เป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในวงการดาราศาสตร์ เมื่อยานสำรวจพบแก้วบนดาวอังคาร นักดาราศาสตร์เชื่อ เป็นอีกหนทางในการหาสิ่งมีชีวิต
วันนี้ (11 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยานอวกาศ "มาร์ส รีคอนเนสเซนซ์ ออร์บิเตอร์" (MRO) ขององค์การนาซาที่ส่งขึ้นไปสำรวจบนดาวอังคาร ได้ค้นพบวันสดุที่เป็นแก้ว ปนอยู่กับเถ้าถ่านภูเขาไฟบนพื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งนับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญในวงการดาราศาสตร์ และอาจทำให้เราเข้าใจความเป็นมาของดาวอังคารมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยบราวน์ มลรัฐโรดไอแลนด์ เผยว่า ก่อนหน้านี้ การสำรวจและศึกษาดาวอังคารจะมุ่งไปที่การค้นหาร่องรอยของแหล่งน้ำจากตะกอนในชั้นหิน ที่เชื่อกันว่าอาจมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคารจริงหรือไม่ แต่เมื่อได้พบวัสดุแก้วดังกล่าว ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาจเป็นเส้นทางใหม่ในการค้นหาสิ่งมีชีวิตก็เป็นได้
นอกจากนี้ นายบิลล์ นาย ประธานบริหารองค์การด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า "เดอะ แพลเนแทรี โซไซตี" ยังได้ให้ความเห็นว่า หากสามารถนำวัสดุแก้วกลับมายังโลกเพื่อตรวจสอบได้ จะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์
ที่มา : http://disaster.tnews.co.th/content/147007/
____________________
ภาพวัตถุ ในเงามืด บนดาวอังคาร เมื่อลองปรับแสงสว่าง ถึงกับผงะ!!!
เมื่อวัตถุดังกล่าว คล้ายคลึง กับสิ่งมีชวิต หรือหุ่นยนต์ กำลังจ้องมองมาที่ยานสำรวจ
จะเป็นอะไร ต้องใช้ วิจารณญาณ ในการรับชมกันดูครับ
ภาพต้นฉบับ :http://www.midnightplanets.com/web/MERB/image/03789/1N464560442EFFCHT9P0755R0M1.html
____________________
เครดิต :เว็บต่างประเทศ
________________________________
เมื่อวัตถุดังกล่าว คล้ายคลึง กับสิ่งมีชวิต หรือหุ่นยนต์ กำลังจ้องมองมาที่ยานสำรวจ
จะเป็นอะไร ต้องใช้ วิจารณญาณ ในการรับชมกันดูครับ
ภาพต้นฉบับจากยานสำรวจ
ลองปรับแสง และสีเพิ่ม
ภาพต้นฉบับ :http://www.midnightplanets.com/web/MERB/image/03789/1N464560442EFFCHT9P0755R0M1.html
____________________
เครดิต :เว็บต่างประเทศ
________________________________
เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์อุกกาบาตจากน้ำแข็งทวีปแอนตาร์ติกเมื่อ 30 ปีก่อน ก็ได้ทราบถึงประวัติของสภาพอากาศของดาวอังคารเมื่อหลายพันล้านปีก่อน นับเป็นยุคที่น่าจะมีน้ำอยู่ที่พื้นผิวและอาจจะมีสิ่งมีชีวิตก่อตัวขึ้นในยุคนั้นก็เป็นได้
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และจากสถาบันสมิธโซเนียน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือนาซา รายงานข้อมูลการวัดแร่ธาตุที่พบในอุกกาบาต ในวารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences สัปดาห์นี้
"แร่ธาตุภายในอุกกาบาตเหล่านี้ได้เก็บบันทึกทางเคมีของยุคโบราณของดาวเคราะห์นี้เอาไว้ ว่ามีอันตรกิริยาระหว่างน้ำกับบรรยากาศอย่างไร" โรบินา ชาฮีน นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก เผย
หินรูปร่างประหลาดนี้ตกสู่พื้นผิวโลกเมื่อ 13,000 ปีก่อน มีหน้าตาคล้ายกับมันฝรั่งและมีประวัติศาสตร์อยู่ภายใน นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า ALH84001 นับเป็นอุกกาบาตจากดาวอังคารที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์เคยพบมา น่าจะมาจากการแข็งตัวของแม็กม่าจากภูเขาไฟบนดาวอังคารที่ระเบิดขึ้นเมื่อราวๆ 4 พันล้านปีก่อน หลังจากนั้น สิ่งที่ดูคล้ายของเหลวซึ่งน่าจะเป็นน้ำได้ซึมเข้าไปตามรูของหิน ก้อนคาร์บอเนต และแร่ธาตุอื่นๆ
คาร์บอเนตดังกล่าวมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของอะตอมของคาร์บอนและออกซิเจน คาร์บอนและออกซิเจนก็อยู่ในรูปของไอโซโทป คืออะตอมที่หนักกว่าหรือเบากว่าปกติ การมีอยู่ของไอโซโทปจำนวนมากทำให้เกิด"ร่องรอยทางเคมี"ที่ถ้าวิเคราะห์และวัดดีๆแล้วจะนำไปสู่การค้นพบร่องรอยทางเคมีนั้นได้
ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารอุดมไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นแก๊สโอโซน ไอโซโทปของออกซิเจนในโอโซนนั้นมีความสมดุลอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่มีไอโซโทปหนักจำนวนมากที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางเคมีฟิสิกส์ที่มาร์ค ธีเมนส์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเดียวกันได้อธิบายไว้เมื่อ 25 ปีก่อน
ต่อมา ชาฮีนได้ศึกษากระบวนการแลกเปลี่ยนไอโซโทปของออกซิเจน และพบว่า "เมื่อโอโซนทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ มันจะส่งผ่านความแปลกของไอโซโทปไปสู่โมเลกุลตัวใหม่" ชาฮีนเผย
แต่ถ้าหากว่า คาร์บอนไดออกไซด์น่าจะทำปฏิกิริยากับน้ำจึงได้เกิดเป็นคาร์บอเนตขึ้นมา และทำให้ร่องรอยไอโซโทปยังคงถูกรักษาต่อไป
ระดับของ"ความแปลก"ของไอโซโทปในคาร์บอเนตนั้นสะท้อนว่าน้ำและโอโซนมีมากน้อยเพียงใดเมื่อคาร์บอเนตนั้นก่อตัวขึ้นมา ดังนั้น คาร์บอเนตนี้เองที่เป็นตัวบันทึกประวัติศาสตร์ 3.9 พันล้านปีก่อนที่ถูกขังเอาไว้ในแร่ธาตุที่เสถียร นั่นคือ ยิ่งมีน้ำมากเพียงใด ความแปลกประหลาดในโอโซนก็จะพบน้อยเท่านั้น
ทีมวิจัยได้ทำการวัดร่องรอยในโอโซนในคาร์บอเนตที่พบในอุกกาบาตชิ้นนี้และได้เบาะแสว่า ดาวอังคารน่าจะมีน้ำ แต่อาจจะไม่ได้มีเยอะเป็นมหาสมุทร ในดาวอังคารช่วงแรกๆอาจจะมีทะเลแห่งเล็กๆเกิดขึ้นอยู่เสียมากกว่า
"สิ่งใหม่ในการทดลองนี้คือวิธีการวัดไอโซโทปของคาร์บอนหลายๆตัวอย่างพร้อมๆกัน การผสมกันของไอโซโทปคาร์บอนบอกเราว่า แร่ธาตุหลายๆตัวในอุกกาบาตต่างก็มีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน มันบอกเราว่าโครงสร้างทางเคมีและไอโซโทปของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารเป็นอย่างไร"
ALH84001 มีช่องของคาร์บอเนตเล็กๆที่นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่าอาจจะบ่งบอกร่องรอยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้แม้จะยังไม่ทราบโครงสร้างเริ่มต้นของโมเลกุลเหล่านี้ นอกจากนี้ วันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา นาซาก็ได้ประกาศว่าเริ่มได้กลิ่นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารจากการได้กลิ่นมีเทนของยานสำรวจคิวริออสซิตี้บนดาวอังคาร
คาร์บอเนตอาจจะสะสมได้ตามร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่พยายามกินแร่เธาตุเหล่านี้เข้าไปเพื่อสร้างโครงสร้างร่างกาย แต่นักวิทยาศาสตร์ทีมนี้ก็ยืนยันว่าแร่ธาตุที่พบไม่ได้มาจากกรณีนี้
"คาร์บอเนตที่เราเห็นไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต มันเป็นไอโซโทปของออกซิเจนที่ไม่ปกติที่บอกเราว่าคาร์บอเนตตัวนี้เป็นสิ่งไม่มีชีวิต"
หลังจากการวัดไอโซโทปด้วยหลากหลายวิธีแล้ว นักเคมีก็พบว่าคาร์บอเนตนี้ไม่ค่อยมี คาร์บอน-13 แต่อุดมไปด้วย ออกซิเจน-18 นั่นคือ บรรยากาศของดาวอังคารในยุคนี้หรือยุคที่มีการพุ่งชนของอุกกาบาตมากๆน่าจะมี คาร์บอน-13 น้อยกว่าทุกวันนี้มาก
การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไอโซโทปของคาร์บอนและออกซิเจนอาจจะเกิดขึ้นจากการสูญเสียบรรยากาศไปเป็นจำนวนมากของดาวอังคาร และการจะมีน้ำในสถานะของเหลวที่ไหลอยู่ตามพื้นผิวดาวที่อุณหภูมิต่ำนั้นจำเป็นจะต้องมีความดันบรรยากาศที่สูง
"ตอนนี้เราได้ภาพที่ลึกและเจาะจงมากๆว่า ระบบออกซิเจนกับน้ำในช่วงยุคแรกของระบบสุริยะเป็นอย่างไร คำถามที่เหลืออยู่คือว่าเมื่อไหร่ที่โลกและดาวอังคารมีน้ำขึ้นมา อย่างไรกรณีของดาวอังคาร คำถามคือ แล้วน้ำไปไหนหมด ตอนนี้เราเดินทางมาได้ไกลแล้ว แต่ปริศนานี้ก็ยังคงอยู่" ธีเมนส์เผย
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/501453
____________________
อ้างอิง : University of California - San Diego. (2014, December 22). Tales from a Martian rock: New chemical analysis of ancient Martian meteorite provides clues to planet's history of habitability. ScienceDaily. Retrieved December 28, 2014 from www.sciencedaily.com/releases/2014/12/141222165037.htm
________________________________
อึ้ง!! นักฟิสิกส์ดังชี้ "ดาวอังคาร" เคยเจริญ แต่ถูกทำลายจากอาณาจักรศิวิไลซ์ลึกลับเก่าแก่ โลกจ่อรายต่อไป"
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 พ.ย.ว่า นักฟิสิกส์ชื่อดังรายหนึ่ง ได้แสดงทฤษฎีชี้ว่า ดาวอังคารเคยเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสิ่งที่มีชีวิตที่ฉลาด แต่ได้ถูกทำลายล้างจากอาณาจักรที่ศิวิไลซ์ ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้ดาวดวงนี้กลายเป็นดาวที่หนาวเย็นและไร้สิ่งมีชีวิต ขณะทีมนุษย์อาจกำลังกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปที่อาจจะถูกอาณาจักรดังกล่าว ทำลายล้าง หลังจากที่ดาวอังคารเคยเผชิญ
รายงานระบุว่า นายจอห์น แบรนเด็นเบิร์ก นักฟิสิกส์ชื่อดังที่ได้รับการยอมรับในวงการ ได้ออกหนังสือชื่อว่า "ความตายบนดาวอังคาร" ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า ความศิวิไลซ์ของดาวอังคารได้สูญสลายจากหายนะวิบัตที่เกิดจากน้ำมือของอาณาจักรที่ศิวิไลซ์ลึกลับ สังเกตได้จากการที่ดาวอังคารมีปล่องหลุมต่างๆ บนพื้นผิว ซึ่งบางทีอาจมาจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และเหตุผลที่เราไม่เคยไดยินสัญญาณใดจากอาณาจักรศิวิไลซ์อื่นๆ บนอวกาศ นั่นเพราะสัญญาณเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างไปสิ้น และโลกอาจกำลังถูกอาณาจักรศิวิไลซ์ลึกลับที่เคยทำลายดาวอังคารจับตาอยู่ และอาจใช้พลังดังกล่าวทำลายล้างจนราบคาบได้
โดยอาณาจักรเก่าแก่จำเป็นต้องทำลายล้างอาณาจักรใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันการเติบโตในห้วงจักรวาล และเป็นไปได้ว่า ในจักรวาลจะมีพลังงานที่เป็นศัตรูต่ออาณาจักรใหม่ที่เจริญและพลุกพล่าน เช่น โลกของเรา โดยพลังเหล่านี้นับรวมตั้งแต่เอเลี่ยน รวมทั้งเครื่องจักรสมองกลโหดเหี้ยม ที่มีความเกลียดชังต่อสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ และสิ่งอันตรายที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดก็คือ สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน ขณะที่โลกจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดจากการโจมตีจากสิ่งใดก็ตามที่ได้ทำลายดาวอังคารมาแล้ว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีนักฟิสิกส์จำนวนมากที่เชื่อว่า ดาวอังคารอาจถูกโจมตีด้วยอุกกาบาต ที่สามารถทะลุผ่านสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศ ขณะที่ทฤษฎีของนายแบรนเด็นเบิร์กถือว่าเป็นแนวคิดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
นาซาเผยดาวหางเฉียดดาวอังคารทำเคมีในชั้นบรรยากาศชั้นบนของดาวเคราะห์แดงเปลี่ยนในช่วงสั้นๆ โดยก่อให้เกิดชั้นประจุไฟฟ้าชั่วคราว และยังทำให้เกิดฝนดาวตกบนดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เผยว่า ดาวหางไซดิงสปริง (Siding Spring) ที่มาจากเมฆออร์ต (Oort Cloud) บริเวณปลายระบบสุริยะ และเฉียดดาวอังคารไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2014 ที่ผ่านมาด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อวินาที ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศด้านบนของดาวเคราะห์พื้นบ้านเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ทั้งนี้ นาซาได้ใช้คำสั่งให้ยานอวกาศที่อยู่ในวงโคจรของดาวอังคารจับตาปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่ง จิม กรีน (Jim Gree) ผู้อำนวยการแผนกวิทยาการดาวเคราะห์ของนาซาระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ประเภทที่ 8 ล้านปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง อ้างตามรายงานของเอเอฟพี
ดาวหางดังกล่าวได้ปล่อยฝุ่นออกมามากกว่าที่นาซาคาดไว้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าเมื่อดาวหางเฉียดดาวอังคารที่ระยะ 140,000 กิโลเมตร จะปล่อยฝุ่นออกมาหลายพันกิโลกรัม แต่กรีนเผยแก่สื่อมวลชนว่า ฝุ่นดาวหางได้กระแทกใส่บรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดชั้นไอโอโนสเฟียร์ที่มหึมาและหนาแน่น และยังเปลี่ยนแปลงเคมีของบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคารด้วย ซึ่งชั้นไอออนที่เกิดขึ้นนี้เป็นชั้นที่มีประจุไฟฟ้าอยู่เหนือดาวเคราะห์ และอยู่เพียงชั่วคราว
นาซายังเผยอีกว่าเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเศษซากจากฝนดาวตกกับการเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร และองค์การอวกาศสหรัฐยังหวังด้วยว่า การศึกษาเพิ่มเติมจะเผยให้เห็นว่ามีการส่งผลกระทบในระยะยาวด้วยหรือไม่
ฝนดาวตกจากการเฉียดของดาวหางเกิดขึ้นประมาณชั่วโมงหรือนานกว่านาน อ้างตามข้อมูลจาก “มาเวน” (MAVEN) ยานโคจรของนาซา ที่มีภารกิจในการศึกษาบรรยากาศและประวัติการระเหยของน้ำบนดาวอังคาร และเครื่องมือวิทยาศาสตร์บนยานยังตรวจพบไอออนโลหะที่ต่างกันถึง8 ชนิด ซึ่งรวมถึงโซเดียม แมกนีเซียม และเหล็ก ซึ่งนับเป็นการวัดองค์ประกอบดังกล่าวจากดาวหางในเมฆออร์ตได้เป็นครั้งแรก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าเมฆดังกล่าวเป็นเป็นเหมือนก้อนหิมะในอวกาศ
“มาเวนตรวจพบการปลดปล่อยรังสีอัลไวโอเลตอย่างเข้มข้นสูงจากไอออนแมกนีเซียมและไอออนเหล็กในบรรยากาศของดาวอังคาร หลังการเกิดฝนดาวตก ซึ่งไม่ใช่แคต่พายุฝนดาวตกบนโลกที่ทำให้เกิดการตอบสนองที่ชัดเจนเช่นนี้” องค์การอวกาศสหรัฐระบุ
ด้าน นิค ชไนเดอร์ (Nick Schneider) หัวหน้าทีมคุมอุปกรณ์บันทึกสเปกตรัมอัลตราไวโอเลตของยานมาเวน จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดในโบลเดอร์ สหรัฐฯ เผยว่า หากมีมนุษย์อยู่บนดาวอังคาร พวกเขาอาจจะได้เห็นแสงสีเหลืองเรืองบนท้องฟ้า ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับสายตามนุษย์ และอาจจะมีฝนดาวตกหลายพันดวงต่อชั่วโมง ซึ่งชั้นของโซเดียมน่าจะหลงเหลืออยู่ในบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดการเรืองแสงสีเหลืองตามมา
ระหว่างเกิดเหตุการณ์ดาวหางเฉียดใกล้นั้นยานมาเวน ยานมาร์สรีคองเนซองส์ (Mars Reconnaissance Orbiter : MRO) ของนาซา และยานมาร์สเอกซ์เพรสของยุโรปได้ถูกโปรแกรมให้หลบอยู่อีกด้านของดาวอังคาร เพื่อเลี่ยงเศษซากฝุ่นจากดาวหาง หากไม่เช่นนั้นก็อาจก่อให้เกิดการเสียหายอย่างใหญ่หลวง
“ผมคิดว่ายานเหล่านั้นคงไม่รอด เมื่อดูจากการตอบสนองอย่างรุนแรงของชั้นบรรยากาศดาวอังคารต่อหางของดาวหาง” กรีนกล่าว
นอกจากนี้เครื่องมือที่ติดตั้งอยู่บนยานมาร์สเอกซ์เพรสยังสังเกตพบการกระโดด ของสัญญาณความหนาแน่นของอิเล้กตรอนในช่วงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ดาวหางผ่านไปแล้ว ส่วนยานออพพอร์จูนิตี (Opportunity ) ยานโรเวอร์ของนาซา ซึ่งขับเคลื่อนไปบนพื้นผิวดาวอังคารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ยังจับภาพหยาบๆ ขณะที่ดาวหางผ่านไปได้ และนักวิทยาศาสตร์กำลังวิเคราะห์ข้อมูลจากยานคิวริออซิตี (Curiosity) ยานโรเวอร์อีกลำของนาซาที่ลงจอดบนดาวอังคารเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000129982
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เผยว่า ดาวหางไซดิงสปริง (Siding Spring) ที่มาจากเมฆออร์ต (Oort Cloud) บริเวณปลายระบบสุริยะ และเฉียดดาวอังคารไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2014 ที่ผ่านมาด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อวินาที ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศด้านบนของดาวเคราะห์พื้นบ้านเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ทั้งนี้ นาซาได้ใช้คำสั่งให้ยานอวกาศที่อยู่ในวงโคจรของดาวอังคารจับตาปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่ง จิม กรีน (Jim Gree) ผู้อำนวยการแผนกวิทยาการดาวเคราะห์ของนาซาระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ประเภทที่ 8 ล้านปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง อ้างตามรายงานของเอเอฟพี
ดาวหางดังกล่าวได้ปล่อยฝุ่นออกมามากกว่าที่นาซาคาดไว้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าเมื่อดาวหางเฉียดดาวอังคารที่ระยะ 140,000 กิโลเมตร จะปล่อยฝุ่นออกมาหลายพันกิโลกรัม แต่กรีนเผยแก่สื่อมวลชนว่า ฝุ่นดาวหางได้กระแทกใส่บรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดชั้นไอโอโนสเฟียร์ที่มหึมาและหนาแน่น และยังเปลี่ยนแปลงเคมีของบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคารด้วย ซึ่งชั้นไอออนที่เกิดขึ้นนี้เป็นชั้นที่มีประจุไฟฟ้าอยู่เหนือดาวเคราะห์ และอยู่เพียงชั่วคราว
นาซายังเผยอีกว่าเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเศษซากจากฝนดาวตกกับการเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร และองค์การอวกาศสหรัฐยังหวังด้วยว่า การศึกษาเพิ่มเติมจะเผยให้เห็นว่ามีการส่งผลกระทบในระยะยาวด้วยหรือไม่
ฝนดาวตกจากการเฉียดของดาวหางเกิดขึ้นประมาณชั่วโมงหรือนานกว่านาน อ้างตามข้อมูลจาก “มาเวน” (MAVEN) ยานโคจรของนาซา ที่มีภารกิจในการศึกษาบรรยากาศและประวัติการระเหยของน้ำบนดาวอังคาร และเครื่องมือวิทยาศาสตร์บนยานยังตรวจพบไอออนโลหะที่ต่างกันถึง8 ชนิด ซึ่งรวมถึงโซเดียม แมกนีเซียม และเหล็ก ซึ่งนับเป็นการวัดองค์ประกอบดังกล่าวจากดาวหางในเมฆออร์ตได้เป็นครั้งแรก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าเมฆดังกล่าวเป็นเป็นเหมือนก้อนหิมะในอวกาศ
“มาเวนตรวจพบการปลดปล่อยรังสีอัลไวโอเลตอย่างเข้มข้นสูงจากไอออนแมกนีเซียมและไอออนเหล็กในบรรยากาศของดาวอังคาร หลังการเกิดฝนดาวตก ซึ่งไม่ใช่แคต่พายุฝนดาวตกบนโลกที่ทำให้เกิดการตอบสนองที่ชัดเจนเช่นนี้” องค์การอวกาศสหรัฐระบุ
ด้าน นิค ชไนเดอร์ (Nick Schneider) หัวหน้าทีมคุมอุปกรณ์บันทึกสเปกตรัมอัลตราไวโอเลตของยานมาเวน จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดในโบลเดอร์ สหรัฐฯ เผยว่า หากมีมนุษย์อยู่บนดาวอังคาร พวกเขาอาจจะได้เห็นแสงสีเหลืองเรืองบนท้องฟ้า ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับสายตามนุษย์ และอาจจะมีฝนดาวตกหลายพันดวงต่อชั่วโมง ซึ่งชั้นของโซเดียมน่าจะหลงเหลืออยู่ในบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร และทำให้เกิดการเรืองแสงสีเหลืองตามมา
ระหว่างเกิดเหตุการณ์ดาวหางเฉียดใกล้นั้นยานมาเวน ยานมาร์สรีคองเนซองส์ (Mars Reconnaissance Orbiter : MRO) ของนาซา และยานมาร์สเอกซ์เพรสของยุโรปได้ถูกโปรแกรมให้หลบอยู่อีกด้านของดาวอังคาร เพื่อเลี่ยงเศษซากฝุ่นจากดาวหาง หากไม่เช่นนั้นก็อาจก่อให้เกิดการเสียหายอย่างใหญ่หลวง
“ผมคิดว่ายานเหล่านั้นคงไม่รอด เมื่อดูจากการตอบสนองอย่างรุนแรงของชั้นบรรยากาศดาวอังคารต่อหางของดาวหาง” กรีนกล่าว
นอกจากนี้เครื่องมือที่ติดตั้งอยู่บนยานมาร์สเอกซ์เพรสยังสังเกตพบการกระโดด ของสัญญาณความหนาแน่นของอิเล้กตรอนในช่วงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ดาวหางผ่านไปแล้ว ส่วนยานออพพอร์จูนิตี (Opportunity ) ยานโรเวอร์ของนาซา ซึ่งขับเคลื่อนไปบนพื้นผิวดาวอังคารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ยังจับภาพหยาบๆ ขณะที่ดาวหางผ่านไปได้ และนักวิทยาศาสตร์กำลังวิเคราะห์ข้อมูลจากยานคิวริออซิตี (Curiosity) ยานโรเวอร์อีกลำของนาซาที่ลงจอดบนดาวอังคารเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000129982
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 19 ต.ค. นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิตย์ ปราชย์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านดาราศาสตร์ กล่าวว่า จากที่จะมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ดาวหาง C/2013 A1 SIDING SPRING โคจรเฉียดดาวอังคาร องค์กรนาซ่าได้เผยแพร่คลิปภาพจำลองเหตุการณ์ให้ประชาชนผู้สนใจเรียนรู้ได้ศึกษา ได้รับความสนใจจำนวนมาก โดยดาวหางจะเฉียดเข้าใกล้กับดาวอังคารที่สุดในวันที่ 19 ต.ค. ในระยะใกล้ผิวพื้น 139,500 กิโลเมตร ด้วยความเร็ว 203,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 56 กิโลเมตรต่อวินาที ด้วยส่วนหัวหรือนิวเครียสใหญ่ 5 ใมล์ ส่วนโคม่าหรือฝุ่นที่ระเหิดรอบหัวใหญ่ 160,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยหางยาว 480,000 กิโลเมตร แต่ไม่สามารถชมปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ ต้องชมผ่านการถ่ายทอดสัญญาณภาพ ของยานอวกาศที่โคจรรอบๆ ดาวอังคาร
นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า ดาวหาง C/2013 A1 SIDING SPRING ค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ ชาวออสเตรเลีย Robert Mcnaught ที่หอดูดาว Siding Spring การเฉียดดาวอังคารครั้งนี้ของดาวหางฝุ่นจำนวนมหาศาลที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงสามารถทำลายยานอวกาศได้ ขณะที่ดาวหางเข้าใกล้ดาวอังคารมากที่สุด ยานอวกาศจะถูกนำไปหลบไว้อีกข้างหนึ่งของดาวอังคารเพื่อความปลอดภัย
ด้าน นายบุญเลิศ ไพรินทร์ หรือโหรสว. กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าดาวอังคารมีอิทธิพลด้านใดด้วยก่อนการทำนาย คือดาวอังคารเป็นดาวเจ้าแห่งสงคราม ความหมายคือว่า เป็นดาวที่เกี่ยวกับความขัดแย้ง เลือดตกยางออก และความสับสนอลม่านของผู้คนทั้งหลายในสังคม ถ้ามีดาวหางที่มีขนาดใหญ่มากและเฉียดเข้ามาใกล้โลก โดยธรรมชาติดาวหางเป็นปาบเคราะห์ คือเป็นเรื่องของให้โทษมากกว่าให้คุณ เมื่อดาวอังคารเป็นดาวบาปเคราะห์ เกี่ยวกับเรื่องสงคราม เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งของคนจำนวนมาก ดาวหางที่เข้ามาที่เป็นบาปเคราะห์ เข้ามาเฉียดดาวอังคาร ทำให้ดาวอังคารมีความฮึกเหิมมากขึ้น ความขัดแย้งมากขึ้น และโอกาสที่จะเกิดเลือดตกยางออกก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
นายบุญเลิศ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นดาวหางเฉียดใกล้ดาวอังคาร ไม่เกิดผลดีแก่ชาวโลกและชาวกรุงเทพฯ เพราว่าขณะนี้ดาวอังคารอยู่ราศีธนู ซึ่งทำตรีโกณกับดวงเมืองและดวงโลกที่ราศีเมษ เพราะฉะนั้นส่งกระแสแรงมาก เพราะว่าเป็นธาตุเดียวกันคือธาตุไฟ เมื่ออังคารอยู่ในธาตุไฟ และดาวหางเฉียดเข้ามาเสริมให้ธาตุไฟและดาวเจ้าสงครามลุกกระพือขึ้น ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคมได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงในวันที่ 19 ต.ค.นี้
ถ้ามองด้านเชิงการเมืองของเมืองไทย มันมาบรรจบกันพอดี คือเหตุการณ์ทางโหราศาสตร์กับทางการเมือง จะมีพิธีพระราชทานเพลิงพ.อ.อภิวันท์ วิริชัย ในวันนี้เช่นกัน เป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่า ดวงดาวกับเหตุการณ์ทางการเมืองจะมาบรรจบกันพอดี เหตุการณ์ความวุ่นวายสับสนกัน ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจะควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในสภาพปกติได้ รัฐบาลก็จะต้องพูดคุยกับแกนนำให้รู้ ให้เข้าใจว่า บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาพที่ไม่ดี จะต้องร่วมมือในการปฏิรูปประเทศไปสู่โลกใหม่ สังคมใหม่ ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนเกิดปัญหาขึ้นมาได้
บางครั้งเราไม่สามารถเอาชนะอิทธิพลจากดวงดาวได้ เว้นแต่ผู้นำจะใช้มีสติและปัญญาบวก คุณธรรม ถ้ามีสติปัญญา คุณธรรม จะสามารถชนะอิทธิพลดวงดาวได้ เพราะฉะนั้น อยากให้รัฐบาลใช้สติปัญญา และคุณธรรมกำกับในการบริหารประเทศ ถ้าความเป็นธรรมเกิดขึ้น จะทำให้ทุกคนผู้คนที่คิดจะต่อต้าน สร้างความขัดแย้งก็จะทุเลาลงได้ เพราะความเป็นธรรม ยุติธรรม รัฐบาลไม่เลือกข้างที่จะปกครอง หรือทำอะไรเป็นการทำร้ายจิตใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่เป็นธรรม
ที่มา : .khaosod.co.th
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
หน่วยงานอวกาศอินเดีย ได้เผยแพร่ภาพดาวอังคารชุดแรกจากยานสำรวจ "มังคลายาน"
วันนี้(26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานอวกาศอินเดีย ได้เปิดเผยถึงภาพภ่ายดาวอังคารภาพแรก ซึ่งแสดงถึงหลุมขนาดใหญ่ ถูกถ่ายโดยยานสำรวจ "มังคลายาน" ซึ่งเป็นยานสำรวจดาวเคราะห์ลำแรกของอินเดียที่เริ่มโคจรรอบดาวอังคารเพื่อถ่ายภาพดางอังคารรวมทั้งการสำรวจหาก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศของดาวงอังคาร ซึ่งหากพบว่ามีก็จะเป็นสิ่งที่ชี้วัดถึงโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บริเวณพื้นผิวดาวอังคาร
โดยยาน "มังคลายาน" เป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ MOM (Mars Orbiter Mission) โคจรอยู่ห่างจากพื้นผิวดาวอังคารราว 7,300 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ 12 นาทีในการส่งข้อมูลดิจิตอลกลับมายังโลก ซึ่งภาพนี้ได้รับการโพสลงในทวิตเตอร์ชื่อ @MarsOrbiter โดยล่าสุดมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คนแล้ว
และหลังจากนั้นอีกราว 8 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์อินเดียได้โพสภาพที่ 2 ซึ่งแสดงถึงชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร

ทั้งนี้ ยานสำรวจจะใช้เวลาอีก 6 เดือนในการโคจร ซึ่งจะมีการโคจรระยะใกล้เพียง 365 กิโลเมตรจากพื้นผิวดาวอังคาร ก่อนที่จะถอยออกไปเป็น 80,000 กิโลเมตร เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร
จากข้อมูลของหน่วยงานอวกาศ งบประมาณที่ประเทศอินเดียใช้ลงทุนกับโครงการนี้ไปทั้งหมดมีมูลค่าราว 4.5 พันล้านรูปี (ประมาณ 2.25 พันล้านบาท) นับว่าเป็นโครงการส่งยานอวกาศทางข้ามดาวเคราะที่ประสบผลสำเร็จโดยใช้เงินทุนต่ำที่สุด
ซึ่งยานอวกาศอินเดียเข้าสู่วงโคจรดาวอังคารเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 และนับเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จในการไปถึงดาวเคราะห์เพื่อนบ้านตั้งแต่ความพยายามครั้งแรก
องค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (Indian Space Research Organisation: ISRO) รายงานความคืบหน้าเกี่ยวสถานะของยานอวกาศมาร์ออร์บิเตอร์มิชชัน (Mars Orbiter Mission: MOM) หรือมงคลยาน (Mangalyaan) ผ่านทางแฟนเพจเป็นระยะ และได้ยืนยันว่ายานอวกาศลำนี้ได้เข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ของวันที่ 24 ก.ย.แล้ว
ทางด้านรอยเตอร์ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวทำให้อินเดียกลายเป็นชาติแรกที่ไปถึงดาวอังคารตั้งแต่ความพยายามในครั้งแรก อีกทั้งยังกระตุ้นให้ นเรนทรา โมที (Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดียขยายโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีในโครงการอวกาศของชาติที่เริ่มต้นมาได้ 5 ทศวรรษให้ดียิ่งขึ้น
ยานอวกาศมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทถูกกว่ายานมาเวน (MAVEN) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ที่เพิ่งไปถึงวงโคจรของดาวอังคารก่อนหน้านี้ 2 วันประมาณ 10 เท่า หลายสำนักข่าวจึงเรียกยานอวกาศลำนี้ว่า "ยานโลว์คอสต์"
การเข้าไปโคจรอยู่รอบดาวอังคารครั้งนี้ของมงคลยาน ทำให้อินเดียเป็นอีกชาติที่เข้าไปรวมกลุ่มเล็กๆ ของไม่กี่ชนชาติได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซียและยุโรปที่ส่งยานอวกาศไปโคจรหรือลงจอดดาวอังคาร ขณะที่อีกหลายชาติพยายามส่งยานไปยังเป้าหมายเดียวกันกลับล้มเหลวตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ
ทั้งนี้ สัญญาณยืนยันความสำเร็จในการเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารต้องใช้เวลาเดินทางมาถึงโลกนาน 12 นาที แต่เมื่อศูนย์ควบคุมในบังกาลอร์ได้รับสัญญาณแล้วรอยเตอร์ระบุว่าการฉลองก็เริ่มขึ้น
ด้านโมทีซึ่งนั่งลุ้นอยู่ด้านหลังนักวิทยาศาสตร์ในห้องควบคุมดูลุ้นมากระหว่างที่มงคลยานเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนถึงวงโคจรดาวอังคาร และเขาก็แสดงความยินดีกับนักวิทยาศาสตร์ของชาติหลังประสบความสำเร็จแล้ว
"อินเดียไปถึงดาวอังคารเรียบร้อยแล้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกคน ประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นแล้วในวันนี้ เรากล้าที่จะไปยังที่ที่เราไม่รู้จักและเอาชนะความเป็นไปไม่ได้" โมทีกล่าวภายในห้องควบคุม
องค์การวิจัยอวกาศอินเดียประสบความสำเร็จในการจุดระเบิดเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลว 440 นิวตัน และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนขนาดเล็ก 8 เครื่องเป็นเวบา 24 นาที เพื่อลดความเร็วของยานให้สอดเข้าสู่วงโคจรและอยู่ใต้เงาดาวอังคารได้อย่างนิ่มนวล
ทั้งนี้ มงคลยานมีเป้าหมายในการศึกษาพื้นผิวดาวอังคารและองค์ประกอบแร่ธาตุต่างๆ ของดาวอังคาร รวมถึงกราดดูชั้นบรรยากาศดาวอังคารเพื่อค้นหามีเทน ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีความเกี่ยวพันกับสิ่งมีชีวิตบนโลก
ที่มา :
http://www.tnews.co.th/html/content/108305/
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000109810____________________
มนุษย์สนใจและใฝ่ฝันที่จะได้ไปเยือน ดาวอังคารมานานหลายพันปีแล้ว นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลนเมื่อเห็นดาวดวงนี้ มีสีแดงเรื่อ ๆ จึงตั้งชื่อว่า Nergal ซึ่งแปลว่า มรณเทพ คนจีนโบราณเรียกดาวอังคารว่า ดาวเพลิง เพราะมีสีแดง ส่วนชาวกรีกและชาวโรมันเรียกดาวนี้ว่า ดาวสงคราม
ในปี พ.ศ. 2420 G.V. Schiaparalli นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ Galileo ประดิษฐ์ขึ้นศึกษาดาวดวงนี้อย่างจริงจัง เขาได้เห็นร่องรอยการกระทบกระแทก โดยอุกกาบาตที่ผิวดาวอังคารและได้เห็นเส้นสายต่าง ๆ พาดผ่านผิวดาวอังคารมากมาย เขามีจินตนาการว่าเส้นมัว ๆ ที่เขาเห็นคือ "คลอง" ประจวบกับขณะนั้น Ferdinand de Lesseps ผู้เป็นสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ได้ประสบความสำเร็จในการขุดคลอง Suez ที่ยาว 150 กิโลเมตร โดยใช้เวลานานถึง 11 ปี ผู้คนในสมัยนั้น จึงคิดว่า "คลอง" บนดาวอังคารที่เห็นยาว 1,500 กิโลเมตรนั้น เป็นคลองที่เทวดาขุดแน่ ๆ
ข้อสรุปเช่นนี้นำมาซึ่งความแตกตื่น และเมื่อนักประพันธ์ชื่อ H.G Wells ได้แต่งนวนิยายที่เกี่ยวกับมนุษย์บนดาวอังคารว่า ได้เดินทางมารุกรานโลก คนหลายคนจึงเชื่อว่ามีมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาศัยอยู่บนดาวอังคาร และเขาเหล่านี้ มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเหนือมนุษย์บนโลกมาก
ในปี พ.ศ. 2508 สหรัฐอเมริกาได้ส่งยานอวกาศ ชื่อ Mariner 4 ไปสำรวจดาวอังคารที่ระดับสูง 1,000 กิโลเมตร กล้องถ่ายภาพบนยานได้บันทึกภาพ และภาพที่ได้แสดงให้เห็นชัดว่า บนดาวอังคารไม่มีสิ่งมีชีวิต ที่มีขนาดใหญ่อาศัยอยู่เลย
Mariner 4
ในปี พ.ศ. 2518 ยาน Viking 2 ได้ทะยานจากโลก แล้วโคจรไปลงจอดบนดาวอังคาร ผลการวิเคราะห์ดินบนดาว แสดงให้เราเห็นอีกครั้งว่าบนดาวดวงนี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย
Viking 2
ดาวอังคารนั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ระยะห่าง โดยเฉลี่ย 235 ล้านกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นระยะทางประมาณ 1.5 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ ดังนั้นอุณหภูมิของดาวโดยเฉลี่ย จะเย็นกว่าของโลกมาก ในเวลากลางวันอุณหภูมิจะสูงประมาณ 10 องศาเซลเซียส แต่ในเวลากลางคืน อุณหภูมิจะลดต่ำกว่าศูนย์ ถึง 90 องศา
จากการที่แกนของดาวเอียงทำมุม 24 องศา กับระนาบ การโคจรของมัน ดาวอังคารจึงมีฤดูกาลเหมือนโลกเรา โดยมีวันหนึ่งๆ นาน 24 ชั่วโมง 31 นาที และปีหนึ่งๆ นาน 687 วัน
ภาพถ่ายที่ได้จากยานอวกาศแสดงให้เห็นว่าในอดีตเมื่อหลายพันล้านปี มาแล้ว ดาวอังคารเคยมีบรรยากาศที่อบอุ่น และผิวดาวอังคารเคยมีบรรยากาศที่อบอุ่น และผิวดาวเคยมีทะเลปกคลุม ยาน Viking ที่สหรัฐฯเคยส่งไปสำรวจดาว รายงานกลับมายังโลกว่า ถึงแม้บรรยากาศของดาวอังคารจะเจือจางกว่าของโลก ก็ตาม แต่ดาวอังคารก็มีก๊าซชนิดต่างๆ เหมือนโลก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์(95%) และไนโตรเจน (3%) ดังเลขที่แสดงให้ดูนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่าดาวอังคาร มีคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไปและไนโตรเจนน้อยเกินไป ดังนั้นหากสิ่งมีชีวิตใดๆจะอุบัติได้บนดาวอังคาร ชีวิตนั้นก็ไม่ควรจะมีรูปร่าง เหมือนสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จัก
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมามานี้ D.Mckay แห่งองค์การบินและอวกาศของสหรัฐฯ (NASA) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ New York Times ว่าในอุกกาบาตก้อนหนึ่งที่ NASA สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นอุกกาบาตจากดาวอังคาร มีซากฟอสซิล (Fossil) ของจุลินทรีย์
อุกกาบาตก้อนนี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ALH 84001 เพราะนักธรณีวิทยาได้ขุดพบมันที่บริเวณภูเขาชื่อ Allan Hills ในทวีปแอนตาร์กติกา และอุกกาบาตก้อนนี้มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับมันฝรั่ง แต่หนักกว่ามากถึง 1.9 กิโลกรัม ในการวัดองค์ประกอบของอุกกาบาต นักธรณีวิทยาพบว่ามันประกอบด้วยหิน basalt และ pyroxenite โดยมีอัตราส่วนที่เท่ากับหินบนดาวอังคารที่ยาน Viking ได้เคยวัดไว้เมื่อ 22 ปี ก่อนทุกประการ ดังนั้น Mckay จึงสามารถสรุป ได้ว่าอุกกาบาต ALH 84001 มีกำเนิดจากดาวอังคาร
สำหรับการที่ ALH 84001 เกิดอุบัติเหตุตกจากดาวอังคารสู่โลกนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์พบว่า ในอดีตที่นานมาแล้วได้มีอุกกาบาตขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง พุ่งชนดาวอังคาร ทำให้หินและดินบนดาวแตกกระจุยกระจาย ก้อนหินบางก้อนได้พุ่งหนีจากสนามแรงดึงดูดของดาวอังคารไปลอยวนเวียนอยู่อากาศนาน 6 ล้านปี จึงได้ถูกโลกดึงดูดให้ตกลงสู่โลกที่ Allan Hills และถูกฝังอยู่ในน้ำแข็งที่นั่นนาน 13,000 ปีจนนักธรณีวิทยา จาก NASA ได้ขุดพบในเวลาต่อมา
จากการใช้แสงเลเซอร์สำรวจอุกกาบาต ALH 84001 McKay และคณะอ้างว่ามีฟอสซิลของสัตว์เซลล์เดียว ที่ร่างกายประกอบด้วยโมเลกุลชื่อ Polycyclie Aromatic Hydrocarbon (PAH) ซึ่ง McKay มั่นใจว่าเป็นที่มาจากดาวอังคาร หาได้มาจากการปนเปื้อนโดยสิ่งแวดล้อม ต่ออุกกาบาต ALH 84001 ไม่ ข้อสังเกตของ McKay อีกประการหนึ่งก็คือว่า ฟอสซิลที่เห็นนี้มีขนาดเล็กกว่าจุลินทรีย์ที่เล็กที่สุด ของโลกถึง 100 เท่า ทำให้เขาไม่สามารถเห็นโครงสร้างภายใน หรือโครงสร้างผนังเซลล์ของมันได้เลย ข้อสรุปนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ สงสัยว่าจริง ๆ ไม่น่าจะมีชีวิตบนดาวอังคาร

จะอย่างไรก็ตามที่ประชุมก็ยังคงเชื่อเหมือน Mckay ว่าในอดีตชีวิตอาจจะเคยอุบัติบนดาวอังคาร ดังนั้นความพยายามในการค้นหาชีวิต บนดาวอังคารจึงสมควรดำเนินต่อไป โดยขณะนี้ยานอวกาศ Pathfinder กำลังมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารและมีกำหนด จะลงจอดบนดาวในวันที่ 4 กรกฎาคม หากพายุบนดาวอังคารพัดรุนแรงการสำรวจ ดาวโดยรถยนต์ที่ถูกบังคับทางไกลอาจจะมีปัญหา แต่หากทัศนวิสัยดี Pathfinder ก็คงจะทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งมีชีวิตได้เคยมี กำลังมีหรือจะมีบนดาวอังคารด้วยหาก Pathfinder ไม่มีคำตอบในปี พ.ศ. 2544 ที่จะถึงนี้ NASA กำหนดปล่อยหุ่นยนต์ออกสำรวจ ดาวอังคารอีกสองครั้งเพื่อจะรู้ให้ได้ว่า ดาวอังคารมีชีวิตหรือไม่มีวันมี
เครดิต : https://www.facebook.com/pages/เเอเรีย-51
________________________________
รวมรวมภาพแปลกบนดาวอังคารที่คุณอาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ซึ่งขณะนี้มีทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากเกี่ยวกับดาวอังคารที่ว่า เมื่อล้านปีมาแล้วมีอารยธรรมบนดาวอังคารแล้วจู่ๆ ก็เกิดหายไป ทั้งน้ำ ทั้งชั้นบรรยากาศซึ่งมันเป็นเรื่องแปลก มันเกิดอะไรกับดาวอังคาร ซึ่งวันนี้จะมาตามหาร่องรอยอารยธรรมดาวอังคาร ด้วยอัลบัมภาพความละเอียดสูงจาก University of Arizona
รูปจำลองที่คาดว่าเป็นดาวอังคารเมื่อล้านปีที่แล้ว
แต่ปัจจุบัน.......
มาดูรูปเหล่านี้แล้วมาวิเคราะกันว่า มันเกิดจากธรรมชาติ หรือ อารยธรรมมนุษย์ดาวอังคาร เชิญทัศนา...
ภาพนี้แจ๋ว
เอามาแต่งให้ดูดีขึ้นหน่อย
ฐานทัพมนุษย์ดาวอังคาร?
ยังแปลกได้อีก
ภาพจำลองดาวอังคารก่อนเกิดเหตุการณ์
หลังจากนั้นอีกล้านปี
ภาพจากนาซ่า แดงๆ ไร้สิ่งมีชีวิต
ภาพหลังจากเอาสีแดงออกแล้ว ทำไมนาซ่าต้องเอาภาพสีแดงออกมาให้เราดู
หลายคนบอก "ก็ดาวอังคารเป็นดาวสีแดง ไม่ใช่ดาวสีเขียว ดูกล้องโทรทรรศน์ไม่โกหก"
จริงดิ? บางอย่างคุณอย่าพึ่งเชื่อทุกสิ่งจากนาซ่า บางสิ่งต้องการคำอธิบาย อย่างภาพนี้คือ ภาพการประชุมสรุปภายในของนาซ่า ก่อนที่จะนำภาพออกสู่สาธารณชน
ภาพจากจุดเดียวกัน ที่นาซ่าเผยออกสู่สาธารณะ
ท้องฟ้าสีฟ้าแสนสวยหายไปใหน?
ถ้าใส่สีแดงกับซิดนี่ย์ แห้งแล้ง ไร้ชีวิต....ฮา
อันนี้เด็ดจาก marsrover
ดูๆ ไปเหมือนนี่ป่าว
ภาพปริศนาส่งท้าย ถ่ายจากอวกาศเหมือนกันมันคืออะไร
เฉลย มันคือ
ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=indyplanet&month=11-08-2012&group=2&gblog=1
____________________

.jpg)
.jpg)



.jpg)
.jpg)









.jpg)
.jpg)





































