ดาวเคราะห์น้อยมูลค่ากว่า 5ล้านล้านเหรียญ
Asteroid 2011 UW-158 ก็คือดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งที่กำลังจะโคจรผ่านโลกในระยะห่างเพียงประมาณ 1.5ล้านไมล์หรือประมาณ 2.4 ล้านกิโลเมตรในวันนี้ (18 กรกฎาคม 2015) การโคจรของดาวเคราะห์น้อย UW-158 ที่เข้ามาใกล้โลกของเราครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อโลกของเราในทุกๆด้าน
แต่ที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเป็นพิเศษก็เพราะ แกนของดาวเคราะห์น้อย UW-158 เป็น Platinum ที่มีมูลค่าประมาณ 180 ล้านล้านบาท ($5ล้านล้านเหรียญ)

Asteroid 2011 UW-158 มีขนาดประมาณหนึ่งกิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์จัดให้อยู่ในกลุ่ม X-Type Asteroid ซึ่งมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นโลหะ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า X-Type Asteroid คือส่วนที่เหลือของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ซึ่งเปลือกนอกหลุดออกจนเหลือแต่แกนโลหะเพราะแรงปะทะในยุคเริ่มต้นของสุริยะจักรวาล ปัจจุบันมีการค้นพบ X-Type Asteroid มากกว่าสิบดวง
ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์คาดว่าโลหะบนดาวเคราะห์น้อย UW-158 เป็น Platinum น้ำหนักประมาณ 90 ล้านตันซึ่งมีมูลค่าประมาณ180 ล้านล้านบาท หรือ $5ล้านล้านเหรียญ

Asteroid 2011 UW-158 มีขนาดประมาณหนึ่งกิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์จัดให้อยู่ในกลุ่ม X-Type Asteroid ซึ่งมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นโลหะ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า X-Type Asteroid คือส่วนที่เหลือของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ซึ่งเปลือกนอกหลุดออกจนเหลือแต่แกนโลหะเพราะแรงปะทะในยุคเริ่มต้นของสุริยะจักรวาล ปัจจุบันมีการค้นพบ X-Type Asteroid มากกว่าสิบดวง
ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์คาดว่าโลหะบนดาวเคราะห์น้อย UW-158 เป็น Platinum น้ำหนักประมาณ 90 ล้านตันซึ่งมีมูลค่าประมาณ180 ล้านล้านบาท หรือ $5ล้านล้านเหรียญ
แน่นอนว่ามูลค่ามหาศาลขนาดนี้ทำให้เริ่มมีความคิดที่จะขุดแร่นี้มาใช้ประโยชน์ โดย Planetary Resources บริษัทที่ทำธุรกิจด้านอวกาศเริ่มวางโครงการพัฒนาอุปกรณ์สำรวจแร่บนดาวเคราะห์น้อยซึ่งเป็นโครงการระยะยาวที่อาจใช้เวลาหลายสิบปี
ที่มา : http://www.amazingglobe.info/2015/07/asteroid-2011-uw-158-platinum.html
____________________
________________________________
ที่มา : http://www.amazingglobe.info/2015/07/asteroid-2011-uw-158-platinum.html
____________________
________________________________
ทอม วากก์ กำลังทำงานหาประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยคีล โดยได้ค้นพบว่ามีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งทำให้แสงของดาวแม่ลดลงไปเมื่อดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรผ่านหน้าดาวแม่
"ผมตื่นเต้นมากที่ได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ และผมก็ประทับใจที่ผมสามารถหามันเจอทั้งที่มันไกลออกไป" ทอม ที่ปัจจุบันอายุ 17 ปีเผย โดยได้ใช้เวลาสองปีสำรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นดาวเคราะห์จริงๆ
ทอมค้นพบดาวเคราะห์โดยดูที่ข้อมูลที่รวบรวมมาจากโครงการค้นหาดาวเคราะห์มุมกว้าง (WASP) ที่มีการสำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืนเพื่อติดตามดูดวงดาวหลายล้านดวงเพื่อหาร่องรอยของการเคลื่อนที่ผ่านหน้า (การทรานซิต) ที่เกิดจากดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ดวงแม่
ดาวเคราะห์ของทอมมีชื่อว่า WASP-142b เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 142 ที่ถูกค้นพบในโครงการ WASP อยู่ทางกลุ่มดาวไฮดราทางซีกฟ้าใต้ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทั่วโลกค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะกว่า 1,000 ดวงแล้ว แต่ทอมน่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ค้นพบดาวเคราะห์
