องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าได้ตรวจสอบพบ ลูกไฟ ขนาดมหึมาเคลื่อนที่ฝ่าอวกาศด้วยความเร็วสูงบริเวณใกล้กับดาวฤกษ์ที่กำลังจะตายดวงหนึ่งห่างออกไป 1,200 ปีแสงจากโลก นักวิทยาศาสตร์นาซายอมรับว่าที่มาของลูกไฟขนาดใหญ่ดังกล่าวนี้ยังเป็นปริศนาอยู่จนถึงขณะนี้
ลูกไฟพลาสมา (สสารที่อยู่ในสถานะก๊าซ) ที่แต่ละลูกมีขนาดเป็นสองเท่าของดาวอังคาร และมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ถึง 2 เท่าตัว ถูกตรวจสอบพบขณะเคลื่อนที่ผ่านอวกาศด้วยความเร็วสูงมาก ชนิดที่สามารถเคลื่อนที่จากโลกไปยังดวงจันทร์ (ระยะทาง 384,472 กิโลเมตร) ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ของนาซาประจำห้องปฏิบัติการ เจ็ท โพรพัลชั่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าลูกไฟเหล่านี้จะปรากฏออกมาในทุกๆ 8.5 ปี ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 4 ศตวรรษที่ผ่านมา
ลูกไฟที่เป็นดวงก๊าซถูกสังเกตพบบริเวณใกล้กับดาวแดงยักษ์ชื่อ “วีไฮเดร” ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 1,200 ปีแสง ดาวแดงยักษ์ เป็นดาวฤกษ์ที่กำลังพัฒนาการอยู่ในวาระสุดท้ายซึ่งเกือบหมดพลังแล้วและตัวดวงดาวเริ่มต้นบวมและขยายตัวออก กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ตรวจสอบพบลูกไฟเหล่านี้ขณะที่เคลื่อนตัวผ่านด้านหน้าของ วีไฮเดร (เมื่อมองจากโลก) ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลที่ได้จากฮับเบิลล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำเจ็ท โพรพัลชั่น ชี้ว่าลูกไฟเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวดาววีไฮเดร แต่จากผลการศึกษาครั้งล่าสุดเป็นไปได้ว่าลูกไฟเหล่านี้อาจมีที่มาจากดาวฤกษ์อีกดวงที่เป็นดาวคู่กับวีไฮเดร แต่ไม่เคยมีการพบเห็นกันมาก่อน
ถ้อยแถลงของเจ็ท โพรพัลชั่นระบุว่า ตามทฤษฎีใหม่ที่ได้จากการศึกษาครั้งล่าสุดนี้ ดาวคู่ของวีไฮเดรดังกล่าวอาจมีวงโคจรเป็นรูปวงรีที่ทำให้ดาวคู่ดวงนี้โคจรเข้ามาในระยะใกล้กับบรรยากาศของวีไฮเดรในทุกๆ 8.5 ปี เมื่อโคจรผ่านเข้ามาในบรรยากาศรอบนอกของวีไฮเดรก็สามารถกวาดเอาวัสดุต่างๆ จากชั้นบรรยากาศด้านนอกสุดไปด้วย วัสดุต่างๆ เหล่านี้จะไปลงเอยแผ่เป็นรูปจานอยู่โดยรอบดาวคู่ดังกล่าวและกลายเป็นที่มาของลูกไฟมหึมาเหล่านี้นั่นเอง
ถ้าหากนักสามารถรู้ได้แน่ชัดว่า ลูกไฟเหล่านี้มีที่มาที่แน่นอนจากที่ไหนกันแน่ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ประหลาดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณกลุ่มเมฆที่เกิดขึ้นโดยรอบดาวฤกษ์ที่กำลังจะถึงวาระสุดท้ายทั้งหลายซึ่งบางกรณีก็เป็นเรื่องที่ยากอธิบายได้เช่นเดียวกัน
ราฟเวนดรา ซาไฮ หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ของเจ็ท โพรพัลชั่น นาซาเคยศึกษาข้อมูลจากการเฝ้าสังเกตวีไฮเดรระหว่างปี 2002 เรื่อยมาจนถึงปี 2004 และในปี 2011 กับปี 2013 แต่ครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทีมวิจัยสามารถเห็นกระบวนการขณะกำลังเกิดลูกไฟ จนได้ทฤษฎีที่ว่าสภาวะบวมพองและกลายเป็นก๊าซซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายของชีวิตดวงดาวช่วยให้เกิดปรากฏการณ์รูปร่างประหลาดทั้งหลายที่พบเห็นในเนบิวลาดาวเคราะห์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นลูกไฟเหมือนในกรณีนี้และเป็นกลุ่มก๊าซที่พันกันเป็นปมเชือกที่พบเห็นกันก่อนหน้านี้
ซาไฮเชื่อว่าทฤษฎีของการเกิดลูกไฟจากจานวัสดุรอบดาวคู่ซึ่งยังไม่มีใครพบนั้นเป็นคำอธิบายที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดแล้ว
ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/321941
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
(29 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตระหนกกับกระแสข่าวเรื่องอิทธิพลของพายุสุริยะ ที่มีการเผยแพร่ข่าวเป็นวงกว้างจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ชาวโลกหวาดหวั่น เพราะมีข้อมูลระบุว่า โลกจะตกอยู่ในความมืดมิดเป็นเวลา 3-6 วันต่อเนื่อง ช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
ตามรายงานระบุว่า เว็บไซต์ Hunzlers.com ได้เผยแพร่ข่าวที่อ้างข้อมูลจากองค์การนาซ่า ระบุว่า ช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ จะเกิดปรากฏการณ์ความมืดมิดต่อเนื่อง เนื่องจากอิทธิพลของพายุสุริยะ ที่จะทำให้มีขยะอวกาศและฝุ่นบดบังแสงอาทิตย์เกือบทั้งหมด จะหลงเหลือเพียงแสงมัวๆ จนแยกไม่ออกว่าเวลาใดเป็นกลางวันหรือกลางคืน
ทั้งนี้ ภายหลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ต่างเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงขึ้น ขณะที่ทางนักวิชาการต่างออกมายืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีปรากฏการณ์โลกมืดใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับยืนยันว่า พายุสุริยะไม่ทำให้เกิดฝุ่นหรือแผ่นดินไหวบนโลก อิทธิพลของพายุสุริยะที่ส่งผลกระทบต่อโลกมีเพียงระบบการทำงานของดาวเทียมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดตัวแทนขององค์การนาซ่าได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่มีความเป็นจริงและไม่ใช่ข้อมูลที่เผยแพร่มาจากองค์การนาซ่าแต่อย่างใด จึงแจ้งเตือนไปยังผู้คนในโลกออนไลน์ทั่วโลก ควรใช้วิจารณญาณและข้อเท็จจริงในการรับรู้ข่าวสาร ซึ่งปัจจุบันพบข่าวลือเกี่ยวกับปรากฏการณ์แปลกๆ ที่อ้างว่าส่งผลกระทบต่อโลกออกมาเป็นจำนวนมาก
ที่มา : sanook.com
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
นาซาแปลกใจ เห็นวัตถุลึกลับ ลักษณะคล้ายจานบิน ยูเอฟโอ บินอยู่ใกล้ๆ สถานีอวกาศนานาชาติ เหมือนเฝ้าดูนักบินอวกาศสองคนกำลังปฏิบัติหน้าที่ออกมาเดินนอกสถานีอวกาศ
เว็บไซต์ นสพ.เดอะ มิร์เรอร์ ในอังกฤษรายงานเมื่อ 15 ต.ค.ว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) เผยแพร่ภาพปริศนาที่ปรากฏอยู่ใน ‘ฟุตเทจ’ ที่บันทึกโดยนาซา แสดงให้เห็นเหมือนมียานลึกลับ ลักษณะคล้าย จานบิน ของมนุษย์ต่างดาว บินอยู่ใกล้ๆ สถานีอวกาศนานาชาติ ขณะที่ รีด ไวส์แมน และอเล็กซานเดอร์ เกอร์ส นักบินอวกาศ 2 คนจากสำนักงานอวกาศยุโรป กำลังปฏิบัติหน้าที่ ออกมาเดินนอกสถานีอวกาศ
วัตถุลึกลับ คล้ายจานบิน บินอยู่ใกล้สถานีอวกาศนานาชาติ
จากคลิปความยาว 5 นาที ที่ถูกนำมาโพสต์ลงในยูทูบ แสดงให้เห็นว่า มียานลึกลับ บินอยู่ใกล้ๆ สถานีอวกาศ เป็นเวลา 2-3 นาที ขณะนักบินอวกาศทั้งสองกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกสถานีอวกาศ จนสามารถสังเกตเห็นได้จากในภาพถ่าย ที่ด้านหลังมืดสนิท เนื่องจากเป็นห้วงอวกาศระหว่างโลกกับสถานีอวกาศนานาชาติ
ขณะเดียวกัน ด้านเจ้าหน้าที่องค์การนาซา แม้จะมีความประหลาดใจต่อภาพที่มีลักษณะคล้ายจานบินของมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังคงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อวัตถุลึกลับนี้ เพียงแต่ทางนาซายืนยันว่า นักบินอวกาศทั้งสองคนมีการปฏิบัติหน้าที่ออกมาเดินนอกสถานีอวกาศจริง เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคม เพื่อซ่อมแซมแก้ไขปัญหาของสถานีอวกาศที่ชำรุดเสียหาย อีกทั้งยังมีกำหนดที่ต้องออกมาเดินนอกสถานีอวกาศอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค.
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/457149
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายวิลเลียม แพตเซิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ ประจำสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (นาซา) ได้เปิดเผยข้อมูลที่รวบรวมได้จากดาวเทียม “เจสัน-2” ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในทวีปเอเชีย

ทั้งนี้ข้อมูลระบุว่าเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพอากาศ รวมถึงพื้นผิวของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอุณหภูมิของผิวน้ำที่วัดได้จากน่านน้ำที่ห่างจากชายฝั่งประเทศเปรูไปทางตะวันตกราว 8,000 กิโลเมตร เริ่มอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะนำมาซึ่งสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้ว และหายนะทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ทั้งน้ำท่วม ภาวะแล้งจัด และความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศต่างๆทั่วเอเชียในระดับที่ประเมินค่าไมได้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่สองของโลกต่อจากออสเตรเลีย ที่ออกคำเตือนต่อเอเชียถึงความเป็นไปได้ในการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1997
ที่มา : MThai News
____________________

ทั้งนี้ข้อมูลระบุว่าเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพอากาศ รวมถึงพื้นผิวของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอุณหภูมิของผิวน้ำที่วัดได้จากน่านน้ำที่ห่างจากชายฝั่งประเทศเปรูไปทางตะวันตกราว 8,000 กิโลเมตร เริ่มอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะนำมาซึ่งสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้ว และหายนะทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ทั้งน้ำท่วม ภาวะแล้งจัด และความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศต่างๆทั่วเอเชียในระดับที่ประเมินค่าไมได้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่สองของโลกต่อจากออสเตรเลีย ที่ออกคำเตือนต่อเอเชียถึงความเป็นไปได้ในการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1997
ที่มา : MThai News
____________________
องค์การการบินอวกาศสหรัฐเตรียมทดสอบ 'จานบิน' เหนือฮาวายในวันพฤหัสบดี เป็นยานต้นแบบที่พัฒนาสำหรับส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร
ยานที่มีชื่อว่า แอลดีเอสดี (Low Density Supersonic Decelerator) จะถูกนำขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์โดยใช้บอลลูนลมร้อน
เมื่อขึ้นไปถึงความสูง 120,000 ฟุต ยานจะถูกปล่อย จรวดขับดัน 4 ชุดจะเริ่มทำงาน ทำให้ยานหมุนรอบตัวเอง เมื่อหมุนจนตั้งลำนิ่งดีแล้ว จรวดนำส่งซึ่งใช้เชื้อเพลิงแข็งจะนำพายานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ
วิศวกรคาดว่า ยานจะเคลื่อนที่ด้วยอัตรา 4 เท่าของความเร็วเสียง ทะยานไปถึงความสูง 180,000 ฟุต ซึ่งเป็นขอบนอกของสตราโตสเฟียร์
ในเที่ยวขาลง แอลดีเอสดีจะทดสอบระบบเบรคแบบใหม่ 2 ชุด ชุดแรกเป็นโครงสร้างรูปโดนัท พองตัวออกรอบจานบินเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวนอกของยาน เป็นตัวสร้างแรงเสียดทานกับอากาศ
พอยานชะลอลงเหลือ 2.5 เท่าของความเร็วเสียง ร่มจะกางออก ถ้าขั้นตอนนี้สำเร็จ มันจะเป็นร่มที่ใหญ่กว่าร่มใดๆที่เคยร่อนในอากาศเหนือผิวโลก
ในที่สุด ยานจะตกน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังจากถูกส่งขึ้นจากฐานทดสอบจรวดของกองทัพเรือสหรัฐบนเกาะควาอี ในฮาวาย ประมาณ 45 นาที
ไมเคิล กาซาริก ผู้ช่วยผู้อำนวยการนาซาฝ่ายเทคโนโลยีอวกาศ บอกว่า ไม่ว่าการทดสอบครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ นาซาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้มากมายทีเดียว
แม้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ยานยังจะต้องได้รับการปรับปรุงต่อไป ดาวอังคารมีบรรยากาศเบาบางกว่าโลกมาก จึงต้องลดน้ำหนักของยานลงอีก เพื่อให้สามารถร่อนลงจอดได้อย่างนุ่มนวล
ในปีหน้า นาซากำหนดจะบินทดสอบยานแอลดีเอสดีอีก 2 ครั้ง.
ที่มา :hxxp://news.voicetv.co.th/global/107085.html
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
![]() |
| Real Gravity |
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ได้เผยแพร่ภาพชุด Real Gravity เพื่อร่วมเกาะกระแสการประกาศผลรางวัลออสการ์ ปี 2014 ที่มีภาพยนตร์ไซไฟอวกาศเรื่อง Gravity ของผู้กำกับอัลฟองโซ คัวรอง เข้าชิงมากที่สุด 10 สาขาโดยภาพชุด Real Gravity เป็นภาพการปฏิบัติงานภาคพื้นอวกาศของเจ้าหน้าที่นาซ่าที่อยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง
![]() |
| Gravity movie |
Gravity เป็นภาพยนตร์อวกาศที่ได้รับคำวิจารณ์ว่ามีความสมจริงมากที่สุดตั้งแต่มีการสร้างมาทั้งเรื่องของสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์และสภาวะไร้น้ำหนักที่นักแสดงต้องเผชิญจริงๆ รวมไปถึงภาพของอวกาศที่มีความสมจริงเป็นอย่างมากถึงขนาดที่นาซ่ายังต้องยกนิ้วให้
Real Gravity ภาพจาก NASA
นับว่าเป็นข่าวสร้างความตื่นตระหนกอีกครั้ง รายงานข่าวจากเมืองคมบริดจ์ รัฐแมสซาจูเสทสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งสำนักงานนาซาองค์การสำรวจอวกาศซึ่งได้ส่งกล้องโทรทรรศน์เอกซเรย์ขึ้นสู่วงโคจรของโลก เพื่อจับภาพความเคลื่อนไหวในอวกาศ ได้แก่วัตถุที่โคจรเข้าสู่โลกหรือเข้ามาในเขตใจกลางของสุริยจักรวาล
กล้องโทรทรรศน์เอกซเรย์ตัวนี้ส่งคลื่นเอกซเรย์ออกไปแล้ว มีจานรับสัญญาณแปลงคลื่นในระบบดิจิตอล จึงไม่อาจมีสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดการตามล่าไปได้
นาซาตั้งชื่อกล้องโทรทรรศน์มูลค่าพันกว่าล้านดอลลาร์หรือ 40,000 ล้านบาทไทยว่า “จันทรา” (Chandra) กล้องโทรทรรศน์เอกซเรย์จันทราพบสิ่งผิดปกติมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
จนบันดนี้มีข่าวรั่วจากนาซาว่าสิ่งผิดปกติที่พบนั้นคือ หลุมดำ(Black hole) หรือนรกดำที่กำลังเคลื่อนที่มายังสุริยจักรวาลด้วยความเร็วกว่าล้านไมล์ต่อชั่วโมง
หลุมดำดังกล่าวนี้มีขนาดใหญ่กว่าระบบสุริยจักรวาลเสียอีก นั่นก็หมายความว่าหากเคลื่อนผ่านตรงดิ่งมาโดยไม่เปลี่ยนทิศทาง ไม่เพียงชะตากรรมของมนุษย์โลกจะสิ้นสุดลงแล้ว สุริยจักรวาลทั้งระบบก็ถูกดูดกลืนหายไปในความมืดมิดของนรกดำนี้ด้วย
ดร.จีราร์ด โฮลท์เซียน นักฟิสิกส์อวกาศ ผู้ซึ่งเคยทำงานให้นาซามาก่อนกล่าวว่า “โลกของเราจะถูกหลุมดำดูดเข้าไปด้วยแรงดูดมหาศาล จากนั้นบดขยี้กลายเป็นเศษฝุ่นเล็กๆพอกับอณู”
หลุมดำคืออะไร ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายรูปลักษณ์ได้มากนัก รู้เพียงว่ามันมีสภาพคล้ายกลุ่มก๊าซ กลุ่มควัน ซึ่งหมุนอยู่รอบตัวคล้ายพายุเฮอริเคน แต่ความเร็วหมุนนั้นไม่อาจมีมาตรามาวัดได้
ความเร็วหมุนนี่เองได้ดูดทุกสรรพสิ่งเข้าไปในหลุมดำ ไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นวัตถุธาตุ เป็นก๊าซ เป็นดวงดาว เป็นแสงสว่าง และรวมทั้งกาลเวลาด้วย แรงหมุนมากมายมหาศาลทำให้ตรงใจกลางของการหมุนปราศจากสี กลายเป็นความกำมืด ก็เพราะมันดูดทุกสรรพสิ่งเข้าไปนั่นเอง ขนาดของหลุมดำมีไม่แน่นอน เช่นเดียวกับการเคลื่อนที่ไปทิศทางใดของจักรวาลก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พอมีข้อมูลอยู่บ้างถึงการถือกำเนิดของหลุมนรกดำ เกิดจากปากฎการณ์เรียกว่า “ซูเปอร์โนวา” หรือการแตกตัวการระเบิดของกลุ่มดาว หรือดาวเคราะห์ ซึ่งถึงเวลาแตกดับ
ก่อนเกิดปรากฎการณ์ซูเปอร์โนวา ดาวถึงเวลาดับนั้นจะหดตัวเข้าหากันเรื่อยๆใช้เวลานับล้านๆปี จากนั้นขยายตัวออกเป็น 3 เท่า แล้วระเบิดเป็นจุล ซึ่งสุริยจักรวาลของเราก็เกิดขึ้น จากปรากฎการณ์ซูเปอร์โนวานี่เอง ทั้งนี้นักดาราศาสตร์พบหลักฐานบริเวณสุริยจักรวาลมีฝุ่นควันก้อนอุกกาบาตน้อยใหญ่และน้ำแข็งยังปกคลุมภายในเป็นรัศมีวงกลม หากมองจากจักรวาลอื่นๆพบว่าสุริยจักรวาลของเรามีหมอกควันปกคลุมอยู่ หลังจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา ความร้ายแรงจะขยายไปยังดวงดาวใกล้เคียงระเบิดต่อๆกัน
แต่เนื่องจากแรงดึงดูดในจักรวาลยังอยู่ “ธาตุ” หรือแกนยังไม่สูญสลายไปไหน ดวงดาวที่แตกสลายจะกลับมารวมกันใหม่ นี่เองจึงเกิดการหมุนอย่างรุนแรงขึ้นและหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ แกนกลางของหลุมดำนั้นนักวิทยาศาสตร์คาดว่าแข็งแกร่งกว่าเพชรหลายล้านเท่า
นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่า ในหลุมดำนี่เองมีโพรงสำหรับการท่องจักรวาลได้ ในเมื่อหลุมดำไม่มีอะไรเลยแม้แต่กาลเวลา ก็น่าจะเป็นช่องทางสำหรับการเคลื่อนที่ได้เร็มกว่าความเร็วแสง “หลุมดำได้ชื่อว่าเป็นตัวกินดวงดาว ตัวดูดกลืนทุกสรรพสิ่งในจักรวาล” ดร.จีราร์ด กล่าว
เรื่องราวของหลุมดำ นักวิทยาศาสตร์พบเค้าลางในปี 1960 แต่ไม่มั่นใจว่ามันคืออะไร จะเป็นกลุ้มก๊าซ กลุ่มดาวก็ไม่ใช่ นี่เองนาซาจึงสร้างโครงการอวกาศฮับเบิสเปซและอื่นๆตามมาอีกหลายโครงการ เพื่อส่งกล้องไปจับภาพสิ่งแปลกปลอมที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามมาใกล้สุริยจักรวาล
สำหรับกล้องโทรทรรศน์จันทรา นับว่าเป็นกล้องที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกมนุษย์ที่เคยผลิตขึ้นมาได้ และเมื่อปลายปีมานี่เอง กล้องจันทราจับภาพหลุมดำได้ หลุมดำเป็นเรื่องร้ายแรง
ดังนั้นนาซาเก็บภาพที่กล้องจันทราถ่ายไว้ได้เป็นความลับสุดยอด “ดวงตาของคนเรานั้น ไม่อาจจับภาพ มองเห็นภาพขอหลุมดำได้เลย เพราะมันหมุนด้วยความเร็วไม่อาจประมาณได้” แต่กล้องจันทราจับภาพได้ พร้อมกับคำนวณว่าหลุมดำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วล้านไมล์ต่อชั่วโมง
และหากหลุมดำเคลื่อนที่ผ่านสุริยจักวาลจริง ดวงอาทิตย์และดาวนพเคราะห์อีก 9 ดวง รวมทั้งโลกเราจะถูกดูดไปในนรกดำเหมือนน้ำไหลลงรูขนาดใหญ่ ก่อนที่โลกเผชิญหน้ากับหลุมดำจะเกิดปรากฎการณ์อะไรขึ้นมาก่อน แน่นอนคำถามนี้ย่อมไม่มีใครตอบได้ แต่มีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มทฤษฎีอธิบายว่า ก่อนเกิดเหตุทุกเหตุย่อมมีลางเกิดเหตุเกิดขึ้นก่อนทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงก่อนคือภูมิอากาศของโลก
จากนั้นตามด้วยภัยพิบัติร้ายแรง หาดว่าแรงดูดในระยะไกลนับร้อยปีแสงทำให้แกนโลกเกิดเอียงหรือเสียสมดุล สิ่งที่ตามมา คือ พายุร้าย แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และคลื่นยักษ์สูงนับไมล์
เกี่ยวกับเรื่องหลุมดำมุ่งหน้ามายังสุริยจักรวาลนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายแถลงข่าวของนาซาไมยอมรับพร้อมๆกับไม่ปฏิเสธ ขณะที่หลายคนที่ไม่เชื่อตามคำทำนายในคัมภีร์ไบเบิล ถึงวันสุดท้ายของโลกหรือ
“ดูมส์สิเดย์” นั้น ก็เริ่มเชื่อ พระคาทอลิกที่นครบอสตันผู้หนึ่งกล่าวเมื่อเร็วๆนี้ว่า
“ฉันรู้ดี นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีทฤษฎีมากมายอธิบายถึงสิ่งบังเกิดในจักรวาล กับเรื่องวาระสุดท้ายของโลก ใช่ว่าปราศจากมูลความจริง”
“แต่ตราบใดพวกเรายังคงเชื่อมั่นในพระองค์ ศรัทธาต่อพระองค์ก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีก….เราสิ้นสุดจากที่นี่เพื่อไปพบกันที่แดนสวรรค์”
สำหรับคำพยากรณ์จากคัมภีร์ไบเบิลถึงวาระสุดท้ายของโลกนั้น ได้เขียนไว้มนคัมภีร์ฉบับใหม่ (New Testament) ซึ่งผุ้เชี่ยวชาญได้ถอดความออกมาคล้ายกับอธิบายว่าโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับหลุมดำนั้นเป็นอย่างไร
1. “แล้วพระองค์ได้เปิดทางออกของหลุม ซึ่งมีควันพวยพุ่งออกมาจากเตาหลอมร้อนแรง ทั้งดวงอาทิตย์และอวกาศพลันถลำสู่ความมืดมน อนธกาล” (จากเรฟวีเลชั่น 9:1-2)
2.”แล้วมันได้บังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อน ผู้คนจะหายลับไปใต้พื้นโลก” (จากเรฟวีเลชั่น 16:18) ข้อความนี้หมายถึงโลกจะระเบิดออกมา
3. “แล้วนางพญางูใหญ่ พ่นปล่องน้ำออกจากปากกลายเป็นน้ำท่วม” (จากเรฟวีเลชั่น 12:13) ข้อความนี้หมายถึงเกิดคลื่นยักษ์
4.แล้วข้าฯมองเห็นผู้รั้งบังเหียนม้าเรียกชื่อของพระองค์ ถลำสู่ความตาย พลังทุกทิศถาโถมเข้าหากัน ห้ำหั่นกันด้วยดาบและความหิวกระหาย (จากเรฟวีเลชั่น 6:8) ข้อความนี้หมายความว่า จะเกิดภัยสงครามและความอดอยากไปทั่วโลก
5. “แล้วทุกสิ่งทุกอย่างหมุนกลิ้งเข้าหากัน ทั้งภูเขา ทั้งเกาะ หลุดออกจากที่ตั้ง” (จากเรฟวีเลชั่น 6:14) หมายถึงโลกปริแยกแตกจากกัน
6. “แล้วดวงอาทิตย์จะหรี่แสงกลายเป็นความมืดมิดพร้อมกับดวงตาแห่งสวรรค์ตกลงมายังพื้นโลก” (จากเรฟวีเลชั่น 6:12-13) หมายถึงบรรยากาศลุกเป็นไฟ แล้วถูกดูดกลืนลงสู่หลุมดำ
สำหรับวันเวลาที่หลุมดำเคลื่อนที่ใกล้สุริยจักรวาลเพียงพอต่อการทำลายล้างได้นั้น “นาซา” ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลลับนี้
ที่มา : http://www.nokroo.com/?p=73
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
หลุมดำดังกล่าวนี้มีขนาดใหญ่กว่าระบบสุริยจักรวาลเสียอีก นั่นก็หมายความว่าหากเคลื่อนผ่านตรงดิ่งมาโดยไม่เปลี่ยนทิศทาง ไม่เพียงชะตากรรมของมนุษย์โลกจะสิ้นสุดลงแล้ว สุริยจักรวาลทั้งระบบก็ถูกดูดกลืนหายไปในความมืดมิดของนรกดำนี้ด้วย
ดร.จีราร์ด โฮลท์เซียน นักฟิสิกส์อวกาศ ผู้ซึ่งเคยทำงานให้นาซามาก่อนกล่าวว่า “โลกของเราจะถูกหลุมดำดูดเข้าไปด้วยแรงดูดมหาศาล จากนั้นบดขยี้กลายเป็นเศษฝุ่นเล็กๆพอกับอณู”
หลุมดำคืออะไร ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายรูปลักษณ์ได้มากนัก รู้เพียงว่ามันมีสภาพคล้ายกลุ่มก๊าซ กลุ่มควัน ซึ่งหมุนอยู่รอบตัวคล้ายพายุเฮอริเคน แต่ความเร็วหมุนนั้นไม่อาจมีมาตรามาวัดได้
ความเร็วหมุนนี่เองได้ดูดทุกสรรพสิ่งเข้าไปในหลุมดำ ไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นวัตถุธาตุ เป็นก๊าซ เป็นดวงดาว เป็นแสงสว่าง และรวมทั้งกาลเวลาด้วย แรงหมุนมากมายมหาศาลทำให้ตรงใจกลางของการหมุนปราศจากสี กลายเป็นความกำมืด ก็เพราะมันดูดทุกสรรพสิ่งเข้าไปนั่นเอง ขนาดของหลุมดำมีไม่แน่นอน เช่นเดียวกับการเคลื่อนที่ไปทิศทางใดของจักรวาลก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พอมีข้อมูลอยู่บ้างถึงการถือกำเนิดของหลุมนรกดำ เกิดจากปากฎการณ์เรียกว่า “ซูเปอร์โนวา” หรือการแตกตัวการระเบิดของกลุ่มดาว หรือดาวเคราะห์ ซึ่งถึงเวลาแตกดับ
ก่อนเกิดปรากฎการณ์ซูเปอร์โนวา ดาวถึงเวลาดับนั้นจะหดตัวเข้าหากันเรื่อยๆใช้เวลานับล้านๆปี จากนั้นขยายตัวออกเป็น 3 เท่า แล้วระเบิดเป็นจุล ซึ่งสุริยจักรวาลของเราก็เกิดขึ้น จากปรากฎการณ์ซูเปอร์โนวานี่เอง ทั้งนี้นักดาราศาสตร์พบหลักฐานบริเวณสุริยจักรวาลมีฝุ่นควันก้อนอุกกาบาตน้อยใหญ่และน้ำแข็งยังปกคลุมภายในเป็นรัศมีวงกลม หากมองจากจักรวาลอื่นๆพบว่าสุริยจักรวาลของเรามีหมอกควันปกคลุมอยู่ หลังจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา ความร้ายแรงจะขยายไปยังดวงดาวใกล้เคียงระเบิดต่อๆกัน
แต่เนื่องจากแรงดึงดูดในจักรวาลยังอยู่ “ธาตุ” หรือแกนยังไม่สูญสลายไปไหน ดวงดาวที่แตกสลายจะกลับมารวมกันใหม่ นี่เองจึงเกิดการหมุนอย่างรุนแรงขึ้นและหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ แกนกลางของหลุมดำนั้นนักวิทยาศาสตร์คาดว่าแข็งแกร่งกว่าเพชรหลายล้านเท่า
นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่า ในหลุมดำนี่เองมีโพรงสำหรับการท่องจักรวาลได้ ในเมื่อหลุมดำไม่มีอะไรเลยแม้แต่กาลเวลา ก็น่าจะเป็นช่องทางสำหรับการเคลื่อนที่ได้เร็มกว่าความเร็วแสง “หลุมดำได้ชื่อว่าเป็นตัวกินดวงดาว ตัวดูดกลืนทุกสรรพสิ่งในจักรวาล” ดร.จีราร์ด กล่าว
เรื่องราวของหลุมดำ นักวิทยาศาสตร์พบเค้าลางในปี 1960 แต่ไม่มั่นใจว่ามันคืออะไร จะเป็นกลุ้มก๊าซ กลุ่มดาวก็ไม่ใช่ นี่เองนาซาจึงสร้างโครงการอวกาศฮับเบิสเปซและอื่นๆตามมาอีกหลายโครงการ เพื่อส่งกล้องไปจับภาพสิ่งแปลกปลอมที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามมาใกล้สุริยจักรวาล
สำหรับกล้องโทรทรรศน์จันทรา นับว่าเป็นกล้องที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกมนุษย์ที่เคยผลิตขึ้นมาได้ และเมื่อปลายปีมานี่เอง กล้องจันทราจับภาพหลุมดำได้ หลุมดำเป็นเรื่องร้ายแรง

และหากหลุมดำเคลื่อนที่ผ่านสุริยจักวาลจริง ดวงอาทิตย์และดาวนพเคราะห์อีก 9 ดวง รวมทั้งโลกเราจะถูกดูดไปในนรกดำเหมือนน้ำไหลลงรูขนาดใหญ่ ก่อนที่โลกเผชิญหน้ากับหลุมดำจะเกิดปรากฎการณ์อะไรขึ้นมาก่อน แน่นอนคำถามนี้ย่อมไม่มีใครตอบได้ แต่มีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มทฤษฎีอธิบายว่า ก่อนเกิดเหตุทุกเหตุย่อมมีลางเกิดเหตุเกิดขึ้นก่อนทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงก่อนคือภูมิอากาศของโลก
จากนั้นตามด้วยภัยพิบัติร้ายแรง หาดว่าแรงดูดในระยะไกลนับร้อยปีแสงทำให้แกนโลกเกิดเอียงหรือเสียสมดุล สิ่งที่ตามมา คือ พายุร้าย แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และคลื่นยักษ์สูงนับไมล์
เกี่ยวกับเรื่องหลุมดำมุ่งหน้ามายังสุริยจักรวาลนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายแถลงข่าวของนาซาไมยอมรับพร้อมๆกับไม่ปฏิเสธ ขณะที่หลายคนที่ไม่เชื่อตามคำทำนายในคัมภีร์ไบเบิล ถึงวันสุดท้ายของโลกหรือ
“ดูมส์สิเดย์” นั้น ก็เริ่มเชื่อ พระคาทอลิกที่นครบอสตันผู้หนึ่งกล่าวเมื่อเร็วๆนี้ว่า
“ฉันรู้ดี นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีทฤษฎีมากมายอธิบายถึงสิ่งบังเกิดในจักรวาล กับเรื่องวาระสุดท้ายของโลก ใช่ว่าปราศจากมูลความจริง”
“แต่ตราบใดพวกเรายังคงเชื่อมั่นในพระองค์ ศรัทธาต่อพระองค์ก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีก….เราสิ้นสุดจากที่นี่เพื่อไปพบกันที่แดนสวรรค์”
สำหรับคำพยากรณ์จากคัมภีร์ไบเบิลถึงวาระสุดท้ายของโลกนั้น ได้เขียนไว้มนคัมภีร์ฉบับใหม่ (New Testament) ซึ่งผุ้เชี่ยวชาญได้ถอดความออกมาคล้ายกับอธิบายว่าโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับหลุมดำนั้นเป็นอย่างไร
1. “แล้วพระองค์ได้เปิดทางออกของหลุม ซึ่งมีควันพวยพุ่งออกมาจากเตาหลอมร้อนแรง ทั้งดวงอาทิตย์และอวกาศพลันถลำสู่ความมืดมน อนธกาล” (จากเรฟวีเลชั่น 9:1-2)
2.”แล้วมันได้บังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อน ผู้คนจะหายลับไปใต้พื้นโลก” (จากเรฟวีเลชั่น 16:18) ข้อความนี้หมายถึงโลกจะระเบิดออกมา
3. “แล้วนางพญางูใหญ่ พ่นปล่องน้ำออกจากปากกลายเป็นน้ำท่วม” (จากเรฟวีเลชั่น 12:13) ข้อความนี้หมายถึงเกิดคลื่นยักษ์
4.แล้วข้าฯมองเห็นผู้รั้งบังเหียนม้าเรียกชื่อของพระองค์ ถลำสู่ความตาย พลังทุกทิศถาโถมเข้าหากัน ห้ำหั่นกันด้วยดาบและความหิวกระหาย (จากเรฟวีเลชั่น 6:8) ข้อความนี้หมายความว่า จะเกิดภัยสงครามและความอดอยากไปทั่วโลก
5. “แล้วทุกสิ่งทุกอย่างหมุนกลิ้งเข้าหากัน ทั้งภูเขา ทั้งเกาะ หลุดออกจากที่ตั้ง” (จากเรฟวีเลชั่น 6:14) หมายถึงโลกปริแยกแตกจากกัน
6. “แล้วดวงอาทิตย์จะหรี่แสงกลายเป็นความมืดมิดพร้อมกับดวงตาแห่งสวรรค์ตกลงมายังพื้นโลก” (จากเรฟวีเลชั่น 6:12-13) หมายถึงบรรยากาศลุกเป็นไฟ แล้วถูกดูดกลืนลงสู่หลุมดำ
สำหรับวันเวลาที่หลุมดำเคลื่อนที่ใกล้สุริยจักรวาลเพียงพอต่อการทำลายล้างได้นั้น “นาซา” ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลลับนี้
ที่มา : http://www.nokroo.com/?p=73
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ภาพสเก็ตช์ของยานโรเวอร์รุ่น 2020 (สเปซด็อทคอม/นาซา)

เนื่องจากเป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐ “นาซา” จึงได้รับผลกระทบจากการ “ปิดหน่วยงานรัฐ” ของสหรัฐฯ ที่กำลังยืดเยื้ออยู่ แม้ยังมีเจ้าหน้าที่ยังทำงานเพื่อปกป้องชีวิตมนุษย์อวกาศอเมริกัน 2 คนในวงโคจร แต่แผนการส่งสร้างยานโรเวอร์ลำใหม่เพื่อลงไปลงดาวอังคารปี 2020 กำลังได้รับผลกระทบ
สเปซด็อทคอมรายงานว่า องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ต้องการแนวคิดจากนักวิทยาศาสตร์ในการสร้างยานโรเวอร์ (rover) สำหรับสำรวจดาวอังคาร โดยทางองค์การอวกาศได้เปิดรับข้อเสนอโครงการเกี่ยวกับเครื่องมือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างยานที่มีกำหนดส่งในปี 2020 นี้ แต่ “การปิดหน่วยงานรัฐ” ของสหรัฐฯ อาจให้การประกวดโครงการไม่เป็นไปตามแผน
การประกาศรับประกวดข้อเสนอโครงการนี้ได้ กำหนดให้นักวิจัยส่งแผนปฏิบัติการสร้างยานโรเวอร์ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การดำเนินภารกิจ การวิเคราะห์ข้อมูล และข้อมูลอื่นๆ เกียวกับการใช้ประโยชน์ยานโรเวอร์เพื่อสำรวจดาวอังคาร โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการศึกษาดาวอังคารในโครงการนี้มีงบประมาณ 3,900 ล้านบาท
ความคาดหวังสำหรับยานโรเวอร์สำรวจดาวอังคารรุ่นปี 2020 ของนาซาคือการสำรวจในสิ่งที่คล้ายๆ กับปฏิบัติการของคิวริออซิตี (Curiosity) ยานโรเวอร์ของนาซาลำปัจจุบันที่กำลังตะลอนไปบนพื้นผิวดาวอังคาร แต่มีสิ่งที่แตกต่างตรงที่นอกจากค้นหาสัญญาณของชีวิตในอดีตบนดาวอังคารแล้ว ยานโรเวอร์ลำใหม่ยังจะเก็บตัวอย่างกลับมายังโลกด้วย
สำหรับภารกิจเบื้องต้นของคิวริออซิตีคือการมุ่งประเมินว่า สิ่งมีชีวิตมีโอกาสดำรงอยู่บนดาวอังคารในอดีตหรือไม่ ซึ่งคำถามดังกล่าวก็ได้รับคำตอบไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เมื่อข้อมูลจากคิวริออซิตีชี้ว่า ดาวอังคารในอดีตนั้นเอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ (primitive life)
“ปฏิบัติการในปี 2020 จะต้องมีความสามารถจำเพาะเพื่อไขปัญหาหลักของสภาพที่เอื้อต่อการเป็นแหล่งอาศัยและเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตในระบบสุริยะ วิทยาศาสตร์ที่จะศึกษาด้วยเครื่องมือของยานโรเวอร์นั้น ต้องขยายองค์ความรู้ของเราเกี่ยวกับดาวอังคาร และให้ข้อมูลแวดล้อมที่จำเป็นต่อการตัดสินใจอย่างฉลาดในการนำตัวอย่างใดๆ กลับมายังโลก” สเปซด็อทคอมระบุคำแถลงของ จิม กรีน (Jim Green) ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์ระหว่างดาวเคราะห์ (Planetary Science Division) ของนาซาในวอชิงตัน ดีซี
อีกทั้งยานโรเวอร์ในรุ่น 2020 ยังต้องปูทางในการช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์สำหรับปฏิบัติการส่งคนไปดาวอังคารในอนาคต โดย เจสัน ครูสัน (Jason Crusan) ผู้อำนวยการสำนักระบบสำรวจชั้นแนวหน้า (Advanced Exploration Systems Division) ของนาซา แถลงว่า ยานมาร์สโรเวอร์จะต้องทดสอบเทคโนโลยีที่เป็นสำคัญต่อการสำรวจโดยมนุษย์บนดาวอังคารในวันข้างหน้า
“เทคโนโลยีใหม่จะต้องเอื้อให้มนุษย์อวกาศมีชีวิตอยู่ได้บนแผ่นดินเมื่อพวกเขาออกไปสำรวจหุบเขาโบราณของดาวอังคาร ต้องสามารถผลิตอากาศสำหรับหายใจ เชื้อเพลิงจรวด น้ำและอีกมาก ซึ่งอาจจะเปลี่ยนวิธีในการสำรวจอวกาศของเราไปตลอดกาล” ครูสันกล่าว
ทั้งนี้ ลูกจ้างของนาซา 600 คนจาก 18,000 คนยังคงทำงานต่อไปตามแผนรองรับการปิดหน่วยงานรัฐ ซึ่งยังมีหลายส่วนดำเนินการต่อไป เช่น เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ควบคุมปฏิบัติการยังคงทำงานเพื่อสนับสนุนการดำรงชีวิตของลูกเรืออเมริกันบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือภารกิจค้นหาอุกกาบาตที่เป็นภัยของสำนักงานวัตถุใกล้โลก (Near Earth Object Office) และเว็บไซต์ศูนย์คาดการณ์สภาพอวกาศ ขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศสหรัฐ (โนอา) ยังคงเปิดให้บริการ แม้เว็บไซต์หลายแห่งของรัฐบาลสหรัฐฯ จะปิดให้บริการ เป็นต้น
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000124448
____________________
นาซายืนยันยานอวกาศ "วอยเอเจอร์ 1" เป็นสิ่งประดิษย์ชิ้นแรกของมนุษย์ที่หลุดพ้นระบบสุริยะไปแล้ว หลังจากถูกส่องออกไปท่องอวกาศตั้งแต่ปี 1977
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ยืนยันยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager-1) ได้เคลื่อนออกจากฟองก๊าซร้อนของดวงอาทิตย์ ออกไปสู่อวกาศภายนอกระบบสุริยะแล้ว และกลายเป็นสิ่งประดิษย์ชิ้นแรกของมนุษย์ที่หลุดพ้นระบบสุริยะ
วอยเอเจอร์ 1 ถูกปล่อยออกจากโลกเมื่อ 5 ก.ย.1977 ไม่กี่วันหลังจากแฝดผู้น้อง วอยเอเขอร์ 2 (Voyager-2) ทะยานฟ้าขึ้นไปก่อน ทั้งคู่มีภารกิจหลักในการสำรวจดาวเคราะห์วงนอกระบบสุริยะ คือ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูน แต่หลังจบภารกิจเมื่อปี 1989 ทั้งคู่ก็ยังปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้ยานอวกาศรุ่นบุกเบิกของนาซาอยู่ไกลจากโลกเกือบ 1.9 หมื่นล้านกิโลเมตร ซึ่งที่ระยะไกลขนาดนั้น ทำให้วอยเอเจอร์ต้องใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมงเพื่อส่งสัญญาณวิทยุกลับมาบนโลก
| ศ.เอ็ด สโตน |
"นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งที่เราได้คาดหวังมาตลอดว่าเราจะมาถึง นับแต่เราเริ่มโครงการนี้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ที่เราอยากจะส่งยานอวกาศออกไปยังอวกาศข้างนอก" ศ.เอ็ด สโตน (Prof.Ed Stone) หัวหน้าทีมวิทยาศาสตร์ในภารกิจผจญภัยทางอวกาศนี้กล่าว
ศ.สโตนเผยแก่บีบีซีนิวส์ว่า ในทางวิทยาศาสตร์แล้วเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง และยังมีแง่ประวัติศาสตร์ และการเดินทางของยานอวกาศครั้งนี้ก็เหมือนกับเหตุการณ์เดินทางรอบโลกได้เป็นครั้งแรกในอดีต หรือเหตุการณ์ฝากรอยเท้าบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
"นี่เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มต้นสำรวจอวกาศระหว่างดวงดาว*" ศ.สโตนให้ความเห็นแก่บีบีซีนิวส์
ภาพวาดจำลองภารกิจยานวอยเอเจอร์ 1
ภาพวาดจากนาซาอธิบายให้เห็นว่าวอยเอเจอร์ 1 หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้ว
*ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ดวงอื่น
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000115410
____________________
ภาพขณะจรวดไมนอทัวร์ทะยานฟ้านำยานอวกาศแลดดีมุ่งสู่ดวงจันทร์จากฐานปล่อยจรวดในเวอร์จิเนีย (นาซา)
ยานอวกาศลำใหม่ของนาซาทะยานฟ้ามุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์แล้ว โดยจะสำรวจชั้นบรรยากาศบางๆ และสภาพฝุ่นของบริวารโลก ตั้งเป้าไขปริศนาที่ค้างคามา 40 ปี
แลดดี (Lunar Atmosphere and Dust Environment Explorer: LADEE) ยานสำรวจบรรยากาศและสภาพฝุ่นบนดวงจันทร์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ทะยานฟ้าจากฐานปล่อยจรวดของสำนักอำนวยการบินวัลลอปส์ (Wallops Flight Facility) ในเวอร์จิเนียเมื่อเช้าวันที่ 7 ก.ย.2013 อย่างสวยงาม และองค์การอวกาศยืนยันการแยกตัวของยานอวกาศออกจากจรวดเป็นไปอย่างเรียบร้อย
ริค เอลฟิค (Rick Elphic) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการแลดดีผู้ตื่นเต้นกับการปล่อยยานอวกาศครั้งนี้ เผยกับสเปซด็อทคอมก่อนการยิงจรวดว่า ต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการพัฒนายานลำนี้ ซึ่งเป็นยานอวกาศที่คาดหวังได้ เพราะผ่านการทดสอบอย่างสมบูรณ์แบบ
ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาทั้งทดสอบแลดดีด้วยการเขย่า แช่แข็ง นำเข้าห้องสุญญากาศ แต่ยานอวกาศก็ยังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเอลฟิคให้ความเห็นว่ายานลำล่าสุดนี้เป็นยานอวกาศลำเล็ก แต่พวกเขาก็คาดหวังที่จะทำงานใหญ่ทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยยานอวกาศลำเล็กนี้
แลดดีทะยานฟ้าไปกับจรวดไมนอทัวร์ 5 (Minotaur V) ซึ่งเป็นครั้งแรกของจรวดตระกูลนี้และฐานปล่อยในเวอร์จิเนียที่ได้รับหน้าที่ในการส่งยานอวกาศสู่ดวงจันทร์ ท่ามกลางฝูงชนที่มาชมการปล่อยจรวดครั้งนี้กว่า 1,100 คน
ปฏิบัติการแลดดีมูลค่ากว่า 8,400 ล้านบาทนี้มีภารกิจขุดสำรวจฝุ่นและบรรยากาศดวงจันทร์ ซึ่งยานอวกาศได้ติดตั้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำคัญ 3 ชั้น ที่จะสำรวจชั้นบรรยากาศอันบางเบาของดวงจันทร์ และไขปริศนาอันลึกลับของฝุ่นดวงจันทร์ที่คาใจมาตั้งแต่ก่อนยุคอพอลโล (Apollo-era)
ภาพจินตนาการของศิลปินขณะยานแลดดีมุ่งหน้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ (นาซา/สเปซด็อทคอม)
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยานลงจอดเซอร์เวเยอร์ 7 (Surveyor 7) ถูกส่งขึ้นไปดวงจันทร์เมื่อปี 1968 ได้บันทึกว่ามีการเรืองแสงบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ขอบฟ้าก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น และมนุษย์อวกาศในโครงการอพอลโลของนาซาก็ยังเห็นดวงจันทร์เรืองแสงเช่นกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาจจะเป็นเพราะอนุภาคฝุ่นที่เล็กมากๆ ถูกยกสูงขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์
40 ปีที่แล้วเรายังเชื่อว่าดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศ แต่ตอนนี้นาซากำลังส่งยานไปศึกษาชั้นบรรยากาศที่แสนบางเบาของเพื่อนบ้านและบริวารที่อยู่ใกล้เราที่สุด
“ผมรักภารกิจนี้เพราะมีเรื่องสำคัญอยู่มากในภารกิจนี้ เราได้ศึกษาดวงจันทร์นี้มาอย่างครอบคลุมนับแต่มนุษย์อวกาศอพอลโลคนสุดท้ายได้จากที่นั่นมาเมื่อกว่า 40 ปีก่อน เมื่อเราจากดวงจันทร์มา เราคิดถึงมันในแง่พื้นผิวเก่าแก่ที่ปราศจากบรรยากาศ แต่จากนั้นเราก็ค้นพบว่าในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วดวงจันทร์ยังไม่ตายซากเสียทีเดียว และยังคงมีการเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติการแลดดีนี้จะให้แนวคิดใหม่หมดเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ใกล้เราที่สุด และผมก็ตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก” จอห์น กรันฟิล์ด (John Grunsfeld) ผู้ช่วยผู้อำนวยการนาซาฝ่ายกองอำนวยการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ให้ความเห็น
การปล่อยจรวดนำส่งแลดดีครั้งนี้หลายเมืองทางฝั่งตะวันออกของสหัฐฯ สามารถมองเห็นได้ ซึ่งภาพนี้บันทึกโดย เบน คูเปอร์ (Ben Cooper) จากชั้นบนสุดของศูนย์ร็อคกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Center) ในนิวยอร์กซิตี ขณะจรวดพาแลดดีทะยานฟ้า (สเปซไฟล์ทนาว)
ภาพร่างปรากฏการณ์เรืองแสงบนดวงจันทร์ของลูกเรืออพอลโล 17 (นาซา)
นอกจากนี้แลดดียังติดตั้งการสื่อสารระบบเลเซอร์ ซึ่งจะทดสอบระบบสื่อสารดังกล่าวเมื่อเข้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ โดยเป็นระบบสื่อสารใหม่นี้จะทำให้ยานอวกาศส่งข้อมูลกลับลงมายังศูนย์ควบคุมปฏิบัติการบนภาคพื้นด้วยความเร็วระดับเดียวกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
หลังจากทะยานฟ้าแล้วแลดดีจะโคจรรอบโลกเป็นเวลา 30 วัน เป็นวงโคจรรูปวงรีอยู่ 3 รอบก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ เมื่อยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์แล้ว จะเป็นระยะของการทดสอบก่อนปฏิบัติการจริง ซึ่งการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีเลเซอร์จะเริ่มขึ้นในช่วงนี้ จากนั้นยานอวกาศจะปฏิบัติภารกิจไปอีก 100 วัน ก่อนที่เชื้อเพลิงจะหมด แล้วจึงพุ่งชรพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อจบภารกิจ
![]() |
| Source SPACE.com: All about our solar system, outer space and exploration. |
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000112769
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________

โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม!!!!
ภาพวัตถุลักษณะเหมือนงู เหนือชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าส่วนไหนคือหัวและส่วนไหนคือหาง
กำลังมุงหน้าไปยังทะเลที่อยู่ด้านหน้า
ภาพต้นฉบับ จากทาง NASA
http://eol.jsc.nasa.gov/sseop/images/ISD/highres/STS105/STS105-703-38_3.JPG
ชาวยุโรป เชื่อว่าเป็นงูยักษ์ แต่สำหรับชาวเอเชีย นั้นคือมังกร ในเทพนิยาย
ทำให้หวนคิด เรื่องราวที่เคยอ่านมาเกี่ยวกับการพบมังกร
บันทึกการเผชิญหน้าพญามังกรในรอบ 400 ปี
พญามังกร เป็นสัตว์ในเทพนิยายหลายชาติ ทั้งในเอเชีย และ ประเทศในทวีป ยุโรป ฝรั่งเรียกมังกรว่า "ดรากอน" คนจีน เรียกว่า "เล้ง" หรือ กิมเล้ง มีอิทธิฤทธิสูงส่ง เหนือสรรพสัตว์ทั้งปวง
ฝรั่งและชาวเอเชียบรรยาย รูปลักษณ์พญามังกรตรงกัน มีลำตัวเป็นงู หัวเหมือนม้า มีเขาเหมือนแพะ มีฟันแหลมคม เหมือนปลาฉลาม มีปีกเหมือนปีกค้างคาว บินได้รวดเร็วคล่องแคล่ว อาวุธที่ใช้ต่อสู้กับศัตรู สามารถพ่นเปลวไฟร้อนแรงออกจากปากได้
พงศาวดารของชาวจีน ระบุว่า พญา-มังกรเป็นทูตจากสวรรค์ หรือเทพเจ้าจำแลง แปลงกาย เพื่อปราบปรามคนชั่วหรือจุติมา เป็นพาหนะสำหรับคนมีบุญ จึงเรียกว่า "เทียนเล้ง" หรือมังกรสวรรค์
ส่วนตำนานของชาวยุโรป โดยเฉพาะ ชนเผ่าเซลติก โบราณ (บรรพบุรุษคนอังกฤษ ในปัจจุบัน) บรรยายถึงมังกรเป็นสัตว์ร้าย ทำร้ายผู้คนทำลายบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของ อัศวินผู้กล้าหาญ ไปปราบซึ่งกว่าจะฆ่ามังไรได้ อัศวินเองก็แทบดับดิ้น
ไทยเราได้รับอิทธิพลความเชื่อเรื่อง มังกรคะนองฤทธิ์ มาจากอารยะธรรมของจีน แต่ทว่าเราก็มีมังกรประจำถิ่นอยู่แล้ว แต่เรียกว่า "พญานาค" มีอิทธิฤทธิ์น่าจะทัดเทียมกับ พญามังกร เพราะต่อสู้กับพญาครุฑได้อย่างสูสี
สำหรับสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศ เพิ่งเกิดใหม่ ได้เพียง 200 กว่าปี แต่ก็มี ตำนานเรื่องเล่า เกี่ยวกับพญามังกร ไม่แพ้ ชนชาติอื่น ๆ ที่น่าสังเกตไปยิ่งกว่านั้น ชาวอเมริกันพบเห็นมังกรบ่อยครั้งและ ตัวล่าสุดมังกรทองได้ปรากฏตัวให้เห็น เมื่อปีเศษที่ผ่านมา เมื่อ 3 กันยายน ค.ศ.2009
ที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อ เบลคคีย์วิลล์ แห่ง รัฐแคนซัส เจ้าของฟาร์มเกลี้ยงปศุสัตว์ชื่อ เคนท์ รัดเดิล อายุ 54 ปี กำลังให้อาหารหมูใน ตอนเช้า ตรู่ ทันใดนั้นบนท้องฟ้าเขาเหลือบไปเห็นเหมือนม้า กำลังบินอยู่ มีเสียงปีกกระทบอากาศดัง พึ่บพับเป็นระยะ
"ผมมองเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ อยากเชื่อสายตาตนเอง" เจ้าของฟาร์มเลี้ยงหมู เคนท์ กล่าว" มันเหมือนก้อนเมฆ กำลังลอย ตรงมาข้ามหัวผมไป 2 ตาของผมเห็นตัวอะไรบาง อย่าง ลำตัวสีเทาเข้ม เมื่อมันลอยผ่านหัวผมไป จึงรู้ว่ามันเป็นงูยักษ์มีปีก มีหัวเหมือนม้า มีเขา งอกบนหัว 2 เขา ผมคำนวณว่าความยาว ลำตัวของมังกรตัวนี้กว่า 50 ฟุต
"ขณะบินอยู่กลางอากาศ ลำตัวของงู ยักษ์มีปีก เลื้อยไปมาเหมือนกับงูกำลังเลื้อย บนพื้นดิน แค่ต่างกันตรงที่มันมีปีกขนาดใหญ่ ตีปีกแต่ละครั้งเหมือนการสะบัดผ้าอย่างแรง"
"ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า คงไม่เมาตาฝาดไป อีกอย่างผมสาบานกับพระเจ้าแล้ว จะไม่กล่าวคำโกหก เหตุการณ์นี้ผมเห็น มังกร ยักษ์จริง ๆ"
การพบเห็นพญามังกรครั้งล่าสุด เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง ช่วงปลายเดือน มกราคมที่นอกเมืองคีย์เวสต์ รัฐฟอริด้า พระบาทหลวงหนุ่มชื่อ จอห์น โอ" มอลลีย์ อายุ 34 ปี เดินทางไปท่องเที่ยวกับพ่อแม่ นางลูซี่ และ นาย จีราลด์ โอ" มอลลีย์ โดยไปพัก อยู่ที่บังกะโลริมหาดที่สันโดษแห่งหนึ่ง
"ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ผม อ่านหนังสืออยู่ในบ้านพัก ส่วนพ่อแม่ออก มานอนตากแดดที่ริมชายหาด ทันใดนั้นผม ได้ยินเสียงแม่หวีดร้องอย่างตกใจสุดขีด" พระบาทหลวงหนุ่มเล่าย้อนเหตุการณ์
"ผมรีบวิ่งออกไปนอกบ้านเมื่อมา ถึงชายหาด พ่อกับแม่ชี้ให้ดูบนท้องฟ้าเมื่อ ผมมองขึ้นไปความรู้สึกตอนนั้นเหมือนนอน หลับฝันไป เพราะภาพที่มองเห็นมันเหลือเชื่อ จริงๆ"
"บนท้องฟ้าสูงไปราว 500 เมตร ผมมอง เห็นงูยักษ์ มีปีกลำตัวสีเหลืองมีลายดำบนหลัง เป็นปล้อง ๆ มันลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วย 2 ปีก และลำตัวขดไปมา ส่วนหนึ่งของลำตัวบังอยู่ใน ก้อนเมฆครึ้มหนา"
"สิ่งเหลือเชื่อเกิดขึ้นตามมาอีก เมื่อมีฝูงนกนางนวลทะเลบินผ่านมาโดยไม่ ทันระวังตัวมังกรทองตัวนั้น ฉกใส่ฝูงนก ด้วยความเร็วปานสายฟ้า มันฉกครั้งเดียวได้นก ในปากถึง 2 ตัว
เมื่อฝูงนกแตกหนี พญามังกร ทองก็บินไล่ตามจนกระทั่งลับสายตาไปก่อนหน้านี้มีบันทึกอย่างเป็น ทางการที่ชาวบ้านชาวเมืองพบเห็นมังกร ทองอย่างชัดแล้ว นับแต่ปี ค.ศ.1800 หรือ 200 ปีกว่ามาแล้ว
นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญสัตว์โลก ดึกดำบรรพ์ เวลโน เดรช กล่าวอธิบายว่า "สำหรับฃวามเห็นส่วนตัวของผมแล้ว การพบเห็นมังกรยักษ์ครั้งสร้างความฮือฮา มากที่สุด เป็นเหตุการณ์ต้นศตวรรษที่ 19 ที่แคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1882
"ครั้งนั้นมังกรยักษ์ถึงกับโจมตี ขบวน รถไฟ เส้นทางเซาเฮิร์น แปชิฟิคนอกจากพนักงาน ขับรถไฟ และข่างเฃรื่องมองเห็นมังกรทองแล้ว ผู้โดยสารนับร้อยฃนมากับขวนรถไฟต่าง มองเห็นกันทุกฃน"
"รถไฟรุ่นหัวจักรไอน้ำ ลากจูงตู้ โดยสาร 12 โบกี้ แล่นตัดผ่าน ทะเลทรายโมเจฟ ช่วงเวลาบ่ายช่างเครื่องเหลือบตามองเห็นท้องฟ้า เพื่อสังเกตการณ์ว่าจะมีฝนตกหรือไม่ จึงมอง เห็นเมฆดำกลุ่มหนึ่ง ลอยจากที่สูงลงต่ำอย่าง รวดเร็ว ทีแรกคิดว่าเป็นลำของพายุทอร์นาโด"
"แต่เมื่อสิ่งแปลก ประหลาดนั้นลอย เข้ามาใกล้ขบวนรถไฟ จึงรู้ว่ามันไม่ใช่ทอร์นาโด แต่เป็นงูยักษ์มีปีก มีขนาดลำตัวยาวราว 30 ฟุต บินอยู่ฟ้าด้วย 2 ปีก เหมือนปีกค้างคาว กวักปีกแต่ละครั้งดังพึ่บอย่างชัดเจน"
"มังกรตัวนั้น บินต่ำราวกับกำลังค้นหา อะไรตามพื้นดิน เมื่อมันบินผ่านขบวนรถไฟ ในระยะประชิด ส่วนปลายทางจึงฟาดกับ หลังคาโบกี้ ซึ่งทำให้มันโกรธคราวนี้ขับไล่ ตามขบวนรถไฟอย่างติด ๆ พร้อมทั้ง โจมตีส่วนหัวรถจักร"
"ปากที่มันฟันคมกริบราวใบ เลื่อยกัด ทะลุผ่านหลังคาโบกี้โดยสารทำให้ ผู้โดยสารกรีดร้องลั่น แต่มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ปลายปีกไฟโดนเข้ากับปล่องควันทำให้ ไฟไหม้ปีก มังกรร้องกรี๊ด ๆ แล้วบินหนีหายไป"
จนกระทั่งทุกวันนี้บันทึกการเผชิญ หน้ากับมังกรทองเป็น ๆ โดยมีผู้โดยสารเป็น ร้อย ต่างมองเห็นชัดแจ้ง ยังไม่มีใครสามารถหา คำอธิบายได้ว่า...เป็นความจริงหรือความฝันกันแน่
เช่นเดียวกัน มีประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ.1641 หรือ เมื่อ 400 ปีก่อน มีคนจีนอย่าง น้อย 350 คน ที่อาศัยอยู่ที่เมือง ซานตง มองเห็น พญามังกรทองบินล่องฟ้า ฝ่ากลุ่มเมฆลงมา แล้วบินทะยานหายลับไปในกลุ่มเมฆฝนอีกครั้ง
การปรากฏตัวครั้งนี้ ชาวจีนใน ยุคนั้น ต่างเชื่อกันว่า เป็นคำเตือนจากสวรรค์ ถึงจักรพรรดิ์ ราชวงศ์หมิง อย่าทำร้ายประชาชน
หลังจากนั้นไม่นานราชวงศ์หมิง ก็ล่มสลายไป
ที่มา : http://www.nokroo.com/plak/browse.php?cat_id=32&id=13758
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
โดยองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เปิดเผยผลการค้นพบนี้ ระหว่างการประชุมสมาคม
ดาราศาสตร์อเมริกันครั้งที่ 221ที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศในศูนย์อวกาศของนาซา กำลังง่วนกับการสร้างยานอวกาศเพื่อสำรวจเอกภพโดยไม่ได้สนใจหลังบ้านตัวเอง นักล่าไดโนเสาร์ก็ได้ค้นพบว่าที่ทำงานของนักวิทยาศาสตร์อวกาศนี้มี “รอยเท้าไดโนเสาร์” ประทับอยู่
เรย์ สแตนฟอร์ด (Ray Stanford) นักล่าไดโนเสาร์ได้ค้นพบรอยเท้าของ “นอโดซอร์” (nodosaur) ไดโนเสาร์ที่มีรูปร่างเหมือนขอนไม้เต็มไปด้วยหนามในสวนหลังศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)
อย่างไรก็ดี ไลฟ์ไซน์ ระบุว่า นาซาไม่ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนถึงตำแหน่งที่พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ด้วยเกรงว่าจะมีคนเข้าไปทำลาย หรือเคลื่อนย้ายร่องรอยของสัตว์ดึกดำบรรพ์ โดยรอยเท้าดังกล่าวแสดงร่องรอยนิ้วเท้า 4 นิ้วที่เป็นของนอโดซอร์ ซึ่งเคยอาศัยอยู่บนโลกเมื่อประมาณ 110 ล้านปีที่แล้ว ในยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ซึ่งกินเวลาตั้งแต่เมื่อ 125 ล้านปีก่อนมาถึงเมื่อ 65 ล้านปีก่อน
นอโดซอร์เป็นไดโนเสาร์กินพืช และร่องรอยของไดโนเสาร์ตัวนี้แสดงถึงการเคลื่อนย้ายอย่างฉับพลันไปบนโคลนของยุคครีเตเชียส ซึ่งระบุเช่นนี้ได้เพราะลักษณะของส้นเท้าที่ไม่ได้ลงน้ำหนักบนพื้นมากนัก

สำหรับ สแตนฟอร์ด นั้น เป็นนักบรรพชีวินวิทยาสมัครเล่นที่มีผลงานตีพิมพ์ระดับหนึ่ง โดยการค้นพบครั้งนี้เขาได้ยืนยันกับ เดวิด ไวแชมเปล (David Weishampel) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไดโนเสาร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นสฮอปส์กินส์ (Johns Hopkins University) และเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมาเขาได้เผยตำแหน่งการค้นพบรอยเท้ากับเจ้าหน้าที่ของก็อดดาร์ด และไบรอัน วาสแท็ก (Brian Vastag) ผู้สื่อข่าวของวอชิงตันโพสต์ ซึ่งเผยแพร่การค้นพบในวันเดียวกัน
นอกจากนี้ สแตนฟอร์ด ยังได้ค้นพบรอยเท้าเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่งในบริเวณเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายรอยเท้าของธีโรพอดส์ (theropods) ไดโนเสาร์กินเนื้อ
สำหรับแมรีแลนด์นั้นไม่ใช่แหล่งใหม่สำหรับการขุดหาฟอสซิลไดโนเสาร์ โดยรอบต่อระหว่าง วอชิงตัน ดีซี และ บัลติมอร์ แมรีแลนด์นั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “ตรอกไดโนเสาร์” (Dinosaur Alley) เพราะมีฟอสซิลไดโนเสาร์จำนวนมากถูกค้นพบระหว่างการทำเหมืองเหล็กช่วงศตวรรษที่ 18-19 และตอนนี้แมรีแลนด์ก็เป็นแหล่งไดโนเสาร์ยุคครีเตเชียสหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000103547
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
นาซาบังคับยานแฝดที่โคจรรอบดวงจันทร์ เพื่อทำแผนที่แรงโน้มถ่วง ให้โหม่งขอบหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ หลังเสร็จสิ้นภารกิจ พร้อมตั้งชื่อจุดตก “แซลลี ไรด์” เพื่อเป็นเกียรติแก่นักบินอวกาศหญิงคนแรกของสหรัฐฯ
ยานแฝดเกรล (Grail) ซึ่งประกอบด้วย ยานเอบบ์ (Ebb) และ ยานโฟล์ว (Flow) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ถูกบังคับให้โหม่งขอบหลุมอุกกาบาตที่ขั้วเหนือของดวงจันทร์ หลังเส็จสิ้นภารกิจทำแผนที่แรงโน้มถ่วง เมื่อเช้าตรู่วันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย
ภาพเส้นทางสุดท้ายของยานเอบบ์และโฟล์ว ก่อนโหม่งดวงจันทร์ (สเปซด็อทคอม/นาซา)
สเปซด็อทคอม ระบุว่า ทีมในโครงการยานแฝดเกรลได้กำหนดจุดที่ยานตกให้มีตาม แซลลี ไรด์ (Sally Ride) มนุษย์อวกาศหญิงคนแรกของสหรัฐฯ เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในฐานะผู้บทบาทต่อการศึกษาและผลักดันให้เกิดโครงการยานแฝดเกรล
มาเรีย ซูเบอร์ (Maria Zuber) จากเอ็มไอที (MIT) หนึ่งในทีมโครงการเกรล กล่าวว่า ทีมงานเกรล ทราบดีว่า นาซานั้นมีแผนที่จะสรรเสริญไรด์ในหลายรูปแบบ แต่ทีมเลือกจุดตกของยานให้มีชื่อเดียวกับเธอ เพราะบทบาทของเธอที่มีต่อการศึกษาของโครงการเกรล
รวมทั้งบทบาทต่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษาของเธอนั้นก็มีความสำคัญยิ่งต่อการทำงานของทีม โดยเป็นผู้นำทีมในโครงการ “มูนแคม” (MoonKAM project) ของยานแฝดเกรล ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนจากทั่วโลกได้เลือกพื้นที่บนดวงจันทร์ เพื่อเป็นจุดให้ยานเอบบ์ และยานโฟล์วบันทึกภาพ
ภาพแสดงการทำงานของยานแฝดเกรล (สเปซด็อทคอม/นาซา)
ไรด์มีชื่อเสียงมากจากการเป็นผู้หญิงคนแรกของสหรัฐฯ และเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ของโลกที่ได้บินขึ้นไปในอวกาศ และได้ขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 1983 ไปพร้อมกับยานชาเลนเจอร์ (Challenger) ในปฏิบัติการเที่ยวบินเอสทีเอส-7 (STS-7) และในอีกปีต่อมาเธอได้ขึ้นยานชาเลนเจอร์อีกครั้งในปฏิบัติการเอสทีเอส-41จี รวมใช้เวลาในอวกาศ 343 ชั่วโมง แต่เธอเพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาจากโรงมะเร็งตับอ่อน รวมอายุได้ 61 ปี
แบร์ ไรด์ (Bear Ride) น้องสาวของไรด์ ซึ่งทำงานในห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซา ซึ่งเป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการเกรลในช่วงขณะสุดท้ายของยานเอบบ์และยานโฟล์ว กล่าวว่า ครอบครัวของเธอรู้สึกตื่นเต้นต่อการยกย่องครั้งนี้ และยินต่อซูเบอร์และทีมที่สานต่อความฝันนี้และทำให้โครงการประสบความสำเร็จ
“มันเจ๋งมากที่รู้ว่าเมื่อคุณมองขึ้นไปบนดวงจันทร์ตอนนี้ ที่นั่นมีมุมเล็กๆ ของดวงจันทร์ซึ่งตั้งชื่อตามแซลลี และเราก็หวังว่า เด็กๆ จะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน” น้องสาวของไรด์กล่าว
ยานแฝดเกรลซึ่งย่อมาจากปฏิบัติการ Gravity Recovery And Interior Laboratory นั้น ถูกส่งขึ้นไปเมื่อเดือน ก.ย.2011 และยานเอบบ์กับยานโฟล์วได้ไปถึงดวงจันทร์ในอีก 3 เดือนให้หลังจากนั้น และบินตามกันไปเพื่อทำแผนที่สนามแม่เหล็กที่ให้รายละเอียดที่เราไม่เคยทราบมาก่อน และการวัดสนามแรงโน้มถ่วงของยานแฝดทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำแผนที่แรงโน้มถ่วงที่ดีของวัตถุท้องฟ้าที่ดีที่สุดได้
เมื่อยานแฝดเกรลหมดเชื้อเพลิงก็จะถูกดึงให้พุ่งชนดวงจันทร์ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้น ทีมปฏิบัติการเกรลจึงบังคับให้ยานตก และให้ห่างจากจุดลงจอดของปฏิบัติการอะพอลโล รวมถึงบริเวณอื่นๆ บนดวงจันทร์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นการสิ้นสุดหน้าที่ของยานในโครงการมูลค่า 1.5 หมื่นล้านนี้
ที่มา :http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000153978
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
องค์การอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้ทำสัญญาจ้างเหมา ให้ ดร.มาร์ค เอม. โคเฮน ศึกษาลู่ทางของการทำเหมือง บนดาวเคราะห์น้อยดวงต่างๆขึ้น
ทางองค์การกล่าวว่า ได้มอบให้ ดร.โคเฮน ศึกษาดูว่ามีเทคโนโลยีที่จะทำเรื่องนี้ได้หรือไม่ โดยต้องคิดออกแบบการทำงาน ใช้หุ่นยนต์คนงานเหมืองส่งขึ้นไปดักดาวเคราะห์น้อยที่โคจรเข้ามาใกล้โลก ขุดเอาแร่ แล้วส่งแร่ธาตุที่ขุดได้กลับมายังโลก
นาซานำยานเคอเรียสซิตี้ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร ประสบความสำเร็จเมื่อเวลา 12.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เดินเครื่องภารกิจสำรวจสิ่งมีชีวิต...
เรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตของดาวดวงอื่น ’มนุษย์ต่างดาว“ มนุษย์ต่างดาวมายังดาวโลก ยานบินจากนอกโลกหรือ ’ยูเอฟโอ“ จากบทความ “นาซาค้นหามนุษย์ต่างดาวเจอแล้วหรือยัง?” โดย ดร.ธวัช วิรัตติพงศ์ นักวิทยาศาสตร์คนไทยคนหนึ่งที่ทำงานให้กับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือนาซา นอกจากที่ได้นำเสนอไปตอนหนึ่งแล้วเมื่อวันก่อน ทาง ดร.ธวัช ยังมีแง่มุมเพิ่มเติมให้ลองพิจารณาอีก...
หลากหลาย UFO ภาพบันทึกกล้องของสถานีอวกาศนานาชาติ จาก NASA
เผยให้เห็น UFO หลายลำ บินอยู่ใลก้กับชั้นบรรยากาศของโลก และหลายลำ บินออกจากโลก
พุงไปยัง อวกาศ
เว็บไซต์ space.com รายงานจากการเผยแพร่ของ บนดาวอังคารอีกครั้ง ของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซ่าที่ได้เปิดตัวภาพถ่ายบนดาวอังคารอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เริ่มทยอยนำออกมาเผยแพร่มากขึ้น โดยภาพล่าสุดที่ นาซ่า นำมาเปิดตัว เป็น ภาพรอยรูปคล้ายช้างซึ่งเป็นรอยลาวา ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากร่องรอยของการถูกน้ำท่วมขังก่อนที่จะแห้งแล้วเป็นรูปดังกล่าวนี้































