"ยานฟิเล" ที่ร่อนลงจอดบนดาวหางสำเร็จ อาจนำสิ่งมีชีวิตต่างดาวกลับมายังโลกหลังพื้นผิวดาวอาจเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิต
ยาน ฟิเล หรือ (ฟายลี/Philae) ร่อนลงจอดที่ดาวหาง 67พี/ชูรีวมอฟ-เกราซีเมนโค ได้สำเร็จ คือปรากฏการณ์ที่องค์การอวกาศยุโรปเฝ้ารอมานานเกิน 10 ปี
ล่าสุด ยานลำนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อนักชีวดาราศาสตร์ที่ร่วมวางแผนภารกิจนี้เผยว่า มีความเป็นไปได้ที่ดาวหางดังกล่าวจะเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนอกโลก ซึ่งอาจส่งผลให้ในอนาคต ยานลำนี้อาจนำสิ่งมีชีวิตต่างดาวกลับมาที่โลกมนุษย์ด้วย
ข้อสันนิษฐานนี้มีขึ้นหลังจากที่ฟิเลร่อนลงจอดบนพื้นผิวเมื่อปลายปีที่แล้ว และได้ถ่ายภาพของพื้นผิวดาวส่งกลับมายังจุดรับสัญญาณบนโลก
จากการศึกษา พบพื้นผิวที่เป็นไฮโดรคาร์บอนสีดำ มีชั้นน้ำแข็งอยู่ด้านล่าง ซึ่งมีลักษณะเหมือนทะเลน้ำแข็ง และมีพื้นที่คล้ายแอ่งที่มีของเหลวเยือกแข็งที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ ซึ่งตามปกติแล้ว สิ่งมีชีวิตสามารถจะอยู่ได้ แม้จะมีอุณหภูมิต่ำถึง -40 องศาเซลเซียส
ภาพ เอเอฟพี

ที่มา : posttoday.com
____________________
นาซาเผยดาวหางเฉียดดาวอังคารทำเคมีในชั้นบรรยากาศชั้นบนของดาวเคราะห์แดงเปลี่ยนในช่วงสั้นๆ โดยก่อให้เกิดชั้นประจุไฟฟ้าชั่วคราว และยังทำให้เกิดฝนดาวตกบนดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เผยว่า ดาวหางไซดิงสปริง (Siding Spring) ที่มาจากเมฆออร์ต (Oort Cloud) บริเวณปลายระบบสุริยะ และเฉียดดาวอังคารไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2014 ที่ผ่านมาด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อวินาที ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศด้านบนของดาวเคราะห์พื้นบ้านเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ทั้งนี้ นาซาได้ใช้คำสั่งให้ยานอวกาศที่อยู่ในวงโคจรของดาวอังคารจับตาปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่ง จิม กรีน (Jim Gree) ผู้อำนวยการแผนกวิทยาการดาวเคราะห์ของนาซาระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ประเภทที่ 8 ล้านปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง อ้างตามรายงานของเอเอฟพี
ดาวหางดังกล่าวได้ปล่อยฝุ่นออกมามากกว่าที่นาซาคาดไว้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าเมื่อดาวหางเฉียดดาวอังคารที่ระยะ 140,000 กิโลเมตร จะปล่อยฝุ่นออกมาหลายพันกิโลกรัม แต่กรีนเผยแก่สื่อมวลชนว่า ฝุ่นดาวหางได้กระแทกใส่บรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดชั้นไอโอโนสเฟียร์ที่มหึมาและหนาแน่น และยังเปลี่ยนแปลงเคมีของบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคารด้วย ซึ่งชั้นไอออนที่เกิดขึ้นนี้เป็นชั้นที่มีประจุไฟฟ้าอยู่เหนือดาวเคราะห์ และอยู่เพียงชั่วคราว
นาซายังเผยอีกว่าเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเศษซากจากฝนดาวตกกับการเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร และองค์การอวกาศสหรัฐยังหวังด้วยว่า การศึกษาเพิ่มเติมจะเผยให้เห็นว่ามีการส่งผลกระทบในระยะยาวด้วยหรือไม่
ฝนดาวตกจากการเฉียดของดาวหางเกิดขึ้นประมาณชั่วโมงหรือนานกว่านาน อ้างตามข้อมูลจาก “มาเวน” (MAVEN) ยานโคจรของนาซา ที่มีภารกิจในการศึกษาบรรยากาศและประวัติการระเหยของน้ำบนดาวอังคาร และเครื่องมือวิทยาศาสตร์บนยานยังตรวจพบไอออนโลหะที่ต่างกันถึง8 ชนิด ซึ่งรวมถึงโซเดียม แมกนีเซียม และเหล็ก ซึ่งนับเป็นการวัดองค์ประกอบดังกล่าวจากดาวหางในเมฆออร์ตได้เป็นครั้งแรก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าเมฆดังกล่าวเป็นเป็นเหมือนก้อนหิมะในอวกาศ
“มาเวนตรวจพบการปลดปล่อยรังสีอัลไวโอเลตอย่างเข้มข้นสูงจากไอออนแมกนีเซียมและไอออนเหล็กในบรรยากาศของดาวอังคาร หลังการเกิดฝนดาวตก ซึ่งไม่ใช่แคต่พายุฝนดาวตกบนโลกที่ทำให้เกิดการตอบสนองที่ชัดเจนเช่นนี้” องค์การอวกาศสหรัฐระบุ
ด้าน นิค ชไนเดอร์ (Nick Schneider) หัวหน้าทีมคุมอุปกรณ์บันทึกสเปกตรัมอัลตราไวโอเลตของยานมาเวน จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดในโบลเดอร์ สหรัฐฯ เผยว่า หากมีมนุษย์อยู่บนดาวอังคาร พวกเขาอาจจะได้เห็นแสงสีเหลืองเรืองบนท้องฟ้า ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับสายตามนุษย์ และอาจจะมีฝนดาวตกหลายพันดวงต่อชั่วโมง ซึ่งชั้นของโซเดียมน่าจะหลงเหลืออยู่ในบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดการเรืองแสงสีเหลืองตามมา
ระหว่างเกิดเหตุการณ์ดาวหางเฉียดใกล้นั้นยานมาเวน ยานมาร์สรีคองเนซองส์ (Mars Reconnaissance Orbiter : MRO) ของนาซา และยานมาร์สเอกซ์เพรสของยุโรปได้ถูกโปรแกรมให้หลบอยู่อีกด้านของดาวอังคาร เพื่อเลี่ยงเศษซากฝุ่นจากดาวหาง หากไม่เช่นนั้นก็อาจก่อให้เกิดการเสียหายอย่างใหญ่หลวง
“ผมคิดว่ายานเหล่านั้นคงไม่รอด เมื่อดูจากการตอบสนองอย่างรุนแรงของชั้นบรรยากาศดาวอังคารต่อหางของดาวหาง” กรีนกล่าว
นอกจากนี้เครื่องมือที่ติดตั้งอยู่บนยานมาร์สเอกซ์เพรสยังสังเกตพบการกระโดด ของสัญญาณความหนาแน่นของอิเล้กตรอนในช่วงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ดาวหางผ่านไปแล้ว ส่วนยานออพพอร์จูนิตี (Opportunity ) ยานโรเวอร์ของนาซา ซึ่งขับเคลื่อนไปบนพื้นผิวดาวอังคารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ยังจับภาพหยาบๆ ขณะที่ดาวหางผ่านไปได้ และนักวิทยาศาสตร์กำลังวิเคราะห์ข้อมูลจากยานคิวริออซิตี (Curiosity) ยานโรเวอร์อีกลำของนาซาที่ลงจอดบนดาวอังคารเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000129982
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เผยว่า ดาวหางไซดิงสปริง (Siding Spring) ที่มาจากเมฆออร์ต (Oort Cloud) บริเวณปลายระบบสุริยะ และเฉียดดาวอังคารไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2014 ที่ผ่านมาด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อวินาที ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศด้านบนของดาวเคราะห์พื้นบ้านเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ทั้งนี้ นาซาได้ใช้คำสั่งให้ยานอวกาศที่อยู่ในวงโคจรของดาวอังคารจับตาปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่ง จิม กรีน (Jim Gree) ผู้อำนวยการแผนกวิทยาการดาวเคราะห์ของนาซาระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ประเภทที่ 8 ล้านปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง อ้างตามรายงานของเอเอฟพี
ดาวหางดังกล่าวได้ปล่อยฝุ่นออกมามากกว่าที่นาซาคาดไว้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าเมื่อดาวหางเฉียดดาวอังคารที่ระยะ 140,000 กิโลเมตร จะปล่อยฝุ่นออกมาหลายพันกิโลกรัม แต่กรีนเผยแก่สื่อมวลชนว่า ฝุ่นดาวหางได้กระแทกใส่บรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดชั้นไอโอโนสเฟียร์ที่มหึมาและหนาแน่น และยังเปลี่ยนแปลงเคมีของบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคารด้วย ซึ่งชั้นไอออนที่เกิดขึ้นนี้เป็นชั้นที่มีประจุไฟฟ้าอยู่เหนือดาวเคราะห์ และอยู่เพียงชั่วคราว
นาซายังเผยอีกว่าเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเศษซากจากฝนดาวตกกับการเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร และองค์การอวกาศสหรัฐยังหวังด้วยว่า การศึกษาเพิ่มเติมจะเผยให้เห็นว่ามีการส่งผลกระทบในระยะยาวด้วยหรือไม่
ฝนดาวตกจากการเฉียดของดาวหางเกิดขึ้นประมาณชั่วโมงหรือนานกว่านาน อ้างตามข้อมูลจาก “มาเวน” (MAVEN) ยานโคจรของนาซา ที่มีภารกิจในการศึกษาบรรยากาศและประวัติการระเหยของน้ำบนดาวอังคาร และเครื่องมือวิทยาศาสตร์บนยานยังตรวจพบไอออนโลหะที่ต่างกันถึง8 ชนิด ซึ่งรวมถึงโซเดียม แมกนีเซียม และเหล็ก ซึ่งนับเป็นการวัดองค์ประกอบดังกล่าวจากดาวหางในเมฆออร์ตได้เป็นครั้งแรก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าเมฆดังกล่าวเป็นเป็นเหมือนก้อนหิมะในอวกาศ
“มาเวนตรวจพบการปลดปล่อยรังสีอัลไวโอเลตอย่างเข้มข้นสูงจากไอออนแมกนีเซียมและไอออนเหล็กในบรรยากาศของดาวอังคาร หลังการเกิดฝนดาวตก ซึ่งไม่ใช่แคต่พายุฝนดาวตกบนโลกที่ทำให้เกิดการตอบสนองที่ชัดเจนเช่นนี้” องค์การอวกาศสหรัฐระบุ
ด้าน นิค ชไนเดอร์ (Nick Schneider) หัวหน้าทีมคุมอุปกรณ์บันทึกสเปกตรัมอัลตราไวโอเลตของยานมาเวน จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดในโบลเดอร์ สหรัฐฯ เผยว่า หากมีมนุษย์อยู่บนดาวอังคาร พวกเขาอาจจะได้เห็นแสงสีเหลืองเรืองบนท้องฟ้า ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับสายตามนุษย์ และอาจจะมีฝนดาวตกหลายพันดวงต่อชั่วโมง ซึ่งชั้นของโซเดียมน่าจะหลงเหลืออยู่ในบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดการเรืองแสงสีเหลืองตามมา
ระหว่างเกิดเหตุการณ์ดาวหางเฉียดใกล้นั้นยานมาเวน ยานมาร์สรีคองเนซองส์ (Mars Reconnaissance Orbiter : MRO) ของนาซา และยานมาร์สเอกซ์เพรสของยุโรปได้ถูกโปรแกรมให้หลบอยู่อีกด้านของดาวอังคาร เพื่อเลี่ยงเศษซากฝุ่นจากดาวหาง หากไม่เช่นนั้นก็อาจก่อให้เกิดการเสียหายอย่างใหญ่หลวง
“ผมคิดว่ายานเหล่านั้นคงไม่รอด เมื่อดูจากการตอบสนองอย่างรุนแรงของชั้นบรรยากาศดาวอังคารต่อหางของดาวหาง” กรีนกล่าว
นอกจากนี้เครื่องมือที่ติดตั้งอยู่บนยานมาร์สเอกซ์เพรสยังสังเกตพบการกระโดด ของสัญญาณความหนาแน่นของอิเล้กตรอนในช่วงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ดาวหางผ่านไปแล้ว ส่วนยานออพพอร์จูนิตี (Opportunity ) ยานโรเวอร์ของนาซา ซึ่งขับเคลื่อนไปบนพื้นผิวดาวอังคารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ยังจับภาพหยาบๆ ขณะที่ดาวหางผ่านไปได้ และนักวิทยาศาสตร์กำลังวิเคราะห์ข้อมูลจากยานคิวริออซิตี (Curiosity) ยานโรเวอร์อีกลำของนาซาที่ลงจอดบนดาวอังคารเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000129982
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 19 ต.ค. นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิตย์ ปราชย์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านดาราศาสตร์ กล่าวว่า จากที่จะมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ดาวหาง C/2013 A1 SIDING SPRING โคจรเฉียดดาวอังคาร องค์กรนาซ่าได้เผยแพร่คลิปภาพจำลองเหตุการณ์ให้ประชาชนผู้สนใจเรียนรู้ได้ศึกษา ได้รับความสนใจจำนวนมาก โดยดาวหางจะเฉียดเข้าใกล้กับดาวอังคารที่สุดในวันที่ 19 ต.ค. ในระยะใกล้ผิวพื้น 139,500 กิโลเมตร ด้วยความเร็ว 203,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 56 กิโลเมตรต่อวินาที ด้วยส่วนหัวหรือนิวเครียสใหญ่ 5 ใมล์ ส่วนโคม่าหรือฝุ่นที่ระเหิดรอบหัวใหญ่ 160,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยหางยาว 480,000 กิโลเมตร แต่ไม่สามารถชมปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ ต้องชมผ่านการถ่ายทอดสัญญาณภาพ ของยานอวกาศที่โคจรรอบๆ ดาวอังคาร
นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า ดาวหาง C/2013 A1 SIDING SPRING ค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ ชาวออสเตรเลีย Robert Mcnaught ที่หอดูดาว Siding Spring การเฉียดดาวอังคารครั้งนี้ของดาวหางฝุ่นจำนวนมหาศาลที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงสามารถทำลายยานอวกาศได้ ขณะที่ดาวหางเข้าใกล้ดาวอังคารมากที่สุด ยานอวกาศจะถูกนำไปหลบไว้อีกข้างหนึ่งของดาวอังคารเพื่อความปลอดภัย
ด้าน นายบุญเลิศ ไพรินทร์ หรือโหรสว. กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าดาวอังคารมีอิทธิพลด้านใดด้วยก่อนการทำนาย คือดาวอังคารเป็นดาวเจ้าแห่งสงคราม ความหมายคือว่า เป็นดาวที่เกี่ยวกับความขัดแย้ง เลือดตกยางออก และความสับสนอลม่านของผู้คนทั้งหลายในสังคม ถ้ามีดาวหางที่มีขนาดใหญ่มากและเฉียดเข้ามาใกล้โลก โดยธรรมชาติดาวหางเป็นปาบเคราะห์ คือเป็นเรื่องของให้โทษมากกว่าให้คุณ เมื่อดาวอังคารเป็นดาวบาปเคราะห์ เกี่ยวกับเรื่องสงคราม เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งของคนจำนวนมาก ดาวหางที่เข้ามาที่เป็นบาปเคราะห์ เข้ามาเฉียดดาวอังคาร ทำให้ดาวอังคารมีความฮึกเหิมมากขึ้น ความขัดแย้งมากขึ้น และโอกาสที่จะเกิดเลือดตกยางออกก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
นายบุญเลิศ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นดาวหางเฉียดใกล้ดาวอังคาร ไม่เกิดผลดีแก่ชาวโลกและชาวกรุงเทพฯ เพราว่าขณะนี้ดาวอังคารอยู่ราศีธนู ซึ่งทำตรีโกณกับดวงเมืองและดวงโลกที่ราศีเมษ เพราะฉะนั้นส่งกระแสแรงมาก เพราะว่าเป็นธาตุเดียวกันคือธาตุไฟ เมื่ออังคารอยู่ในธาตุไฟ และดาวหางเฉียดเข้ามาเสริมให้ธาตุไฟและดาวเจ้าสงครามลุกกระพือขึ้น ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคมได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงในวันที่ 19 ต.ค.นี้
ถ้ามองด้านเชิงการเมืองของเมืองไทย มันมาบรรจบกันพอดี คือเหตุการณ์ทางโหราศาสตร์กับทางการเมือง จะมีพิธีพระราชทานเพลิงพ.อ.อภิวันท์ วิริชัย ในวันนี้เช่นกัน เป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่า ดวงดาวกับเหตุการณ์ทางการเมืองจะมาบรรจบกันพอดี เหตุการณ์ความวุ่นวายสับสนกัน ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจะควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในสภาพปกติได้ รัฐบาลก็จะต้องพูดคุยกับแกนนำให้รู้ ให้เข้าใจว่า บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาพที่ไม่ดี จะต้องร่วมมือในการปฏิรูปประเทศไปสู่โลกใหม่ สังคมใหม่ ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนเกิดปัญหาขึ้นมาได้
บางครั้งเราไม่สามารถเอาชนะอิทธิพลจากดวงดาวได้ เว้นแต่ผู้นำจะใช้มีสติและปัญญาบวก คุณธรรม ถ้ามีสติปัญญา คุณธรรม จะสามารถชนะอิทธิพลดวงดาวได้ เพราะฉะนั้น อยากให้รัฐบาลใช้สติปัญญา และคุณธรรมกำกับในการบริหารประเทศ ถ้าความเป็นธรรมเกิดขึ้น จะทำให้ทุกคนผู้คนที่คิดจะต่อต้าน สร้างความขัดแย้งก็จะทุเลาลงได้ เพราะความเป็นธรรม ยุติธรรม รัฐบาลไม่เลือกข้างที่จะปกครอง หรือทำอะไรเป็นการทำร้ายจิตใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่เป็นธรรม
ที่มา : .khaosod.co.th
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ภาพของอุกกาบาต 6 หาง นาม P/2013 P5
เอเอฟพี/ไอบีเอ็มไทม์ส - นักดาราศาสตร์ถึงกับงงงวย หลังส่องพบอุกกาบาตประหลาดหลายหางระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลของนาซา และมีการเปิดเผยออกมาในวันพฤหัสบดี (7)
รายงานในวารสารวิชาการ Astrophysical Journal Letters ระบุแทนที่จะเห็นแค่จุดแสงขนาดเล็กๆ เหมือนกับอุกกาบาตทั่วไป แต่อุกกาบาตที่ส่องพบคราวนี้กลับมีหางฝุ่น (dust tail) คล้ายกับดาวหางแผ่ออกมาถึงครึ่งโหล
“มันยากที่จะเชื่อว่าเรากำลังส่องดูอุกกาบาตอยู่” เดวิด เจวิตต์ ศาสตราจารย์ฝ่ายวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ผู้นำทีมตรวจสอบกล่าว “เราประหลาดใจมากตอนที่เห็นมัน น่าอัศจรรย์ รูปร่างของหางอุกกาบาตนี้เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในช่วง 13 วันนี้เอง”
เจวิตต์ คาดหมายด้วยว่ามันอาจเป็นครั้งแรกที่เหล่านักดาราศาสตร์ค้นพบสิ่งแปลกประหลาดทางอวกาศลักษณะนี้ “ในดาราศาสตร์ เมื่อคุณพบครั้งหนึ่ง ท้ายที่สุดคุณก็จะพบทั้งหมดทั้งมวล นี่มันเป็นแค่วัตถุแรกที่น่าตื่นตะลึงสำหรับเรา แต่แน่นอนว่าอย่างอื่นจะตามมามากกว่านี้”
จากภาพที่เผยแพร่เผยให้เห็นถึงแสงของฝุ่นที่แผ่กระจายออกจากอุกกาบาตดวงนี้ขณะที่มันเคลื่อนผ่านอวกาศ ขณะที่ภาพถ่ายในอีก 2 สัปดาห์ต่อมาก็เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหางภายในเวลาห่างกันไม่กี่วัน
อุกกาบาตชื่อว่า P/2013 P5 เข้ามาอยู่ในความสนใจของเหล่านักดาราศาสตร์ครั้งแรกผ่านหอดูดาวแพน-สตาร์ส ในเม็กซิโก และพวกเขาก็ต้องตกตะลึงมากยิ่งขึ้นเมื่อขยับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเข้าไปดูใกล้ๆ
เชื่อกันว่าเหตุที่มันมี 6 หางเป็นผลมาจากการที่หมุนตัวอย่างฉับพลันของอุกกาบาตจนเป็นเหตุให้มันแตกออกและนฝุ่นกระจายไปทุกทิศทุกทาง ขณะที่นักดาราศาสตร์บอกว่า P/2013 P5 น่าจะเป็นเศษของอุกกาบาตดวงใหญ่ที่แตกออกเมื่อกว่า 200 ปีก่อน
ที่มา : http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000139198
____________________
นักดาราศาสตร์สามารถกวาดต้อนรวบรวม ฝูงดาวหางครั้งใหม่พบเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเกือบเท่าตัว มากกว่าจำนวนที่เคยรู้กันมาก่อน
นักดาราศาสตร์ได้เปิดเผยเรื่องนี้ในที่ประชุมสมาคมดาราศาสตร์อเมริกันว่า
ได้พบดาวหางเพิ่มขึ้นอีก 7 ดวง เท่ากับแสดงให้เห็นว่า ดาวหางมีอยู่ทั่วไปในจักรวาล
พวกเหล่านี้ ถือกันว่ามีบทบาทเป็นพาหนะขนส่งน้ำหรือแม้แต่วัสดุก่อสร้างของชีวิตให้กับบรรดาดาวเคราะห์ต่างๆ
ดร.บาร์รี เวลช์ กล่าวว่า ความเห็นในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของดาวหาง มีอยู่ด้วยกัน 2 ทฤษฎี
อันหนึ่งอ้างว่า ดาวหาง เป็นผู้นำเอาน้ำแข็งมาให้แก่ดาวเคราะห์ในยุคต้นๆ
ประวัติศาสตร์ระบบสุริยจักรวาลของเรา น้ำแข็งเหล่านี้ได้ละลายและก่อให้เกิดมหาสมุทรขึ้น
และอีกทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งดูจะเกินเลยยิ่งกว่า อ้างว่าดาวหางเป็นผู้เอาเชื้อชีวิตมาหว่านให้กับบรรดาดาวเคราะห์ ดังนั้น ถ้าหากว่าดาวหางมีอยู่ทั่วในระบบดาวเคราะห์ทั้งหมด ชีวิตก็น่าจะมีอยู่ทั่วไปด้วยเหมือนกัน.
จากบทความข้างบนทำให้ Admin นึกถึงอะไร รู้ไหม???
นั้นคือ การปฏิสนธิ ของมนุษย์
![]() |
| ดูภาพนี้แล้วช่างคล้ายคลึงกันไหม |
หากว่าการที่ ดาวหากนับล้าน ที่โคงจรอยู่ทั่วจักวาล เป็นวัสดุก่อสร้างของชีวิตให้กับบรรดาดาวเคราะห์ต่างๆ
ที่มีสภาพภูมิศาสตร์ ที่เอื้ออำนวย ต่อการดำรงค์ชีวิต ชิวิตใหม่ๆก็ก่อกำเนิด บนดาวเคราะห์นั้นๆ
หากเปรียบ กับการปฏิสนธิ ของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ช่างคล้ายคลึงกัน
ดาวหาง ก็เปรียบเสมือน สเปิร์ม ของมนุษย์เพศชาย
ดาวเคราะห์ ก็เปรียบเสมือน ไข่ ของมนุษย์เพศหญิง
หากไข่ของเพศหญิงมีความพร้อม ที่จะปฏิสนธิ เมื่อมีสเปิร์มเข้ามาก็ทำให้ก่อเกิดสิ่งมีชีวิตใหม่
แต่ถ้าหากอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม ก็อยากที่จะก่อกำเนิอสิ่งมีชีวิตใหม่ เหมือนกับดาวเคราะห์ ที่มีสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้ออำนวยนั้นแหละ
ทำให้ Admin คิดว่า เราอยู่ในจักวาล หรือ จักวาลอยู่ในตัวเรา
หรือทุกสิ่ง ทุกอย่าง คือสิ่งเดียวกัน เพราะตั้งอยู่บนกฎของธรรมชาติเหมือนกัน
ที่มา : http://allmysteryworldforum.fix.gs/index.php?topic=103.0
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ที่มา : http://allmysteryworldforum.fix.gs/index.php?topic=103.0
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ภาพคาดการณ์ความสว่างของดาวหางไอซอนเมื่อมองจากฟ้าที่อังกฤษ ในวันที่ 29 พ.ย.56 หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า (universetoday)


.jpg)
.jpg)