"ซอฟต์แวร์ของ WASP น่าประทับใจมาก ทำให้ผมสามารถค้นหาดาวเคราะห์จากดาวแม่หลายร้อยดวงได้ หาเพียงแค่ไม่กี่ดวงที่มีดาวเคราะห์" ทอมเผย
ดาวเคราะห์ดวงที่พบนั้นมีขนาดเท่ากับดาวพฤหัส แต่โคจรรอบดาวแม่โดยใช้เวลาเพียงสองวัน ด้วยระยะที่สั้นเท่านี้จึงทำให้เกิดการทรานซิตบ่อย ทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้พบได้ง่าย
แม้ดาวเคราะห์ดวงนี้จะอยู่ไกลออกไปจนไม่สามารถเห็นได้โดยตรง ศิลปินก็ได้จินตนาการว่าหน้าตาของดวงดาวจะเป็นอย่างไรและได้วาดภาพออกมา ท้องฟ้าของดาวเคราะห์มีดาวแม่ที่ร้อนและแผ่รังสีไปสู่ดาว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของดาวมีความหนาวกว่ามาก
ทอม เป็นนักเรียนที่โรงเรียน Newcastle-under-Lyme มีความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์ จึงได้หาประสบการณ์ทำงานหลังเลิกเรียนที่มหาวิทยาลัยคีลหลังทราบว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีโครงการสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ
"ทอมพยายามจะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และการสอนเขาให้ค้นหาดาวเคราะห์ก็เป็นเรื่องง่าย" ศาสตราจารย์โคล เฮลลิเออร์ หัวหน้าโครงการ WASP ที่คีลเผย โดยทอมนั้นมีต้องการจะเข้ามาศึกษาฟิสิกส์ต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
ดาวเคราะห์ดวงนี้จัดเป็น"ดาวพฤหัสร้อน"ชนิดหนึ่ง กล่าวคือ ไม่เหมือนกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา เพราะมีวงโคจรที่ใกล้ดาวแม่มาก คาดว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆของดาวแม่นี้ผลักให้เข้ามาในวงโคจรข้างใน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ดาวเคราะห์ของทอมนี้ไม่ได้เป็นดวงเดียวที่โคจรรอบดาวแม่ดวงนี้
ดาวเคราะห์ดวงนี้ยังไม่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ แต่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลได้เริ่มประกวดชื่อแล้ว ทอมก็กำลังตั้งชื่อดาวของเขาเองด้วยเช่นกัน
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/502438
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
จักรวาล อันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีอะไรอีกมากมายที่รอ ให้มนุษย์ได้ค้นพบ ล่าสุด แม้ไม่ไช่เรื่องสิ่งแปลกใหม่ แต่น่าทึ่ง ในความใหญ่ของวงแหวน ต่างจากที่เราเคยได้พบเห็น รูปของดาวเสาร์
ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ มีวงแหวนใหญ่กว่าของดาวเสาร์ 200 เท่า นับรวมได้ 30 วง อยู่ห่างจากโลก 430 ปีแสง
อีริก มามาเจก อาจารย์สอนฟิสิกส์และดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ บอกว่า ดาวเคราะห์ ชื่อ J1407b มีขนาดใหญ่กว่า ดาวพฤหัสบดีหรือดาวเสาร์มาก
ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ มีวงแหวนใหญ่กว่าของดาวเสาร์ 200 เท่า นับรวมได้ 30 วง อยู่ห่างจากโลก 430 ปีแสง
อีริก มามาเจก อาจารย์สอนฟิสิกส์และดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ บอกว่า ดาวเคราะห์ ชื่อ J1407b มีขนาดใหญ่กว่า ดาวพฤหัสบดีหรือดาวเสาร์มาก
วงแหวนของมันใหญ่กว่าของดาวเสาร์ประมาณ 200 เท่า “มันคือ โคตรดาวเสาร์”
ทีมวิจัยรายงานว่า ดาวเคราะห์ J1407b มีวงแหวนกว่า 30 วง แต่ละวงมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างหลายสิบล้านกิโลเมตร
นักดาราศาสตร์ค้นพบเจ1407บีเมื่อปี 2555 แต่เพิ่งศึกษาในรายละเอียด และตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal
ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์อายุน้อย ชื่อ J1407 ซึ่งอยู่ห่างจากระบบสุริยะของเราประมาณ 430 ปีแสง นักดาราศาสตร์คำนวณว่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีราว 40 เท่า วงแหวนของมันมีมวลเท่ากับโลกของเรา
นักวิจัยไม่สามารถมองเห็นวงแหวนได้โดยตรงเนื่องจากความห่างไกล แต่อาศัยเทคนิคตรวจจับปริมาณแสงที่ผันแปรเมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์เมื่อเรามองมันจากโลก
ทีมวิจัยชักชวนนักดาราศาสตร์ให้ช่วยกันเก็บข้อมูลของดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีดาวจันทร์บริวารอยู่ด้วย.
ที่มา : hxxp://news.voicetv.co.th/world/159885.html
____________________
ทีมวิจัยรายงานว่า ดาวเคราะห์ J1407b มีวงแหวนกว่า 30 วง แต่ละวงมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างหลายสิบล้านกิโลเมตร
นักดาราศาสตร์ค้นพบเจ1407บีเมื่อปี 2555 แต่เพิ่งศึกษาในรายละเอียด และตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal
ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์อายุน้อย ชื่อ J1407 ซึ่งอยู่ห่างจากระบบสุริยะของเราประมาณ 430 ปีแสง นักดาราศาสตร์คำนวณว่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีราว 40 เท่า วงแหวนของมันมีมวลเท่ากับโลกของเรา
นักวิจัยไม่สามารถมองเห็นวงแหวนได้โดยตรงเนื่องจากความห่างไกล แต่อาศัยเทคนิคตรวจจับปริมาณแสงที่ผันแปรเมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์เมื่อเรามองมันจากโลก
ทีมวิจัยชักชวนนักดาราศาสตร์ให้ช่วยกันเก็บข้อมูลของดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีดาวจันทร์บริวารอยู่ด้วย.
ที่มา : hxxp://news.voicetv.co.th/world/159885.html
____________________
นักวิทยาศาสตร์จัดดาวเคราะห์ยักษ์เข้าจำพวกใหม่ เปรียบเป็น 'ก็อดซิลลา' เมื่อเทียบกับโลกของเรา ชี้เป็นการค้นพบที่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับกำเนิดของจักรวาล
เซเวียร์ ดูมัสเกอ แห่งสถาบันฟิสิกดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน บอกกับที่ประชุมของสมาคมนักดาราศาสตร์อเมริกัน ในเมืองบอสตัน ว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ตรวจพบดาวเคราะห์บริวารดวงหนึ่งของดาวฤกษ์เคปเลอร์-10
ดาวเคราะห์ดวงนี้ ถูกตั้งชื่อว่า เคปเลอร์-10ซี มีพื้นผิวเป็นหินแข็งคล้ายโลก แต่มีมวลมากกว่าโลก 17 เท่า และมีขนาดใหญ่กว่าโลก 2.3 เท่า
ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ไม่คาดคิดว่าดาวเคราะห์ที่มีเนื้อเป็นหินจะมีดวงโตถึงขนาดนี้ได้ เพราะดาวเคราะห์ที่มีเส้นรอบวงขนาดนั้นน่าจะสั่งสมก๊าซไฮโดรเจนจนกลายเป็นดาวเคราะห์ก๊าซไป อย่างเช่นดาวพฤหัสบดี
ดิมิทาร์ แซสลอฟ ผู้อำนวยการโครงการศึกษากำเนิดสิ่งมีชีวิตของฮาร์วาร์ด บอกว่า เคปเลอร์-10ซี เปรียบเป็นก็อดซิลลาเมื่อเทียบกับโลก
เคปเลอร์เป็นกล้องสำหรับล่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา ตรวจจับและจัดประเภทวัตถุว่าเป็นดาวเคราะห์หรือไม่โดยดูจากการโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ แต่กล้องตัวนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าวัตถุนั้นมีเนื้อสารเป็นหินหรือก๊าซ
กล้องที่ตรวจวัดมวลของเคปเลอร์-10ซี คือ กล้องพิเศษตัวหนึ่งที่หมู่เกาะคานารี ทำหน้าที่จัดประเภทว่าวัตถุนั้นอยู่ในจำพวกซูเปอร์-เอิร์ธ หรือมินิ-เนปจูน
ดาวเคราะห์จำพวกมินิ-เนปจูน มีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่เล็กกว่าดาวเนปจูนซึ่งเป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีมวลหนาแน่น

@ ภาพแสดงดาวเคราะห์เคปเลอร์-10ซี (ดวงหน้า) ที่มีฉายาว่า 'เมกะ-เอิร์ธ' ขณะเคปเลอร์-10บี ซึ่งเป็นโลกของลาวา โคจรอยู่ใกล้กัน ทั้งสองโคจรรอบดาวฤกษ์ เคปเลอร์-10 ซึ่งคล้ายดวงอาทิตย์
ด้วยเหตุที่เคปเลอร์-10ซี มีความหนาแน่นเกินคาด จึงถูกจัดเป็นดาวเคราะห์จำพวกใหม่
ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์ที่คล้ายดวงอาทิตย์ในทุกๆ 45 วัน บ่งบอกว่าน่าจะมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะอยู่รอดได้
ระบบสุริยะของเคปเลอร์-10 อยู่ห่างจากโลก 560 ปีแสง มีอายุ 11,000 ล้านปี ก่อตัวขึ้นหลังจากปรากฏการณ์บิกแบงไม่ถึง 3,000 ล้านปี
นั่นหมายความว่า วัตถุขนาดใหญ่ที่มีเนื้อสารเป็นหินสามารถก่อตัวขึ้นได้แม้ในเวลานั้นพวกธาตุหนักอย่างซิลิกอนและเหล็กยังมีน้อยมาก จักรวาลในช่วงแรกเริ่มนั้น มีแต่ไฮโดรเจนกับฮีเลียม
แซสลอฟ บอกว่า การค้นพบเคปเลอร์-10ซี บอกเราว่า ดาวเคราะห์ได้ถือกำเนิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยเข้าใจกันมากทีเดียว และถ้ามีหินก็อาจมีสิ่งมีชีวิต.
ที่มา : hxxp://news.voicetv.co.th/
____________________
ภาพจำลองระบบดาวฤกษ์ เคปเลอร์-186 (จุดสว่างด้านซ้าย) และดาวเคราะห์เคปเลอร์-186เอฟ ทางด้านขวา (นาซา/เอเอฟพี)

นักวิทยาศาสตร์ค้นเจอ “ดาวเคราะห์คล้ายโลก” นอกระบบนับพันดวง แต่นาซาออกมายืนยันว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลก และยังอยู่ในโซนที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ อยู่ห่างจากโลกออกไป 500 ปีแสง
ดาวเคราะห์ดังกล่าวมีชื่อว่า เคปเลอร์-186เอฟ (Kepler-186f) ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่นักดาราศาสตร์พบว่ามีขนาดเท่าโลก และยังอยู่เขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ (habitable zone) ซึ่งหมายถึงบริเวณที่ห่างจากดาวฤกษ์ดวงแม่ในระยะที่น้ำจะอยู่ในรูปของเหลวบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์นั้นได้ ถึงแม้จะทราบขนาดของดาวเคราะห์ดวงนี้ แต่เราก็ยังไม่ทราบมวลและองค์ประกอบ อย่างไรก็ดี จากงานวิจัยก่อนหน้านั้นบ่งชี้ว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้น่าจะเป็นดาวเคราะห์หิน
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เผยถึงเรื่องนี้ว่า นักดาราศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler Space Telescope) ค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าว ซึ่งก่อหน้ามีการค้นพบดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้บ้างแล้ว แต่มากถึง 40% ของดาวเคราะห์เหล่านั้นมีขนาดใหญ่กว่าโลกมาก และยังมีงานท้าทายในเรื่องการทำความเข้าใจองค์ประกอบของดาวเคราะห์เหล่านั้นอีก
พอล เฮิร์ตซ์ (Paul Hertz) ผู้อำนวยการแผนกดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่สำนักงานใหญ่ของนาซา กล่าวว่า การค้นพบดาวเคราะห์เคปเลอร์-186เอฟนั้นถือเป็นก้าวสำคัญของการค้นหาดาวเคราะห์ที่คล้ายกับโลกของเรา ซึ่งปฏิบัติการในอนาคตของนาซา อย่างการส่งดาวเทียมสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบจากการผ่านหน้า (Transiting Exoplanet Survey Satellite) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) นั้นจะช่วยให้ค้นพบดาวเคราะห์หินที่อยู่ใกล้ที่เราที่สุด และประเมินองค์ประกอบและสภาพบรรยากาศของดาวเคราะห์ดังกล่าว เพื่อเดินหน้าเสาะหาดาวเคราะห์คล้ายโลกจนพบ
เอลิซา ควินทานา (Elisa Quintana) นักวิจัยจากสถาบันเซติ (SETI Institute) ที่ศูนย์วิจัยเอมส์ (Ames Research Center) ของนาซา ในมอฟเฟตต์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ และเป็นหัวหน้าทีมในการเขียนรายงานวิจัยการค้นพบครั้งนี้ในวารสารไซน์ (Science) กล่าวว่า ตอนนี้เรารู้จักดาวเคราะห ์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาสัยอยู่ นั่นคือ โลก เมื่อเราค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะของเรา สิ่งที่เราพุ่งความสนใจคือการค้นหาดาวเคราะห์ที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับโลก
“การค้นพบดาวเคราะห์ในบริเวณเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้และมีขนาดเทียบเท่ากับโลกนั้น เป็นก้าวที่สำคัญ” ควินทานากล่าว
สำหรับเคปเลอร์-186เอฟ นั้นเป็นประชากรดาวเคราะห์ในระบบดาวฤกษ์เคปเลอร์-186 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกออกไป 500 ปีแสง ในตำแหน่งกลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) เมื่อมองจากพื้นโลก ระบบดาวฤกษ์ดังกล่าวยังประกอบด้วยดาวเคราะห์อีก 4 ดวง และเป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดและมวลเป็นครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์เรา
ระบบดาวฤกษ์เคปเลอร์-186 นี้ถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์แดง (red dwarf) หรือดาวเคราะเอ็ม (M dwarf) ซึ่งเป็นประเภทของดาวฤกษ์ที่มีอยู่มากกว่า 70% ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา โดย ควินทานา ให้ความเห็นว่าว่า ดาวเคราะห์เอ็มนั้นเป็นดาวฤกษ์ที่มีอยู่นับไม่ถ้วน และสัญญาณแรกของสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นในกาแล็กซีของเราอาจจะมาจากระบบดาวฤกษ์ที่ว่านี้
เคปเลอร์-186เอฟใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ดวงแม่ในแต่ละรอบนาน 130 วัน และได้รับพลังงานจากดาวฤกษ์ที่โคจรรอบคิดเป็น 1 ใน 3 ของพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ ทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้ยิ่งอยู่ใกล้ตำแหน่งขอบนอกของเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ หากเราไปยืนอยู่บนพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อดาวฤกษ์อยู่ในตำแหน่งตอนเที่ยงวัน ความสว่างของดาวฤกษ์จะเทียบเท่าความสว่างของดาวอาทิตย์ที่ปรากฏก่อนลับขอบฟ้า 1 ชั่วโมง
ส่วน โธมัส บาร์เคลย์ (Thomas Barclay) นักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมรอบอ่าวที่ศูนย์วิจัยเอมส์ ซึ่งรวมค้นพบดาวเคราะห์นี้ด้วย ให้ความเห็นว่า การที่ดาวเคราะห์อยู่ในเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ไม่ได้หมายความว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะเป็นแหล่งอาศัยอยู่ได้ อุณหภูมิบนดาวเคราะห์นั้นขึ้นอยู่กับประเภทของบรรยากาศที่ดาวเคราะห์ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเคปเลอร์-186เอฟเป็นญาติห่างๆ ของโลก มากกว่าจะเป็นคู่แฝดของโลก แต่ก็มีคุณสมบัติหลายด้านที่คล้ายคลึงกับโลก
ส่วนดาวเคราะห์ในระบบอีก 4 ดวงที่เหลือ คือ เคปเลอร์-186บี, เคปเลอร์-186ซี , เคปเลอร์-186ดี และเคปเลอร์-186อี จะโคจรรอบดาวฤกษ์ทึ่อยู่ใจกลางระบบเป็นระยะเวลา 4 วัน, 7 วัน, 13 วัน และ 22 วันตามลำดับ ทำให้ดาวเคราะห์ในระบบที่เหลือเหล่านี้ร้อนเกินกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่แบบเรารู้จักอาศัยอยู่ได้ โดยดาวเคราะห์วงในทั้ง 4 ดวงนี้มีขนาดน้อยกว่าโลก 1.5 เท่า
ก้าวต่อไปในการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ดาวอื่นคือการค้นหาดาวคู่แฝดของโลกจริง คือเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าโลกและโคจรอยู่ในเขตบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ รอบดาวฤกษ์ที่เหมือนดวงอาทิตย์ของเรา และวัดค่าองค์ประกอบทางเคมีของดาวเคราะห์นั้น
สำหรับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์นั้นเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่วัดความสว่างของดาวฤกษ์มากกว่า 150,000 ดวง ได้อย่างต่อเนื่องพร้อมๆ กัน และเป็นปกิบัติการแรกของนาซาในการค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกที่โคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ของเรา ส่วนศูนย์วิจัยเอมส์ก็มีส่วนในการพัฒนาระบบภาคพื้นสำหรับกล้องเคปเลอร์ รวมถึงควบคุมภารกิจ และวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ขณะที่สถาบันเซติเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไร ที่อุทิศตัวให้แก่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาและเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน โดยภารกิจของเซติคือการสำรวจ ทำความเข้าใจ และอธิบายถึงกำเนิดของธรรมชาติและความดาษดื่นของสิ่งมีชีวิตในเอกภพ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการค้นพบครั้งนี้อีกหลายองค์กรที่ทำงานร่วมกับนาซาในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะ
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000043390
____________________



