
พิพิธภัณฑสถานแห่งอียิปต์ ในกรุงไคโร กำลังจัดแสดงปูมบันทึกด้วยตัวอักษรเฮียโรกลิฟิค (อักษรภาพ) บนกระดาษปาปิรัส ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบกันมาในอียิปต์ มีอายุถึง 4,500 ปี ที่สำคัญก็คือ ปูมบันทึกดังกล่าวนี้ยังบันทึกรายละเอียดบางส่วนของการสร้างมหาปิรามิดแห่งกิซา ไว้อีกด้วย
มหาปิรามิดแห่งกิซา สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ฟาโรห์ คุฟู ซึ่งครองบัลลังก์ระหว่าง 2,551 ปีก่อนคริสตกาลเรื่อยมาจนกระทั่งถึง 2,528 ปีก่อนคริสตกาล ที่ได้ชื่อว่ามหาปิรามิด เนื่องจากเป็นปิรามิดขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปิรามิดทั้งสามบนที่ราบกิซา
ในปูมบันทึกเก่าแก่ดังกล่าวระบุเอาไว้ว่า “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” นี้เมื่อแรกสร้างเสร็จนั้นสูง 146 เมตร ในปัจจุบันมหาปิรามิดสูงเพียง 138 เมตรเท่านั้น
ปูมบันทึกอายุ 4,500 ปีดังกล่าวถูกค้นพบโดยปิแอร์ ทัลเลต์ นักอียิปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัยปารีส-ซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส กับ เกรกอรี มารูอาร์ด นักโบราณคดีจากสถาบันโอเรียทัล ของมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2013 บริเวณแหล่งขุดค้นริมทะเลแดง ที่เมือง วาดี-อัล-จาร์ฟ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นท่าเรือที่เก่าแก่ที่สุดของอียิปต์ เก่าแก่กว่าท่าเรืออื่นๆ ที่เคยมีการค้นพบไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี
ในรายงานรายละเอียดการค้นพบทางโบราณคดีของนักวิชาการทั้งสองซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2014 ระบุว่า ค้นพบปูมบันทึกดังกล่าวในตัวอาคารซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของคลังเก็บของของท่าเรือดังกล่าว ที่อยู่ห่างเข้ามาจากริมทะเลเพียง 200 เมตร ม้วนกระดาษปาปิรัสที่พบมีจำนวนหลายร้อยชิ้น แต่ที่มีสภาพดีเกือบสมบูรณ์มีอยู่เพียง 10 ชิ้น
ในแหล่งเดียวกันนี้ ยังค้นพบเศษซากเรือเก่า สมอเรือยุคโบราณ และปมเชือกที่ใช้กันอยู่ในยุคนั้น

ส่วนหนึ่งของบันทึกเก่าแก่ พูดถึงการที่ส่วนกลางจัดส่งอาหาร ซึ่งหลักๆ แล้วเป็น “ขนมปังและเบียร์” มายังท่าเรือแห่งนี้สำหรับคนงานซึ่งจะออกเรือต่อไป แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดของการสร้างมหาปิรามิด ซึ่งเนื้อหาบ่งบอกว่าเขียนไว้โดย เมอเรอร์ ผู้ทำหน้าที่เป็น “ผู้ตรวจการณ์” ซึ่ง “รับหน้าที่ดูแลทีมงานประกอบด้วยคนราว 200 คน” ในการก่อสร้างดังกล่าว
ปูมบันทึกดังกล่าวเขียนไว้เป็นเหมือนการบันทึกเหตุการณ์ตามตารางเวลา โดยใช้อักษรเฮียโรกลิฟิคสองแถวต่อการบันทึกเหตุการณ์หนึ่งวัน ซึ่งศาสตราจารย์ทัลเลต์ระบุว่า ช่วยให้สามารถติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างได้ต่อเนื่องไปนานราว 3 เดือน
เนื้อหาเป็นการบันทึกถึงกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างมหาปิรามิด รวมถึงงานที่ทำในเหมืองหินปูน ที่อยู่ในอีกฟากหนึ่งของลำน้ำไนล์
ตามปูมบันทึกของเมอเรอร์ ระบุเวลาเอาไว้ว่าเป็นปีที่ 27 ในรัชสมัยของฟาโรห์คุฟู และบอกว่ามหาปิรามิดกำลังใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว งานที่เหลือส่วนใหญ่จะอยู่ที่การทำ “เคสซิง สโตน” หรือแท่งหินปูนขนาดใหญ่ที่ด้านหนึ่งเรียบอีกด้านลาดเอียง สำหรับใช้ปิดคลุมด้านนอกของปิรามิด
ตามข้อมูลในปูมบันทึก แท่งหินปูนสีขาวที่ใช้เป็น “เคสซิง สโตน” นี้ จัดทำขึ้นที่เหมืองในเมืองทูรา ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้กับกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ จากนั้นก็นำขึ้นเรือล่องมาตามลำน้ำไนล์ และคลองสาขา ในปูมยังบอกไว้ด้วยว่า เรือขนแท่งหินดังกล่าวจากทูรามายังจุดก่อสร้างมหาปิรามิดนั้นใช้เวลา 4 วัน
ในบันทึกกล่าวไว้ด้วยว่าการก่อสร้างในปีที่ 27 ในรัชสมัยฟาโรห์คุฟูนั้น งานก่อสร้างทั้งหมดกำกับดูแลโดยวิเซียร์ อันคาฟ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของฟาโรห์ (วิเซียร์ เป็นตำแหน่งข้าราชสำนักระดับสูง รับใช้องค์ฟาโรห์โดยเฉพาะ)
อย่างไรก็ตามนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า ในยุคเริ่มแรกของการก่อสร้างมหาปิรามิดนั้น ผู้ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นบุคคลอื่น เป็นไปได้ว่าจะเป็นวิเซียร์ อีกรายที่ชื่อ เฮมิอูนู
ศาสตราจารย์ทัลเลต์ ชี้ว่า ปูมบันทึกของเมอเรอร์นี้ ถือเป็นบันทึกแรกที่ทำให้ผู้คนยุคหลังได้รับรู้ถึงรายละเอียดของการก่อสร้างมหาปิรามิดแห่งกิซานี้
ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/226103
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายแดเนียล บอนน์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมทีมนักฟิสิกส์ ได้เปิดเผยข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความลับของการสร้างปิรามิดที่เป็นข้อกังขากับข้อสงสัยที่ว่า
เมื่อสมัยพันปีก่อน คนยุคโบราณสามารถเคลื่อนย้ายแท่งหินทรายขนาดยักษ์ได้อย่างไร ซึ่งทีมนักฟิสิกส์เผยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ ความซับซ้อนแต่อย่างใด เพราะมีการเขียนระบุบนภาพฝาผนังภายในปิรามิดของสุสานโบราณของจีฮูตีโฮเตป ฟาโรห์แห่งอียิปต์ ซึ่งอยู่ในช่วง 1900 ปีก่อนคริสตกาล
ภาพเขียนดังกล่าวได้รับการตีความที่ผิดๆ ทำให้ไม่สามารถไขความลับได้สักที ซึ่งทีมฟิสิกส์เผยว่า ในภาพเป็นผู้ชายอียิปต์ 172 คน กำลังลากเชือกยาวผูกติดกับสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ และมีผู้ชายคนหนึ่งคอยเทบางอย่างลงสู่พื้น ซึ่งทีมวิจัยชี้ว่า น่าจะเป็นน้ำ เนื่องจากน้ำช่วยลดการเสียดสีระหว่างวัตถุกับพื้นทรายได้และสามารถทำให้ของหนักๆเคลื่อนไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น
โดยภาพนี้ถูกนักอียิปต์วิทยาตีความว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่พิธีกรรมอย่างหนึ่ง แต่ทีมนักฟิสิกส์มองว่า มันช่วยไขปริศนาเรื่องนี้ได้ ซึ่งทางทีมนักฟิสิกส์ได้ทดลองราดน้ำลงไปบนทรายแล้วลากวัตถุ ซึ่งก็พบว่ามันสามารถทำให้เคลื่อนที่ไปได้อย่างดี โดยสิ่งนี้เป็นภูมิปัญญาและไหวพริบที่น่าทึ่งของชาวอียิปต์โบราณ และเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าเป็นไปได้
ที่มา : MThai News
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
