นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเราเพิ่มอีก 8 ดวง นาซาเผยสองดวงส่อลักษณะคล้ายโลก คาดอาจมีน้ำ หรือกระทั่งสิ่งมีชีวิต
เมื่อวันอังคาร เฟอร์กัล มัลลัลลี แห่งสถาบันเคปเลอร์ นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมประจำปีของสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน ในเมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ว่า ดาวเคราะห์สองในแปดดวงที่เพิ่งค้นพบ โคจรห่างจากดาวฤกษ์ศูนย์กลางในระยะห่างที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
.jpg)
@ ภาพวาดแสดงดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ
สองดวงนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับโลกมากกว่าดาวเคราะห์นอกระบบดวงใดๆ คาดว่ามีพื้นผิวเป็นหินแข็ง ลอยดวงใน “เขตโกลดิล็อก” ทำให้ทั้งสองดวงมีอุณหภูมิไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัด จึงเป็นไปได้ว่าจะมีน้ำ และอาจมีสิ่งมีชีวิต
“เราเข้าใกล้การค้นพบฝาแฝดของโลกเข้าไปทุกทีแล้ว ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะสองดวงนี้นับว่ามีลักษณะคล้ายโลกมากที่สุดเท่าที่เคยพบ”
ดาวเคราะห์นอกระบบแปดดวงล่าสุดนี้ ค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ นับแต่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2552 กล้องเคปเลอร์ได้ส่องมองดาวฤกษ์แล้วกว่า 150,000 ดวง เพื่อค้นหาดาวเคราะห์อื่นๆนอกระบบสุริยะของเรา
ล่าสุด กล้องเคปเลอร์พบวัตถุที่รอการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นดาวเคราะห์รวม 4,175 ดวง หลังจากเพิ่งยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 1,000 ไปเมื่อเร็วๆนี้
.jpg)
@ นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา 8 ดวง ในจำนวนนี้ มี 2 ดวงคล้ายกับโลก
นาซาแถลงว่า ดาวเคราะห์ที่เพิ่งค้นพบเหล่านี้ มีสามดวงโคจรห่างจากดาวฤกษ์ในระยะที่เอื้อต่อการมีน้ำในสภาพของเหลวบนพื้นผิว โดยเฉพาะสองดวงนั้นมีเนื้อสารเป็นหินเหมือนกับโลก
ดวงแรกมีชื่อว่า เคปเลอร์-438บี อยู่ห่างจากโลก 470 ปีแสง โคจรรอบดาวฤกษ์ทุกๆ 35 วัน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าโลก 12% มีโอกาส 70% ที่จะมีเนื้อเป็นหิน
ดวงที่สอง เรียกว่า เคปเลอร์-442บี อยู่ห่างออกไป 1,100 ปีแสง มีคาบการโคจร 112 วัน มีขนาดใหญ่กว่าโลกราวหนึ่งในสาม และมีโอกาสสามในห้าที่จะมีมวลเป็นหิน
เดวิด คิปปิง นักวิจัยร่วม ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน บอกว่า ด้วยเหตุที่ดาวเคราะห์เหล่านี้อยู่ห่างไกล จึงยากที่จะยืนยันได้ชัดเจนแน่นอนว่า ดาวเคราะห์ทั้งสองมีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ แต่พูดได้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นเช่นนั้น.
