เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมโบราณ แสดงบทความทั้งหมด

หนึ่งในการค้นพบแห่งประวัติศาสตร์!!


การร่วมมือกันของนักสำรวจจากเยอรมนีและอียิปต์ได้ทำให้พวกเขาได้ค้นพบวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์ชิ้นใหม่ ซึ่งพวกเขาคาดเดาว่าวัตถุชิ้นนี้จะมาอายุมากถึง 3,000 ปีเลยทีเดียว

การค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านที่ย่านสลัมอันรู้จักกันในชื่อ Matariya ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยสิ่งที่พวกขุดเจอนั่นก็คือรูปปั้นฟาโรห์ที่มีขนาดสูงถึง 8 เมตร

ภาพของนักสำรวจที่กำลังตรวจสอบชิ้นส่วนของรูปปั้นที่พวกเขาเจอ



ตัวรูปปั้นที่พบเห็นนั้นอยู่ในสภาพแตกหัก มันถูกสร้างด้วยหินควอตไซต์ ซึ่งทำให้พวกเข้าค้นพบรูปปั้นชิ้นอื่นๆ ตามมา และหากสำรวจบริเวณนี้ได้เรียบร้อย รูปปั้นเหล่านี้จะถูกนำไปจัดแสดงใน Grand Egyptian Museum พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่จะสร้างเสร็จในปี 2018

ตรงส่วนนี้น่าจะเป็นฐานที่มีข้อความบ่งบอกถึงอะไรสักอย่าง





หลังจากการสำรวจเบื้องต้น พวกเขาคาดเดาว่ารูปปั้นนี้น่าจะเป็นรูปปั้นของฟาโรห์ Ramses II ซึ่งเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีฟาโรห์มาทุกพระองค์เลยทีเดียว

เชื่อกันว่าเขาเป็นคนสร้าง Heliopolis (และกลายมาเป็น Matariya ในปัจจุบัน) การขุดค้นครั้งนี้ถือเป็นอีกครั้งสำคัญที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ เพราะทำให้พวกเราทราบถึงประวัติศาสตร์อียิปต์มากยิ่งขึ้น

ส่วนตัวของรูปปั้นที่แตกหัก


นอกจากนี้ การขุดค้นอาจจะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในอียิปต์กลับมาบูมอีกครั้ง หลังจากที่ถดถอยลงไปกว่า 6 ปี เพราะปัญหาทางการเมือง สงคราม และการก่อการร้ายนั่นเอง

















ที่มา : hxxp://www.catdumb.com/3000-year-old-statue-discovered-pharaoh-ramses-ii/
____________________
เครดิต : catdumb.com
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


พิพิธภัณฑสถานแห่งอียิปต์ ในกรุงไคโร กำลังจัดแสดงปูมบันทึกด้วยตัวอักษรเฮียโรกลิฟิค (อักษรภาพ) บนกระดาษปาปิรัส ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบกันมาในอียิปต์ มีอายุถึง 4,500 ปี ที่สำคัญก็คือ ปูมบันทึกดังกล่าวนี้ยังบันทึกรายละเอียดบางส่วนของการสร้างมหาปิรามิดแห่งกิซา ไว้อีกด้วย

มหาปิรามิดแห่งกิซา สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ฟาโรห์ คุฟู ซึ่งครองบัลลังก์ระหว่าง 2,551 ปีก่อนคริสตกาลเรื่อยมาจนกระทั่งถึง 2,528 ปีก่อนคริสตกาล ที่ได้ชื่อว่ามหาปิรามิด เนื่องจากเป็นปิรามิดขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปิรามิดทั้งสามบนที่ราบกิซา

ในปูมบันทึกเก่าแก่ดังกล่าวระบุเอาไว้ว่า “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” นี้เมื่อแรกสร้างเสร็จนั้นสูง 146 เมตร ในปัจจุบันมหาปิรามิดสูงเพียง 138 เมตรเท่านั้น

ปูมบันทึกอายุ 4,500 ปีดังกล่าวถูกค้นพบโดยปิแอร์ ทัลเลต์ นักอียิปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัยปารีส-ซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส กับ เกรกอรี มารูอาร์ด นักโบราณคดีจากสถาบันโอเรียทัล ของมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2013 บริเวณแหล่งขุดค้นริมทะเลแดง ที่เมือง วาดี-อัล-จาร์ฟ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นท่าเรือที่เก่าแก่ที่สุดของอียิปต์ เก่าแก่กว่าท่าเรืออื่นๆ ที่เคยมีการค้นพบไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี

ในรายงานรายละเอียดการค้นพบทางโบราณคดีของนักวิชาการทั้งสองซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2014 ระบุว่า ค้นพบปูมบันทึกดังกล่าวในตัวอาคารซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของคลังเก็บของของท่าเรือดังกล่าว ที่อยู่ห่างเข้ามาจากริมทะเลเพียง 200 เมตร ม้วนกระดาษปาปิรัสที่พบมีจำนวนหลายร้อยชิ้น แต่ที่มีสภาพดีเกือบสมบูรณ์มีอยู่เพียง 10 ชิ้น

ในแหล่งเดียวกันนี้ ยังค้นพบเศษซากเรือเก่า สมอเรือยุคโบราณ และปมเชือกที่ใช้กันอยู่ในยุคนั้น







ส่วนหนึ่งของบันทึกเก่าแก่ พูดถึงการที่ส่วนกลางจัดส่งอาหาร ซึ่งหลักๆ แล้วเป็น “ขนมปังและเบียร์” มายังท่าเรือแห่งนี้สำหรับคนงานซึ่งจะออกเรือต่อไป แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดของการสร้างมหาปิรามิด ซึ่งเนื้อหาบ่งบอกว่าเขียนไว้โดย เมอเรอร์ ผู้ทำหน้าที่เป็น “ผู้ตรวจการณ์” ซึ่ง “รับหน้าที่ดูแลทีมงานประกอบด้วยคนราว 200 คน” ในการก่อสร้างดังกล่าว

ปูมบันทึกดังกล่าวเขียนไว้เป็นเหมือนการบันทึกเหตุการณ์ตามตารางเวลา โดยใช้อักษรเฮียโรกลิฟิคสองแถวต่อการบันทึกเหตุการณ์หนึ่งวัน ซึ่งศาสตราจารย์ทัลเลต์ระบุว่า ช่วยให้สามารถติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างได้ต่อเนื่องไปนานราว 3 เดือน








เนื้อหาเป็นการบันทึกถึงกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างมหาปิรามิด รวมถึงงานที่ทำในเหมืองหินปูน ที่อยู่ในอีกฟากหนึ่งของลำน้ำไนล์

ตามปูมบันทึกของเมอเรอร์ ระบุเวลาเอาไว้ว่าเป็นปีที่ 27 ในรัชสมัยของฟาโรห์คุฟู และบอกว่ามหาปิรามิดกำลังใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว งานที่เหลือส่วนใหญ่จะอยู่ที่การทำ “เคสซิง สโตน” หรือแท่งหินปูนขนาดใหญ่ที่ด้านหนึ่งเรียบอีกด้านลาดเอียง สำหรับใช้ปิดคลุมด้านนอกของปิรามิด

ตามข้อมูลในปูมบันทึก แท่งหินปูนสีขาวที่ใช้เป็น “เคสซิง สโตน” นี้ จัดทำขึ้นที่เหมืองในเมืองทูรา ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้กับกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ จากนั้นก็นำขึ้นเรือล่องมาตามลำน้ำไนล์ และคลองสาขา ในปูมยังบอกไว้ด้วยว่า เรือขนแท่งหินดังกล่าวจากทูรามายังจุดก่อสร้างมหาปิรามิดนั้นใช้เวลา 4 วัน

ในบันทึกกล่าวไว้ด้วยว่าการก่อสร้างในปีที่ 27 ในรัชสมัยฟาโรห์คุฟูนั้น งานก่อสร้างทั้งหมดกำกับดูแลโดยวิเซียร์ อันคาฟ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของฟาโรห์ (วิเซียร์ เป็นตำแหน่งข้าราชสำนักระดับสูง รับใช้องค์ฟาโรห์โดยเฉพาะ)

อย่างไรก็ตามนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า ในยุคเริ่มแรกของการก่อสร้างมหาปิรามิดนั้น ผู้ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นบุคคลอื่น เป็นไปได้ว่าจะเป็นวิเซียร์ อีกรายที่ชื่อ เฮมิอูนู

ศาสตราจารย์ทัลเลต์ ชี้ว่า ปูมบันทึกของเมอเรอร์นี้ ถือเป็นบันทึกแรกที่ทำให้ผู้คนยุคหลังได้รับรู้ถึงรายละเอียดของการก่อสร้างมหาปิรามิดแห่งกิซานี้









ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/226103
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ นักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช ได้ลงพื้นที่สำรวจโบราณสถานในเขตเขาชัยบุรี อ.เมืองเก่า จ.พัทลุง ซึ่งอยู่ในพื้นที่วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี จ.พัทลุง 

โดยนายบำรุงรัตน์ พลอยดำ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ หัวหน้าวนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี พบแนวอิฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานอย่างชัดเจน ขณะกำลังปรับไถหน้าดินบริเวณพื้นที่สำหรับใช้ก่อสร้างอาคารทรงไทย จึงหยุดดำเนินการ และแจ้งนักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช เข้าตรวจสอบ 


จากการตรวจสอบในเบื้องต้น หลักฐานที่พบบริเวณที่คาดว่าจะเป็นวัดในยอ (ร้าง) นั้น เพราะร่องรอยที่พบส่วนใหญ่จะเป็นก้อนอิฐ โดยปรากฏทั้งแบบสมบูรณ์ และหักพัง อิฐบางก้อนยังพบเศษคราบปูนเกาะทับ และยังพบใบเสมา ที่ยังคงปักอยู่ในดิน จึงกล่าวได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเป็นวัด หรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา 





เมื่อนําลักษณะของอิฐที่พบนั้นมาเปรียบเทียบ จะพบว่าลักษณะของอิฐน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างน้อยในสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 21) เป็นต้นมา ประกอบกับหลักฐานจากเอกสารต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเมืองเก่าชัยบุรีแห่งนี้ น่าจะเป็นเมืองที่มีความสําคัญ และใกล้ชิดกับเมืองหลวงอีกเมืองหนึ่ง เนื่องจากได้รับการออกแบบผังเมือง กําแพงเมือง และป้อมปราการ โดยมองสิเออร์เดอ ลาร์มา วิศวกรชาวฝรั่งเศส ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2299)











ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/54173
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


มีสิ่งประดิษฐ์อย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่พิสูจน์ว่า อารยธรรมหนึ่งในโลกโบราณเป็นเจ้าของเทคนิคที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คาดถึงมาก่อน มันถูกพบในทะเลนอก เกาะแอนติไกเธอร่า (antikythera) อันเป็นเกาะเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของครีท มันจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า(Antikythera Machine)


มันถูกค้นพบจากเรือที่อับปางลำหนึ่งที่ถูกค้นพบในปี 1900โดยทีมนักดำน้ำที่ตัดสินใจที่จะลองหาฟองน้ำบนโขดหินนอกเกาะแอนติไกเธอร่า แต่เรือของพวกเขาโดนพายุเล่นงานเข้าอย่างจังจนเรือออกนอกเส้นทาง ในสถาวะสับสนนี้เองกัปตันดีมีทรีออส คอนดอสผู้บังคับเรือเลยคิดเอาเรือไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปบริเวณน้ำนิ่ง ที่ปลายแหลมทางทิศเหนือของเกาะแอนติไกเธอร่า




ดีมีทรีออสจอดเรือพัก คอยแล้วคอยเล่าพายุก็ไม่สงบจนเวลาผ่านไปสองสามวัน จนพวกเขาเบื่อเลยหาอะไรฆ่าเวลา โดยดำน้ำหาฟองน้ำแถวนั้น และแล้วลูกเรือคนหนึ่งชื่ออลายอัส สตาเดียตีสก็พบเรือยุค ค.ศ. 50 ที่บรรทุกรูปปั้นเต็มลำ ในความลึก 140 ฟุต

ต่อมาการค้นพบในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลกรีกยืนมาช่วยเหลือ(กรีกกับกริซเป็นคนละประเทศนะครับ ขอบอกไว้ก่อน)ได้ยื่นมือกู้สมบัติ กว่าจะกู้หมดใช้เวลา 9 เดือน พวกเขาก็นำเอารูปปั้นหินอ่อนและบรอนซ์ขึ้นมา และนำพวกมันไปยังพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติในกรุงเอเธนส์ เพื่อทำความสะอาดและบูรณะ



พนักงานของพิพิธภัณฑ์ตื่นตาตื่นใจในความงามและปริมาณที่มีอยู่มากมายของสิ่งของ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ก่อนที่จะมีใครมองดูซากบรอนซ์ที่ผุกร่อนสองสามชิ้นที่ถูกค้นพบมาพร้อมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1902นักโบราณคดีชั้นนำผู้หนึ่ง คือ วาเลอริออส สตาอิส ได้ตรวจพบมันในที่สุด เขาสังเกตเห็นสมบัติที่งมขึ้นมีชิ้นเดียวที่ถูกละเลยกองรวมรูปหล่อบรอนซ์และรูปสลักหินอ่อนไม่สมบูรณ์อื่นๆ แถวรูปร่างของมันคล้ายนาฬืกามีโครงร่างซี่ล้อผุพัง ในไม่ช้าก็มีการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นล้อฟันเฟืองของจานกลุ่มดาว ซึ่งนักดาราศาสตร์ใช้ในการวัดการขึ้นของดวงอาทิตย์

ต่อมามีการเรียกสมบัติชิ้นนี้ว่า เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า(Antikythera Machine)

วาเลอริออสได้ประกาศสิ่งที่เขาพบว่านี้คือเครื่องกลไกทางดาราศาสตร์โบราณ แต่ก็มีการโต้เถียงในเวลาต่อมา เพราะหลายคนไม่เชื่อว่าคนสมัยก่อนไม่น่าจะมีหัวคิดในเรื่องกลไกลสลับซับซ้อนแบบนี้ได้ แม้จะเก่งเรื่องคณิตศาสตร์ก็ตาม


บางคนก็แย้งคำกล่าวนั้น สิ่งที่แน่นอนคือ ข้อความที่เขียนไว้บนสิ่งนั้นชี้ให้เห็นว่าเครื่องจักรกลนั้นถูกสร้างขึ้นในราวปีที่ 80 ก่อนคริสตกาล แต่ก็ยังต้องรอจนกระทั่งปี 1958 เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าจึงได้รับการตรวจสอบเป็นครั้งแรกโดยชายผู้หนึ่ง ที่ได้เปิดเผยระดับเทคนิคของผู้ที่สร้างมันต่อโลก

ดีเรค เอด ซอลลา ไพรซ์ ชาวอังกฤษผู้ที่ขณะนั้นเป็นศาสตรจารย์ในสาขาประวัติศาสตร์-วิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเยล อเมริกา เขาพบเครื่องจักรกลขณะที่กำลังศึกษาประวัติของเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อยู่ เขาได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์เอเธนส์ เขาตกตลึงในสิ่งที่เขาเห็น "ไม่มีอะไรที่เหมือนเครื่องมือนี้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ใดเลย" เขาเขียน "ไม่มีอะไรที่จะเทียบกับมันได้เลย ทั้งจากสิ่งของที่เป็นที่รู้จักจากตำราวิทยาศาสตร์หรือวรรณคดีโบราณ ตรงกันข้ามจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารู้จักของยุคเฮเลนนิสติกทั้งหมด เราน่าที่จะเข้าใจว่าสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ไม่อาจที่จะมีอยู่"



การเตรียมการทำงานกับส่วนประกอบซากบรอนซ์ ได้เปิดเผยถึงส่วนประกอบย่อยๆ ด้านนอกประกอบด้วยหน้าปัทม์ที่ติดตั้งในกล่องไม้ และภายในมีล้อเฟืองอย่างน้อย 20 อัน ตัวกล่องปกคลุมด้วยคำจารึก ซึ่งรวมถึงปฏิทินทางด้านดาราศาสตร์ แต่ชิ้นที่น่าสนใจที่สุดของทั้งหมดคือเครื่องจักรกลที่รวบรวมระบบฟันเฟืองที่แตกต่างกันโดยอย่างสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ทำให้ไพรส์ตกตะลึง เพราะตามประวัติศาสตร์ได้มีการคิดระบบฟันเฟืองที่ซับซ้อนถึงเช่นนี้ปรากฏเป็นครั้งแรก ในตัวเรือนนาฬิกาที่สร้างขึ้นในปี 1575



มากกว่าหนึ่งทศวรรษที่ไพรส์ได้บากบั่นประกอบเครื่องจักรกลจากส่วนประกอบที่ผุกร่อน แต่จนกระทั่งปี 1971 ภาพถ่ายนเอ็กซ์เรย์ได้ถ่ายภาพให้ไพรส์ โดยคณะพลังงานอะตอมของกรีก ซึ่งในที่สุดก้อได้เปิดเผยเครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า ที่ประกอบฟันเฟืองเข้ากันอย่างสมบูรณ์ นับแต่นาฬิกาบอกเวลาจากศตวรรษที่ 13 ซึ่งเรารู้จักกันก็ยังมีระบบเฟืองที่ธรรมดากว่า ปฏิกิริยาของไพรส์เป็นความเข้าใจ "ผมจำเป็นต้องสารภาพว่า มีหลายครั้งในช่วงเวลาของการสืบเสาะ ผมต้องตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนและสงสัยว่ามีวิธีการประกอบหรือไม่จากตำรา, คำจารึก , บันทึกทางดาราศาสตร์ และรวมไปถึงทุกสิ่งที่บ่งชี้ไปจนถึงศตวรรษแรกก่อนคริสตกาลด้วย"


ไม่มีใครรู้ว่าเครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าใช้อย่างไร หรือมันไปทำอะไรในเรือที่บรรทุกรูปปั้น แต่ตัวของไพรส์คิดว่ามันอาจเป็นตัวแทนของจักรวาลเป็นงานศิลปมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เขายังเชื่อว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดเทคนิคการติดตั้งเฟืองที่ตกทอดให้แก่คนรุ่นหลัง จากกรีก โบราณให้กับผู้รับช่วงชาวมุสลิม และท้ายที่สุดก็ออกดอกออกผลมาเป็นนาฬิกาทางดาราศาสตร์ของชาวยุโรปผู้ยิ่งใหญ่ในยุคกลาง และเครื่องจักรกลแอนดิคีเธอร่าต้องจัดให้เป็นอย่างที่ไพรส์กล่าวว่า"เป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมพื้นฐานทางด้านเครื่องจักรกลทางเวลาทั้งหมด"

อย่างไรก็ตามการค้นพบ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า(Antikythera Machine) นั้นเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญชิ้นแรก ที่จุดประกายให้มีการลบล้างความเข้าใจดั้งเดิมที่เชื่อๆ กันว่าคนโบราณนั้นฉลาดเหลือเชื่อ(หรือเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาวกันแน่

ล่าสุดละ

ใน 2006 ทีข้อสันนิษฐานใหม่คือ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าเป็นเครื่องบอกตำแหน่งจักรวาล

ในปี 2008 การคาดว่าเครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าเป็นเครื่องบอกที่ตั้งของ"ดาวเคราะห์โดยเสมือนหนึ่งหนังสือโบราณ



ที่มา :
hxxp://en.wikipedia.org/wiki/Antikythera_mechanism++
hxxp://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php…____________________
เครดิต :
hxxps://www.facebook.com/NiyayXeaMaChaer?fref=photo________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



พิษณุโลก-ชาวบ้านเนินมะปรางพบซากฟอสซิลพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์อายุกว่า360ล้านปี





พิษณุโลก-ชาวบ้านเนินมะปรางพบซากฟอสซิลพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์อายุกว่า360ล้านปี

เมื่อวันที่13ก.พ. มีชาวบ้านพบซากฟอสซิลพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์ ภายในคลองห้วยผึ้ง หมู่ 10 บ้านศาลเจ้า ต.บ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ซึ่งอยู่ภายในไร่ของนายณัฐพงษ์ แก้วนวล อายุ 40 ปี อาชีพเกษตรกร

ที่เกิดเหตุพบชาวบ้านและนักอนุรักษ์กลุ่มเรารักเนินมะปราง กำลังจับกลุ่มยืนมุงดูซากฟอสซิลของพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์ที่เกาะตามโขดหิน และซอกหินจำนวนมาก หลังจากก่อนหน้านี้สภาพอากาศแห้งแล้ง ทำให้น้ำในลำคลองห้วยผึ้งแห้งขอดและลดลง และพบซากฟอสซิลพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์โดยบังเอิญ จึงได้แจ้งไปยังนักอนุรักษ์กลุ่มเรารักเนินมะปรางให้รับทราบเรื่องดังกล่าว

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในคลองห้วยผึ้งบริเวณจุดที่พบซากฟอสซิลพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์ มีหินปูนขนาดใหญ่ จำนวน 4 ก้อน ซึ่งทุกๆ ก้อน เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันใช้แปรงขัดและใช้น้ำราดชะล้างทำความสะอาดจนคราบตะไคร่น้ำออกจนหมด เผยให้เห็นถึงซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายเปลือกหอยแบนยาวประมาณ 5 – 10 ซม. เกาะติดฝังแน่นอยู่กับหินปูนทั่วทั้งก้อน

นอกจากนี้ยังพบว่า ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาท่าพล ที่มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ ต.เนินมะปราง ต.บ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก ต.บ้านมุง ของ อ.เนินมะปราง โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,775 ไร่ ซึ่งอยู่ห่างจากคลองห้วยผึ้งจุดที่สำรวจพบซากฟอสซิลในวันนี้ ประมาณ 5 กม. โดยพื้นที่เป็นถ้ำและภูเขาหินปูน ก็มีการสำรวจพบซากฟอสซิลพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์เช่นกัน

สำหรับภูเขาผาท่าพลนั้นจัดเป็นเขาหินปูน อยู่ในมหายุคพาลีโอซีน (Palaeocene) และอยู่ในยุคย่อยคาร์บอนิฟอรัส (Caboniferus) มีอายุราว 286-360ล้านปีมาแล้ว เป็นภูเขาที่ทอดตัวยาวตามแนวเหนือ-ใต้ ภูเขาหินปูนบริเวณนี้

ส่วนมากเกิดจากการทับถมของเปลือกหอย พลับพลึงทะเล หรือปะการัง เมื่อตายแล้วถูกฝังในดินโคลน หรือทราย ก่อนจะเน่าเปื่อย และถูกฝังรักษาไว้ในหิน บางครั้งเปลือกหรือกระดูกของสัตว์ก็จะถูกแทนที่ด้วยแร่ธาตุ แต่ยังคงรูปร่างไว้เช่นเดิม จากการศึกษาและจำแนกซากดึกดำบรรพ์ทำให้ทราบว่า บริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน
ซึ่งหลังจากวันนี้ได้มีการสำรวจค้นพบซากฟอสซิลพลับพลึงทะเลดึกดำบรรพ์แล้ว จะได้ติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาดูแล และตรวจสอบหาอายุของซากฟอสซิลที่ค้นพบอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมทั้งจะประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อหารือและปรับพื้นที่สำรวจพบเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ให้ประชาชนทั่วไป นักเรียน และนักศึกษา ได้เข้ามาศึกษาค้นคว้าประวัติความเป็นมาของวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้อีกด้วย



ที่มา : posttoday.com
____________________

: Pageviews
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทราบข่าวว่ามีชาวบ้านขุดพบซากมนุษย์โบราณและเครื่องใช้ นำไปมอบให้สำนักสงฆ์ถ้ำระฆังทอง เก็บไว้ จึงรุดไปตรวจสอบที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวในพื้นที่ ม.5 ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประสิทธิ์ ดำกระบี่ ผกก.สภ.มะนัง จ.สตูล และคณะเดินทางไปตรวจสอบ










เมื่อไปถึงพบเป็นโครงกระดูกมนุษย์ มีกระดูกขา และชิ้นส่วน หัวกะโหลก และกรามมนุษย์ และเครื่องใช้เป็นวัตถุเหล็ก ลักษณะเหมือนหอก หรือ ลูกดอกธนู

พระสมจิต สะมะจิตโต ซึ่งจำวัดอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำระฆังทอง เล่าว่า เมื่อประมาณ 10 กว่าวันที่ผ่านมา มีชาวบ้านในพื้นที่ ม.4 ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล เข้ามาขุดพบ ที่เพิงหิน ม.5 ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล โดยใช้จอบขุด เพื่อจะทำที่พักในสวนที่เพิงหินดังกล่าว โดยใช้จอบขุดไปเจอโครงกระดูกมนุษย์โบราณและวัตถุเป็นเหล็ก เครื่องใช้ของมนุษย์โบราณ ซึ่งน่าแปลกว่าก่อนขุดพบได้ฝันว่ามีเด็กมาไกวเปลให้ และมีผู้ใหญ่อีก 3 คนมาเข้าฝันด้วย





 

เมื่อไปขุดพบโครงกระดูกดังกล่าว แต่ไม่ชำนาญในการขุดเลยทำให้โครงกระดูกแตก จึงนำมาเก็บรวมกันไว้ ซึ่งเรื่องนี้ทางสำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา

นางศิริพร สังข์หิรัญ นักโบราณคดีชำนาญการและเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ เผยว่า เป็นโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุราว 2,000 ปี หลังจากยุคหิน เพราะมีการพบเครื่องมือเป็นเหล็กติดปลายศร และอื่นๆ

โดยโครงกระดูกและชิ้นส่วนต่างๆ พร้อมทั้งเครื่องมือที่ขุดพบนั้น ทางสำนักสงฆ์จะเก็บไว้ให้ลูกหลานและประชาชนมาศึกษาต่อไป



ที่มา :http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1EVXhOekk0TXc9PQ%3D
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews




ปิระมิดในประเทศอียิปต์นั้นเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยแรงมนุษย์ (หรือเปล่า ??) ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก
จนจัดอันดับได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับหนึ่งของโลก



โดยทางอียิปต์นั้นอ้างว่าปิระมิดนั้นเกิดจากฝีมือการสร้างของฟาโรห์(แต่ละองค์) ที่ได้ทำการสร้างไว้เมื่อสี่พันกว่าปีล่วงมาแล้วหรือในช่วงเวลานั้น คือในช่วง 2575-2467 ปีก่อน ค.ศ. และตระหง่านทนทานดินฟ้าอากาศกลางทะเลทรายมาจนถึงปัจจุบันนี้ (แปลกดีนะครับไม่ได้ผุกร่อนไปตามกาลเวลาซักเท่าไหร่เลย)


แต่มีนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ทำการแย้งเรื่องนี้ขึ้นมาโดยจากการค้นคว้าและหลักฐานที่มีอยู่ในมือ โดยอันที่จริงนั้นปิระมิด สฟิงซ์และสุสานฟาโรห์ที่อยู่ในบริเวณที่ราบทะเลทรายกิเซนั้นล้วนแล้วแต่กำเนิดมาก่อน(หรืออาจสร้างมานานกว่านั้น) ของยุคไอยคุปต์เป็นเวลาหลายพันปีอยู่


และที่สำคัญคือ องค์ฟาโรห์(แต่ละองค์) ไม่ได้เป็นผู้สร้างปิระมิดแต่อย่างที่เราๆ เข้าใจแต่อย่างใดเลย นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์นั้นเขาไม่ได้แย้งกันขึ้นมาเปล่าๆ นะครับ แต่มีทฤษฎีรองรับอยู่หลายทฤษฎีด้วยกัน มาดูกันเลยครับว่ามีทฤษฎีอะไรบ้าง



1. ทฤษฏีการกัดกร่อนจากน้ำ


ทฤษฎีแรกนั้นเชื่อว่า การสึกกร่อนของสฟิงซ์และปิระมิดนั้นเกิดขึ้นเนื่องมาจากน้ำครับ โดยนายจอห์น เวสท์ ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีอียิปต์ได้สังเกตเห็นว่า ความชำรุดทรุดโทรมของประติมากรรมมหึมา "สฟิงซ์" นั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโดนพายุลมและทรายพัดเอาครับ เหมือนดังเช่นที่เกิดกับโบราณสถานอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันนั้น แต่ว่าเกิดมาจากการกัดกร่อนของน้ำและความชื้นเสียส่วนใหญ่ ???


และถึงแม้ว่าอียิปต์ปัจจุบันจะมีภูมิประเทศที่เป็นเขตแห้งแล้งและทะเลทรายอยู่มาก แต่เมื่อ 10,000 ปีมาแล้ว อียิปต์นั้นเคยเป็นดินแดนที่ชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกดินแดนนึงเลยทีเดียว ดังนั้นตัวสฟิงซ์นั้น จึงน่าจะมีอายุอย่างน้อยราวๆ 7,000 - 10,000 ปี จากข้อสันนิษฐานและทฤษฎีของนายเวสท์นี้ ในเวลาต่อมาต่อมาจึงมีนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์อียิปต์เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของนายเวสท์นี้ด้วยกันหลายคน



2. ทฤษฎีแผนที่ดวงดาว


ทฤษฎีถัดมาแผนที่ดวงดาว โดยนายโรเบิร์ต โบวัลกับนายเอเตรียม กิลเบิร์ต ได้ช่วยกันเขียนหนังสือ เรื่อง "ความลึกลับแห่งหมู่ดาวโอเรียน" ขึ้นมาเพื่อแจกแจงว่าบรรดาตำแหน่งที่ตั้งของบรรดาปิระมิดในทะเลทรายกิเซนั้น บังเอิญไปสอดคล้องกับตำแหน่งของหมู่ดาวโอเรียนบนท้องฟ้าเมื่อ 10,500 ปีก่อน ค.ศ. !!!


โดยทั้งสองยืนยันว่าสิ่งก่อสร้างโบราณที่เรียงรายริมฝั่งแม่น้ำไนล์นั้นก็คือ แผนผังหลัก (master plan) ของบรรดาดวงดาวบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น และแม่น้ำไนล์นั้นก็คือ ตัวแทนของทางช้างเผือก (Milky Way) นั่นเอง
โอสิริสและไอซิส เทพผู้มีความสำคัญอย่างมากต่ออียิปต์โบราณ


โดยจะเห็นได้จากความสัมพันธ์ของจุดที่ตั้งมหาปิระมิดทั้งสามแห่งกิเซ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับตำแหน่งของดวงดาว 3 ดวง ที่ส่องสว่างที่สุดของแถบดาวโอเรียน ซึ่งในอียิปต์นั้นถือว่าเป็นดาวประจำตัวของเทพโอซิริส นอกจากนี้โบวัลกับกิลเบิร์ตยังชี้ให้เห็นว่าแกน "ระบายลม" ในปิระมิดก็มีมุมที่มีนัยสำคัญ นั่นก็คือ แกนทิศใต้ของห้องกษัตริย์จะชี้ตรงไปยังแถบดาวโอเรียน


ในขณะที่แกนระบายลมของห้องราชินีจะชี้ไปยัง "กลุ่มดาวซิรีอุส" ดาวประจำตัวของเทพีไอซิส มเหสีของเทพโอซิริสนั้นเอง และเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่า หลังจากองค์ฟาโรห์ทรงสิ้นพระชนม์ ดวงวิญญาณของพระองค์จะล่องลอยไปสถิตอยู่กับเทพโอซิริสในดวงดาวนั้น เพราะเทพโอซิริสมีพลังอำนาจในการกลับคืนสู่ชีวิตอีกครั้งหลังความตาย (เอ ในหนัง the mummy returns เทพองค์ที่คืนชีพให้ scorpion king นั่นมันเทพอานูบิส นี่นา อิอิ) ก็เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจทฤษฎีนึงครับ



3. ทฤษฎีการกำเนิดก่อน

ทฤษฎีนี้ได้ระบุว่า ปิระมิดนั้นมีการสร้างหรือกำเนิดมาก่อนอียิปต์ซะอีกทฤษฎีนี้เป็นของ นายเอ็ดการ์ เคย์ซี โดยมีหลักการสำคัญว่า อียิปต์โบราณนั้นมีความเกี่ยวเนื่องมาจากทวีปแอตแลนติสที่ล่มสลายไปแล้ว เขาได้อ้างว่า มีหลักฐานเรื่องราวของการมีอยู่ของทวีปแอตแลนติสแห่งนี้อยู่ในอียิปต์มากมาย และยังเชื่อมั่นอีกว่า

เทคโนโลยีสมัยใหม่ในปัจจุบันนี้นั้น ได้มีใช้มานานแล้วในแอตแลนติส หรือเทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่โดยชาวแอตแลนติสเมื่อครั้งที่ทวีปแอตแลนติสยังเจริญรุ่งเรื่องอยู่นั่นเอง (ถ้าทวีปนี้มีอยู่จริงนะ) สั้นๆ ครับทฤษฎีนี้

(แต่มีภาคต่ออีกครับ)


ภาคพิเศษ
โหรเทวดา "เอ็ดการ์ เคย์ซี" ได้เปิดเผย (จากการรับรู้ ทางจิตของตัวเอง) ซึ่งข้อมูลไม่ได้พึ่งพาเอกสาร หรือการค้นคว้าใดๆ ทั้งสิ้น ดังเช่นเดียวกับการทำนายอื่นๆ โดยมหาปิระมิดแห่งกิเซนั้น

ถูกสร้างขึ้นราวๆ หนึ่งหมื่นปีก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 100 ปีเต็ม โดยใช้ "พลังจักรวาล" ที่มาตลอดช่วงเวลาสองแสนห้าหมื่นปี


ซึ่งอียิปต์นั้นยังเป็นดินแดนอยู่ใต้ทะเล แต่ที่ที่อยู่เหนือพ้นน้ำก็มีแต่ทะเลทรายซาฮาร่ากับดินแดนตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์ เมื่อดินแดนอื่นๆ เริ่มผุดขึ้นมาเป็นแผ่นดิน ก็ยังกินเวลาอีกนานกว่าที่อียิปต์จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัย และชนเผ่าแรกที่มาอาศัยอยู่นั้น เป็นพวกผิวดำ อาศัยอยู่บริเวณตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์


หลังจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเจ้าไร ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากเกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิญญาณ เข้าใจเกี่ยวกับกฎของจักรวาล คำสอนต่างๆของพระองค์ ได้ถูกบันทึกไว้ในแผ่นหินและแผ่นไม้ กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เล่มแรกๆ ที่มีผู้รู้จักในชื่อ "คัมภีร์มรณะอียิปต์" (the book of the death) พระเจ้าไรปกครองอียิปต์เป็นเวลา 199 ปี


จนคนรุ่นหลังๆ บูชาพระองค์เปรียบเป็น เทพเจ้าองค์หนึ่ง แต่การปกครองของพระองค์มิได้ต่อเนื่อง เพราะถูกรุกราน จนพระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์ การถูกรุกรานเกิดขึ้นเมื่อ 11,016 ปี ก่อนคริสต์กาล หรือราวๆ 300 ปี ก่อนที่จะเกิดการระเบิดครั้งสุดท้ายในทวีปแอตแลนติส (ซึ่งเป็นผลให้แอตแลนติสจม) มีชนผิวขาวกลุ่มใหญ่ โดยการปกครองของพระเจ้าอารีท บุคคลผู้นี้มีความเลื่อมใสในพระหนุ่มรูปหนึ่ง ที่มีความสามารถดุจผู้วิเศษ ชื่อราตะ


พระราตะได้ทำนายไว้ว่า ชาวเผ่าซูที่อพยพมาจากอารเบียจะรุกรานเข้ามาในอียิปต์ และต่อไปอียิปต์จะเป็นรัฐชั้นนำแห่งยุค เมื่อได้ฟังคำทำนายนั้น พระเจ้าไรก็เอาแต่หมกมุ่นค้นคว้าในเรื่องอภิปรัชญา ไม่ใส่ใจกับการปกครองบ้านเมือง จึงทำให้พระเจ้าอารีท ยึดอียิปต์ได้โดยง่ายอย่างแทบจะไม่มีการต่อต้าน ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองประนีประนอมกัน พระเจ้าไรก็ยอมสละราชบัลลังก์ให้พระเจ้าอารีท โดยยกธิดาโฉมงามของพระองค์ให้เป็นพระชายา และสละราชสมบัติให้แก่ราชบุตรของพระองค์ชื่ออารารัทโดยพระองค์หันมาเป็นที่ปรึกษาคอยค้ำบัลลังก์ ให้แก่ราชบุตรของตนแทน


ต่อมา ก็มาถึงยุคการปกครองของอารารัท ได้มีชาวแอตแลนติส อพยพมาอยู่อียิปต์เป็นจำนวนไม่น้อย คนเหล่านี้มีความสามารถสูง และมีความทะเยอะทะยาน จนพระองค์ต้องยกตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองให้แก่ชาวแอตแลนติส เพื่อมิให้คนเหล่านี้คิดการกบฏ ฝ่ายพระราตะ (โหร) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นสังฆราชแห่งอียิปต์ มีหน้าที่ในการค้นคว้าเรื่องของจิตวิญญาณและอภิปรัชญาต่างๆ เพื่อนำมาเผยแพร่แก่ประชาชน เพื่อเป็นการฝึกฝนตนได้พระราตะได้สร้างวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งบำบัดสุขภาพของประชาชน โดยเรียนรู้มาจากชาวแอตแลนติส ชื่อเฮปซาฟ ที่เป็นผู้นำทางจิตฝ่ายธรรมะของแอตแลนติสส่วนข้างน้อย วิหารที่สร้างขึ้น มีการรักษาผู้ป่วย นันทนาการต่างๆ


แต่สิ่งที่พระราตะเน้นก็คือ "การทำสมาธิ" เพื่อสัมผัสโดยตรงกับพลังของพระเจ้าเพื่อขจัดกิเลสให้หมดไปจากใจ เพราะเป็นข้อบกพร่องทางกายภาพของมนุษย์ ในทัศนะของ "ราตะ" และในช่วงที่พระราตะไม่อยู่ ได้มีกลุ่มการเมืองซึ่งเป็นชาวแอตแลนติส ที่กระหายในอำนาจ ได้วางแผนกำจัดพระราตะ โดยใส่ร้ายว่า พระราตะทำผู้หญิงท้อง พระเจ้าอารารัท หลงเชื่อในคำยุยง ได้เนรเทศพระราตะไปอยู่เมืองชายแดน


แต่เมื่อความจริงกระจ่าง ชาวเมืองอียิปต์จึงเชิญพระราตะ กลับมาดังเดิมช่วงนี้เอง ที่พวกผู้นำของอียิปต์ ตัดสินใจที่จะสร้างปิระมิด กับสฟิงส์ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บความรู้ บันทึก และหลักวิชาศาสตร์ต่างๆที่เร้นลับของแอตแลนติส กับพระเจ้าไรและพระราตะ ให้ปลอดภัย และอยู่นานเท่านาน เพราะเขารู้ว่า โลกใบนี้จะต้องเผชิญกับการ "เคลื่อนย้ายของแกนโลก" เหมือนอย่างในยุคของแอตแลนติส จึงตัดสินใจสร้างและเลือกที่ราบกิเซนี้เป็นที่ตั้ง เพราะอยู่สูงปลอดภัยจากน้ำท่วม (ในทางตัวเลข ยังอยู่ใกล้ศูนย์กลางของโลกทำให้ได้รับภัยแผ่นดินไหวได้ยาก) สถานที่เก็บความรู้เร้นลับของชาวแอตแลนติสนี้ อยู่ในห้องลับ ที่เชื่อมระหว่างมหาปิระมิดกับสฟิงซ์ โดยมีทางเข้าใต้ดินอยู่ที่ด้านขาหน้าข้างขวาของสฟิงซ์ มหาปิระมิดถูกสร้างขึ้นในปี 10,490 ก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้าง 100 ปีเต็ม โดยผู้รับผิดชอบเรื่องนี้คือ เฮลเมส ที่เป็นชาวแอตแลนติส
วิธีการสร้างปิระมิด


ในการสร้างปิระมิดนั้น ได้มีการประยุกต์กฎของธรรมชาติและพลังจักรวาลมาใช้ ทำให้สามารถต้านแรงดึงดูด ยกหินก้อนโตให้ลอยขึ้นในอากาศได้ โดยการส่งเสียงมนตร์บางประโยค แล้วทำให้ก้อนหินลอยขึ้นมาจากพื้นได้ ก้อนหินที่นำมาสร้างปิระมิดนั้นขนมาจากแดนไกลที่ชื่อนูเบีย ยอดปิระมิดทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดงกับทองคำ ที่สำคัญ ปิระมิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เป็นวัฏจักรตั้งแต่จากยุคของราตะจนถึงปี ค.ศ. 1998 เพราะวัฏจักรของโลกในรอบนี้จะมาสั้นสุดที่ปี ค.ศ.1998 ตาม "การอ่าน" ของเอ็ดการ์ เคย์ซี ซึ่งเขายังได้กล่าวต่อไปอีกว่าจากสิ่งที่เขาอ่านจาก "บันทึกจักรวาล" (เส้นแสงจักรวาล) ว่าประวัติศาสตร์แห่งอนาคตที่ถูกบันทึกไว้ในปิระมิดในรูปสัญญลักษณ์ของตัวเลข วิชาดาราศาสตร์และวิชาภูมิศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อวัฏจักรของโลกในรอบนี้สิ้นสุดลงและพร้อมกันนั้น วิชาเร้นลับที่กล่าวไว้ในคำทำนายทั้งหลาย ก็จะเผยโฉมออกมา


ห้องต่างๆที่อยู่ในปิระมิดขุดพบหมดแล้ว เว้นเสียแต่ห้องที่เป็นสถานที่เก็บความรู้ศาสตร์ต่างๆของแอตแลนติส เอ็ดการ์ เคย์ซี เริ่ม "อ่าน" เรื่องราวเกี่ยวกับแอตแลนติสจาก "บันทึกจักรวาล" ในขณะที่เขาเข้าสู่ภวังค์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1923 และก็อ่านเรื่อยมา เป็นเวลา 23 ปีเต็ม อิทธิพลของชาวแอตแลนติส ที่กลับมาเกิดในยุคนี้ ส่งผลใหญ่หลวงต่ออารยธรรม ในยุคต้นๆของชาวแอตแลนติส "มนุษย์" กับ "เทพ" มีความแตกต่างกันไม่มาก
เพราะมนุษย์สมัยนั้นมีตาที่สามสามารถพัฒนาต่อมไพนิลในสมองจนมีพลังจิตมีฤทธิ์เดชต่างๆ


แต่เมื่อมนุษย์ยอมแพ้ต่อกิเลส ศีลธรรมเสื่อม โศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้นกับชาวแอตแลนติส 3 ครั้ง ครั้งแรกราวๆ 50,700 ปีก่อนคริสต์กาล เพราะมนุษย์นำสารเคมีมาทำเป็นระเบิด ขับไล่สัตว์ร้ายจนก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไประเบิด ทำให้แกนโลกเอียง เข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ครั้งที่สอง ราวๆ 28,000 ปีก่อนคริสต์กาล เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่คำภีร์ไบเบิลบอกว่าเป็นยุคของโนอาห์โดยมีสาเหตุมาจากการใช้พลังคริสตัล ซึ่งเป็นพลังค้ำจุนอารยธรรมมากจนเกินไป จนเกิดภูเขาไประเบิดและแผ่นดินไหว และครั้งสุดท้าย ราวๆ 10,700 ปีก่อนคริสต์กาล แต่คราวนี้พวกผู้นำทางจิต ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในหมู่ชาวแอตแลนติสได้มองเห็นเหตุการณ์จึงได้อพยพและนำความรู้และศาสตร์ต่างๆ มาเก็บไว้เพื่อมิให้สูญหายวิชาเหล่านั้นในยุคของเรารู้จักกันในชื่อของ โยคะ , ตันตระ , เต๋า และพราหมณ์ นั่นเอง




ที่มา :

____________________

เครดิต :

________________________________




อ้างอิง :

________________________________ : Pageviews


ซั่งไห่อีสต์ - เกิดเรื่องงงโคตรในวงการโบราณคดี ซึ่งหากพิสูจน์ว่า เป็นความจริงขึ้นมาแล้วก็อาจถึงขั้นต้องรื้อการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์กันใหม่เลยทีเดียว



เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อปี 2545 ได้มีการส่งนักวิทยาศาสตร์คณะหนึ่งไปตรวจวิเคราะห์พีระมิดลี้ลับ ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลชิงไห่ ใกล้กับภูเขาไป๋กง

เมื่อไปถึงที่นั่น พวกเขาได้ค้นพบถ่ำ 3 แห่ง และเห็นท่อเหล็กอยู่เต็มไปหมด มันจุ่มอยู่ในทะเลสาบน้ำเค็ม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน

นักวิทยาศาสตร์คณะนี้ถึงกับสะดุ้ง เมื่อทราบว่า ท่อเหล็กเหล่านี้อาจมีอายุเก่าแก่ถึง150,000 ปี

จากการคำนวณอายุโดยสถาบันธรณีวิทยาปักกิ่งระบุว่า ถ้าท่อเหล็กจากอดีตกาลสร้างด้วยน้ำมือของมนุษย์จริง ๆ แล้ว ก็น่าจะถูกถลุงเมื่อประมาณ 150,000 ปีก่อน

การคำนวณอายุใช้วิธีการ ที่เรียกว่า การเรืองแสงด้วยความร้อน ( thermoluminescence) ซึ่งสามารถวัดได้ว่า ผลึกแร่โดนแสงอาทิตย์ หรือความร้อนมานานเท่าไร

ทว่าตามที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นคว้ากันมา ยุคเหล็ก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มนำเหล็กมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในการดำรงชีวิตมีอายุไม่นานถึงขนาดนั้น

อีกทั้งมีมนุษย์อาศัยอยู่ในภูมิภาคแถบนี้ก็เมื่อ 30,000 ปีล่วงมาแล้ว หรือแม้แต่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีนั้น มนุษย์พวกเดียว ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ก็คือพวกคนเร่ร่อน ซึ่งมีวิถีการดำรงชีวิต ที่ไม่น่าจะทิ้งวัตถุเช่นท่อเหล็กดังกล่าวไว้ให้มนุษย์ยุคหลังดูต่างหน้าได้

ฉะนั้น หากไอ้เจ้าท่อเหล็กปริศนาเป็นฝีมือของมนุษย์ทำขึ้นมาจริง ๆ เห็นทีนักประวัติศาสตร์ก็คงจะต้องประเมินองค์ความรู้เกี่ยวกับยุคก่อนประวัติศาสตร์กันใหม่

ขณะนี้นักวิทยาศาตร์กำลังพลิกตำราและบรรดาทฤษฎีทั้งหลายแหล่ เพื่อพยายามหาเหตุผลความเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องนี้

หยาง จี๋ นักวิจัยประจำสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน เชื่อว่า ท่อเหล็กเหล่านี้สร้างโดยสิ่งที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด นอกจากนั้น เขายังไม่ปฏิเสธความคิดที่ว่า อาจเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวด้วยซ้ำ

ขณะที่อีกหลายคนคิดว่า ท่อเหล็กน่าจะก่อตัวขึ้นมาจากน้ำมือของธรรมชาติ โดยอาจเกิดจากกระบวนการกลายเป็นฟอสซิลของรากไม้ หรือการแข็งตัวของหินหลอมละลาย ซึ่งระเบิดขึ้นมาจากใต้พิภพ และเป็นหินหลอมละลายที่อุดมด้วยแร่เหล็ก

ทว่าเรื่องลึกลับดำมืดยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพบว่า ท่อเหล็กบางอันเป็นธาตุกัมมันตรังสี !

การไขปริศนาท่อเหล็กแห่งทะเลสาบชิงไห่จึงยังไม่จบลงง่าย ๆ

หลักฐานโบราณคดี อันพิลึกกึกกือที่พบบนแดนมังกรหาใช่มีเพียงแค่นี้ เพราะเมื่อปีที่แล้ว นักโบราณคดีเพิ่งค้นพบขลุ่ยอายุเก่าแก่ถึง 9,000 ปี ในมณฑลเหอหนัน ซึ่งยังคงเป็นปริศนาท้าทายให้ค้นหาคำตอบจนบัดนี้


ที่มา : http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?newsid=9570000072280
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



พบฟอสซิลหอยและหินลิกไนต์ บริเวณ ต.ปกาสัย จ.กระบี่ คาดอายุไม่ต่ำกว่า 10 ล้านปี ประสานสำนักธรณีวิทยาตรวจสอบ ...




เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 มิ.ย. 57 นายนิวัฒน์ วัฒนยมนาพร กรรมการหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมท้องถิ่น จ.กระบี่ พร้อมด้วย นายสริกร ถนอมสิน อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 202 ม.4 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง เข้าตรวจสอบหินดินดาน ซึ่งถูกขุดขึ้นมาบริเวณสวนหลังบ้านนายสริกร โดยพบว่ามีฟอสซิลหอยน้ำจืดติดกันเป็นแผ่นใหญ่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นหอยฝาเดียว นอกจากนั้น ยังพบว่า ใต้ชั้นฟอสซิลหอย เป็นถ่านหินลิกไนต์สภาพอ่อนจำนวนมากด้วย

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า เป็นการขุดลึกลงไป 5 เมตร และพบแผ่นหินดินดาน มีหอยน้ำจืดที่ติดกันจนกลายเป็นฟอสซิล คาดว่ามีอายุประมาณ 10 ล้านปีขึ้นไป เพราะเป็นหอยชนิดเดียวกับที่พบที่สุสานหอยกระบี่ นอกจากนั้น ยังพบถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งเป็นการทับถมกันของซากพืชจนกลายเป็นถ่านหินลิกไนต์ แต่ยังอยู่ในสภาพอ่อน นอกจากนั้น จากการสอบถามไปยังชาวบ้านจำนวนมาก ก็ทราบว่าเมื่อขุดบ่อน้ำลึก 5-6 เมตร ก็จะพบกับหินในลักษณะนี้เกือบทั้งหมู่บ้าน หลังจากนี้จะประสานกับผู้เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบต่อไป.




ที่มา :
____________________

: Pageviews


อธิบดีกรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจสอบทองคำที่ขุดพบในสวนปาล์มที่ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เบื้องต้นคาดว่ามีอายุประมาณ 800 ปี เป็นรุ่นเดียวกับปราสาทนครวัด พร้อมเสนอให้ขอกำลังทหารเข้ามาดูแลพื้นที่ เกรงว่าจะสร้างความเสียหายหากปล่อยให้ชาวบ้านเข้ามาขุดค้นอีก


นายอาณัติ บำรุงวงค์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 จังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่สำรวจบริเวณที่ชาวบ้านแห่ไปขุดทองในสวนปาล์ม บ้านทุ่งอ้อ ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง

จากการตรวจสอบแผ่นทองคำที่พบ คาดเป็นทองคำที่ใช้หุ้มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีการกล่าวถึงในตำนานการสร้างองค์พระบรมธาตุในอดีตกาล เชื่อว่า อาจเกิดอุบัติเหตุกับชาวบ้านในยุคนั้น ขณะขนแผ่นทองคำไปหุ้มองค์พระบรมธาตุ ทำให้ต้องฝังแผ่นทองคำไว้ที่นี่

เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ขอความร่วมมือและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ให้หยุดขุดทอง เพื่อกั้นเป็นพื้นที่ไว้สำหรับให้ผู้เชี่ยวชาญได้สำรวจว่า จะมีสิ่งของที่มีค่าอยู่ใต้พื้นดินหรือไม่ แต่ชาวบ้านก็ยังคงขุดหาทองคำต่อไป ซึ่งตลอดทั้งวัน การขุดหาทองคำวันนี้ ไม่มีชาวบ้านคนใดโชคดีขุดพบทองคำ

นายศุภกร ช่วยผอม หลานเขย นายวิ ทับแสง เจ้าของสวนปาล์ม ซึ่งขุดพบแผ่นทองคำ 15 แผ่น และนำไปขายที่ร้านทองในอำเภอเมืองพัทลุง ชั่งน้ำหนักได้แผ่นละกว่า 2 บาท ร้านทองจึงรับซื้อในราคากว่า 40,000 บาท









ที่มา :http://news.bugaboo.tv/watch/123363?link=2
____________________

: Pageviews



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานนักวิทยาศาสตร์ขุดค้นพบซากฟอสซิลสเปิร์มของสัตว์จำพวกกุ้งกั้งปู อายุกว่า16 – 17 ล้านปี ได้ที่ถ้ำแห่งในรัฐควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย






ทั้งนี้ฟอสซิลสเปริ์มนี้เป็นเพศเมีย 4 ชิ้นและเพศผู้ 1ชิ้น มันถูกปกคลุมอย่างดีจากฟอสฟอรัสที่เกิดจากซากค้างคาวจำนวนมาก ทำให้มันมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์





ที่มา :  MThai News
____________________

: Pageviews



สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายแดเนียล บอนน์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมทีมนักฟิสิกส์ ได้เปิดเผยข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความลับของการสร้างปิรามิดที่เป็นข้อกังขากับข้อสงสัยที่ว่า




เมื่อสมัยพันปีก่อน คนยุคโบราณสามารถเคลื่อนย้ายแท่งหินทรายขนาดยักษ์ได้อย่างไร ซึ่งทีมนักฟิสิกส์เผยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ ความซับซ้อนแต่อย่างใด เพราะมีการเขียนระบุบนภาพฝาผนังภายในปิรามิดของสุสานโบราณของจีฮูตีโฮเตป ฟาโรห์แห่งอียิปต์ ซึ่งอยู่ในช่วง 1900 ปีก่อนคริสตกาล

ภาพเขียนดังกล่าวได้รับการตีความที่ผิดๆ ทำให้ไม่สามารถไขความลับได้สักที ซึ่งทีมฟิสิกส์เผยว่า ในภาพเป็นผู้ชายอียิปต์ 172 คน กำลังลากเชือกยาวผูกติดกับสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ และมีผู้ชายคนหนึ่งคอยเทบางอย่างลงสู่พื้น ซึ่งทีมวิจัยชี้ว่า น่าจะเป็นน้ำ เนื่องจากน้ำช่วยลดการเสียดสีระหว่างวัตถุกับพื้นทรายได้และสามารถทำให้ของหนักๆเคลื่อนไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น

โดยภาพนี้ถูกนักอียิปต์วิทยาตีความว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่พิธีกรรมอย่างหนึ่ง แต่ทีมนักฟิสิกส์มองว่า มันช่วยไขปริศนาเรื่องนี้ได้ ซึ่งทางทีมนักฟิสิกส์ได้ทดลองราดน้ำลงไปบนทรายแล้วลากวัตถุ ซึ่งก็พบว่ามันสามารถทำให้เคลื่อนที่ไปได้อย่างดี โดยสิ่งนี้เป็นภูมิปัญญาและไหวพริบที่น่าทึ่งของชาวอียิปต์โบราณ และเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าเป็นไปได้









ที่มา : MThai News
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

ภาพจิตรกรรมจีน พบฮ่องเต้ หมิง สยวนจ้ง (ยุคราชวงศ์หมิง ค.ศ. 1425 - 1534) ทรงเล่นกีฬากอล์ฟ โดยบุคคลที่สวมชุดสีทอง กำลังหวดไม้ที่ลูกบอล คือ ฮ่องเต้ หมิง สยวนจ้ง นั่นเอง (ภาพเอเจนซี)

       เอเจนซี - สื่อออนไลน์จีน เผย (10 มี.ค.) ภาพอุปกรณ์ของใช้ และสิ่งประดิษฐ์โบราณ 3,000 ปี ของจีนที่จะทำให้โลกทึ่งในความเจริญก้าวหน้าล้ำยุคสมัยกว่าชาติใดในโลก โดยสิ่งเหล่านี้มี อาทิ กีฬากอล์ฟ สบู่ก้อน แป้งเครื่องสำอางค์ ท่อส่งน้ำ หลายชิ้นเป็นนวัตกรรมระดับต้นแบบทีเดียว ตะเกียงประหยัดพลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หัวเข็มขัดระบบเขี้ยว อุปกรณ์ทางเพศ มิเตอร์วัดระยะทาง รองเท้าหนัง รองเท้าสาน และรองเท้าส้นสูง แปรงสีฟัน ฯลฯ
     

 1. กอล์ฟ 



ภาพจิตรกรรมจีน พบฮ่องเต้ หมิง สยวนจ้ง (ยุคราชวงศ์หมิง ค.ศ. 1425 - 1534) ทรงเล่นกีฬากอล์ฟ โดยบุคคลที่สวมชุดสีทอง กำลังหวดไม้ที่ลูกบอล คือ ฮ่องเต้ หมิง สยวนจ้ง นั่นเอง โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กีฬาในภาพนั้นโบราณเรียกว่า ฉุ่ยว่าน ซึ่งเล่นโดยการใช้ไม้ตีลูกหิน มีการเล่นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960-1279) และนิยมเล่นกันมากในกลุ่มชนชั้นสูงสมัยราชวงศ์หยวน ก่อนจะเป็นการละเล่นที่นิยมกันทั่วไปในสมัยราชวงศ์หมิง



     



2. กล่องสบู่ 


กล่องสบู่ดังกล่าวพบในสุสานสมัยราชวงศ์หมิง โดยแบ่งเป็น 2 ช่อง ช่องหนึ่งสำหรับใส่น้ำมันทาผิว เพื่อความชุ่มชื้น ขณะที่อีกข้างเป็นสบู่สำหรับชะล้างทำความสะอาดใบหน้าฯ



3. แป้งเสริมสวยอัดก้อนฯ 


ก้อนเหล่านี้คือแป้งเสริมสวยที่สตรีสูงศักดิ์ในสมัยโบราณใช้ เป็นเครื่องสำอางค์สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127-1279)



4. ท่อส่งน้ำ  


นักโบราณคดีจีนขุดพบท่อส่งน้ำที่ใช้ในยุคจิ๋น (230 ปีก่อนค.ศ.) ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างก่อนการรวมแผ่นดินของจิ๋นซีฮ่องเต้ และถ้าหากท่อส่งน้ำที่พบยังโบราณไม่พอ นักโบราณคดียังพบท่อน้ำ ช่วงข้อต่อของท่อน้ำโบราณ 3000 ปี ยุคราชวงศ์ซาง (1600 - 1046 ก่อน ค.ศ.) ที่เมืองอันหยางด้วย โดยสามารถไปดูของจริงได้ที่พิพิธภัณฑ์ อันหยาง อวิ่นซู่ว์



     



 5. ตะเกียงประหยัดพลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 


 ตะเกียงทรงห่านคาบโคมฯ นี้ ที่ออกแบบล้ำยุค มีระบบดูดควันในตัว ไม่ทำให้เกิดมลพิษอากาศในห้องฯ



     



6.หัวเข็มขัด 


ผู้เชี่ยวชาญฯ แฟชั่นเมื่อได้เห็นหัวเข็มขัดโบราณยุคราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – 907) ถึงกับกล่าวว่าลืมหัวเข็มขัดหนังของบรรดาแบรนด์หรูยุคนี้ได้เลย



 7. ที่รองนั่งขับถ่าย



นักโบราณคดีใช้เวลาอยู่นาน จึงสามารถพบการใช้งานของวัตถุโบราณดังกล่าว ซึ่งค้นพบในเขตอันจี๋ ซีอาน โดยสันนิษฐานว่าคือเก้าอี้รองนั่งขับถ่ายสำหรับผู้สูงอายุฯ นั่นเอง



     



8. อุปกรณ์ทางเพศ  


อุปกรณ์ชิ้นนี้พบในสุสานยุคราชวงศ์ฮั่น ซึ่งนักโบราณคดีถึงกับตะลึงในการค้นพบ และหลังจากนำกลับไปพินิจพิเคราะห์อยู่นาน ก็ยืนยันว่า นี่คืออุปกรณ์ทางเพศของสตรีที่ใช้กันในบรรดาสตรีรักร่วมเพศยุคนั้น




9. มิเตอร์วัดระยะทาง



หุ่นที่ ติดอยู่บนหลังคาเกวียนเทียมม้านี้ เป็นเทคโนโลยียุคราชวงศ์ฮั่น โดยจะทำงานด้วยการตีกลองทุกครั้งที่ล้อเกวียนหมุนไปครบระยะทุก 500 เมตร




     



10. รองเท้าหนัง รองเท้าสาน และรองเท้าส้นสูง 


มีหลายคนไม่เชื่อว่าคนจีนสวมรองเท้าหนังวัวมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นแล้ว จนกระทั่งมีการค้นพบร้องเท้าหลากชนิดในสุสานของราชวงศ์ฮั่น นอกจากนี้ยังพบรองเท้าหนังเย็บฯ ที่ทรงร่วมสมัยมาก แต่เป็นงานที่ทำในยุคสงครามระหว่างรัฐฯ หรือจ้านกว๋อ สมัยก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้เสียอีก







     



     



 11. กระเป๋าคล้องแขน 




ถ้าคิดว่ากระเป๋าสมัยนี้ทันสมัย คงต้องคิดอีกครั้ง เพราะเป็นแบบดั้งเดิมที่เคยมีการใช้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – 907) กันก่อนแล้ว โดยมีหลักฐานยืนยันจากภาพเขียน และศิลปะวัตถุโบราณสมัยราชวงศ์ถัง



     



12. แปรงสีฟัน  

นี่คือแปรงสีฟันยุคแรก ที่ออกแบบมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25 – 220) โดยทำจากกระดูก แม้ข้อมูลประวัติศาสตร์จะระบุว่ามีการทำแปรงสีฟันด้วยหยก แต่ยังไม่เคยพบของจริงอย่างที่เห็นในภาพ ขณะที่แปรงในภาพนี้ ข่าวบอกว่าเป็นแปรงในยุคราชวงศ์เหลียว (ค.ศ. 907-1125)








ที่มา : http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9570000027405
____________________

: Pageviews
บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • ค้นพบกำแพงหินอายุกว่า 10,000 ปีที่เชียงใหม่
     วันที่ 12 ก.พ. นายพูนทรัพย์ วงศาศุกลปักษ์ เลขานุการศูนย์มนุษยวิทยา ชาติพันธุ์เวียงเจ็ดลิน เทศบาลตำบลช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้เปิ...
  • มนุษย์ต่างดาว มีจริงหรือ?
    แม้จะยังไม่มีการพบตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ต่างดาวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่า มนุษย์ต่างดาว มีจริง และเคยเดินทางมาเยือนโลกของเ...
  • ย้อนอดีต มนุษย์ต่างดาวที่เชียงราย
    31 สิงหาคม 48 ชาวบ้านตื่นข่าวลือพบ"มนุษย์ต่างดาว"ที่เชียงราย เชียงราย - ชาว อ.แม่จัน ตื่นพบตัวประหลาดลอยขึ้นฟ้าริมทุ...
  • Reptilian and Greys
    สายพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับคนไทยมากที่เดียวกับการพบเห็น สิ่งที่อาจจะเป็น "มนุษย์ต่างดา...
  • พบภาพลักษณะคล้ายเมือง ตั้งอยุ่ในหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคาร
    ภาพเมืองบนดาวอังคาร จากการปรับสี  พบภาพลักษณะคล้ายเมือง ตั้งอยุ่ในหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคาร ภาพถ่ายดาวอังคาร จากทางนาซ่า,เจ้าของคลิป...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld