เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงจันทร์ แสดงบทความทั้งหมด

มารู้จักกับดวงจันทร์ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ค้นพบโดย ‘กาลิเลโอ’ ที่สำคัญนาซายืนยันมันมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ อะไรคือเหตุผล





ดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล นั่นคือ ”แกนีมีด” (Ganymede)




ดาวเคราะห์บริวารของดาวพฤหัสบดี ที่ครั้งหนึ่งนักดาราศาสตร์ของนาซาออกมายืนยันว่าดวงจันทร์แกนีมีดมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างแน่นอน

ดวงจันทร์แกนีมีด เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีพลังสนามแม่เหล็กสูง พื้นผิวของดวงจันทร์แกนีมีดแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างซับซ้อนและยาวนาน หากสังเกตให้ดีจะพบว่าดวงจันทร์แกนีมีดมีลักษณะคล้ายคลึงกับดวงจันทร์ของโลก




แกนีมีดถูกค้นพบครั้งแรกโดย ”กาลิเลโอ กาลิเลอี” นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1610 โดยตั้งชื่อตามเทพเจ้ากรีกโบราณ




ในปี ค.ศ. 2015 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ได้ออกมารายงานว่าบนดวงจันทร์แกนีมีดมีมหาสมุทรขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็ง โดยนาซากล่าวว่าปริมาณน้ำในมหาสมุทรของดวงจันทร์แกนีมีดมีปริมาณมากกว่าน้ำทั้งหมดของโลกรวมกันเสียอีก



ผลการยืนยันครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการสำรวจโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮัมเบิล รวมถึงข้อมูลจากยานสำรวจกาลิเลโอ ที่ถูกส่งไปสำรวจดาวพฤหัสบดีเมื่อปี ค.ศ. 1995 ที่พบว่าดวงจันทร์แกนีมีดอาจมีสนามแม่เหล็กและมีแรงดึงดูดคล้ายคลึงกับโลกของเรา

นอกจากนี้ นาซายังกล่าวว่ามหาสมุทรที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็งนั้น อาจมีความลึกมากกว่ามหาสมุทรบนโลกราว 10 เท่า และอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งที่หนากว่า 150 กิโลเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันอุณหภูมิของน้ำ แต่เชื่อว่ามันอาจอบอุ่นพอให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้


ที่มา : SpokeDark.TV
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

ซูเปอร์มูน (Super Moon) 14/11/2016 วันลอยกระทง

 





ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews




เมื่อวันที่ 10 พ.ย. เอเอฟพีรายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐอเมริกา หรือนาซา เผยแพร่ข้อมูลปรากกฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงขนาดใหญ่กว่าปกติ หรือซูเปอร์มูน จากการที่ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกมากที่สุด หรือจุดโคจรเพริจี ว่าจะเกิดขึ้นเต็มที่ในเวลา 13.52 น. ในวันจันทร์ที่ 14 พ.ย.นี้ ตามเวลามาตรฐานสากล (หรือตรงกับคืนเทศกาลลอยกระทง เวลา 20.52 น. ตามเวลาประเทศไทย)



นับเป็นการโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 68 ปี มีระยะห่างไปจากโลกเพียง 356,509 กิโลเมตร ถือเป็นระยะทางที่น้อยที่สุดจากโลกนับตั้งแต่ปี 2491

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาราว 2 ชั่วโมง ดวงจันทร์จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติราวร้อยละ 14 และสว่างกว่าปกติราวร้อยละ 30 เมื่อสังเกตด้วยตาเปล่า เนื่องจากตำแหน่งโคจรของโลก (และดวงจันทร์) อยู่ในช่วงขาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งจะใกล้ที่สุดในวันที่ 4 ม.ค. 2560


นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ระบุว่า หากช่วงเวลาที่เกิดขึ้นของซูเปอร์มูนตรงกับเส้นขอบฟ้าในบางประเทศ ก็จะยิ่งทำให้ดวงจันทร์แลดูมีขนาดใหญ่มากขึ้นไปอีก เนื่องจากปรากฏการณ์ภาพลวงตา หรือออพติคัลอิลูชั่น





ที่มา :
____________________
เครดิต : https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_94172
________________________________

อ้างอิง : 
________________________________
: Pageviews


สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ภาพจำลองสามมิติ งานการสร้างอาณาจักรบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดยใช้เครื่องยนต์ประกอบโครงสร้างที่พักอาศัยต่างๆ ออกแบบโดยบริษัทขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA มีลักษณะเป็นโดมที่สร้างจากพื้นดินดวงจันทร์



ขณะที่บางส่วนจะสร้างและประกอบจากโลก ก่อนจะขนส่งไปยังดวงจันทร์โดยกระสวยอวกาศ ซึ่งจะสามารถป้องกันและหลบภัยจากอุกกาบาต รังสีแกมมา และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ คาดว่ามนุษย์จะสามารถเข้าไปพักอาศัยได้ภายใน 40 ปี

แม้ว่าการศึกษาลักษณะทางกายภาพ และภูมิอากาศที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ที่ผ่านมายังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า จะดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ด้วยความทะเยอทะยานของมนุษย์ย่อมไม่หยุดนิ่ง ประเทศมหาอำนาจต่างๆได้วางยุทธศาสตร์การขยายอำนาจสู่อวกาศแล้ว เป็าหหมายที่จะนำมนุษย์โลกไปอยู่นอกโลกจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป









ที่มา : http://news.mthai.com/headline-news/216293.html
____________________

: Pageviews


นักดาราศาสตร์สเปนได้เปิดเผยว่า ได้พบเห็นดวงจันทร์ถูกบอมบ์ด้วยก้อนอุกกาบาตโตเท่าตู้เย็น นับเป็นการโดนถล่มด้วยก้อนดาวตก ก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ แรงระเบิดทำให้เกิดประกายไฟสว่างวาบขึ้น เชื่อว่าหากมีคนคอยจ้องคอยดูอยู่ก็จะต้องมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ศาสตราจารย์โฮเซ มาเรีย มาไดโด อาจารย์มหาวิทยาลัยฮิวล์วาของราชสมาคมดาราศาสตร์อังกฤษเล่าว่า ขณะที่ส่องกล้องโทรทรรศน์ดูบริเวณที่มีชื่อว่า แมร์ นาเบียม อันเป็นแอ่งเต็มไปด้วยธารหินละลายสีดำเก่าแก่บนดวงจันทร์ 


เมื่อวันที่ 11 กันยายนปีกลาย ได้สังเกตเห็นการลุกไหม้เป็นไฟขึ้น อันตรงกับเวลากรุงเทพฯ 03.07 น. ของวันที่ 12 ความสว่างได้สาดส่องเกือบทั่วบริเวณขั้วเหนือ
 เชื่อว่าหากมีใครคอยดูอยู่ในสภาพอากาศที่อำนวยจะต้องมองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างแน่นอน

 ทั้งยังเห็นแสงสว่างอยู่นานถึง 8 วินาที นับเป็นแสงที่เกิดขึ้นอยู่นานบนดวงจันทร์นานที่สุดเท่าที่เคยเห็นกันมา “ผมรู้ในทันทีตอนนั้นว่าได้เห็นปรากฏการณ์ที่แปลกเป็นพิเศษและหายากที่สุด”

เขากับคณะยังได้คำนวณว่า ก้อนอุกกาบาตก้อนนั้นอาจจะหนักถึง 400 กก. กว้าง 60 ซม. และยาว 1.40 ม. ตกกระทบพื้นดวงจันทร์ด้วยความเร็วชั่วโมงละ 610,000 กม. 






ด้วยความเร็วขนาดนั้นจะทำให้ก้อนหินร้อนจนหลอมละลายและระเบิดกลายเป็นไอเมื่อกระทบพื้น ทำให้ไฟลุกไหม้จนมองเห็นถึงโลกได้ พร้อมกับทำให้เกิดหลุมระเบิดกว้างโตถึง 40 ม. ด้วยแรงระเบิดเทียบเท่ากับดินระเบิดทีเอ็นทีปริมาณถึง 15 ตัน.






ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/edu/406261
____________________

: Pageviews




ปริศนาทรงสามเหลี่ยมที่มีจุดเหมือนไฟส่องสว่าง 7 ดวง


ผู้เชียวชาญโดยฌฉพาะนักวิจัยด้านปรากฏการณ์หนือธรรมชาติ เร่งค้นข้อเท็จจริง
จากคลิปภาพถ่ายอวกาศของผู้เชื่อเรื่องปรากฏการณ์หนือธรรมชาติ ที่ใช้ชื่อ WowForReel





ซึ่งอ้างอิงว่าใช้กูเกิล มูน ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ กูเกิล แมพ ที่ใช้รวจโลก  ส่องดวงจันทร์จนพบวัตถุปริศนาทรงสามเหลี่ยมที่มีจุดเหมือนไฟส่องสว่าง 7 ดวง เรียงขอบสามเหลี่ยมเป็นเครื่องหมาย  >

ซึ่งดูคล้ายกับส่วนประกอบของยานอวากาศจากนอกโลก   ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี่ขี้ความเป็นไปได้ว่า  อาจเป็นแค่ยานอวกาศลำหนึ่งที่ส่งไปสำรวจดวงจันทร์จากโลก








ที่มา : M2F
____________________

: Pageviews


ค้นพบหอคอย และสิ่งปลูกสร้างคล้ายกำแพง หรือป้อมปราการขนาดใหญ่ ในหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์



ด้วยลักษณะของเงาที่ทอดยาว  บ่งบอกถึงความสูงของโครงสร้าง ของสิ่งนี้ 
ซึ่งพื้นผิวของดวงจันทร์ปกคลุมไปด้วยฝุ่น  ไม่มีทางที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ







ภาพต้นฉบับบ  : View Apollo Image AS15-P-8868
________________________________

อ้างอิง : http://www.ufosightingsdaily.com/2014/01/new-moon-discovery-of-two-tall.html
________________________________
: Pageviews



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชารลส์ ดุค นักบินอวกาศประจำยานอพอลโล 16 ซึ่งเคยไปเยือนดวงจันทร์


ได้ทิ้งภาพครอบครัวของเขาไว้บนดวงจันทร์ หลังจากที่เขาเหยียบพื้นผิวของดาวดวงนี้ หลังปฎิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์
เมื่อปี 1972 โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพตัวเขา พร้อมภรรยา และลูกชายสองคน อยู่บนดวงจันทร์ เชื่อว่าอดีตนักบินอวกาศชารลส์ทิ้งสิ่งดังกล่าว
เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเขาเคยมาเหยียบดาวดวงนี้







รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยหลังจากนาซาได้เปิดบันทึกส่วนตัวของนายชารลส์ ดุ๊ค ในห้องสมุดภาพโปรเจ๊กส์"อพอลโล"
ในสหรัฐ โดยนายโรเบิร์ต จาค็อบส์ รองผู้อำนวยการสำนักบริหารและการบินอวกาศ หรือนาซา บอกว่า เขาพบว่า 

มีนักบินอวกาศได้แอบทิ้งสิ่งของส่วนตัว เพื่อเป็นที่ระลึกว่า พวกเขาได้เคยมีประสบการณ์เหยียบเยือนดวงจันทร์ ทั้งนี้ ปัจจุบัน นายชารลส์ ดุค
มีอายุ 77 ปี โดยในช่วงที่เขาปฎิบัติภารกิจประวัติศาสตร์เหยียบดวงจันทร์ เขามีอายุได้ 36 ปี






เครดิต : http://board.palungjit.org
________________________________
: Pageviews


เพราะไททัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์มีชั้นบรรยากาศ จึงเกิดแสงเป็นวงรอบดวงจันทร์ (ภาพเผยแพร่โดยนาซาเมื่อ 30 ก.ย.2013/สเปซด็อทคอม)




ยานแคสสินีของนาซาตรวจพบสารประกอบพลาสติกบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์ นับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบสารประเภทนี้ที่โลกอื่นซึ่งไม่ใช่โลกของเรา

บีบีซีนิวส์รายงานว่า ยานอวกาศแคสสินี (Cassini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ตรวจพบ "โพรพีน" (propene) หรือ โพรพีลีน (propylene) บนไททัน (Titan) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ สำหรับบนโลกนั้นโมเลกุลของสารดังกล่าวประกอบด้วยคาร์บอน 3 อะตอม และไฮโดรเจน 6 อะตอม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของพลาสติกหลายๆ ชนิด

ทั้งนี้ นาซาระบุว่าเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบองค์ประกอบของพลาสติกบนดวงจันทร์ หรือดาวเคราะห์อื่นที่ไม่ใช่โลก และการค้นพบดังกล่าวได้จากเครื่องตรวจวัดอินฟราเรดของยานแคสสินี โดยได้รายงานการค้นพบในวารสารแอสโตรฟิสิคัลเจอร์นัลเลตเตอร์ส (Astrophysical Journal Letters)

"สารเคมีดังกล่าวมีอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ยึดโยงเป็นสายโซ่ยาวกลายเป็นพลาสคิกที่เรียกว่าโพลีโพรพีลีน (polypropylene) ตัวอย่างคลาสสิคน่าจะเป็นกล่องพลาสติกที่ใช้เก็บอาหารในครัวทั่วโลก" คอนอร์ นิกซ์สัน (Conor Nixon) นักวิทยาผศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซาจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) กล่าว

ทั้งนี้ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีอิทธิพลสำคัญต่อดวงจันทร์ไททัน ซึ่งหลักๆ คือมีเทน โดยเป็นรองจากไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบที่มีมากที่สุดในชั้นบรรยากาศของบริวารดาวเสาร์ดวงนี้ ซึ่งแสงอาทิตย์คือตัวการที่ขับเคลื่อนปฏิกริยาในการแตกตัวของมีเทน ทำให้องค์ประกอบที่แตกออกมานั้นรวมตัวกันแล้วก่อตัวเป็นโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น

ทางด้านสเปซด็อทคอมรายงานเพิ่มเติมว่า การค้นพบดังกล่าวช่วยต่อจิ๊กซอว์ของปริศนาอันยาวนานของบรรยากาศไททัน โดยเมื่อปี 1980 เมื่อยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ผ่านใกล้ดวงจันทร์ดวงนี้เป็นครั้งแรก และได้จำแนกก๊าซในชั้นบรรยากาศสีน้ำตาลของดวงจันทร์ว่าเป็นไฮโดรเจน

วอยเอเจอร์ที่หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้วนั้นได้พบหลักฐานของไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอน 3 อะตอม ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่หนักที่สุด และยังพบโพรเพน (propane) รวมถึงโพรไพน์ (propyne) ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่เบาที่สุดในตระกูลนี้ ทว่าวอยเอเจอร์ยังขาดข้อมูลโพรพีนหรือเรียกอีกชื่อว่าโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารเคมีหนักกลางๆ ในกลุ่มนี้

ไมเคิบ ฟลาเซอร์ (Michael Flasar) นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดในโครงการเครื่องมือตรวจวัดอินฟราเรดของแคสสินีอธิบายว่า การวัดโพรพีนทำได้ยาก เพราะมีสัญญาณอ่อนอยู่ท่ามกลางสารเคมีอื่นๆ ที่มีสัญญาณเข้มกว่า และความสำเร็จในการค้นพบสร้างความเชื่อของพวกเขาว่า พวกเขายังจะได้เจอสารเคมีที่ซ่อนอยู่ชั้นบรรยากาศไททันอีก

สำหรับไททันนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของโลก และเป็นดวงจันทร์ใหญ่อันดับสองของระบบสุริยะ รองจากแกนีมีด (Ganymede) ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี และยังเป็นดวงจันทร์เพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะที่มีเมฆและบรรยากาศคล้ายดาวเคราะห์ ซึ่งมักประกอบด้วยไนโตรเจนและมีเทน

ส่วนยานแคสสินีถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 1997 และไปถึงวงโคจรของดาวเสาร์เมื่อเดือน ก.ค.2004 โดยภารกิจมีเป้าหมายในการศึกษาดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร ซึ่งคาดว่าจะทำงานต่อไปถึงปี 2017 ปีที่ยานอวกาศจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์










ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000123670
____________________

: Pageviews


อีกหนึ่ง ดวงจันทร์ที่อยู่ในสาระบบ ดวงจันทร์แปลก หลังจากที่มีภาพ ดวงจันทร์ 4 ดวง บนดาวเคราะห์ดวงเดียว ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้นจะดูสยดสยองแหยงๆ ไปสักนิด ( เหมือนซูมดูชั้นผิวหนังบนหน้าแล้วเจอสิวอุดตันเต็มๆๆๆไปหมด )

ไอโอ (อังกฤษ: Io, กรีก: Ἰώ) เป็น ดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี เป็นดวงที่อยู่ในสุดในกลุ่มดาวบริวารของกาลิเลโอ ถูกค้นพบโดยกาลิเลโอ กาลิเลอี เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1610 ตั้งชื่อตาม ไอโอ นักบวชของเฮรา ที่ตกเป็นภรรยาของซูส

ไอโอมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3,642 กิโลเมตร เป็นดาวบริวารขนาดใหญ่อันดับสี่ในระบบสุริยะ พื้นผิวดาวบริวารมีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับมากกว่า 400 ลูก ซึ่งยังปะทุซัลเฟอร์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกมาเป็นครั้งคราว

ดวงจันทร์ที่แปลกที่สุดในระบบสุริยะ

  • ไอโอดวงจันทร์ บริวาร ดาวพฤหัสบดี มีสีเหลืองสด เพราะเกิดจากกำมะถันและหินซิลิเกตที่หลอมละลาย
  • พื้นผิวที่ดูผิดปกติของไอโอนี้มีอายุน้อยมาก เกิดจากภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่
  • ซึ่งภูเขาไฟจำนวนมากบนไอโอนี้ เกิดจากแรงรบกวนจากแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์กาลิเลียนดวงอื่นๆ
  • แรงเสียดที่เกิดขึ้นจากการที่มันถูกแรงโน้มถ่วงดึงยืดอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความร้อนขึ้นอย่างมหาศาลภายในดวงจันทร์ไอโอ จนทำให้หินหลอมเหลวภายในไอโอระเบิดออกมาสู่ภายนอก
  • ภูเขาไฟอันทรงพลังของไอโอยังทำให้สารทั้งหมดภายในดวงจันทร์ออกมาสู่ภายนอก


ที่มา :teen.mthai.com อ้างอิง วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
____________________

: Pageviews




แม้ดวงจันทร์จะเป็นเพื่อนบ้านในอวกาศของโลกที่อยู่ใกล้เราที่สุด แต่มีหลายเรื่องของบริวารดวงนี้ที่เราอาจไม่เคยรู้ และสเปซด็อทคอมได้รวบรวมไว้ 10 เรื่อง ดังนี้





       1.กำเนิดจากการชน
       ตามทฤษฎีที่ยอมรับกันส่วนใหญ่ ดวงจันทร์เกิดจากหินอวกาศขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชนโลก หลังระบบสุริยะก่อตัวได้ไม่นาน เมื่อประมาณ 4.5 ล้านปีก่อน



       2.ล็อคด้านเดียวเข้าหาโลก
       การที่ดวงจันทร์ทั้งหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบโลกที่หมุนรอบตัวเองแล้วโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ โดยที่หันด้านเดียวเข้าหาโลกนั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์ โดยข้อมูลจากสเปซด็อทคอมระบุว่า แรงโน้มถ่วงโลกทำให้การหมุนรอบแกนหมุนของดวงจันทร์ช้าลง และการหมุนของดวงจันทร์ก็ช้าจนพอดีกับการโคจรรอบโลกและคงที่อยู่เช่นนั้น ซึ่งดวงจันทร์ของดาวเคราะห์อื่นๆ ก็มีรูปแบบคล้ายๆ กัน
     
       เมื่อดวงจันทร์หมุนรอบโลกจะมีช่วงที่รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์มองไม่เห็นจากบนโลก เรียกระยะดังกล่าวว่า “เดือนมืด” (new moon) ดังนั้น จึงไม่มี “ด้านมืดของดวงจันทร์” แต่มีเพียงด้านที่เราไม่เคยได้เห็นเท่านั้น และเมื่อดวงจันทร์หมุนไปตามวงโคจรเราจะได้เห็นเสี้ยวของด้านที่สะท้อนแสงอาทิตย์ด้วยหรือที่เรียกว่า “จันทร์เสี้ยว” และเมื่อดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เราก็จะได้เห็นดวงจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์เต็มๆ หรือที่เรียกว่า “พระจันทร์เต็มดวง”



       3.ต้นไม้จากดวงจันทร์
       มีต้นไม้กว่า 400 ต้นที่เคยไปไกลถึงดวงจันทร์ก่อนหยั่งรากบนโลก โดยเมื่อปี 1971 สจ็วต รูสา (Stuart Roosa) มนุษย์อวกาศประจำปฏิบัติการอพอลโล 14 (Apollo 14) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้นำเมล็ดพันธุ์ติดต่อขึ้นไปด้วย ระหว่างที่ อลัน เชพเพิร์ด (Alan Shepard) และ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ (Edgar Mitchell) กับยุ่งอยู่กับการสำรวจไปบนพื้นผิวดวงจันทร์นั้น รูสาก็ทำหน้าที่ปกป้องเมล็ดพันธุ์อยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์
     
       หลังจากกลับมายังโลกเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็ถูกปลูกไปทั่วสหรัฐฯ และเจริญงอกงามดี ซึ่งส่วนใหญ่ยังเติบโตดีและถูกเรียกว่า “ต้นดวงจันทร์”



       4.ดวงจันทร์อาจมีน้องสาว
       ดวงจันทร์อาจไม่ใช่บริวารเพียงดวงเดียวของโลก โดยเมื่อปี 1999 นักวิทยาศาสตร์ได้พบอุกกาบาตขนาด 5 กิโลเมตร ที่ถูกจับไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงโลก เมื่อเป็นเช่นนั้นอุกกาบาตดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่า “ครูธเน” (Cruithne) จึงกลายเป็นบริวารของโลกไปโดยปริยาย น้องสาวของดวงจันทร์ดวงนี้ใช้เวลา 770 ปีโคจรรอบโลกเป็นรูปเกือกม้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าอุกกาบาตลูกนี้จะอยู่ในอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลกไปอย่างน้อย 5,000 ปี



       5.ผ่านไปหลายล้านปีพื้นผิวก็ไม่เปลี่ยนแปลง
       มีหลุมอุกกาบาตลึกขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นผลจากการถูกหินอุกกาบาตพุ่งชนอย่างรุนแรงเมื่อระหว่าง 4.1-3.8 พันล้านปีก่อนหน้านี้ ซึ่งร่องรอยความรุนแรงดังกล่าวไม่สึกกร่อนเป็นเพราะ 2 เหตุผลหลัก คือ ดวงจันทร์ไม่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยามากเหมือนโลก ไม่ว่าภูเขาไฟหรือภูเขาก็ไม่ทำลายภูมิทัศน์เหมือนอย่างบนโลก และอีกเหตุผลคือดวงจันทร์แทบจะไม่มีชั้นบรรยากาศ ดังนั้น การสึกกร่อนจึงเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย



       6.ดวงจันทร์ไม่กลม
       รูปร่างของดวงจันทร์คล้ายรูปร่างของไข่มากกว่า และศูนย์กลางมวลของดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ตรงศูนย์กลางตามรูปทรงเรขาคณิต แต่อยู่ห่างจากศูนย์กลางรูปทรงเรขาคณิตดังกล่าวออกมา 2 กิโลเมตร



       7.“มูนเควก” ดวงจันทร์ไหว
       มนุษย์อวกาศในโครงการอพอลโลได้ใช้เครื่องมือวัดการสั่นสะเทือนบนดวงจันทร์ และพบว่าดวงจันทร์เทาๆ นี้ยังไม่ได้ตายด้าน แต่ยังยังมีการสั่นสะเทือนเบาๆ ที่มีต้นกำเนิดแรงสั่นสะเทือนอยู่ลึกใต้พื้นผิวลงไปหลายกิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่าการสั่นสะเทือนนั้นเป็นผลพวงจากแรงดึงของแรงโน้มถ่วงโลก บางครั้งมีรอยแยกบนพื้นผิวและมีก๊าซเล็ดลอดออกมา
     
       นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าบางทีดวงจันทร์อาจจะมีแกนกลางที่ร้อนจัดหรืออาจจะหลอมเหลวด้วยบางส่วน เหมือนแกนกลางของโลก แต่ข้อมูลจากยานอวกาศลูนาร์โพรสเปคเตอร์ (Lunar Prospector) ของนาซาได้เผยให้เห็นตั้งแต่ปี 1999 ว่า แกนกลางของดวงจันทร์นั้นเล็กมาก อาจมีมวลอยุ่เพียง 2-4% ของมวลทั้งหมด ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับโลกที่มีแกนเป็นเหล็กและมีมวลถึง 30% ของมวลทั้งหมด



       8.ดวงจันทร์อาจจะเป็นดาวเคราะห์?
       ดวงจันทร์ของเราใหญ่กว่าพลูโต และมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวๆ 1 ใน 4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่า ดวงจันทร์น่าจะเป็นดาวเคราะห์มากกว่า และเรียกระบบโลกกับดวงจันทร์ว่า “ดาวเคราะห์คู่” (double planet) ซึ่งพลูโตและชารอน (Charon) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ก็ถูกเรียนกว่า “ระบบดาวเคราะห์คู่” จากนักวิทยาศาสตร์บางส่วนด้วย



       9.กระตุกน้ำขึ้น-น้ำลง
       เป็นที่ทราบดีว่าปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลงบนโลกนั้นได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากดวงจันทร์ ขณะที่ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลงเพียงเล็กน้อย โดยแรงดึงดูดของดวงจันทร์จะดึงน้ำในมหาสมุทร โดยน้ำขึ้นจะเกิดขึ้นเมื่อโลกเรียงอยู่ในระดับใต้ดวงจันทร์ และอีกกรณีคือด้านของโลกที่ไปไม่ได้หันเข้าหาดวงจันทร์จะเกิดน้ำขึ้น เพราะแรงดึงดูดดึงโลกเข้าหาดวงจันทร์มากกว่าดึงน้ำ และเมื่อพระจันทร์เต็มดวงกับคืนเดือนมืด ดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทร์จะเรียงเป็นแวเดียวกัน ทำให้เกิดน้ำขึ้นสูงกว่าปกติ
     
       นอกจากนี้แรงดึงจากดวงจันทร์ยังทำให้โลกหมุนช้าลง เนื่องจากพลังงานการหมุนของโลกถูกดวงจันทร์ดึงไป ทำให้โลกของเราช้าลงประมาณ 1.5 มิลลิวินาทีทุกๆ 100 ปี



       10.เตรียมบอกลาดวงจันทร์
       ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนออกห่างจากโลกไปเรื่อยๆ ในทุกปีดวงจันทร์ขโมยพลังงานจากโลก และใช้ในการขับดันตัวเองให้วงโคจรถ่างออกไป 3.8 เซ็นติเมตร ซึ่งนักวิจัยเผยว่า เมื่อดวงจันทร์เริ่มก่อกำเนิดนั้นอยู่ห่างจากโลกเพียง 22,530 กิโลเมตร แต่ตอนนี้ดวงจันทร์อยู่ห่างออกไป 450,000 แล้ว







ที่มา :  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000120985

: Pageviews


ภาพแนวคิดแสดงการชนกันของดาวเคราะห์ตามข้อมูลที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ของนาซาจับสัญญาณเศษซากของหายนะดังกล่าวได้ เมื่อปี 2009 ซึ่งเชื่อว่าการกำเนิดดวงจันทร์ของโลกก็มีรูปแบบเดียวกัน (สเปซด็อทคอม/นาซา)

       งานวิจัยใหม่จากการวิเคราะห์หินดวงจันทร์บ่งชี้ว่า ดวงจันทร์น่าจะมีอายุน้อยกว่าที่เคยเข้าใจอยู่ประมาณ 100 ล้านปี โดยทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับเกี่ยวกับกำเนิดบริวารของโลก ระบุว่าดวงจันทร์เกิดจากดาวเคราะห์ลึกลับที่มีขนาดเท่ากับดาวอังคารหรือใหญ่กว่าพุ่งชนโลกในช่วงเวลาที่ระบบสุริยะเพิ่งก่อเกิด
     
       ทว่ารายงานของบีบีซีนิวส์ งานวิจัยใหม่นี้ได้ศึกษาหินดวงจันทร์ซึ่งให้ผลบ่งชี้ว่า ดวงจันทร์น่าจะเกิดจากการรวมตัวของเศษซากที่ระเบิดออกไปในอวกาศ จากการพุ่งชนโลกของดาวเคราะห์ ซึ่งจริงๆ แล้วเกิดขึ้นระหว่าง 4.4-4.45 พันล้านปี ไม่ใช่ 4.56 พันล้านปีอย่างที่ทฤษฎีซึ่งได้รับการยอมรับขณะนี้ระบุ
     
       การศึกษาล่าสุดนี้ทำให้ดวงจันทร์ของเราอ่อนเยาว์ลง 100 ล้านปีจากที่เคยเข้าใจ ซึ่งนั่นอาจจะเปลี่ยนความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อช่วงกำเนิดโลก ซึ่งรวมถึงความเข้าใจต่อบริวารดวงนี้ด้วย โดย ริชาร์ด คาร์สัน (Richard Carlson) หนึ่งในทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) ในวอชิงตัน ดีซี สหรัฐฯ กล่าวว่า ยังมีเรื่องให้ต้องศึกษาอีกมาก เกี่ยวกับกำเนิดดวงจันทร์ที่ล่าช้ากว่าที่คิดนี้ เช่นสภาพของโลกของในยุคแรกๆ
     
     

     

     
     

     
       คาร์สันอธิบายว่า นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างทราบอายุของระบบสุริยะเป็นอย่างดี คือ ประมาณ 4.568 พันล้านปี และสามารถระบุช่วงเวลากำเนิดของวัตถุอวกาศขนาดเล็ดอย่างดาวเคราะห์น้อยได้อย่างแม่นยำด้วย โดยพิจารณาถึงช่วงเวลาที่วัตถุอวกาศเหล่านั้นเกิดละลายอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากการชนกันและรวมตัวกันของวัตถุต้นกำเนิดดาวเคราะห์ที่เรียกว่า “แพลเนตเอซิมัล” (planetesimal)
     
       ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์อุกกาบาตที่มาจากดาวเคราะห์น้อยเวสตา (Vesta) ซึ่งพุ่งเข้ามาในโลก เผยให้เห็นว่าหินอวกาศที่กว้าง 530 กิโลเมตรลูกดังกล่าว มีอายุ 4.565 พันล้านปี และเวสตายังเย็นตัวลงค่อนข้างเร็ว และเล็กเกิดกว่าที่จะรักษาความร้อนภายในที่ขับเคลื่อนให้เกิดของเหลวละลายอยู่ภายในหรือทำให้เกิดภูเขาไฟขึ้นได้ แต่คาร์สันอธิบายต่อว่า เป็นเรื่องยากกว่าที่จะระบุอายุของวัตถุอวกาศที่ใหญ่กว่าได้อย่างชัดเจน
     
       ถ้าถามเรื่องเดียวกันนี้สำหรับโลกหรือดวงจันทร์ คาร์สันกล่าวว่า เราจะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนเลย และดูเหมือนโลกจะใช้เวลาที่นานกว่าในการขยายขนาดจนเต็ม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็คำนวณออกมาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่การคำนวณเหล่านั้นก็ทำให้ขยับอายุในการกำเนิดของดวงจันทร์ออกไปด้วย
     
       เชื่อว่าในช่วงเวลาสั้นๆ หลังก่อกำเนิดดวงจันทร์ทั้งดวงได้โอบอุ้มทะเลหินเหลวหนืดไว้ ซึ่งจากการประเมินอายุของหินดวงจันทร์ที่เกิดจากทะเลเหล่านั้นพบว่ามีอายุประมาณ 4.36 พันล้านปี และจากสัญญาณของหลายตำแหน่งที่พบอยู่บนโลก นักวิทยาศาสตร์คำนวณออกมาได้ว่า การหลอมเหลวครั้งมโหฬารนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4.45 พันล้านปี ดังนั้นเหตุการณ์ชนกันครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดดวงจันทร์น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาราวๆ นั้น มากกว่าจะเป็นช่วงเวลา 100 ล้านปีก่อนหน้านั้นหรือนานกว่านั้นอีก
     
     







ที่มา :http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000120613

: Pageviews


ภาพขาวดำความละเอียดไม่คมชัด แม้จะสู้ภาพสีจากกล้องดาวเทียมอันทันสมัยไม่ได้้ แต่ภาพนี้ก็เป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์วงการอวกาศ เพราะบันทึกด้วยดาวเทียมสำรวจดวงจันทร์ ที่ปูทางสำหรับการนำคนไปลงดวงจันทร์ในปฏิบัติการ "อพอลโล"
     
       ภาพโลกและดวงจันทร์สีขาวดำนี้บันทึกโดยยานสำรวจไร้มนุษย์ "ลูนาร์ออร์บิเตอร์ 1" (Lunar Orbiter 1) ขององค์การอวกาศสหรัฐ (นาซา) เมื่อปี 1966 ขณะโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ในภารกิจทำแผนที่พื้นผิวดวงจันทร์จากอวกาศ
     
       ภารกิจของลูนาร์ออร์บิเตอร์ที่กินเวลาระหว่างปี 1966-1967 ได้วางพื้นฐานสู่ปฏิบัติการอพอลโล (Apollo) ในการส่งมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์ และประสบความสำเร็จกับการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกในปฎิบัติการอพอลโล 11 เมื่อ 20 ก.ค.1969
     
       โครงการลูนาร์ออร์บิเตอร์ถูกออกแบบให้สร้างแผนที่พื้นผิวดวงจันทร์เพื่อชี้ชัดถึงบริเวณที่เหมาะแก่การลงจอดสำหรับภารกิจอพอลโล และภาพที่บันทึกโดยลูนาร์ออร์บิเตอร์ 1 นี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดภาพประวัติศาสตร์ด้านอวกาศ ซึ่งไลฟ์ไซน์รายงานว่าเป็นภาพที่ไม่เคยเผยในโลกออนไลน์มาก่อน หรือถ้ามีก็เป็นภาพความละเอียดต่ำ
     
       ชุดภาพประวัติศาสตร์อวกาศนี้สำนักอำนวยการภาพถ่ายดาวเคราะห์ประจำภูมิภาค (Regional Planetary Image Facility) ของนาซา ซึ่งดูแลโดยมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) ในอังกฤษ และนำมาจัดแสดงแก่สาธารณชนในงานเทศกาลดาวเคราะห์ ที่จัดขึ้นระหว่าง 8-13 ก.ย. ในลอนดอน
     







ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000111503
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


ภาพขณะจรวดไมนอทัวร์ทะยานฟ้านำยานอวกาศแลดดีมุ่งสู่ดวงจันทร์จากฐานปล่อยจรวดในเวอร์จิเนีย (นาซา)

       ยานอวกาศลำใหม่ของนาซาทะยานฟ้ามุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์แล้ว โดยจะสำรวจชั้นบรรยากาศบางๆ และสภาพฝุ่นของบริวารโลก ตั้งเป้าไขปริศนาที่ค้างคามา 40 ปี
     
       แลดดี (Lunar Atmosphere and Dust Environment Explorer: LADEE) ยานสำรวจบรรยากาศและสภาพฝุ่นบนดวงจันทร์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ทะยานฟ้าจากฐานปล่อยจรวดของสำนักอำนวยการบินวัลลอปส์ (Wallops Flight Facility) ในเวอร์จิเนียเมื่อเช้าวันที่ 7 ก.ย.2013 อย่างสวยงาม และองค์การอวกาศยืนยันการแยกตัวของยานอวกาศออกจากจรวดเป็นไปอย่างเรียบร้อย
     
       ริค เอลฟิค (Rick Elphic) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการแลดดีผู้ตื่นเต้นกับการปล่อยยานอวกาศครั้งนี้ เผยกับสเปซด็อทคอมก่อนการยิงจรวดว่า ต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการพัฒนายานลำนี้ ซึ่งเป็นยานอวกาศที่คาดหวังได้ เพราะผ่านการทดสอบอย่างสมบูรณ์แบบ
     
       ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาทั้งทดสอบแลดดีด้วยการเขย่า แช่แข็ง นำเข้าห้องสุญญากาศ แต่ยานอวกาศก็ยังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเอลฟิคให้ความเห็นว่ายานลำล่าสุดนี้เป็นยานอวกาศลำเล็ก แต่พวกเขาก็คาดหวังที่จะทำงานใหญ่ทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยยานอวกาศลำเล็กนี้
     
       แลดดีทะยานฟ้าไปกับจรวดไมนอทัวร์ 5 (Minotaur V) ซึ่งเป็นครั้งแรกของจรวดตระกูลนี้และฐานปล่อยในเวอร์จิเนียที่ได้รับหน้าที่ในการส่งยานอวกาศสู่ดวงจันทร์ ท่ามกลางฝูงชนที่มาชมการปล่อยจรวดครั้งนี้กว่า 1,100 คน


     
       ปฏิบัติการแลดดีมูลค่ากว่า 8,400 ล้านบาทนี้มีภารกิจขุดสำรวจฝุ่นและบรรยากาศดวงจันทร์ ซึ่งยานอวกาศได้ติดตั้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำคัญ 3 ชั้น ที่จะสำรวจชั้นบรรยากาศอันบางเบาของดวงจันทร์ และไขปริศนาอันลึกลับของฝุ่นดวงจันทร์ที่คาใจมาตั้งแต่ก่อนยุคอพอลโล (Apollo-era)




ภาพจินตนาการของศิลปินขณะยานแลดดีมุ่งหน้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ (นาซา/สเปซด็อทคอม)

       ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยานลงจอดเซอร์เวเยอร์ 7 (Surveyor 7) ถูกส่งขึ้นไปดวงจันทร์เมื่อปี 1968 ได้บันทึกว่ามีการเรืองแสงบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ขอบฟ้าก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น และมนุษย์อวกาศในโครงการอพอลโลของนาซาก็ยังเห็นดวงจันทร์เรืองแสงเช่นกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาจจะเป็นเพราะอนุภาคฝุ่นที่เล็กมากๆ ถูกยกสูงขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์
     
     

       40 ปีที่แล้วเรายังเชื่อว่าดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศ แต่ตอนนี้นาซากำลังส่งยานไปศึกษาชั้นบรรยากาศที่แสนบางเบาของเพื่อนบ้านและบริวารที่อยู่ใกล้เราที่สุด
     
     

     

     
       “ผมรักภารกิจนี้เพราะมีเรื่องสำคัญอยู่มากในภารกิจนี้ เราได้ศึกษาดวงจันทร์นี้มาอย่างครอบคลุมนับแต่มนุษย์อวกาศอพอลโลคนสุดท้ายได้จากที่นั่นมาเมื่อกว่า 40 ปีก่อน เมื่อเราจากดวงจันทร์มา เราคิดถึงมันในแง่พื้นผิวเก่าแก่ที่ปราศจากบรรยากาศ แต่จากนั้นเราก็ค้นพบว่าในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วดวงจันทร์ยังไม่ตายซากเสียทีเดียว และยังคงมีการเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติการแลดดีนี้จะให้แนวคิดใหม่หมดเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ใกล้เราที่สุด และผมก็ตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก” จอห์น กรันฟิล์ด (John Grunsfeld) ผู้ช่วยผู้อำนวยการนาซาฝ่ายกองอำนวยการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ให้ความเห็น



การปล่อยจรวดนำส่งแลดดีครั้งนี้หลายเมืองทางฝั่งตะวันออกของสหัฐฯ สามารถมองเห็นได้ ซึ่งภาพนี้บันทึกโดย เบน คูเปอร์ (Ben Cooper) จากชั้นบนสุดของศูนย์ร็อคกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Center) ในนิวยอร์กซิตี ขณะจรวดพาแลดดีทะยานฟ้า (สเปซไฟล์ทนาว)

     


ภาพร่างปรากฏการณ์เรืองแสงบนดวงจันทร์ของลูกเรืออพอลโล 17 (นาซา)

     

       นอกจากนี้แลดดียังติดตั้งการสื่อสารระบบเลเซอร์ ซึ่งจะทดสอบระบบสื่อสารดังกล่าวเมื่อเข้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ โดยเป็นระบบสื่อสารใหม่นี้จะทำให้ยานอวกาศส่งข้อมูลกลับลงมายังศูนย์ควบคุมปฏิบัติการบนภาคพื้นด้วยความเร็วระดับเดียวกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
     
       หลังจากทะยานฟ้าแล้วแลดดีจะโคจรรอบโลกเป็นเวลา 30 วัน เป็นวงโคจรรูปวงรีอยู่ 3 รอบก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ เมื่อยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์แล้ว จะเป็นระยะของการทดสอบก่อนปฏิบัติการจริง ซึ่งการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีเลเซอร์จะเริ่มขึ้นในช่วงนี้ จากนั้นยานอวกาศจะปฏิบัติภารกิจไปอีก 100 วัน ก่อนที่เชื้อเพลิงจะหมด แล้วจึงพุ่งชรพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อจบภารกิจ


Source SPACE.com: All about our solar system, outer space and exploration.





ที่มา :  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000112769
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ผู้ออกแบบสนามฟุตบอลเวมบลี่ย์ ได้ออกแบบอาคาร ซึ่งจะไปก่อสร้างขึ้นบนดวงจันทร์โดยจะสร้างด้วยวัสดุที่มีอยู่บนนั้น









ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews






สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ภาพจำลองสามมิติ งานการสร้างอาณาจักรบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดยใช้เครื่องยนต์ประกอบโครงสร้างที่พักอาศัยต่างๆ ออกแบบโดยบริษัทขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA มีลักษณะเป็นโดมที่สร้างจากพื้นดินดวงจันทร์






นักวิทยาศาสตร์เผยความลับยุคสงครามเย็น อเมริกาเคยคิดจุดระเบิดนิวเคลียร์บนดวงจันทร์ข่มขวัญคู่อริ หลังโซเวียตพิชิตอวกาศได้ก่อนด้วยยานสปุตนิก



เลียวนาร์ด เรฟเฟล นักฟิสิกส์ผู้มีส่วนร่วมในโครงการลับ "A Study of Lunar Research Flights" หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า "Project A119" เปิดเผยว่า หลังจากสหภาพโซเวียตได้แซงหน้าสหรัฐ ด้วยการเป็นมหาอำนาจรายแรกที่ปล่อยยานสปุตนิกเข้าสู่วงโคจรได้เป็นผลสำเร็จเมื่อปี ค.ศ.1957 สหรัฐได้วางแผนตอบโต้ด้วยโครงการนี้



โครงการดังกล่าวมีแผนที่จะจุดระเบิดปรมาณูบนดวงจันทร์ ด้วยความคิดว่า โซเวียตจะเสียขวัญเมื่อได้เห็นแสงสว่างวาบเพราะแรงระเบิด โดยเพนตากอนเลือกใช้ระเบิดนิวเคลียร์ เนื่องจากระเบิดไฮโดรเจนมีน้ำหนักมากเกินไป



แผนการนี้ได้ดึงนักดาราศาสตร์ชื่อดัง คาร์ล เซแกน มาร่วมงานด้วย โดยมอบหมายให้ทำงานคำนวณต่างๆ ในเวลานั้น เซแกนยังเป็นนักศึกษาหนุ่มเพิ่งเรียนจบ



อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้ได้ถูกพับเก็บไป ก่อนที่จะได้ลงมือทำจริงในปี 1959 เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะส่งผลกระทบถึงโลก



เอกสารเกี่ยวกับโครงการได้ถูกเก็บเป็นความลับมานานเกือบ 45 ปี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐไม่เคยยืนยันว่าได้ทำโครงการนี้



แทนที่จะระเบิดดวงจันทร์ สหรัฐได้เร่งมือในการแข่งขันด้านกิจการอวกาศ จนกระทั่งสามารถเอาชนะโซเวียตได้ ด้วยการส่งนีล อาร์มสตรองไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 1969









ที่มา : http://news.voicetv.co.th/global/57306.html
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง : The Sun
________________________________
: Pageviews





       นาซาบังคับยานแฝดที่โคจรรอบดวงจันทร์ เพื่อทำแผนที่แรงโน้มถ่วง ให้โหม่งขอบหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ หลังเสร็จสิ้นภารกิจ พร้อมตั้งชื่อจุดตก “แซลลี ไรด์” เพื่อเป็นเกียรติแก่นักบินอวกาศหญิงคนแรกของสหรัฐฯ
     
       ยานแฝดเกรล (Grail) ซึ่งประกอบด้วย ยานเอบบ์ (Ebb) และ ยานโฟล์ว (Flow) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ถูกบังคับให้โหม่งขอบหลุมอุกกาบาตที่ขั้วเหนือของดวงจันทร์ หลังเส็จสิ้นภารกิจทำแผนที่แรงโน้มถ่วง เมื่อเช้าตรู่วันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย
     
ภาพเส้นทางสุดท้ายของยานเอบบ์และโฟล์ว ก่อนโหม่งดวงจันทร์ (สเปซด็อทคอม/นาซา)


       สเปซด็อทคอม ระบุว่า ทีมในโครงการยานแฝดเกรลได้กำหนดจุดที่ยานตกให้มีตาม แซลลี ไรด์ (Sally Ride) มนุษย์อวกาศหญิงคนแรกของสหรัฐฯ เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในฐานะผู้บทบาทต่อการศึกษาและผลักดันให้เกิดโครงการยานแฝดเกรล
     
       มาเรีย ซูเบอร์ (Maria Zuber) จากเอ็มไอที (MIT) หนึ่งในทีมโครงการเกรล กล่าวว่า ทีมงานเกรล ทราบดีว่า นาซานั้นมีแผนที่จะสรรเสริญไรด์ในหลายรูปแบบ แต่ทีมเลือกจุดตกของยานให้มีชื่อเดียวกับเธอ เพราะบทบาทของเธอที่มีต่อการศึกษาของโครงการเกรล
     
       รวมทั้งบทบาทต่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษาของเธอนั้นก็มีความสำคัญยิ่งต่อการทำงานของทีม โดยเป็นผู้นำทีมในโครงการ “มูนแคม” (MoonKAM project) ของยานแฝดเกรล ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนจากทั่วโลกได้เลือกพื้นที่บนดวงจันทร์ เพื่อเป็นจุดให้ยานเอบบ์ และยานโฟล์วบันทึกภาพ
     
     

     
     
     
     

ภาพแสดงการทำงานของยานแฝดเกรล (สเปซด็อทคอม/นาซา)

       ไรด์มีชื่อเสียงมากจากการเป็นผู้หญิงคนแรกของสหรัฐฯ และเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ของโลกที่ได้บินขึ้นไปในอวกาศ และได้ขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 1983 ไปพร้อมกับยานชาเลนเจอร์ (Challenger) ในปฏิบัติการเที่ยวบินเอสทีเอส-7 (STS-7) และในอีกปีต่อมาเธอได้ขึ้นยานชาเลนเจอร์อีกครั้งในปฏิบัติการเอสทีเอส-41จี รวมใช้เวลาในอวกาศ 343 ชั่วโมง แต่เธอเพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาจากโรงมะเร็งตับอ่อน รวมอายุได้ 61 ปี
     
       แบร์ ไรด์ (Bear Ride) น้องสาวของไรด์ ซึ่งทำงานในห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซา ซึ่งเป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการเกรลในช่วงขณะสุดท้ายของยานเอบบ์และยานโฟล์ว กล่าวว่า ครอบครัวของเธอรู้สึกตื่นเต้นต่อการยกย่องครั้งนี้ และยินต่อซูเบอร์และทีมที่สานต่อความฝันนี้และทำให้โครงการประสบความสำเร็จ
     
       “มันเจ๋งมากที่รู้ว่าเมื่อคุณมองขึ้นไปบนดวงจันทร์ตอนนี้ ที่นั่นมีมุมเล็กๆ ของดวงจันทร์ซึ่งตั้งชื่อตามแซลลี และเราก็หวังว่า เด็กๆ จะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน” น้องสาวของไรด์กล่าว
     
       ยานแฝดเกรลซึ่งย่อมาจากปฏิบัติการ Gravity Recovery And Interior Laboratory นั้น ถูกส่งขึ้นไปเมื่อเดือน ก.ย.2011 และยานเอบบ์กับยานโฟล์วได้ไปถึงดวงจันทร์ในอีก 3 เดือนให้หลังจากนั้น และบินตามกันไปเพื่อทำแผนที่สนามแม่เหล็กที่ให้รายละเอียดที่เราไม่เคยทราบมาก่อน และการวัดสนามแรงโน้มถ่วงของยานแฝดทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำแผนที่แรงโน้มถ่วงที่ดีของวัตถุท้องฟ้าที่ดีที่สุดได้
     
       เมื่อยานแฝดเกรลหมดเชื้อเพลิงก็จะถูกดึงให้พุ่งชนดวงจันทร์ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้น ทีมปฏิบัติการเกรลจึงบังคับให้ยานตก และให้ห่างจากจุดลงจอดของปฏิบัติการอะพอลโล รวมถึงบริเวณอื่นๆ บนดวงจันทร์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นการสิ้นสุดหน้าที่ของยานในโครงการมูลค่า 1.5 หมื่นล้านนี้
     








ที่มา :http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000153978
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


ซีบีเอส - เผยครั้งหนึ่ง นีล อาร์มสตรอง และ บัซ อัลดริน เคยเกือบไม่มีดวงจันทร์ให้เหยียบเสียแล้ว หลังสื่อมวลชนหลายสำนักออกมาแฉว่าสหรัฐฯ เคยมีแผนจุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์บนดาวบริวารของโลกดวงนี้ ช่วงทศวรรษที่ 1950
บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • ค้นพบกำแพงหินอายุกว่า 10,000 ปีที่เชียงใหม่
     วันที่ 12 ก.พ. นายพูนทรัพย์ วงศาศุกลปักษ์ เลขานุการศูนย์มนุษยวิทยา ชาติพันธุ์เวียงเจ็ดลิน เทศบาลตำบลช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้เปิ...
  • มนุษย์ต่างดาว มีจริงหรือ?
    แม้จะยังไม่มีการพบตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ต่างดาวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่า มนุษย์ต่างดาว มีจริง และเคยเดินทางมาเยือนโลกของเ...
  • ย้อนอดีต มนุษย์ต่างดาวที่เชียงราย
    31 สิงหาคม 48 ชาวบ้านตื่นข่าวลือพบ"มนุษย์ต่างดาว"ที่เชียงราย เชียงราย - ชาว อ.แม่จัน ตื่นพบตัวประหลาดลอยขึ้นฟ้าริมทุ...
  • Reptilian and Greys
    สายพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับคนไทยมากที่เดียวกับการพบเห็น สิ่งที่อาจจะเป็น "มนุษย์ต่างดา...
  • พบภาพลักษณะคล้ายเมือง ตั้งอยุ่ในหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคาร
    ภาพเมืองบนดาวอังคาร จากการปรับสี  พบภาพลักษณะคล้ายเมือง ตั้งอยุ่ในหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคาร ภาพถ่ายดาวอังคาร จากทางนาซ่า,เจ้าของคลิป...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld