกันทั้งสิ้น

และเพราะองค์ความรู้อันนี้ จึงทำให้มีข่าวดีตามมา
เพราะ ดร.Lipton บอกว่า กิจกรรมของยีน
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน


ถ้าสิ่งที่จิตใจของคุณ รับรู้/เข้าใจ มา
จะไปสะท้อนอยู่ในสารเคมีในร่างกายของคุณเองแล้วหละก็
และถ้าระบบประสาทของคุณ
อ่านและแปลผลสิ่งแวดล้อมของคุณ
แล้วเอาไปควบคุมองค์ประกอบทางเคมีในเลือดของคุณแล้วหละก็
คุณก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
ของเซลในร่างกายของตัวเองได้อย่างแท้จริง
โดยการเปลี่ยนแปลงความคิดของคุณเอง

อันที่จริงแล้ว งานวิจัยของ ดร.Lipton ได้อธิบายว่า
โดยการเปลี่ยนการรับรู้/ความเข้าใจ (perception) ของคุณ
ความคิด/จิตใจ (mind) ของคุณ
ก็จะสามารถไปเปลี่ยนแปลงกิจกรรมต่างๆของยีนได้
และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆขึ้นมาจากแต่ละยีนได้
มากกว่า 3 หมื่นผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว

เขาให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า โปรแกรมของยีน
บรรจุอยู่ในนิวเคลียสของแต่ละเซล
และคุณก็สามารถที่จะเขียนโปรแกรม
ด้านพันธุกรรมเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ได้ด้วย
โดยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีในเลือดของคุณเอง

หรือพูดง่ายๆก็คือ เราจะต้องเปลี่ยนวิธีการคิดของเรา
ถ้าเราอยากจะหายจากโรคมะเร็ง

ดร.Lipton กล่าวว่า “หน้าที่ของจิตใจก็คือ
การสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง “ความเชื่อของเรา”
กับ “โลกแห่งความเป็นจริงที่เรากำลังมีประสบการณ์อยู่

ซึ่งนั่นหมายความว่า จิตใจของคุณ
จะปรับเปลี่ยนชีววิทยาและพฤติกรรมของร่างกายของคุณ
ให้สอดคล้องกับความเชื่อทั้งหลายของคุณ

ดังนั้น ถ้าคุณได้ฟังมาว่าคุณจะต้องตายภายใน 6 เดือน
และจิตใจของคุณก็เชื่อเช่นนั้นจริงๆหละก็
ก็เป็นไปได้มากว่าคุณจะตายภายใน 6 เดือนจริงๆ

ซึ่งปรากฎการณ์นี้เรียกว่า necebo effect
หรือผลกระทบจากความคิดด้านลบ
ซึ่งตรงข้ามกับ placebo effect
ซึ่งเป็นการหายจากโรคภัยไข้เจ็บ
เพราะผลกระทบจากความคิดด้านบวก”





ที่มา : http://board.palungjit.org
____________________
เครดิต : Chayutt
________________________________

อ้างอิง : http://www.embracehealingcancer.com/excerpt-Lipton.pdf
________________________________
: Pageviews



เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 19 พ.ย. ผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์” ได้รับแจ้งจาก นายประเทืองวิทย์ โชติสุริยา อายุ 44 ปีอยู่บ้านเลขที่ 77 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ ว่า เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นกับครอบครัว เนื่องจากมารดาที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดรักษาตัวอยู่ที่ห้องอายุรกรรมหญิงชั้น 5 รพ.สิรินธร ซอยอ่อนนุช 90 ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเมื่อมีนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดัง “สายัณห์ สัญญา” มาเยี่ยม ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ



วงการแพทย์ก็มีการถกเถียงกันถึงความสามารถของ ทองแดง ในการใช้บำบัดอาการโรคข้ออักเสบกันมานาน จึงมีบางคนนำเหรียญเพนนี มาใช้ในการบำบัดอากการข้ออักเสบ และสำหรับบางคนมันก็ส่งผลอย่างแสนวิเศษซะด้วย






ไปอ่านเจอมา เลยนำมาฝากกัน




พระพุทธเจ้าปรากฏกายบนท้องฟ้า ไม่รู้ว่าเป็นภาพที่ถ่ายจริงหรือเท็จ
Admin ไปค้นหาเจอเมื่อวันก่อน ตอนค้นหารูป จะเล่าเรื่องที่ฝันเห็น พระพุทธเจ้า






แต่ดูจากเว็ปที่อ้างอิงไม่ค่อย น่าเชื่อถือเท่าไหร่นัก ว่าภาพนี้คือภาพถ่ายจริง




ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________
: Pageviews



มีภาพอยู่ภาพหนึ่งที่เผยแพร่ - โด่งดังจนได้รับรางวัลระดับโลก
หนังสือพิมพ์บ้านเราก็ยังเอามาลงหน้า ๑ อยู่บ่อยๆ


"ภาพที่เด็กหญิงคนหนึ่ง
เนื้อตัวล่อนจ้อน ตื่นตระหนกตกใจ ยืนร้องไห้อยู่กลางถนนคนเดียว ท่ามกลาง
ความสับสนอลหม่านของชาวบ้านที่แตกฉานซ่านเซ็นหนีตาย ท่ามกลางควัน
โขมงจากไฟระเบิดนาปาล์มของสหรัฐ "


นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสมอง ของพระเจ้าแอบซ่อนอยู่ในหัวของคน เราทุกคน เป็นสมองอุบัติขึ้นกับมนุษย์ยุค ก่อนประวัติศาสตร์ ราว 2,000 ปีก่อนสมอง พิเศษส่วนนี้ทำให้มนุษย์โลกสามารถ วิวัฒนาการได้เร็วกว่าปกติเพราะใช้เป็น หลักยึดหลักติดต่อการดำรงชีวิตที่ต้อง ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปได้


มนุษย์โดยทั่วไปเชื่อว่า ความตายคือวาระสุดท้ายของชีวิต และมันเป็นโศกนาฏกรรมที่พึงหลีกเลี่ยง
ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่ม พยายามที่จะศึกษาค้นคว้าในเรื่องราวชีวิตหลังความตาย
โดยอาศัยคำถามง่าย ๆ จากมนุษย์ทั่วทุกมุมโลกว่า “ตายแล้วไปไหน ?”


การเกิด และการพัฒนาจิตของมนุษย์
การควบแน่นของพลังงานที่มีอยู่ทั่วไปในจักรวาล ทำให้เกิดธาตุรู้เล็กๆ กระพริบขึ้นในอณูแห่งพลังงานนั้นๆ รวมตัวกันใหญ่ขึ้นเรียกว่า จิต
แม้ว่าเราจะใช้กรรมวิธีในการดูออร่าที่มีความทันสมัยอย่างมาก แต่กระนั้น ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพก็ยังจำกัดอยู่นั่นเอง เพราะเราจะได้เห็นแต่เพียงเฉพาะส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้น ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้วเราต้องการที่จะเห็นออร่าที่เป็นตัวตนทั้งหมดของเรา มากกว่าจะเป็นเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้เราไม่สามารถวิเคราะห์ตัวเองได้อย่างแน่ชัด ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ความสนใจทั้งมวล ทัศนคติ สิ่งที่เป็นความชอบพิเศษของเรา รวมไปถึงความอคติทั้งหลาย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อการสัมผัสรู้ของเราทั้งสิ้น

ออกจะโชคดีอยู่บ้างที่เราสามารถสร้างระยะความห่างนั้นขึ้นได้ด้วยการยื่นมือออกไปข้างหน้า ซึ่งอย่างน้อยก็ยังทำให้เรามองเห็นออร่าแม้จะค่อนข้างจำกัดก็ตาม ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใดที่กรรมวิธีดูออร่าจากมือจึงเกิดขึ้น และถือได้ว่าเป็นกรรมวิธีในการดูออร่าของตนเองที่ค่อนข้างสะดวกและมีประสิทธิภาพ
โดยทั่วไปลักษณะของออร่าที่อยู่รอบมือของเราก็จะมีสีสัน และขนาดของการกระจายรัศมีได้ใกล้เคียงกับออร่าของตัวเองโดยรวมอยู่แล้ว




นิยามของ Lucid dreaming คือ สถาวะที่คนเรา สามารถที่จะรู้สึกตัว และตระหนักได้ว่าตนเองนั้นอยู่ในความฝัน ในขณะที่ตัวเองฝันอยู่ ทำให้สามารถควบคุมความฝันของตนเองได้ เช่น เมื่อเรากำลังฝันร้าย พบสิงโต ถ้าสามารถควบคุมความฝันได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนสิงโตที่ดุร้าย เป็นแมวเชื่องๆ ได้ แล้วก็จะไม่พบกับฝันร้ายอีกต่อไป ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดี และนอนเต็มอิ่ม 

ผลพลอยได้อย่างหนึ่งจากการปฎิบัติธรรมตามแนวทาง "พุทธศาสนา" ก็คือการค้นพบหลักการที่เกี่ยวของกับพลังงานรูปต่างๆ ที่มีความละเอียดสูงมาก จนยังไม่มีเครื่องมือใดๆ ในปัจจุบันจะสัมผัสวัดได้ รวมทั้ง "คลื่นกระแสจิต" ซึ่งมีความคมและละเอียดสูงสุด



"วิชาโทรจิต" เป็นความสามารถตามธรรมชาติที่แต่เดิมมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งปวง โดยการใช้โทรจิตนี้ผู้ใช้จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึก หรือสิ่งที่ตนรู้สึกในใจ ไปให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นได้ โดยต้องเป็นสภาวะแห่งจิตสำนึกที่ตื่นตัว หรือสภาวะที่ทำให้ใจเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ "จิตสำนึกแห่งจักรวาล"
"โทรจิตจึงเป็นความรู้แห่งจักรวาลที่มีพรมแดนที่กว้างขวางยิ่ง"

 หลักทฤษฎีโทรจิตที่ได้รับถ่ายทอดมานั้น มีอยู่ด้วนกัน 4 ข้อ คือ

1.จะต้องพิจารณาว่า "มหาสากลจักวาล" เป็นองค์แห่งจิตสำนึกอันหนึ่ง
2.สรรพสิ่งทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในมหาสากลจักรวาลนี้ล้วนเป็นร่างที่แบ่งภาคออกมาจากองค์แห่งจิตสำนึกอันนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงเป็นเรื่อง ธรรมดาที่มนุษย์แต่ละคนจะมีจิตสำนึกแห่งจักรวาลดำรงอยู่ในตัว
3.จิตสำนึกแห่งจักรวาลอันนี้เป็นทั้งพลังชิวิต เป็นทั้งปัญญา และเป็นความรู้ในสรรพสิ่งอีกด้วย
4.หากสามารถผนึกใจของตัวเองให้แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกอันนี้ได้
จิตสำนึกอันนี้ จะเป็นตัวจับและรับกระแสคลื่น ที่มาจากภายนอกพร้อมกับส่งต่อข่าวสารนั้นให้กับจิตของมนุษย์คนนั้น

ดังนั้น "ความคิด" ที่คนหนึ่งๆเปล่งออกมา จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็สามารถรับคลื่นความคิดนี้ได้
ถ้าคนๆนั้นเปิดเครื่องรับในร่างกายตนรับคลื่นนั้นๆเข้ามา
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวจักรวาลหาใช่เป็นสิ่งที่เป็นศูนย์กลางของข้อมูลนั้นไม่
การกระทำของสรรพสิ่งต่างๆในจักรวาลต่างเป็นศูนย์กลาง

โดยตัวมันเองต่างหาก ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะทุกสรรพสิ่งในจักรวาลถูกสร้างขึ้นมาโดยปฐมเหตุของจักรวาล

ดังนั้น รังสีที่เปล่งออกมาจากการกระทำใดๆของสรรพสิ่งนั้นๆ
จึงกระจายออกไปทั่วทุกทิศทุกทาง ด้วยเหตุผลเช่นนี้
เซลล์แต่ละอันในร่างกายมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่สามารถปล่อยคลื่นความคิดออกมาได้เช่นกัน
และในทางกลับกันคลื่นความคิดก็ย่อมสั่นสะเทือนเซลล์แต่ละอันในร่างกายตนเองได้ด้วย

ดังจะเห็นได้ว่าความเครียดที่สั่งสมนานๆ เป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่มนุษย์ เพราะคลื่นความคิดเหล่านี้เข้าไปมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง

การมีความคิดที่ดี แจ่มใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี

จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับมนุษย์ บางครั้งเราจึงควรหลีกให้ห่างผู้คนที่ปล่อยคลื่นความคิดร้ายๆ

ถ้าหากทำได้ จะได้ไม่ไปรับผลสะเทือนที่ไม่ดีของผู้คนเหล่านั้นเข้ามา...

คลื่นความคิดที่ควรหลีกเลี่ยง

1.สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดก็คือ การไม่ให้คลื่นความคิดจำพวก ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ความไร้สาระในเรื่องเล็กน้อย ความเกลียดชัง เหล่านี้ ไหลเขามาสู่ตัวเรา

2.พวกคลึ่นความคิดชั้นต่ำที่ถูกปล่อยออกมาจากดาวดวงอื่น ที่มีวิวัฒนาการล้าหลังกว่าโลกของเรา
ก็เป็นคลื่นที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ

3.คลื่นความคิดที่ปล่อยออกมาจากความทรงจำของชาวโลกที่เคยอาศัยอยู่บนโลกในอดีต
ส่วนใหญ่เป็นคลื่นความคิดที่แตกแยกไม่ปรองดองกัน และอกุศล
มักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว

แต่ความจริงเป็นแค่คลื่นความคิดของผู้ตายที่ยังหลงเหลืออยู่ในอวกาศเท่านั้น คลื่นความคิดที่ควรรับเข้ามา

1.พลังชีวิต (ปราณ) ของจักรวาลที่ไหลเข้ามา เป็นพลังภายในที่บริสุทธิ์
 เป็นทั้งปัญญาแห่งจักรวาลภายในตัวด้วย สามารถแทรกซึมเข้าสู่ทุกสรรพสิ่งได้อย่างเสมอภาค

ไม่ลำเอียง ปัญญาและความรู้ที่บริสุทธ์ จึงมักเข้าไปใกล้ผู้ที่ถ่อมตัว
และมีจิตใจปิดกว้าง มากกว่าคนใจแคบ มิใช่เพราะว่าปัญญาและความรู้ลำเอียง
แต่เป็นเพราะคนที่ใจแคบนั้นมีความสามารถในการรับปราณ
หรือพลังจักรวาลน้อยกว่าคนใจกว้างต่างหาก

2.คลื่นความคิดจากรูปธรรมชั้นสูง ทั้งจากในโลกนี้และที่มาจากดาวดวงอื่นที่มีวิวัฒนาการทางจิตสูงกว่าโลกของเรา คลื่นความคิดนี้เปี่ยมไปด้วยความรักความหวังดี
และเป็นประโยชน์ต่อชาวโลก

3.การสื่อสารไปมาระหว่างเซลหรืออะตอม จากสรรพสิ่งธรรมชาติรอบๆตัวเรา
ด้วยภาษาร่วมหรือภาษาจักรวาลที่เป็นสากล
อนึ่งมีข้อห้ามพึงระวังในการฝึกโทรจิตก็คือ
ผู้ฝึกจะต้องไม่ปล่อยคลื่นความคิดที่เป็นอกุศลใดๆ ออกมาเป็นอันขาด
แต่จะต้องสร้างความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวก้บสรรพสิ่งให้ได้

วิธีฝึกโทรจิตของ"อดัมสกี้"ที่เป็นรูปธรรม มีดังนี้ครับ... 

ก่อนอื่นผู้ฝึกจะต้องตระหนักถึงปัจจัย 3 ประการในการฝึกโทรจิต คือ

หนึ่ง ในการสัมผัสคลื่นความคิดที่เข้ามาจากข้างนอก
จะต้องไม่มีการแบ่งแยกเกิดขึ้นระหว่างใจของเรากับผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วย

สอง สรรพสิ่งล้วนมีชีวิต เซลล์แต่ละอันไม่เพียงแต่ให้พลังชีวิตเท่านั้น
แต่ยังมีปัญญาดำรงอยู่ในตัวด้วย เซลล์แต่ละอันจึงสามารถรับข่าวสาร
และปล่อยข่าวสาร ที่เป็นประสบการณ์ของตนออกไปได้

สาม ผู้ฝึกต้องควบคุมเซลล์ในร่างกายของตนโดยผ่านการตอบสนองของประสาทสัมผัสทั้ง

สี่ ในร่างกายของตน โดยทำให้อวัยวะแต่ละส่วน "เป็นกลาง" เสียก่อน วิธีฝึก
1.ทดลองส่งโทรจิตระหว่างคนสองคน โดยเริ่มจากการอยู่ในห้องเดียวกันก่อน
จากนั้นค่อยๆ เพิ่มระยะห่างระหว่างคนสองคนให้ไกลออกไปเรื่อยๆ

-โดยผู้ส่งจิตจะต้องวาดภาพ หรือจินตการภาพที่จะส่งออกไปขึ้นไว้ในใจก่อน แล้งลองส่งออกไป
-ส่วนผู้รับโทรจิตก็ต้องมีสมาธิคอยรับด้วยท่าทางและจิตใจที่ผ่อนคลาย ก่อนจะบอกคำตอบออกมา

ถ้าทดลอง 5 ครั้ง แล้วตอบถูกเกิน 3 ครั้งขึ้นไปถือว่าใช้ได้

2.ทดลองรับคลื่นโทรจิตจากสี่งของใกล้ๆตัวของใครคนหนึ่ง เช่นทายราคาของสินค้าอันนั้น
(เนื่องจากอะตอมของสิ่งของนั้น ได้รับข่าวสารจากผู้เป็นเจ้าของมาก่อนแล้ว)
จะทายข้อความในจดหมาย หรือทายไพ่ก็ย่อมได้..

3.ฝึกโยนเหรียญ และออกคำสั่งให้เหรียญนั้นออก"หัว"หรือ"ก้อย" เมื่อตกลงพื้น
โดยตอนออกคำสั่งนั้น ต้องแสดงความปรารถนา
และจิตนาการให้ตัวเองแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเหรียญเสียก่อน
นอกจากฝึกกับเหรียญแล้ว ทดลองฝึกกับลูกเต๋าก็ได้..

4.ฝึกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพื้นน้ำ หากมีโอกาสไปยืนที่สูงๆเหนือแม่น้ำ
ทะเลสาบ บึง หรือเหนือทะเลกว้างๆ ลองจิตนาการให้ตัวเองแนบแน่น
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคลื่นน้ำ เราจะได้สัมผัสความรู้สึกที่เย็นสดชื่นยิ่งขึ้น
การพัฒนาความสามารถเชิงโทรจิตในตัวเรานั้น

จำเป็นจะต้องฝึกฝนและฝึกฝน ๆ ๆ ในทำนองที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้
หากมีใครทดลองฝึกแล้วยังไม่คืบหน้า นั่นย่อมแสดวว่า "อัตตา"(EGO) ของผู้ฝึกนั้นแรงไปนั่นเอง

 และปัจจัยความ เหนื่อยหน่าย เหนื่อยล้า และความเครียด
อาจเป็นอุปสรรคของการฝึกโทรจิต ต้องรู้จักผ่อนคลาย
ให้เป็นเรื่องปกติธรรมชาติไปเองในที่สุด...


การใช้วัตถุธาตุ เพื่อสื่อพลังโทรจิต ชาวแอตแลนติสในยุคราว 40.000 ปีก่อน
ได้เคยสร้างปิรามิดเพื่อใช้สื่อสารกับพลังจักรวาล
ยังได้ใช้ผลึกคริสตัลมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
เพื่อการติดต่อ (รับคลื่น-ส่งคลื่น) กับพลังจักรวาล
และจิตสำนึกแห่งจักรวาลด้วยวิธีการดังนี้..

ในการรับคลื่นจิตวิญญาณระดับสูง ให้นำผลึกคริสตัลขนาดเล็ก
มาวางเบี้องหน้าเราสองก้อน ให้ตัวเรานั่งอยู่บริเวณยอดสามเหลี่ยมของทรงปิรามิด
(ให้ตัวเราเป็นผลึกคริสตัลก้อนที่สาม)
 จากนั้นใช้ลวดทองแดงหนึ่งเส้นพันรอบผลึกคริสตัน 3 รอบ
ก่อนจะนำลวดทองแดงนั้นมาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง ในท่าหลับตาเข้าสมาธิ..

จากนั้นให้เพ่งจิตและพลังทั้งหมดของเราไปยัง "ผู้ที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย"
ในทางกลับกัน หากเราต้องการที่จะส่งคลื่นออกไป
ข่าวสารของเราไปให้กับผู้ใด ก็ให้กระทำในรูปแบบตรงกันข้ามกับข้างต้น
คือใช้สองมือเราแทนผลึกคริสตันสองก้อน (เป็นส่วนฐานของรูปสามเหลี่ยม)

 ในขณะที่ผลึกมีคริสตันเพียงหนึ่งก้อน มาเป็นปลายยอดของสามเหลี่ยมแทน
 วัตถุธาตุเหล่านี้เป็นสื่อที่สามารถใช้ติดต่อระหว่างธาตุหยาบกับธาตุละเอียด
หรือของมนุษย์กับเทวดา และรูปธรรมอื่นๆได้ เป็นเครื่องช่วยสื่อสารให้คมชัดขึ้น...
(สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ การโทรจิตจึงเป็นเรื่องที่แพร่หลายมาก)

ข้อผิดพลาดของชาวแอตแลนติสในอดีต
ส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างไปจากข้อผิดพลาดของมนุษย์ในปัจจุบันหรอกครับ..

คือพวกเขาไม่สามารถควบคุม "อัตตา"(EGO) ของเขาได้
จึงนำพลังอันมหาศาลที่อารยธรรมของเขาได้สร้างขึ้นมา ไปใช้ในทางที่ผิดๆ
โดยเฉพาะสงคราม (ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ)

ตั้งแต่มนุษย์คิดค้นระเบิดปรมาณูขึ้นมาได้ และนำมาใช้เข่นฆ่าสังหารมนุษย์ด้วยกันเอง เป็นต้นมา
จะว่าไปมนุษย์ในยุคนี้กำลังเจริญรอยตามจุดจบของชาวแอตแลนติสแทบทุกกระเบียดนิ้ว

และถ้าหากข้อสัษฐานที่ว่าชาวแอตแลนติสมีเชี้อสายจากมนุษย์ต่างดาวเป็นจริง
จึงไม่น่าแปลกที่ปรากฎการณ์จานบิน(UFO) จะมาปรากฎให้มนุษย์เห็นกันอย่างถี่ๆ นับแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

 เพื่อมาเตือนภัยแก่มนุษย์เรา ว่ากำลังเดินไปในทางที่ผิดๆกันอยู่...
การใช้ประสาทสัมผัสจากจักรวาล มนุษย์ต่างดาวถูกอบรมตั้งแต่เด็ก
ให้เข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกาย กับจิต และการ "ควบคุมใจ"

เพราะฉะนั้น "ใจแห่งอวัยวะสัมผัส" ของเขาจึงถูกยกระดับให้สูงส่งระดับเดียวกับ "ใจของฟ้า"
(ปฐมเหตุแห่งจักรวาล) ทำให้เซลล์ในร่างกายทั้งหมดของพวกเขา
สามารถตอบสนองคำสั่งที่ใจสั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเขาจึงแข็งแรง 
และมีอายุยืนยาวเกินกว่าที่ชาวโลกจะคาดคิดได้เช่นกัน.. 
ชาวโลกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน 
หากแต่บุคคลผู้นั้นต้องมีจิตใจที่กระจ่าง เที่ยงธรรม 
มีชิวิตอยู่อย่างมีปณิธาน ศรัทธา ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า 
และมีความคิดในเชิงบวก 
เซลล์ในร่างกายก็จะตอบสนองต่อจิตใจบุคคลนั้นในทางบวกเช่นกัน 

ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ ย่อมได้ผลเช่นเดียวกัน แต่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง
จิตสำนึกนี้ กลับมีชิวิตโดยใช้แค่ "ใจ" หรือ "สิ่งรับรู้ในอารมณ์ทั้งหลาย "เท่านั้น

ซึ่งผันผวนง่ายและแปรปรวนอย่างรุนแรง มาเป็นหลักของชิวิต
ขณะที่มนุษย์ต่างดาวจะถือว่าจักรวาลเป็นองค์แห่งจิตสำนึก
คือพระผู้สร้างหรือพระผู้เป็นเจ้า จึงพยายามประสานใจของตนให้สอดคล้องกับจิตสำนึกนี้...

(คนที่นับถือพุทธะก็ยึดในหลักความเป็นหนึ่งเดียวกับ "ปฐมเหตุแห่งจักรวาล" ความหมายไม่แตกต่างกัน..) กระแสคลื่นที่มนุษย์ต่างดาวปล่อยออกมา มีลักษณะเป็น "คลื่นความคิด"

ซึ่งมีลักษณะคล้ายแสง ถ้ากระแสความคิดถูกส่งเป็นคลื่นออกไปแล้ว
มันจะเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีขอบเขต
จนกว่าจะถูกดูดซับหรือถูกขวางกั้นโดยสิ่งอื่น หรือวัตถุอื่น...

เช่นเดียวกันกับ "คลื่นความคิดของมนุษย์" เป็นคลื่นที่ส่งผ่านไปในอวกาศได้เช่นกัน
แต่ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงทิศทางเดียวเหมือนลูกกระสุนจากปากกระบอกปืน
หากแต่มีลักษณะเหมือนรังสีที่เปล่งออกมาเป็นเส้นตรงในทุกๆทิศทาง
และแผ่ขยายตัวโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่จุดหนึ่ง....

ที่มา : http://www.dmc.tv
____________________
เครดิต : บุญโต ____________________







การอ่านพลังงานจากวัตถุ / Psychometry

ต่อไปเราจะมาเริ่มใช้พลังจิตกันมากขึ้น ด้วยการหัด Psychometry ซึ่งก็คือการอ่านพลังงานจากวัตถุ (ของจริงไม่มีแสงนะครับ ไม่ต้องทำท่าแบบนี้ด้วย) ซึ่งมันจะเป็นพื้นฐานให้พลังอย่างอื่นด้วย ถ้าคุณไม่ฝึกอันนี้ พลังจิตต่อๆ ไป จะยิ่งฝึกยากครับ

 พลังแห่งการผ่อนคลาย / Power of Relaxation 








... หลายคนอาจเคยดูกีฬาหรืออาจเคยเข้าแข่งกีฬาเองเลย คุณสังเกตเห็นใหมครับว่า
ถ้าแมตช์ไหนนักกีฬาเครียด เขาจะเล่นได้แย่กว่าฝีมือปกติของเขา

โดยไม่เกี่ยวกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะกีฬาที่ใช้ความแม่นยำและจังหวะมากกว่าพละกำลังตรงๆ เช่น ตีกอล์ฟ ยิงปืน บาสเก็ตบอล เบสบอล ฟุตบอล ฯลฯ

นี่เห็นชัด ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ทำไมโค๊ชทุกคนรู้ดีว่าเขาต้องทำให้นักกีฬามั่นใจและเล่นโดยไม่เครียดถึงจะ แสดงฝีมือได้เต็มที่

 ... มัน คือพลังจิตที่ช่วยให้นักกีฬายิงลูกหรือเคลื่อนไหวออกไปด้วยแรงที่เหมาะสม ในตำแหน่งที่พอดี ในจังหวะที่ถูกต้องครับ หากนักกีฬาอาศัยเพียงสมรรถภาพทางกายกับแค่ทำตามสูตรในหนังสือกีฬาอย่างเดียว โดยไม่อาศัยพลังจิตแล้วเล่นได้ดี เราจะไม่ต้องมีกองเชียร์และไม่มีคำว่าตื่นสนามเลยในวงการกีฬาครับ

แต่ที่มันเป็นอย่างนั้นเพราะพลังจิตมีส่วนสำคัญต่อศักยภาพในการทำสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ ไม่เพียงแต่ กีฬาเท่านั้น ทุกกิจกรรมเกี่ยวกับพลังจิต การสอบ การคิด ประดิษฐ์ ทำงานศิลปะ การแสดง หรือสร้างสรรอะไรก็ตามจะไม่ได้ผลดีหากเราไม่ผ่อนคลาย และ ถ้าใครชอบดูหนัง คงต้องเคยได้ยินชื่อ สตาร์ วอร์ STAR WARS มาบ้าง และหากเราโชคดีได้ดู จะสังเกตว่าเหล่าอาจารย์เจไดจะเตือนลูกศิษย์ตลอดเวลาว่า ... Relax ... (ซึ่งแปลว่าผ่อนคลาย)

โดยส่วนตัวแล้วผมเองไม่อยากให้เราเชื่อตามสิ่งที่ปรากฏในหนังเลยแม้แต่อย่าง เดียว จนกว่าจะได้ทดลองแล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมพบว่าพลังจิตเกือบทั้งหมด (หรืออาจจะทั้งหมด) จะทำงานไม่ได้เลยหากเราผ่อนคลายไม่ดีพอ สำหรับ คนที่ไม่ได้คุ้นเคยกับการใช้พลังจิต สิ่งนี้อาจฟังดูไม่สมเหตุสมผล เราคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น และ เราคุ้นเคยกับภาพในหนังที่เห็นคนใช้พลังจิตเพ่งอยู่กับการรีดเค้นพลังจิตออก มาจนตัวสั่นเหงื่อท่วม

แต่จริงๆแล้ว ในโลกของพลังจิต ถ้าเราเครียดขนาดนั้น นอกจากไม่ทำให้พลังจิตได้ผลแล้ว มันกลับยิ่งทำให้พลังจิตทำงานน้อยลงครับ ขอย้ำ ว่าน้อยลง สำหรับกิจกรรมทางโลกทั่วไปหากไม่ใช้พลังจิตเราอาจรู้สึกว่าผลงานมันออกมา ฝืดๆ ไม่เต็มที่แค่นั้น แต่ในทางพลังจิต การไม่สามารถผ่อนคลายมันทำให้ผลออกมาแย่จริงๆ หรือไม่เกิดผลอะไรเลยด้วยซ้ำครับ วิธี การผ่อนคลายนั้นมีมากมาย ซึ่งแต่ละวิธีก็เหมาะกับรสนิยมและระดับฝีมือของแต่ละคน ไม่มีวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนทุกสถานการณ์หรอกครับ ผมเองก็ใช้อยู่หลายวิธี แล้วแต่ว่าขณะนั้นเหมาะกับวิธีใหน แต่ผมชอบวิธีนี้ที่สุด วิธีของผมแบ่งออกได้เป็น









สองส่วน คือ - การระบาย และ การพัก 


การระบาย

 
1. เอาฝ่ามือไปทาบกับวัตถุอะไรก็ได้ เตียง พื้น หินพรมต้นไม้ ที่ดีที่สุดเป็นพื้นดิน แต่ถ้าไม่สะดวก ก็เอาอะไรก็ได้ครับ (แต่ไม่ควรเป็นคนหรือสัตว์) 

2. กำหนดภาพพลังความฟุ้งซ่านจากในตัวเรา อาจสมมุติให้มันมีลักษณะอย่างไรก็ได้ตามที่เรารู้สึกว่ามันควรจะเป็นแบบนั้น เช่นอาจเป็นสายน้ำสีเทา หรืออะไรก็แล้วแต่ หากคุณไม่เห็นหรือไม่รู้สึกถึงพลังความฟุ้งซ่าน ก็แค่กำหนดอะไรขึ้นมาสักอย่างแล้วสมมุติว่านั่นเป็นความฟุ้งซ่าน ไม่ว่าเราจะรู้สึกจริงๆ หรือแค่สมมุติก็ตาม มันได้ผลอยู่ดีหากเราเปิดใจทดลอง 

3. ปล่อยความฟุ้งซ่านนั่นออกไปตามแขนและมือ ผ่านฝ่ามือไปยังวัตถุเป้าหมายที่เราวางฝ่ามือไว้ 

4. ระบายออกไปเรื่อยๆ จนรู้สึกสงบ เป็นอันเสร็จการระบายพลังงานส่วนเกิน การพัก














 (ต่อ จากการระบาย )

 1. นอน ไม่จำเป็นต้องใช้หมอน หรืออาจใช้ถ้าไม่ชอบนอนราบจริงๆ ท่าที่ดีที่สุดคือท่านอนหงายธรรมดาที่ทางโยคะเรียกว่าท่าศวอาสนะ (Corpse Posture) แต่หากทำไม่ได้ก็ใช้ท่าตามสะดวก หรือจะนั่งบนเก้าอี้นวมก็ได้ครับ แต่ที่สำคัญต้องแน่ใจว่าไม่ต้องออกแรงพยุงตัวเลยแม้แต่นิดเดียว คือสามารถหลับไปในท่านั้นได้เลย

2. หายใจนุ่มๆ ช้าๆ ลึกๆ ยาวๆ

3. เริ่มที่ปลายนิ้วเท้า ผ่อนคลายนิ้วเท้า ปล่อยความเครียดออกจากนิ้วเท้าให้หมด เราควรรู้สึกว่านิ้วเท้าเบา สบาย

4. มาที่เท้าทั้งหมด ผ่อนคลายเท้าให้สบาย

5. ไล่ขึ้นมาตามแข้ง เข่า ต้นขา ก้น

6. ขึ้นมาตามสะโพก ลำตัว เอว หลัง ซี่โครง อก ค่อยๆ ผ่อนคลายให้สนิท

7. คอ ไหล่ บ่า สะบัก (บ่าด้านหลัง) แขน ศอก ข้อมือ ฝ่ามือ นิ้วมือ

8. ผ่อนคลายคอ คาง ขากรรไกร ปาก แก้ม จมูก หู ลูกตา เบ้าตา หว่างคิ้ว (สำคัญมาก) หน้าผาก หนังหัว

9. ควรจะครบ สำรวจว่ายังเหลือที่ใดที่ยังไม่ผ่อนคลาย พักให้หมด เป็นอันจบการผ่อนคลาย


นี่คือวิธีการฝึก ระบาย+ผ่อนคลาย อย่าง ไรก็ตาม สังเกตว่ามันจะใช้เวลาพอสมควร จริงๆแล้วในการใช้พลังจิตเราไม่จำเป็นต้องเตรียมผ่อนคลายเต็มรูปแบบอย่างนี้ ทุกครั้งไปครับ เพียงแต่แรกๆคุณควรฝึกทำแบบนี้จนร่างกายเกิดความเคยชินแล้ว มันจะทำงานโดยอัตโนมัติเร็วขึ้นไปเอง หากเราชำนาญ แค่พอคิดจะผ่อนคลายก็ผ่อนคลายเสร็จแล้วครับ 


สรุป 
1. ขณะที่เราไม่ผ่อนคลาย เราไม่สามารถใช้พลังจิตได้ 
2. วิธีการผ่อนคลายมีมากมาย ไม่มีวิธีใหนที่ดีที่สุด ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม


ที่มา :  http://fantasiastory-th.blogspot.com/2007_10_01_archive.html
พลังงานออร่า / Aura Energy