ที่มา :http://news.voicetv.co.th/world/151986.html
____________________
นักวิทยาศาสตร์จัดดาวเคราะห์ยักษ์เข้าจำพวกใหม่ เปรียบเป็น 'ก็อดซิลลา' เมื่อเทียบกับโลกของเรา ชี้เป็นการค้นพบที่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับกำเนิดของจักรวาล
เซเวียร์ ดูมัสเกอ แห่งสถาบันฟิสิกดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน บอกกับที่ประชุมของสมาคมนักดาราศาสตร์อเมริกัน ในเมืองบอสตัน ว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ตรวจพบดาวเคราะห์บริวารดวงหนึ่งของดาวฤกษ์เคปเลอร์-10
ดาวเคราะห์ดวงนี้ ถูกตั้งชื่อว่า เคปเลอร์-10ซี มีพื้นผิวเป็นหินแข็งคล้ายโลก แต่มีมวลมากกว่าโลก 17 เท่า และมีขนาดใหญ่กว่าโลก 2.3 เท่า
ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ไม่คาดคิดว่าดาวเคราะห์ที่มีเนื้อเป็นหินจะมีดวงโตถึงขนาดนี้ได้ เพราะดาวเคราะห์ที่มีเส้นรอบวงขนาดนั้นน่าจะสั่งสมก๊าซไฮโดรเจนจนกลายเป็นดาวเคราะห์ก๊าซไป อย่างเช่นดาวพฤหัสบดี
ดิมิทาร์ แซสลอฟ ผู้อำนวยการโครงการศึกษากำเนิดสิ่งมีชีวิตของฮาร์วาร์ด บอกว่า เคปเลอร์-10ซี เปรียบเป็นก็อดซิลลาเมื่อเทียบกับโลก
เคปเลอร์เป็นกล้องสำหรับล่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา ตรวจจับและจัดประเภทวัตถุว่าเป็นดาวเคราะห์หรือไม่โดยดูจากการโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ แต่กล้องตัวนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าวัตถุนั้นมีเนื้อสารเป็นหินหรือก๊าซ
กล้องที่ตรวจวัดมวลของเคปเลอร์-10ซี คือ กล้องพิเศษตัวหนึ่งที่หมู่เกาะคานารี ทำหน้าที่จัดประเภทว่าวัตถุนั้นอยู่ในจำพวกซูเปอร์-เอิร์ธ หรือมินิ-เนปจูน
ดาวเคราะห์จำพวกมินิ-เนปจูน มีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่เล็กกว่าดาวเนปจูนซึ่งเป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีมวลหนาแน่น

@ ภาพแสดงดาวเคราะห์เคปเลอร์-10ซี (ดวงหน้า) ที่มีฉายาว่า 'เมกะ-เอิร์ธ' ขณะเคปเลอร์-10บี ซึ่งเป็นโลกของลาวา โคจรอยู่ใกล้กัน ทั้งสองโคจรรอบดาวฤกษ์ เคปเลอร์-10 ซึ่งคล้ายดวงอาทิตย์
ด้วยเหตุที่เคปเลอร์-10ซี มีความหนาแน่นเกินคาด จึงถูกจัดเป็นดาวเคราะห์จำพวกใหม่
ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์ที่คล้ายดวงอาทิตย์ในทุกๆ 45 วัน บ่งบอกว่าน่าจะมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะอยู่รอดได้
ระบบสุริยะของเคปเลอร์-10 อยู่ห่างจากโลก 560 ปีแสง มีอายุ 11,000 ล้านปี ก่อตัวขึ้นหลังจากปรากฏการณ์บิกแบงไม่ถึง 3,000 ล้านปี
นั่นหมายความว่า วัตถุขนาดใหญ่ที่มีเนื้อสารเป็นหินสามารถก่อตัวขึ้นได้แม้ในเวลานั้นพวกธาตุหนักอย่างซิลิกอนและเหล็กยังมีน้อยมาก จักรวาลในช่วงแรกเริ่มนั้น มีแต่ไฮโดรเจนกับฮีเลียม
แซสลอฟ บอกว่า การค้นพบเคปเลอร์-10ซี บอกเราว่า ดาวเคราะห์ได้ถือกำเนิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยเข้าใจกันมากทีเดียว และถ้ามีหินก็อาจมีสิ่งมีชีวิต.
ที่มา : hxxp://news.voicetv.co.th/
____________________
ภาพจำลองระบบดาวฤกษ์ เคปเลอร์-186 (จุดสว่างด้านซ้าย) และดาวเคราะห์เคปเลอร์-186เอฟ ทางด้านขวา (นาซา/เอเอฟพี)

นักวิทยาศาสตร์ค้นเจอ “ดาวเคราะห์คล้ายโลก” นอกระบบนับพันดวง แต่นาซาออกมายืนยันว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลก และยังอยู่ในโซนที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ อยู่ห่างจากโลกออกไป 500 ปีแสง
ดาวเคราะห์ดังกล่าวมีชื่อว่า เคปเลอร์-186เอฟ (Kepler-186f) ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่นักดาราศาสตร์พบว่ามีขนาดเท่าโลก และยังอยู่เขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ (habitable zone) ซึ่งหมายถึงบริเวณที่ห่างจากดาวฤกษ์ดวงแม่ในระยะที่น้ำจะอยู่ในรูปของเหลวบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์นั้นได้ ถึงแม้จะทราบขนาดของดาวเคราะห์ดวงนี้ แต่เราก็ยังไม่ทราบมวลและองค์ประกอบ อย่างไรก็ดี จากงานวิจัยก่อนหน้านั้นบ่งชี้ว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้น่าจะเป็นดาวเคราะห์หิน
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เผยถึงเรื่องนี้ว่า นักดาราศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler Space Telescope) ค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าว ซึ่งก่อหน้ามีการค้นพบดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้บ้างแล้ว แต่มากถึง 40% ของดาวเคราะห์เหล่านั้นมีขนาดใหญ่กว่าโลกมาก และยังมีงานท้าทายในเรื่องการทำความเข้าใจองค์ประกอบของดาวเคราะห์เหล่านั้นอีก
พอล เฮิร์ตซ์ (Paul Hertz) ผู้อำนวยการแผนกดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่สำนักงานใหญ่ของนาซา กล่าวว่า การค้นพบดาวเคราะห์เคปเลอร์-186เอฟนั้นถือเป็นก้าวสำคัญของการค้นหาดาวเคราะห์ที่คล้ายกับโลกของเรา ซึ่งปฏิบัติการในอนาคตของนาซา อย่างการส่งดาวเทียมสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบจากการผ่านหน้า (Transiting Exoplanet Survey Satellite) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) นั้นจะช่วยให้ค้นพบดาวเคราะห์หินที่อยู่ใกล้ที่เราที่สุด และประเมินองค์ประกอบและสภาพบรรยากาศของดาวเคราะห์ดังกล่าว เพื่อเดินหน้าเสาะหาดาวเคราะห์คล้ายโลกจนพบ
เอลิซา ควินทานา (Elisa Quintana) นักวิจัยจากสถาบันเซติ (SETI Institute) ที่ศูนย์วิจัยเอมส์ (Ames Research Center) ของนาซา ในมอฟเฟตต์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ และเป็นหัวหน้าทีมในการเขียนรายงานวิจัยการค้นพบครั้งนี้ในวารสารไซน์ (Science) กล่าวว่า ตอนนี้เรารู้จักดาวเคราะห ์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาสัยอยู่ นั่นคือ โลก เมื่อเราค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะของเรา สิ่งที่เราพุ่งความสนใจคือการค้นหาดาวเคราะห์ที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับโลก
“การค้นพบดาวเคราะห์ในบริเวณเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้และมีขนาดเทียบเท่ากับโลกนั้น เป็นก้าวที่สำคัญ” ควินทานากล่าว
สำหรับเคปเลอร์-186เอฟ นั้นเป็นประชากรดาวเคราะห์ในระบบดาวฤกษ์เคปเลอร์-186 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกออกไป 500 ปีแสง ในตำแหน่งกลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) เมื่อมองจากพื้นโลก ระบบดาวฤกษ์ดังกล่าวยังประกอบด้วยดาวเคราะห์อีก 4 ดวง และเป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดและมวลเป็นครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์เรา
ระบบดาวฤกษ์เคปเลอร์-186 นี้ถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์แดง (red dwarf) หรือดาวเคราะเอ็ม (M dwarf) ซึ่งเป็นประเภทของดาวฤกษ์ที่มีอยู่มากกว่า 70% ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา โดย ควินทานา ให้ความเห็นว่าว่า ดาวเคราะห์เอ็มนั้นเป็นดาวฤกษ์ที่มีอยู่นับไม่ถ้วน และสัญญาณแรกของสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นในกาแล็กซีของเราอาจจะมาจากระบบดาวฤกษ์ที่ว่านี้
เคปเลอร์-186เอฟใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ดวงแม่ในแต่ละรอบนาน 130 วัน และได้รับพลังงานจากดาวฤกษ์ที่โคจรรอบคิดเป็น 1 ใน 3 ของพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ ทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้ยิ่งอยู่ใกล้ตำแหน่งขอบนอกของเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ หากเราไปยืนอยู่บนพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อดาวฤกษ์อยู่ในตำแหน่งตอนเที่ยงวัน ความสว่างของดาวฤกษ์จะเทียบเท่าความสว่างของดาวอาทิตย์ที่ปรากฏก่อนลับขอบฟ้า 1 ชั่วโมง
ส่วน โธมัส บาร์เคลย์ (Thomas Barclay) นักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมรอบอ่าวที่ศูนย์วิจัยเอมส์ ซึ่งรวมค้นพบดาวเคราะห์นี้ด้วย ให้ความเห็นว่า การที่ดาวเคราะห์อยู่ในเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ไม่ได้หมายความว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะเป็นแหล่งอาศัยอยู่ได้ อุณหภูมิบนดาวเคราะห์นั้นขึ้นอยู่กับประเภทของบรรยากาศที่ดาวเคราะห์ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเคปเลอร์-186เอฟเป็นญาติห่างๆ ของโลก มากกว่าจะเป็นคู่แฝดของโลก แต่ก็มีคุณสมบัติหลายด้านที่คล้ายคลึงกับโลก
ส่วนดาวเคราะห์ในระบบอีก 4 ดวงที่เหลือ คือ เคปเลอร์-186บี, เคปเลอร์-186ซี , เคปเลอร์-186ดี และเคปเลอร์-186อี จะโคจรรอบดาวฤกษ์ทึ่อยู่ใจกลางระบบเป็นระยะเวลา 4 วัน, 7 วัน, 13 วัน และ 22 วันตามลำดับ ทำให้ดาวเคราะห์ในระบบที่เหลือเหล่านี้ร้อนเกินกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่แบบเรารู้จักอาศัยอยู่ได้ โดยดาวเคราะห์วงในทั้ง 4 ดวงนี้มีขนาดน้อยกว่าโลก 1.5 เท่า
ก้าวต่อไปในการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ดาวอื่นคือการค้นหาดาวคู่แฝดของโลกจริง คือเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าโลกและโคจรอยู่ในเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ รอบดาวฤกษ์ที่เหมือนดวงอาทิตย์ของเรา และวัดค่าองค์ประกอบทางเคมีของดาวเคราะห์นั้น
สำหรับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์นั้นเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่วัดความสว่างของดาวฤกษ์มากกว่า 150,000 ดวง ได้อย่างต่อเนื่องพร้อมๆ กัน และเป็นปกิบัติการแรกของนาซาในการค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกที่โคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ของเรา ส่วนศูนย์วิจัยเอมส์ก็มีส่วนในการพัฒนาระบบภาคพื้นสำหรับกล้องเคปเลอร์ รวมถึงควบคุมภารกิจ และวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ขณะที่สถาบันเซติเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไร ที่อุทิศตัวให้แก่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาและเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน โดยภารกิจของเซติคือการสำรวจ ทำความเข้าใจ และอธิบายถึงกำเนิดของธรรมชาติและความดาษดื่นของสิ่งมีชีวิตในเอกภพ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการค้นพบครั้งนี้อีกหลายองค์กรที่ทำงานร่วมกับนาซาในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะ
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000043390
____________________
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักดาราศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้ค้นพบดาวดวงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากระบบสุริยะของดาวโลกราว 40 ปีแสง เป็นดาวที่มีน้ำมหาศาล แต่อุณหภูมิสูงถึง 280 องศาเซลเซียส แม้จะมีชั้นบรรยากาศที่มีน้ำอยู่เต็มเปี่ยม แต่น้ำกลับอยู่ในรูปแบบของพลาสมาบริเวณล่างสุดของชั้นบรรยากาศ
ทั้งนี้ดาวดวงนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลกถึง 6 เท่า แต่กลับมีความหนาแน่นน้อยกว่าโลกถึง 3 เท่า อีกทั้งจากการสำรวจยืนยันได้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจัด อีกทั้งระยะห่างจากดาวฤกษ์ของดาวดวงนี้ก็มากถึง 70เท่าของระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์และโลก ทำให้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์เท่ากับ 38 ชั่วโมงเท่านั้น
ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/275943.html
____________________
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซ่า ประกาศค้นพบดาวเคราะห์ 2 ดวงใหม่ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับชีวิตบางรูปแบบจะเจริญเติบโต
วิลเลี่ยม โบรัคกี้ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯเปิดเผยว่า นาซ่าค้นพบดาวสอง ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุด ซึ่งดาวทั้งสองดวงนี้มีชื่อเรียกว่า ดาว Kepler-62-e และดาวKepler-62-f โดยดาวทั้งสองดวงโคจรรอบดาวดวงเดียวกัน คือ ดาวแคระสีส้มดวงหนึ่ง และอยู่ติดกัน โดยอยู่ใกล้กันกว่าที่โลกอยู่ใกล้กับดาวอังคาร
ดาวKepler-62-eและKepler-62-fมีความกว้างกว่าโลกเล็กน้อย ดาว Kepler-62-eมีอุณหภูมิร้อนกว่าเล็กน้อย เหมือนกับอุณหภูทิที่ฮาวาย ขณะที่ดาว Kepler-62-fจะมีอุณหภูมิเยือกเย็นกว่าเล็กน้อย เหมือนกับรัฐอะแลสก้า ของสหรัฐฯ โดยนักวิทยาศาสตร์ดาวทั้ง2 ที่ถูกค้นพบใหม่ เหมาะสำหรับชีวิตบางรูปแบบจะเจริญเติบโต
ที่มา : http://morning-news.bectero.com
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
โดยองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เปิดเผยผลการค้นพบนี้ ระหว่างการประชุมสมาคม
ดาราศาสตร์อเมริกันครั้งที่ 221ที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์คู่ขนาดเท่าโลก โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์เหมือนกับดวงอาทิตย์ แต่ไม่คาดว่าจะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต
นักดาราศาสตร์มีการค้นพบดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ชื่อว่า Kepler-22b เป็นครั้งแรก ซึ่งโคจรอยู่รอบๆดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่คล้ายๆกับดวงอาทิตย์ ห่างจากโลกออกไป 600 ปีแสง ด้วยความที่เป็นสีน้ำเงิน บอกเป็นนัยว่า นั่นคือมีพื้นผิวที่เป็นแหล่งน้ำ สามารถดำรงชีพได้ หรือเป็นเขตเอื้ออาศัยไม่ร้อนหรือไม่หนาวเย็นจนเกินไป
ทั้งนี้ ทางนาซ่ามีการเปิดเผยว่า หลายปีที่ผ่านมามีการค้นพบดาวดวงใหม่ ที่เปรียบเสมือนโลกแห่งใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ แต่การค้นพบดาวเคราะห์สีน้ำเงินในครั้งนี้ เป็นความหวังมากทีเดียวสำหรับมนุษย์ที่จะเห็นสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ มันมีขนาดใหญ่ ประกอบกับมีพื้นหิน อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 72 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 21 องศาเซลเซียส ซึ่งจะมีภูมิอากาศคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิ
ภาพเปรียบเทียบวงโคจรของ Kepler-22b กับระบบสุริยะของโลก ในเขตเอื้ออาศัยที่มีความคล้ายคลึงกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของหิน ก๊าซ หรือของเหลว แต่อลัน บอส หนึ่งในทีมนักวิจัย จากสถาบันคาร์เนกี้ กล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้จะถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร The Astrophysical ว่าเป็นการค้นพบครั้งแรกที่มีความเป็นไปได้ว่า มนุษย์จะสามารถอาศัยอยู่ได้

ที่มา : Mthai News
____________________
เครดิต :
________________________________
ดวงจันทร์ไททันมีสภาพหลายๆ อย่างความคล้ายคลึงกับโลกในยุคแรกๆ (ภาพประกอบทั้งหมดจากบีบีซีนิวส์)
ข่าวคราว การค้นพบโลกใบใหม่ ช่วงนี้มาถี่ๆ พอๆกับเรื่อง UFO เลย
น่าแปลกใหม่...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ว่า กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ของสำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือองค์การนาซา สามารถค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ล่าสุดในจักรวาล โดยเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ถึง 2 ดวง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ว่า กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ของสำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือองค์การนาซา สามารถค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ล่าสุดในจักรวาล โดยเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ถึง 2 ดวง
ทีมนักดาราศาตร์ ค้นพบดาวเคราะห์ 50 ดวง เป็น "ซูเปอร์ เอิร์ธ" มากถึง 16 ดวง โดยดวงที่น่าสนใจสุด ใหญ่กว่าโลก 3.6 เท่า ห่างออกไป 35 ปีแสง คาดมีน้ำและสามารถเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตได้...
ความลึกลับของเด็กสองคนที่มีผิวกายสีเขียว ถูกยึดถือเป็นข้อพิสูจน์เรื่องมิติที่สี่ โดยนักวิจัยทางวิญณาญและภูตผีปีศาจ นิยายปรัมปราก็ดี การถือโชคลางก็ดี และการบิดเบือนความจริงก็ดี อาจจะบดบังความจริงเสีย แต่ข้อเท็จจริงยังคงมีอยู่ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งอุบัติขึ้นที่เชิงเขาประเทศสเปน วันหนึ่งในค.ศ. 1887
บ่ายวันหนึ่งแห่งเดือนสิงหาคม ค.ศ.1887 เด็กสองคนจูงมือกันเดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่งที่เชิงผาใกล้หมู่บ้านบานโฮเซ ในประเทศสเปน เข้าไปในนาซึ่งคนงานกำลังเก็บเกี่ยวกันอยู่ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราว 90 ปีมาแล้วก็จริง แต่ก็มีผู้ที่มีชีวิตอยู่หลายคนซึ่งยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ไม่ต้องสงสัยเลย อาจมีการเล่าเกินความจริงไปบ้าง และอาจบิดเบือนความจริงไปบ้างก็ได้ แต่ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลฐานของเรื่องนี้ที่รู้สึกว่าไม่สามารถโต้แย้งได้ก็คือ เด็กสองคนนั้นเดินออกมาจากปากถ้ำอย่างปราศจากอาการหวาดกลัวจริงๆ ทั้งสองคนพูดภาษาที่แปลกและกระท่อนกระแท่น กับทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็ประกอบด้วยวัสดุที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
และที่ประหลาดที่สุดก็คือ...ผิวกายเป็นสีเขียวขจี นับเป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ ปราศจากเหตุผลแต่ก็ไม่ต้องการคำอธิบาย แม้กระนั้นนักวิจารณ์เกี่ยวแก่ภูตผีปีศาจก็ปักใจเชื่อว่า บางทีอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่มีคุณค่าที่สุดเท่าที่พวเขาเคยได้รับเกี่ยวแก่มิติที่สี่ โลกซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับโลกของเรา เป็นแดนสนธยาซึ่งเด็กสองคนนั้นรอดพ้นออกมาได้ จะด้วยวิธีหนึ่งวิธีใดก็ตาม
ทฤษฎีก็คือว่า เด็กสองคนนี้ตกเข้าไปในของเหลวหรือก๊าซในอวกาศ เหมือนดังคนที่ตกลงไปในโพรงน้ำแข็งและไม่สามารถกลับออกมา จึงได้เข้าไปสู่ที่ราบของมิติที่สาม แล้วเลยเข้าไปในมิติที่สี่ และไม่สามารถกลับมาได้
ประหลาดมหัศจจรย์หรือ? อาจเป็นไปได้ แต่ในบรดาทฤษฎีทั้งหมดที่นำมาพิจารณาเกี่ยวแก่การปรากฏตัวของเด็กที่ผิวกายสีเขียวนี้ ก้เป็นทฤษฎีเดียวเท่านั้นที่พอจะนำมาอธิบายได้เป็นซ้ำสอง
ในไม่ช้า หลังจากปรากฏการณ์นี้ นักบวชรูปหนึ่งเดินทางจากบาร์เซโลนาเพื่อทำการสอบสวน นักบวชรูปนั้นได้เห็นเด็กทั้งสอง และได้ซักถามประจักษ์พยาน และต่อมาก็ได้เขียนรายงานขึ้นไว้ ความว่า
“อาตมาประหลาดใจมากที่มีประจักษ์พยานรู้เรื่องมากมาย จนต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจ และคลี่คลายได้ด้วยอำนาจแห่งสติปัญญา”
พวกชาวนาที่เกี่ยวข้าวกำลังพักผ่อนรับประทานอาหารกลางวันกันอยู่ เมื่อเด็กประหลาดคู่นั้นปรากฏตัวขึ้นที่ปากถ้ำบนเชิงเขา ทั้งสองมีอาการเงอะงะร้องไห้โฮออกมาอย่างเปิดเผย และที่ประหลาดมากก็คือทั้งสองคนมีผิวกายสีเขียวเข้ม
ด้วยความไม่เชื่อ คนทำงานพากันวิ่งกรูเข้าไปหาเด็กสองคนนั้น ฝ่ายเด็กก็ตื่นตกใจและออกวิ่ง ผู้คนเลยแตกตื่นวิ่งไล่ตาม ในที่สุดก็ตามทันและจับตัวไว้ได้นำไปที่หมู่บ้าน
ทั้งสองคนถูกนำตัวไปที่บ้านของริคาร์โด ดา คาลโน ผู้ซึ่งเป็นทั้งนคราภิบาล และเจ้าของที่ดินคนสำคัญของหมู่บ้าน
ดา คาลโนพยายามพูดจากับเด็กคู่นั้น ส่วนตนอื่นๆ โผล่หน้าต่างดู เขาจับมือขวาของเด็กผู้หญิงยกขึ้นดู ปรากฏว่าสีเขียวติดแน่น จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อของผิวกายอย่างไม่ต้องสงสัย
เด็กคนนั้นดึงมือกลับ แล้วร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เจ้าของบ้านจัดอาหารมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเด็กทั้งสอง แต่เด็กก็ไม่รับประทาน หยิบขนมปังขึ้นมาถือไว้แล้วหยิบผลไม้ แต่ก็เพียงมองดูด้วยความแปลกใจ ไม่ยอมเอามันเข้าไปใกล้ปาก
ดา คาลโนพยายามสังเกตดูรูปร่างของเด็กทั้งสอง แม้ว่าจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ใกล้ไปทางเผ่าพันธุ์นิกรอยด์เล็กน้อย นัยน์ตากลมเหมือนผลมะนาว และลึก
เด็กทั้งสองพักอยู่ในบ้านนั้น 5 วัน ไม่กินอะไรเลยจนสังเกตเห็นได้ว่าอ่อนเพลีย ไม่ทราบว่าอาหารอะไรจึงจะเป็นที่พึงใจเขาทั้งสอง
มีรายงานฉบับหนึ่งกล่าวว่า “ได้มีการนำเอาถั่วที่ตัดหรือเด็ดจากต้นเข้ามาในบ้าน ปรากฏว่าเด็กทั้งสองกรากเข้าหยิบเอาไปฉีกอย่างตะกรุมตะกราม แต่ไม่ยักฉีกที่ฝัก กลับไปฉีกที่ลำต้น คงเข้าใจว่าเม็ดถั่วอยู่ในโพรงลำต้น
“เมื่อไม่พบอะไร เด็กทั้งสองก็ตั้งต้นร้องไห้อีกครั้งแล้วใครคนหนึ่งจึงฉีกฝักถั่วให้ดู เมื่อนั้นแหละ ทั้งสองจึงดีใจมาก และกินถั่วเข้าไปตั้งมากมาย และตั้งนั้นมาก็ไม่ยอมแตะต้องอาหารอื่นใดอีกเลย”
แต่การอดอาหารมาหลายวันดูเหมือนจะเป็นอันตรายแก่เด็กทั้งสองนั้นอย่างร้ายแรง ทั้งๆที่ได้กินถั่วแล้วเด็กผู้ชายก็อ่อนเพลียลงเรื่อยๆ จนในที่สุดได้ถึงแก่กรรมลง หลังจากมาที่ปรากฏตัวได้ที่นั่นหนึ่งเดือน ศพของเขาก็ได้ถูกฝังไว้ในสุสานของหมู่บ้าน
อย่างไรก็ตามส่วนเด็กหญิงกลับแข็งแรงดี และทำหน้าที่เป็นคนรับใช้อยู่ในบ้านของ ดา คาลโน ผิวกายที่เป็นสีเขียวค่อยๆจางลง และเป็นคนแปลกประหลาดของหมู่บ้านน้อยลง หลังจากนั้น 2-3 เดือนเธอก็พูดภาษาสเปนได้บ้าง จึงสามารถให้ถ้อยคำชี้แจงแก่ดา คาลโนได้ถึงเรื่องราวในการมาของเธอ แต่แม้กระนั้นก็ยังทำให้ความลึกลับที่มีอยู่แล้วกลับมีมากยิ่งขึ้น
เธอบอกว่าเธอมาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีมีพระอาทิตย์ขึ้น และมีแสงสนธยาอยู่เสมอเป็นนิจ “มีดินแดนที่มีแสงสว่างแลเห็นอยู่ห่างไกลจากเรา แต่ถูกสกัดกั้นโดยธารน้ำที่กว้างมาก” เธอบอก
ต่อคำถามที่ว่าทั้งสองคนมาสู่พิภพของเราได้อย่างไร เธอตอบได้แต่เพียงว่า “มีเสียงหนึ่งดังมากขึ้น และเสียงนั้นเองที่ตรึงจิตใจของเรา เราจึงมาตามเสียงนั้นและได้พบตัวเองมาอยู่ในทุ่งนาที่กำลังมีการเก็บเกี่ยว”
นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดที่เธอเล่าให้ฟัง และบางทีเธออาจทราบทั้งหมดเพียงเท่านั้นเอง เด็กผู้หญิงมีวิตอยู่อีกห้าปี แล้วเธอเองก้ตายตามไปอีกคนนึ่ง ศพของเธอถูกฝังไว้เคียงข้างกับศพพี่(หรือน้อง) ชายของเธอ
นับเป็นเรื่องราวที่ประหลาดมหัศจรรย์ มันเป็นเรื่งปรัมปราที่เล่ากันมาในอดีต เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงหรือเป็นเรื่องที่เล่ากันให้แปลกและตื้นเต้นสืบต่อกันมาลายชั่วคนกระนั้นหรือ?
แต่ถึงอย่างไร เอกสารต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่พร้อมด้วยถ้อยคำให้การของบรรดาประจักษ์พยาน ที่ได้สาบานตนว่าจะพูดความจริงและล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ได้สัมผัสเนื้อตัวมนุษย์ประหลาดซึ่งจูงมือกันเดินออกมาจากโพรงในพื้นดินทั้งสิ้น
มีทฤษฏีหลายอย่างที่เกี่ยวแก่เรื่องนี้ อาทิเช่น เด็กนั้นอาจมาจากดาวอังคาร ดวงดาวซึ่งเย็นลงแล้วและที่เชื่อกันว่าพันธุ์ไม้ที่อาจเป็นสีน้ำเงิน หรือสีเขียวขจีเหมือนผิวกายของเด็กทั้งสอง อย่างที่พบในตอนสูงๆของภุเขาแอลป์ส์
แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบถึงสิ่งมีชีวิตที่ใต้พื้นพิภพว่ามีจริงและเคยโผล่ออกมาให้เห็นจากโพลงลึกลงไปในดิน
ที่มา : โลกพิศวง สันตสิริ