เป็นยังไงบ้างครับ สบายดีกันหรือเปล่า คุณได้อ่านเรื่องการฝึกพลังจิตมาได้สามตอนแล้ว และผมหวังว่า คุณได้ฝึกบ้างแล้วใช่ใหมครับ ผมแนะนำให้คุณฝึกตามไปอย่างเป็นขั้นตอน อย่าใจร้อน เพราะผมจะเขียนบล็อกนี้แบบ step by step ถ้าคุณยังทำแบบฝึกหัดแรกๆ ไม่ได้ คุณจะทำแบบฝึกหัดหลังๆ ได้ยากมากขึ้นทุกทีๆ ครับ

ความฝัน / Dreams


จากคราวที่แล้ว เราเรียนรู้ความหมายของจิตใต้สำนึก เราเริ่มสังเกตว่ามันอาจมีสิ่งต่างๆ 
ทำงานอยู่ในระบบของมันโดยที่เราไม่เคยรู้เลยว่ามันทำอะไร เพื่ออะไร 

ในจิตใต้สำนึกนั้น และเราเริ่มหัดที่จะเข้าสู่จิตใต้สำนึกแบบง่ายๆ แล้ว 
(หวังว่าทำได้แล้วใช่ใหม?... เยี่ยมมากครับ) 

งั้น คราวนี้ เราจะไปกันต่อในส่วนของจิตใต้สำนึกที่สำคัญ และยากขึ้นอีกหน่อย.. "ความฝัน"

 ... น่า สงสัยมาก ว่า ทำไมมนุษย์ถึงเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเพลิดเพลินกับความฝันที่ไม่มี อยู่จริง
 จริงหรือ! ที่ฟังก์ชันนี้เป็นไปเพื่อสร้างความสำราญเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีสาระอะไรเลย? 
ข่าวดี! มันไม่ไร้สาระ เรื่องนี้เป็นอย่างที่คุณหวังไว้.. 

ความฝันเป็นกระบวนการทำงานที่สำคัญมากของวิญญานมนุษย์ 
ก่อนอื่นที่จะเข้าใจความฝัน เราต้องเข้าใจลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของมนุษย์ คือ ความสามารถในการปรุงแต่งความต้องการใหม่ๆ ได้ 

ซึ่งสัตว์ทุกชนิดทำได้เพียงต้องการและแสวงหาตามสัญชาติญาน ไม่มีการเป็นอย่างอื่นอีก วัวเกิดมาก็กินนม แล้วก็หญ้า ไม่มีวัวตัวไหนสนใจอยากกินซึชิ หรือไก่งวงอบ แค่หญ้า

.. แต่มนุษย์เท่านั้นนับวันจะคิดค้นของกินเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ และต้องการในสิ่งต่างๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีสิ้นสุด แต่แย่จัง! ความต้องการของมนุษย์สุดจะประมาณได้ 
แต่ความสามารถในการทำความต้องการให้เกิดขึ้นจริงกลับไม่ได้ใกล้เคียงเลย สิ่งที่หวังไว้เอาแต่ละคนเข้าจริงทำได้แค่จิ๊ดเดียวนอกนั้น เวลาผ่านไป ความต้องการมันก็หายไปเอง มันหายไปยังไง..? 

หายด้วยฝันนั่นแหละ! เวลา ที่ความต้องการเกิดขึ้น ความต้องการก็คือพลังงานในมิติทิพย์ชนิดหนึ่ง 
ซึ่งเวลาที่พลังงานเกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีทางหายไปเฉยๆ ครับ 

แต่มันจะต้องถูกใช้แปรสภาพไปเป็นพลังงานอย่างอื่น เป็นการกระทำ เป็นความคิด เป็นการพูด พอใช้หมด พลังงานความต้องการก็จะหมดไป (แต่จะกลายเป็นพลังงานอย่างอื่นต่อ..ไม่หายไปนะ)

 แต่โอ้อนิจจา บางทีคนเราเลือกที่จะไม่ทำตามความต้องการของตนเพราะเหตุผลมากมาย บาป กลัวล้มเหลว ขี้เกียจ ฯลฯ ทีนี้แหละครับ พลังงานความต้องการที่เราไม่ยอมเอาไปใช้เปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างอื่นก็ไม่สามารถไปไหนได้ แต่จะเก็บกดอยู่ข้างใน (ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว) 

พอเราล้มตัวลงนอน จิตใต้สำนึกเป็นอิสระจากส่งรบกวนในชีวิตประจำวัน มันจะทำการเผาผลาญพลังงานความต้องการที่มากเกินไป โดยการเอาพลังงานนั้นมาสร้างทำเป็นหนังครับ
แล้วเรื่องที่ออกมา ก็เกี่ยวกับความต้องการที่ค้างอยู่นั่นแหละ ยิ่งหนังความฝันซับซ้อน ยาว และเหมือนจริงเท่าไหร่ ก็ต้องใช้พลังงานสูง 

และหมายถึงกำจัดพลังงานส่วนเกินได้มากด้วย แต่ถ้าพลังงานความต้องการมากเกิน 
(หรือเราไปเพิ่มเข้าเรื่อยๆ ในเรื่องเดิมๆ) อาจต้องฉายหลายรอบครับ ถึงจะหมด 

นั่นแหละครับ การทำงานของความฝัน เพื่อเปลี่ยนแปลงถ่ายเทพลังงานตกค้าง แต่ เดี๋ยวก่อน! 

นอกจากพลังงานความต้องการแล้ว บางทีโปรแกรมฝันยังเปลี่ยนสัญญานจากเบื้องบน หรือสัญญานจากจิตใต้สำนึกที่จะแนะนำเราในการใช้ชีวิต ให้กลายสัญญานรูปรสกลิ่นเสียง.. คือเป็นฝัน และไม่ว่ากรณีไหน หากเรารู้สึกและจดจำความฝันได้ ยิ่งมีประสิทธิภาพครับ 

ถ้าสมมุติฝันเผาผลาญพลังงาน มันจะเผาได้สนิทขึ้น ถ้าฝันบอกใบ้ยิ่งจำเป็น (ไม่งั้นบอกอะไรมา ลืมหมดก็จบกัน)

ดังนั้น จริงๆ แล้ววิชา Dream Recall มีประโยชน์กว่าวิชา Dream Control อีกครับ เอ้า หาสมุดวางไว้หัวนอนได้! 

... สรุป 

1. ฝันเป็นโปรแกรมที่มหัศจรรย์มากๆ 
2. การทำงานของฝัน คือการเปลี่ยนแปลงและถ่ายเทพลังงาน
 3. บางครั้งฝันคือการถ่ายทอดสัญญานแนะนำการใช้ชีวิต 
4. เราสามารถช่วยให้ฝันทำงานดีขึ้นได้ ด้วยการฝึกจำความฝัน (Dream Recall)

ที่มา :   http://fantasiastory-th.blogspot.com/2007_10_01_archive.html


จิตใต้สำนึก / Subconscious Mind





คราวที่แล้ว เราเรียนรู้ว่าเราทุกคนสามารถใช้พลังจิตได้ (และหลายคนสามารถพิสูจน์ได้) คราวนี้ เราจะเริ่มเรียนรู้การทำงานของพลังจิต โดยเริ่มจาก รู้จักกับจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) คำว่าจิตใต้สำนึกนี้ เราจะพบในหนังสือ เวบไซต์ และสถาบันที่ศึกษาเรื่องพลังจิตแทบทุกที่ ว่ากันว่า จิตใต้สำนึกของเรานั้นมีพลังไร้ขีดจำกัด และว่ากันว่า ถ้าเราไม่รู้จักจิตใต้สำนึกแล้วเราใช้ความสามารถเพียง 7% แล้วก็ว่ากันว่า (อีกแล้ว) ว่าในการใช้พลังพิเศษ เราต้องใช้พลังจากจิตใต้สำนึก สรุปแล้วจิตใต้สำนึกมันทำไมสำคัญนัก มันคืออะไรกันแน่ ในครั้งนี้เราจะคุยกันถึงเรื่องนี้กัน

เรื่องของจิต จิตสำนึก และจิตใต้สำนึก
ก่อน อื่น เราต้องทำความเข้าใจว่าจิตคืออะไรกันแน่ เพราะจริงๆ แล้ว คำว่า "จิต" เองมีการใช้กันอย่างสับสน บางทีเราจะพูดว่าจิตแข็ง นั่นแสดงถึงระดับความมานะและความดื้อรั้น จิตตก นั่นหมายถึงหมดกำลังใจ จิตหลอน นั่นหมายถึงการรับรู้ข้อมูลซึ่งผิดปกติ ฯลฯ แต่สำหรับบทความนี้ เราจะพูดถึงจิตที่หมายถึงสิ่งที่เรารับรู้ จริงๆ แล้ว รอบๆ ตัวเรานี้เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง บางอย่างพบเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น หรือรับรู้ได้ง่ายๆ เช่น หน้าจอ




คีย์บอร์ด เป็นสิ่งที่จิตเรา รับรู้ได้ง่ายๆ ซึ่งก็คือจิตของเราสามารถสำนึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ง่าย แต่ในทางกลับกัน มีบางอย่างที่รับรู้ยาก เช่น การเต้นของหัวใจ การไหลของพลาสม่าบนจอมอนิเตอร์ วิญญาณ และความรู้สึกของคนอื่นที่อยู่รอบๆ เรา ที่ปกติเราจะไม่รู้สึก และนั่นหมายความว่า จิตของเราไม่ได้สำนึกถึงสิ่งเหล่านั้น ดังนั้น จิตสำนึก ก็คือ การรับรู้ของจิต ถ้า เราสำนึกผิด แสดงว่าเรารับรู้กระบวนการต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เราพลาด แต่ถ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราทำอะไรผิด (เรายังไม่สำนึกผิดเลย) เราจะเรียกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจิตสำนึก ซึ่งเราจะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อยู่ใต้จิตสำนึก ว่า จิตใต้สำนึก นั่นเอง เช่นเวลาที่เราไม่รู้สึกถึงการเต้นของชีพจร การเต้นของชีพจรก็อยู่ในข่ายจิตใต้สำนึก เวลาที่เราเกิดโกรธใครโดยไม่รุ้ตัว เราก็โกรธจากจิตใต้สำนึก ระวังอย่าเข้าใจผิด! หลายๆ คนและหนังสือหลายๆ เล่มพยายามจัดประเภทของกิจกรรมและเรื่องราวต่างๆ แต่ละอย่างว่าเป็นเรื่องของจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึก แต่จริงๆ แล้วอย่าลืมว่า ขอบเขตของมันอยู่ที่การรับรู้ ถ้าเรารู้โดยชัดเจน มันคือจิตสำนึก การระลึกชาติปกติเราไม่รู้ ดังนั้นมันคือจิตใต้สำนึก แต่ในขณะที่คุณระลึกชาติอยู่ และทำได้สำเร็จ มันกลายเป็นเรื่องของจิตสำนึก ดังนั้นที่สุดแล้วไม่มีอะไรที่เป็นจิตสำนึกหรือจิตให้สำนึกเสมอไปหรอก มันขึ้นอยู่กับระดับการรับรู้

พลังพิเศษของจิตใต้สำนึก ...
ถ้า สมมุติเราปิดหน้าจอคอม เราก็จะเล่นคอมไม่ได้ (ถึงแม้จะเปิดเครื่องแล้วก็ตาม) เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่สำนึกหรือรับรู้ถึงสิ่งใด เราก็ย่อมไม่สามารถใช้สิ่งนั้นได้ฉันนั้น ดังนั้น เราจะทำอะไร เราต้องทำให้สิ่งนั้นมาอยู่ในขอบเขตของจิตสำนึกของเรา รวมถึงพลังจิตการเข้าถึงอาณาเขตของบางอย่างที่เคยเป็นจิตใต้สำนึกนี่แหละ ที่มักจะเรียกกันว่า การเปิดจิตใต้สำนึก แต่จริงๆ เราแค่ขยายเขตของจิตสำนึกออกไปจนครอบคลุมเรื่องที่เราจะทำนั่นเอง จิตใต้สำนึกไม่ได้เปิดหรือปิดจริงๆ หรอกครับ แต่มันเหมือนกับว่าเราแหย่เข้าไปในเขตที่เคยเป็นของจิตใต้สำนึกเท่านั้น เอาละ พอเราขยายจิตสำนึกหน้าจอเปิด เราก็เล่นคอมได้ ถ้าเรารู้สึกถึงพลังปราณ เราก็หัดใช้ปราณได้ ถ้าเรารู้สึกถึงอารมณ์อย่างทันเวลา เราก็อาจจัดการอารมณ์ได้ และจริงๆ แล้ว ยังมีสิ่งต่างๆ รอบตัวเราที่รอให้เรารับรู้และใช้งานอีกมากมายมหาศาล นั่นเป็นเหตุผลที่หลายคนจะบอกคุณว่า พลังที่แท้จริงของมนุษย์ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกไงล่ะ!

ตัวอย่างแรก - เวลาไฟใหม้ หลายๆ คนจะสามารถยกของหนักกว่าตัวมากๆ แล้ววิ่งได้สบายๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าไฟไม่ไหม้จะทำไม่ได้ เพราะกลไกการออกแรงนั้นอยู่ในจิตใต้สำนึก พวกเขาจึงบังคับมันไม่ได้

ตัวอย่างที่สอง - บางทีเรารับรู้อนาคตอย่างเลือนรางสุดๆ จนใช้อะไรไม่ได้ นั่นเป็นเพราะความสามารถในการหยั่งรู้และอำนาจจิตอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่ในจิตใต้สำนึก
ตัวอย่างที่สาม - ไอเดียหรือความรู้บางอย่างที่ไม่มีใครคิดได้มาก่อน จริงๆ แล้ว ไอเดียเหล่านั้นมีอยู่มากมายในจิตใต้สำนึก แต่เรามองไม่เห็นมันจึงไม่สามารถคิดเรื่องนั้นได้
นั่นคือ ถ้าเราขยายจิตใต้สำนึกออกไปมากพอ เราจะรับรู้และมีโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ มากกว่าเดิม

สัญชาติญาน ...
ใน บางสถานการณ์ เรามักทำอะไรที่เราไม่เคยทำได้โดยไม่รู้ตัว เช่นวิ่งหนีอะไรบางอย่างด้วยความเร็วและความอดทนราวกับนักกีฬาตัว จริง..เพราะตกใจ! หรือบางครั้ง เวลาที่เราต้องเลือกอะไรสักอย่าง เราอาจรู้สึกเหมือนต้องเลือกสิ่งของชิ้นหนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ และพบภายหลังว่า นั่นเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดแล้ว จริงๆ แล้วตลอดเวลาทีเราใช้ชีวิต จิตของเราได้เก็บข้อมูลและเรียนรู้สิ่งต่างๆ 

ตลอดเวลา เพื่อให้เราเอาตัวรอดจากอันตรายได้ทันโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด โดยที่การตอบสนองต่ออันตรายนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ นั่นคือ ต่อให้เราไม่รู้และไม่ได้สั่ง มันก็ยังทำงาน ใช่แล้วไม่รู้และไม่ได้สั่ง มันก็ถือเป็นจิตใต้สำนึก และแท้ที่จริงข้อมูลและทักษะมหาศาลตั้งแต่การกะพริบตาไปจนถึงการรักษาด้วย พลังจิตและพลังอื่นๆ อีกมาก ได้ถูกบันทึกไว้ในส่วนของสัญชาติญาน แต่มันอยู่ในจิตใต้สำนึก เพราะอะไรน่ะหรือ? มันก็เหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับมือใหม่นั่นแหละ อะไรที่เราไม่จำเป็นต้องสนใจเขาก็ทำมาให้เป็นค่าอัตโนมัติก่อน ไว้ถ้าเราชำนาญเมื่อไหร่ค่อยดัดแปลงเอา ไม่งั้นปรับมั่วมันจะพังเอาน่ะสิ

การปรับเปลี่ยนระดับจิตใต้สำนึก ...
บอก ตามตรงว่าจริงๆ แล้ว วิธีการฝึกเพื่อเปลี่ยนระดับจิตใต้สำนึกนั้นมีเป็นพันครับ และแต่ละวิธีก็เหมาะกับแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลา ไม่มีวิธีไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุด คุณต้องลองเอง หลักการก็ง่ายๆ การจะฝึกวิ่ง ก็คือวิ่ง การจะฝึกการรับรู้ ก็คือรับรู้
นี่เป็นตัวอย่างบางวิธีครับ

1. เวลาที่เราเข้าไปในสถานที่ใหม่ๆ หรือพบคนใหม่ๆ พยายามสัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเรา ความรู้สึกบางอย่างออกมาจากสถานที่หรือบุคคลที่เราติดต่อด้วย

2. ถ้าว่าง จัดท่าทางให้สบาย ทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย ไม่จำเป้นต้องหลับตา หายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ ยาวๆ นับจังหวะหายใจเข้าและออกให้เท่ากัน ความยาวไม่สำคัญเท่าจังหวะ ต้องให้สม่ำเสมอเท่ากันทั้งเข้าออก ถ้าจะเปลี่ยนความยาวก็ต้องเปลี่ยนให้เท่ากันด้วย ทำแบบนี้ไปสักพัก จะรู้สึกสบาย จิตจะละเอียดขึ้น กำหนดจุดสนใจไปที่ลมหายใจ ตัดความสนใจเรื่องอื่นๆ ออกไป จากนั้นขยายออกไปทั่วตัว สัมผัสการเคลื่อนไหวภายใน ลมหายใจ ปอด แรงสะเทือน ฯลฯ ขยายออกไปอีก สัมผัสอากาศรอบๆ ตัว รอบๆห้อง และขยายออกไปอีกถ้าทำได้ แน่นอน เราต้องรู้สึกถึงสิ่งที่อยู่ในขอบเขตนั้นด้วย ไม่ว่าอะไรที่มีอยู่ในนั้นแม้เล็กน้อย เราต้องรู้สึกมันทุกรายละเอียด เพียงแค่รับรู้เฉยๆ อย่าไปวุ่นวายตัดสินหรือคิดอะไรต่อเนื่อง ระหว่างที่ทำแบบนี้ จะมีความคิดหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แรกๆ เราจะควบคุมมันไม่ได้ อย่าซีเรียสครับ มันควรจะเป็นแบบนั้น แต่ที่จะต้องทำให้ได้คือ ดูมัน ว่ามันเป็นความคิดหรือความรู้สึกอะไร และที่สำคัญ อย่าไปตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี สำรวจมันอย่างธรรมชาติ การสำรวจความจิตและความคิดในขณะที่มันทำงานโดยอิสระเป็นจุดสำคัญของแบบฝึก นี้ ขอให้ฝึกจนชำนาญ แบบฝึกนี้จะเป็นพื้นฐานให้กับแบบฝึกหลังๆ ครับ

สรุป
1. จิตสำนึก คือขอบเขตที่เรารับรู้ได้ ซึ่งไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับระดับของจิต
2. ในจิตใต้สำนึก มีสิ่งต่างๆ ซ่อนอยู่มากมายรอให้เราค้นพบและเล่นกับมัน
3. โดยธรรมชาติ เราจะไม่ได้สัมผัสและควบคุมจิตใต้สำนึกตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
4. การฝึกเปลี่ยนระดับจิตใต้สำนึก มีหลักการง่ายๆ แค่ตั้งใจรับรู้และสังเกตรายละเอียดของสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการฝึก โดยเริ่มฝึกจากการฝึกสังเกตความรู้สึกนึกคิดของเราเอง

ที่มา: http://fantasiastory-th.blogspot.com/2007_10_01_archive.html

เรื่องราวพลังแห่งจินตนาการ ทั้งที่พิสูจน์ได้และไม่ได้ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

พลังจิต คืออะไร ? / Psychic Power ? ... 
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยรู้จักหรือใช้พลังจิตมาก่อน พลังจิตเป็นสิ่งลี้ลับที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้ นอกจากผู้ที่มีการฝึกจิต (แบบที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางทำได้) จนแก่กล้าแล้วเท่านั้นจึงใช้พลังจิตได้

หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูสร้าง “แมงกะพรุนเทียม” ที่รู้วิธีว่ายน้ำ
     นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูและซิลิโคนสร้าง “แมงกะพรุน” เลียนแบบที่รู้วิธีว่ายน้ำ เป้าหมายเพื่อสร้างแบบจำลองสำหรับศึกษากายวิภาคของหัวใจ เพร...
  • เผยเทปลับเมืองบนดวงจันทร์ จากโครงการ apollo 20
    โครงการ apollo หลายคนคิดว่ามีไม่ถึง apollo 20 (เพราะออกข่าวถึงแค่โครงการ apollo17) แต่ทางรัฐบาลได้ปิดบังความลับไว้ ว่า โครงการ Apoll...
  • นักบินหรือพระเจ้า
    ในราวปี 1930 นักบินชาวอเมริกันและออสเตรเลีย ได้รับภารกิจให้เป็นทีมสนับสนุนการสำรวจป่าลึกแห่งหนึ่งในนิวกีนี พวกเขาต้องทำการบินเพื่อลงจอดบนเกา...
  • นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าประสิทธิภาพคงเดิม
    แบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่า รองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ (บีบีซีนิวส์)        นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าของขนาดเดิมแต่ป...
  • คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1
    คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1 บทนำ ฉันรับรองว่าเรื่องราวที่ว่ามานี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่นิ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld