
มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก เชื่อว่า วันหนึ่งข้างหน้า มนุษย์โลกจะมีโอกาส ถ่ายทอดความคิด สื่อสารทางโทรจิตถึงกันโดยตรง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อม และนี่คือทิศทางของเฟซบุ๊กในอนาคตข้างหน้า
“มันจะเป็นเหมือนกับว่า เวลาคุณกำลังคิดถึงอะไร เพื่อนของคุณก็จะรับรู้ถึงสิ่งที่คุณคิดในทันที และนี่คือที่สุดของเทคโนโลยีการสื่อสาร”
ซัคเกอร์เบิร์ก เปิดเผยเรื่องนี้ระหว่างการตอบคำถามจากผู้ใช้ ซึ่งถามว่าแผนระยะยาวของเฟซบุ๊ก จะเป็นเช่นไร
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองการสื่อสารของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากบริการหน้าโปรไฟล์ธรรมดา จนไปถึงการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ แถมการกดไลค์ Like แบ่งกลุ่มเพื่อน ตลอดจนบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการของเฟซบุ๊กเริ่มขยับจากการแชร์ข้อมูลสาธารณะ เป็นเน้นการสื่อสารส่วนบุคคลมากขึ้น นั่นเป็นที่มาของการเข้าซื้อกิจการแอพพลิเคชั่นข้อความสนทนา “วอทส์แอพ” WhatsApp ด้วยมูลค่า กว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เช่นเดียวกับการเข้าซื้อกิจการ Oculus ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้แสดงภาพ 3 มิติเสมือนจริง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟซบุ๊กกำลังเดินหน้าเข้าสู่บริการเสมือนจริง เพื่อยกระดับการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กขึ้นไปอีกขั้น
ความจริงแล้ว การสื่อสารผ่านทางโทรจิตหรือการถ่ายทอดความคิดส่งตรงถึงกัน (Telepathy) นั้น มิใช่เรื่องใหม่ ที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป
มีนักวิทยาศาสตร์หลายแขนง กำลังคิดค้นการใช้คอมพิวเตอร์ถ่ายทอดความคิดของบุคคล เพื่อส่งตรงถึงกันโดยใช้ศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในการแปลงคลื่นสมองเป็นข้อมูล
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/509357
____________________
จิตของคนที่ฝึกมาดี จิตที่ปราศจากอคติ ปราศจากโทสะ
ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่หลงงมงาย ไม่อยากได้อยากมี
ไม่อิจฉาริษยา ไม่โกรธแค้นอาฆาตพยาบาท มีใจสงบนิ่ง
เป็นจิตที่ละเอียดอ่อน และมีพลัง จะสามารถหยั่งรู้ใจคน
และอ่านความคิดคนอื่นได้
กระแสจิตของคนเรา เป็นคลื่นพลังงานชนิดหนึ่งที่มีความถี่สูง และละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
กำลังความคิดของแต่ละคนที่ส่งออกไปนอกตัว
สามารถไปกระทบจิตของคนที่มีความสามารถในการรับคลื่นกระแสจิตได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสจิตที่ส่งมาจากคนที่เรารู้สึกผูกพันใกล้ชิดสนิทสนม จะสามารถติดต่อกันทางโทรจิตได้
บุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทางอารมณ์อยู่แล้ว
จะมีประสาทสัมผัสรับรู้พิเศษถึงกันได้
"คลื่นกระแสจิต" เป็นพลังงาน ที่มีความละเอียดสูงมาก
จนยังไม่มีเครื่องมือใดๆในปัจจุบันจะวัดได้
คนเราทุกคน เป็นได้ทั้งผู้รับคลื่นกระแสจิต และเป็นผู้ส่งคลื่นฯ
“โทรจิต” เป็นความสามารถถ่ายทอดความรู้สึก
หรือสิ่งที่ตนรู้สึกในใจ ไปให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นได้
โดยการส่งกระแสจิตออกไปถึงผู้รับ
ดังนั้น “ความคิด”ที่คนหนึ่งๆเปล่งออกมา
จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็สามารถรับคลื่นความคิดนี้ได้
ถ้าคนๆนั้นเปิดเครื่องรับในร่างกายตนรับคลื่นนั้นๆเข้ามา
เซลล์แต่ละอันในร่างกายมนุษย์
ก็เป็นสิ่งที่สามารถปล่อยคลื่นความคิดออกมาได้เช่นกัน
และในทางกลับกันคลื่นความคิดก็ย่อมสั่นสะเทือนเซลล์แต่ละอัน ในร่างกายตนเองได้ด้วย
ดังจะเห็นได้ว่าความเครียดที่สั่งสมนานๆ
เป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่มนุษย์ เพราะคลื่นความคิดเหล่านี้เข้าไปมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง
การมีความคิดที่ดี แจ่มใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี
จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับมนุษย์
บางครั้งเราจึงควรหลีกให้ห่างผู้คนที่ปล่อยคลื่นความคิดร้ายๆ
ถ้าหากทำได้ จะได้ไม่ไปรับผลสะเทือนที่ไม่ดีของผู้คนเหล่านั้นเข้ามา…
คลื่นความคิดที่ควรหลีกเลี่ยง:
สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดก็คือ การไม่ให้คลื่นความคิดจำพวก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความไร้สาระในเรื่องเล็กน้อย ความเกลียดชัง ความเกียจคร้าน ความอิจฉาริษยา อคติ เหล่านี้ ไหลเข้ามาสู่ตัวเรา
คลื่นความคิดที่ควรรับเข้ามา:
คลื่นความคิดจำพวก ความรัก ความเมตตา ความหวังดี ความห่วงใย ความเอื้ออาทร การมองโลกในแง่บวก การให้อภัย ความกระตือรือล้น ความร่าเริงแจ่มใส เหล่านี้ ให้ไหลเข้ามาสู่ตัวเรา
ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต
เราควรฝึก “ควบคุมใจ”ทำให้เซลล์ในร่างกายทั้งหมด
สามารถตอบสนองคำสั่งที่ใจสั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเราจึงจะแข็งแรง และมีอายุยืนยาว
เราทุกคนสามารถทำได้เช่นเดียวกัน
หากแต่บุคคลผู้นั้นต้องมีจิตใจที่กระจ่างเที่ยงธรรม
มีชิวิตอยู่อย่างมีปณิธาน ศรัทธา ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
และมีความคิดในเชิงบวก
เซลล์ในร่างกายก็จะตอบสนองต่อจิตใจบุคคลนั้นในทางบวกเช่นกัน ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ ย่อมได้ผลเช่นเดียวกัน
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง จิตสำนึกนี้ กลับมีชิวิตโดยใช้แค่ “ใจ” หรือ "สิ่งรับรู้ในอารมณ์ทั้งหลาย" เท่านั้น
ซึ่งผันผวนง่ายและแปรปรวนอย่างรุนแรงมาเป็นหลักของชิวิต
เราจึงควรพยายามประสานใจของตนให้สอดคล้องกับจิตสำนึกนี้…
“คลื่นความคิด”ซึ่งมีลักษณะคล้ายแสง
ถ้ากระแสความคิดถูกส่งเป็นคลื่นออกไปแล้ว
มันจะเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีขอบเขต
แต่ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงทิศทางเดียว
เหมือนลูกกระสุนจากปากกระบอกปืน
หากแต่มีลักษณะเหมือนรังสีที่เปล่งออกมาเป็นเส้นตรงในทุกๆทิศทาง และแผ่ขยายตัวโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่จุดหนึ่ง….
จนกว่าจะถูกดูดซับหรือถูกขวางกั้นโดยสิ่งอื่นหรือวัตถุอื่น…
นักพลังจิตเชื่อว่า
ความกดดันทางอารมณ์สูงสุดที่เกิดขึ้นทันทีทันใดของคนเรา เป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์ทางอำนาจจิตได้
อารมณ์ของคนเรานั้น เป็นสวิตซ์ปิดเปิดการส่งโทรจิตธรรมชาติได้โดยอัตโนมัติ
อย่างเช่น เมื่อเราต้องประสบกับเหตุการณ์รุนแรง
หรือเกิดอุบัติเหตุกับญาติพี่น้องหรือคนสนิท
อารมณ์ที่เครียดสูงสุดนี้ ก็จะเป็นตัวเปิดสวิตซ์การส่งหรือรับโทรจิตโดยฉับพลันทันที
อย่างในกรณีที่เกิดกับทหารเรือดำน้ำรัสเซียคนหนึ่งซึ่งป่วย
และต้องนอนพักอยู่ที่ฐานทัพ จึงไม่ได้เดินทางออกไปกับเรือเที่ยวนั้น
พอตกบ่ายเขาก็ฝันไปว่า
เขายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือในขณะที่เรือกำลังดำลง
เขาไม่สามารถที่จะเข้าไปในเรือได้
ตัวเขาค่อยๆ จมลงไปในน้ำพร้อมกับเรือ
เขาสำลักน้ำเข้าไปหลายอึก และรู้สึกว่ากำลังจะจมน้ำตาย
จนบัดนี้เขายังจำฝันร้ายนั้นได้ติดตา
เพราะหลังจากที่เราเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพ
เขาก็ทราบว่าเพื่อนของเขาจมน้ำตายเนื่องจากติดอยู่บนดาดฟ้าเรือ ในขณะที่เรือกำลังดำลงสู่ใต้ผิวน้ำ
โทรจิตเป็นประสาทสัมผัสที่ 6 ของคนเรา
ที่นอกเหนือไปจาก ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
ซึ่งทุกคนมีความสามารถพิเศษทางโทรจิตนี้แฝงอยู่
หากแต่ถูกบดบังด้วยจิตใจที่หม่นหมอง
ความจริงแล้วคนเราทุกคนล้วนแล้วแต่ก็มีความสามารถในการส่ง และรับกระแสจิตด้วยกันทั้งนั้น แต่ความสามารถพิเศษนี้ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องทำการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและแน่นอน
บางคนอาจมีความสามารถพิเศษนี้มากกว่าคนอื่นๆ
ผู้ส่งและผู้รับกระแสจิตนั้นมีความสำคัญเท่ากัน เพราะถ้าผู้ส่งกระแสจิต ส่งมโนภาพที่เลือนลางมาให้เรา ก็จะได้แต่ภาพที่เลือนลางนั้นด้วย
ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับและผู้ส่งข่าวสารทางจิต
จักต้องฝึกปรือกันมาอย่างดี และต้องสามารถสร้างมิตรสัมพันธ์ทางจิต หรือรับคลื่นกระแสจิต ให้เข้ากันได้ เป็นอย่างดีด้วย
จงทำตัวให้สบายผ่อนคลายอารมณ์
ลดภาวะความตรึงเครียดทางกายและทางใจลง
และควรจะกำจัดความกังวล หรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวออกให้หมดสิ้น จงทำให้มีความเชื่อมั่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเริ่มส่งข่าวสารทางจิตไปยังผู้รับนั้น
ปล่อยใจให้ล่องลอยจงแน่วแน่อยู่กับข่าวสารและข้อมูลที่จะส่ง พร้อมกับนึกถึงหน้าของผู้รับกระแสข่าวสารทางจิตจากเรา
ให้กระจ่างอยู่ในดวงจิต เมื่อท่านฝึกเช่นนี้บ่อยๆ จนมีความคุ้นเคย และสามารถปรับคลื่นกระแสจิตเข้ากันได้แล้ว
ในไม่ช้าไม่นานท่านก็จะเปรียบเสมือนมีเครื่องรับส่งโทรจิตติดตัว ใช้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่และทุกสภาวะดินฟ้าอากาศ
ทั้งนี้ทั้งนั้น อำนาจจิตธรรมชาตินั้น น่าจะเกิดมาจากความสอดคล้องกัน ระหว่างคลื่นสมองของผู้ส่งและผู้รับ ที่มีอำนาจสัมพันธ์กัน
ซึ่งเรื่องนี้ คนทั่วไปสามารถฝึกปรับระดับจิตของพวกเขาให้เข้ากันได้ภายใน 3 เดือน
แล้วยังมีข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งว่า การฝึกโทรจิต ถ้าจะให้ได้ผลสูงสุด นอกจากจะปฏิบัติตามข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว
เราควรจะมีการนัดหมายเวลา เพื่อให้ปฏิบัติพร้อมเพรียงและสอดคล้องกัน
(ในที่นี้หมายถึงต้องสอดคล้องกันทั้งทางกาย จิตใจ และเวลาด้วย)
ก็ขอให้ทุกๆคน มีความรู้สึกนึกคิดที่ดี
กระแสจิตที่ส่งออกมานอกตัว จะได้เป็นกระแสที่ร่มเย็น
เป็นความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อกัน
ส่วนคนที่มีกระแสความคิดเป็นในทางลบ
เช่น อิจฉา หมั่นไส้ โกรธ เกลียด อคติ
ก็ควรพยายามควบคุมกำลังความคิดของตนเองให้เป็นไปในทางบวก เป็นไปในทางสร้างสรรค์ มีสันติสุข มีความสงบในใจ
เพราะผู้รับคลื่นกระแสจิตจากคุณ เขาจะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ
และพลอยมีใจสงบร่มเย็นไปด้วย
การใช้คาถาหรืออำนาจจิตนั้น มีเคล็ดลับที่ท่านผู้รู้หรือครูบาอาจารย์ท่านหวงแหน แต่ที่ผมจะเอามาแนะนำนั้น เป็นสิ่งที่ผมเคยลองทำดู แล้วปรากฎว่า ใช้ได้ผล ก็เลยอยากบอกหรือแนะนำ แต่ไม่ได้มาสอนนะคับ
ผมอยากให้ท่านลองพิสูจน์ดู จะได้รู้ว่าอำนาจจิตนั้นมีจริง สิ่งที่โบราณท่านพูด บอกกล่าวต่อๆ กันมานั้นจริง
อีกทั้ง เพื่อจะได้นำเอาช่วยตนเองก็ได้ หรือคนอื่นก็ได้ การใช้อำนาจจิต หรือที่เราเรียกกันว่าคาถาอาคม มีวิธีการใหญ่ๆ โดยพื้นฐานดังนี้ นะคับ
1.เราอยากจะทำอะไรหรือประสงค์สิ่งใด
2.กำหนดจิตตามที่เราประสงค์
3.ส่งกระแสจิตหรือความปรารถนาออกไป
นี่คือวิธีการหรือขั้นตอนสำคัญ ที่ครูบาอาจารย์เกจิ หรือผู้รู้ท่านใช้กัน แต่ถ้าเป็นพระเกจิหรือพระอริยสงฆ์ที่มีบารมีสูงๆ หรือมีฌาณแก่กล้า ท่านจะใช้วิธีอธิษฐานจิตเอาเลย
แต่อย่างเราๆ ท่านๆ โดยมาก ฌาณก็ยังไม่มี บารมีไม่พอ ก็ต้องใช้วิธีการที่เรียกแบบภาษาชาวบ้านว่า ใช้แรงครูบวกกับกำลังจิตตัวเอง ถ้าเราอยากจะรู้ว่าครูท่านมาหรือยัง หรือว่าคาถาที่เราท่อง หรือของที่เราเสก ใช้ได้หรือยัง
เราจะใช้สิ่งที่ภาษาพระหรือภาษาวิชาสมาธิท่านเรียกว่า ปิติ นั่นแหละคับเป็นตัวตัดสิน ผมจะไม่ขอกล่าวยืดเยื้อแล้วนะคับ ผมจะแนะวิธีปฏิบัติกันเลย สมมติถ้าเราจะเสกแป้งหรือสีผึ้งให้เป็นเมตตาให้กระทำตามขั้นตอนสามข้อที่กล่าวไว้ข้างต้นดังนี้
1.เราตั้งใจอยากจะทำอะไร
-ตรงนี้เราตั้งใจอยากจะเสกสีผึ้งหรือแป้งให้เป็นเมตตา ให้เอาแป้งหรือสีผึ้งใส่ในอุ้งมือแล้วเราก็ตั้งจิตอธิฐานขออำนาจคุณพระทั้ง 5 โดยกล่าวว่า ข้าพเจ้าขออาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดาและครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่าน และครูบาอาจารย์เจ้าของวิชานั้นๆ เป็นที่สุด
ตรงนี้ถ้าเราทราบว่าเป็นวิชาของใคร ก็ควรบอกกล่าวท่านด้วยว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าจะกระทำการเสกแป้งหรือสีผึ้งให้เป็นเมตตาขออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเหล่านี้ได้โปรดมาช่วยให้เรากระทำการสำเร็จสมปรารถนาด้วยเทอญ
2.กำหนดจิตตามที่เราประสงค์
-ให้ท่องคาถาหรือบทสวดตามที่ท่านร่ำเรียนมาโดยกำหนดจิตเอาไว้ตามที่คุณสบายที่สุดอย่างผมจะกำหนดจิตเอาไว้ที่ดั้งจมูกเพราะเป็นส่วนที่กำหนดแล้วสบายที่สุด ให้ท่องคาถาหรือบทสวดไปเรื่อยๆจนจิตสงบหรือเกิดอาการปิติเช่น ขนพองสยองเกล้า หรือใจสงบเย็นสบาย
การท่องคาถาตรงนี้ ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องได้กี่จบแต่ให้พึงกระทำกล่าวคือ เวลาหายใจเข้าสวดคาถาได้กี่จบเวลาหายใจออกก็ต้องให้ได้เท่านั้นจบ ตรงนี้เรียกว่า 1 คาบ ให้คุณท่องไปเรื่อยๆ จนมีอาการหรือความรู้สึกดังกล่าว
3.การส่งกระแสจิตหรือความปรารถนาออกไป
-เมื่อจะส่งกระแสจิตหรืออำนาจจิตออกไปให้ย้ายที่ตั้งจิตจากที่จมูกมาที่อุ้งมือจากหายใจเข้าสวดคาถาเข้าไป 1 จบแต่ทีนี้เวลาหายใจออกให้เปลี่ยนจากการหายใจเป็นการเป่าลมออกมาทางปากแทนเมื่อเป่าลมออกมาทางปากก็ให้ท่องคาถามาในขณะที่เป่าลมด้วยให้กระทำแบบนี้ ซัก 5 ทีหรือ 7 ที
การเป่าลมออกมาทางปากก็คือการถ่ายทอดหรือการส่งกระแสจิตนั่นเอง เนื่องจากกระแสจิตนั้นสามารถถ่ายเทออกมาได้สองทางคือ ทางฝ่ามือและทางปากถ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจจิตสูงๆ ก็จะส่งอำนาจจิต หรือกระแสจิตออกมาทางฝ่ามือก็ได้ อันนี้ไม่ถือเป็นข้อจำกัด
ก็ขอลองให้เพื่อนๆท่านสมาชิกหรือผู้ใฝ่รู้เอาไปลองใช้ดูนะคับ ลองปฏิบัติดูเผื่อไม่แน่ต่อไปจะได้เอาไปช่วยเหลือคนอื่นหรือช่วยตนเองก็ได้ยามฉุกเฉิน อย่างน้อยๆก็ถือซะว่าเป็นการปฏิบัติสมาธิแล้วกันนะคับ
ส่วนเรื่องคาบนั้น ลองไปหาดูในกระทู้เก่าดูนะคับ ผมเคยมีโพสตอบเอาไว้อยู่ ขอให้ท่านผู้ที่ศึกษาเอาไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรอย่าเอาไปใช้ในทางเสื่อม และขอให้มีความตั้งใจจิงผมรับรองว่ายังไงต้องได้ผลสำเร็จแน่นอน เพราะอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นผมเคยลองแล้วก็ปรากฏว่าได้ผลดี
หากฝึกไปจนมีความชำนาญหรือมีกำลังสมาธิที่ดี สามารถทำอย่างอื่นก็ได้เช่น สะเดาะกุญแจ ปลุกพระ หรือแปลงธาตุฯ
หากผมกล่าวผิดตรงไหนหรือมีส่วนไหนที่ขาดตกบกพร่องผมต้องขออภัยด้วยนะคับแต่ถ้าตรงไหนเป็นบุญกุศลก็ขออุทิศให้ครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่าน ที่สั่งสอนมา
ที่มา :
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=kathaarkom&topic=8871
http://www.our-teacher.com/our-teacher/article/3%20idea/172-syncro.htm
http://board.palungjit.com/f4/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95-296779.html
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ผลพลอยได้อย่างหนึ่งจากการปฎิบัติธรรมตามแนวทาง "พุทธศาสนา" ก็คือการค้นพบหลักการที่เกี่ยวของกับพลังงานรูปต่างๆ ที่มีความละเอียดสูงมาก จนยังไม่มีเครื่องมือใดๆ ในปัจจุบันจะสัมผัสวัดได้ รวมทั้ง "คลื่นกระแสจิต" ซึ่งมีความคมและละเอียดสูงสุด
"วิชาโทรจิต" เป็นความสามารถตามธรรมชาติที่แต่เดิมมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งปวง โดยการใช้โทรจิตนี้ผู้ใช้จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึก หรือสิ่งที่ตนรู้สึกในใจ ไปให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นได้ โดยต้องเป็นสภาวะแห่งจิตสำนึกที่ตื่นตัว หรือสภาวะที่ทำให้ใจเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ "จิตสำนึกแห่งจักรวาล"
"โทรจิตจึงเป็นความรู้แห่งจักรวาลที่มีพรมแดนที่กว้างขวางยิ่ง"
หลักทฤษฎีโทรจิตที่ได้รับถ่ายทอดมานั้น มีอยู่ด้วนกัน 4 ข้อ คือ
1.จะต้องพิจารณาว่า "มหาสากลจักวาล" เป็นองค์แห่งจิตสำนึกอันหนึ่ง
2.สรรพสิ่งทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในมหาสากลจักรวาลนี้ล้วนเป็นร่างที่แบ่งภาคออกมาจากองค์แห่งจิตสำนึกอันนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงเป็นเรื่อง ธรรมดาที่มนุษย์แต่ละคนจะมีจิตสำนึกแห่งจักรวาลดำรงอยู่ในตัว
3.จิตสำนึกแห่งจักรวาลอันนี้เป็นทั้งพลังชิวิต เป็นทั้งปัญญา และเป็นความรู้ในสรรพสิ่งอีกด้วย
4.หากสามารถผนึกใจของตัวเองให้แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกอันนี้ได้
จิตสำนึกอันนี้ จะเป็นตัวจับและรับกระแสคลื่น ที่มาจากภายนอกพร้อมกับส่งต่อข่าวสารนั้นให้กับจิตของมนุษย์คนนั้น
ดังนั้น "ความคิด" ที่คนหนึ่งๆเปล่งออกมา จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็สามารถรับคลื่นความคิดนี้ได้
ถ้าคนๆนั้นเปิดเครื่องรับในร่างกายตนรับคลื่นนั้นๆเข้ามา
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวจักรวาลหาใช่เป็นสิ่งที่เป็นศูนย์กลางของข้อมูลนั้นไม่
การกระทำของสรรพสิ่งต่างๆในจักรวาลต่างเป็นศูนย์กลาง
โดยตัวมันเองต่างหาก ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะทุกสรรพสิ่งในจักรวาลถูกสร้างขึ้นมาโดยปฐมเหตุของจักรวาล
ดังนั้น รังสีที่เปล่งออกมาจากการกระทำใดๆของสรรพสิ่งนั้นๆ
จึงกระจายออกไปทั่วทุกทิศทุกทาง ด้วยเหตุผลเช่นนี้
เซลล์แต่ละอันในร่างกายมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่สามารถปล่อยคลื่นความคิดออกมาได้เช่นกัน
และในทางกลับกันคลื่นความคิดก็ย่อมสั่นสะเทือนเซลล์แต่ละอันในร่างกายตนเองได้ด้วย
ดังจะเห็นได้ว่าความเครียดที่สั่งสมนานๆ เป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่มนุษย์ เพราะคลื่นความคิดเหล่านี้เข้าไปมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง
การมีความคิดที่ดี แจ่มใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี
จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับมนุษย์ บางครั้งเราจึงควรหลีกให้ห่างผู้คนที่ปล่อยคลื่นความคิดร้ายๆ
ถ้าหากทำได้ จะได้ไม่ไปรับผลสะเทือนที่ไม่ดีของผู้คนเหล่านั้นเข้ามา...
คลื่นความคิดที่ควรหลีกเลี่ยง
1.สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดก็คือ การไม่ให้คลื่นความคิดจำพวก ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ความไร้สาระในเรื่องเล็กน้อย ความเกลียดชัง เหล่านี้ ไหลเขามาสู่ตัวเรา
2.พวกคลึ่นความคิดชั้นต่ำที่ถูกปล่อยออกมาจากดาวดวงอื่น ที่มีวิวัฒนาการล้าหลังกว่าโลกของเรา
ก็เป็นคลื่นที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ
3.คลื่นความคิดที่ปล่อยออกมาจากความทรงจำของชาวโลกที่เคยอาศัยอยู่บนโลกในอดีต
ส่วนใหญ่เป็นคลื่นความคิดที่แตกแยกไม่ปรองดองกัน และอกุศล
มักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว
แต่ความจริงเป็นแค่คลื่นความคิดของผู้ตายที่ยังหลงเหลืออยู่ในอวกาศเท่านั้น คลื่นความคิดที่ควรรับเข้ามา
1.พลังชีวิต (ปราณ) ของจักรวาลที่ไหลเข้ามา เป็นพลังภายในที่บริสุทธิ์
เป็นทั้งปัญญาแห่งจักรวาลภายในตัวด้วย สามารถแทรกซึมเข้าสู่ทุกสรรพสิ่งได้อย่างเสมอภาค
ไม่ลำเอียง ปัญญาและความรู้ที่บริสุทธ์ จึงมักเข้าไปใกล้ผู้ที่ถ่อมตัว
และมีจิตใจปิดกว้าง มากกว่าคนใจแคบ มิใช่เพราะว่าปัญญาและความรู้ลำเอียง
แต่เป็นเพราะคนที่ใจแคบนั้นมีความสามารถในการรับปราณ
หรือพลังจักรวาลน้อยกว่าคนใจกว้างต่างหาก
2.คลื่นความคิดจากรูปธรรมชั้นสูง ทั้งจากในโลกนี้และที่มาจากดาวดวงอื่นที่มีวิวัฒนาการทางจิตสูงกว่าโลกของเรา คลื่นความคิดนี้เปี่ยมไปด้วยความรักความหวังดี
และเป็นประโยชน์ต่อชาวโลก
3.การสื่อสารไปมาระหว่างเซลหรืออะตอม จากสรรพสิ่งธรรมชาติรอบๆตัวเรา
ด้วยภาษาร่วมหรือภาษาจักรวาลที่เป็นสากล
อนึ่งมีข้อห้ามพึงระวังในการฝึกโทรจิตก็คือ
ผู้ฝึกจะต้องไม่ปล่อยคลื่นความคิดที่เป็นอกุศลใดๆ ออกมาเป็นอันขาด
แต่จะต้องสร้างความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวก้บสรรพสิ่งให้ได้
วิธีฝึกโทรจิตของ"อดัมสกี้"ที่เป็นรูปธรรม มีดังนี้ครับ...
ก่อนอื่นผู้ฝึกจะต้องตระหนักถึงปัจจัย 3 ประการในการฝึกโทรจิต คือ
หนึ่ง ในการสัมผัสคลื่นความคิดที่เข้ามาจากข้างนอก
จะต้องไม่มีการแบ่งแยกเกิดขึ้นระหว่างใจของเรากับผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วย
สอง สรรพสิ่งล้วนมีชีวิต เซลล์แต่ละอันไม่เพียงแต่ให้พลังชีวิตเท่านั้น
แต่ยังมีปัญญาดำรงอยู่ในตัวด้วย เซลล์แต่ละอันจึงสามารถรับข่าวสาร
และปล่อยข่าวสาร ที่เป็นประสบการณ์ของตนออกไปได้
สาม ผู้ฝึกต้องควบคุมเซลล์ในร่างกายของตนโดยผ่านการตอบสนองของประสาทสัมผัสทั้ง
สี่ ในร่างกายของตน โดยทำให้อวัยวะแต่ละส่วน "เป็นกลาง" เสียก่อน วิธีฝึก
1.ทดลองส่งโทรจิตระหว่างคนสองคน โดยเริ่มจากการอยู่ในห้องเดียวกันก่อน
จากนั้นค่อยๆ เพิ่มระยะห่างระหว่างคนสองคนให้ไกลออกไปเรื่อยๆ
-โดยผู้ส่งจิตจะต้องวาดภาพ หรือจินตการภาพที่จะส่งออกไปขึ้นไว้ในใจก่อน แล้งลองส่งออกไป
-ส่วนผู้รับโทรจิตก็ต้องมีสมาธิคอยรับด้วยท่าทางและจิตใจที่ผ่อนคลาย ก่อนจะบอกคำตอบออกมา
ถ้าทดลอง 5 ครั้ง แล้วตอบถูกเกิน 3 ครั้งขึ้นไปถือว่าใช้ได้
2.ทดลองรับคลื่นโทรจิตจากสี่งของใกล้ๆตัวของใครคนหนึ่ง เช่นทายราคาของสินค้าอันนั้น
(เนื่องจากอะตอมของสิ่งของนั้น ได้รับข่าวสารจากผู้เป็นเจ้าของมาก่อนแล้ว)
จะทายข้อความในจดหมาย หรือทายไพ่ก็ย่อมได้..
3.ฝึกโยนเหรียญ และออกคำสั่งให้เหรียญนั้นออก"หัว"หรือ"ก้อย" เมื่อตกลงพื้น
โดยตอนออกคำสั่งนั้น ต้องแสดงความปรารถนา
และจิตนาการให้ตัวเองแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเหรียญเสียก่อน
นอกจากฝึกกับเหรียญแล้ว ทดลองฝึกกับลูกเต๋าก็ได้..
4.ฝึกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพื้นน้ำ หากมีโอกาสไปยืนที่สูงๆเหนือแม่น้ำ
ทะเลสาบ บึง หรือเหนือทะเลกว้างๆ ลองจิตนาการให้ตัวเองแนบแน่น
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคลื่นน้ำ เราจะได้สัมผัสความรู้สึกที่เย็นสดชื่นยิ่งขึ้น
การพัฒนาความสามารถเชิงโทรจิตในตัวเรานั้น
จำเป็นจะต้องฝึกฝนและฝึกฝน ๆ ๆ ในทำนองที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้
หากมีใครทดลองฝึกแล้วยังไม่คืบหน้า นั่นย่อมแสดวว่า "อัตตา"(EGO) ของผู้ฝึกนั้นแรงไปนั่นเอง
และปัจจัยความ เหนื่อยหน่าย เหนื่อยล้า และความเครียด
อาจเป็นอุปสรรคของการฝึกโทรจิต ต้องรู้จักผ่อนคลาย
ให้เป็นเรื่องปกติธรรมชาติไปเองในที่สุด...
การใช้วัตถุธาตุ เพื่อสื่อพลังโทรจิต ชาวแอตแลนติสในยุคราว 40.000 ปีก่อน
ได้เคยสร้างปิรามิดเพื่อใช้สื่อสารกับพลังจักรวาล
ยังได้ใช้ผลึกคริสตัลมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
เพื่อการติดต่อ (รับคลื่น-ส่งคลื่น) กับพลังจักรวาล
และจิตสำนึกแห่งจักรวาลด้วยวิธีการดังนี้..
ในการรับคลื่นจิตวิญญาณระดับสูง ให้นำผลึกคริสตัลขนาดเล็ก
มาวางเบี้องหน้าเราสองก้อน ให้ตัวเรานั่งอยู่บริเวณยอดสามเหลี่ยมของทรงปิรามิด
(ให้ตัวเราเป็นผลึกคริสตัลก้อนที่สาม)
จากนั้นใช้ลวดทองแดงหนึ่งเส้นพันรอบผลึกคริสตัน 3 รอบ
ก่อนจะนำลวดทองแดงนั้นมาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง ในท่าหลับตาเข้าสมาธิ..
จากนั้นให้เพ่งจิตและพลังทั้งหมดของเราไปยัง "ผู้ที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย"
ในทางกลับกัน หากเราต้องการที่จะส่งคลื่นออกไป
ข่าวสารของเราไปให้กับผู้ใด ก็ให้กระทำในรูปแบบตรงกันข้ามกับข้างต้น
คือใช้สองมือเราแทนผลึกคริสตันสองก้อน (เป็นส่วนฐานของรูปสามเหลี่ยม)
ในขณะที่ผลึกมีคริสตันเพียงหนึ่งก้อน มาเป็นปลายยอดของสามเหลี่ยมแทน
วัตถุธาตุเหล่านี้เป็นสื่อที่สามารถใช้ติดต่อระหว่างธาตุหยาบกับธาตุละเอียด
หรือของมนุษย์กับเทวดา และรูปธรรมอื่นๆได้ เป็นเครื่องช่วยสื่อสารให้คมชัดขึ้น...
(สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ การโทรจิตจึงเป็นเรื่องที่แพร่หลายมาก)
ข้อผิดพลาดของชาวแอตแลนติสในอดีต
ส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างไปจากข้อผิดพลาดของมนุษย์ในปัจจุบันหรอกครับ..
คือพวกเขาไม่สามารถควบคุม "อัตตา"(EGO) ของเขาได้
จึงนำพลังอันมหาศาลที่อารยธรรมของเขาได้สร้างขึ้นมา ไปใช้ในทางที่ผิดๆ
โดยเฉพาะสงคราม (ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ)
ตั้งแต่มนุษย์คิดค้นระเบิดปรมาณูขึ้นมาได้ และนำมาใช้เข่นฆ่าสังหารมนุษย์ด้วยกันเอง เป็นต้นมา
จะว่าไปมนุษย์ในยุคนี้กำลังเจริญรอยตามจุดจบของชาวแอตแลนติสแทบทุกกระเบียดนิ้ว
และถ้าหากข้อสัษฐานที่ว่าชาวแอตแลนติสมีเชี้อสายจากมนุษย์ต่างดาวเป็นจริง
จึงไม่น่าแปลกที่ปรากฎการณ์จานบิน(UFO) จะมาปรากฎให้มนุษย์เห็นกันอย่างถี่ๆ นับแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
เพื่อมาเตือนภัยแก่มนุษย์เรา ว่ากำลังเดินไปในทางที่ผิดๆกันอยู่...
การใช้ประสาทสัมผัสจากจักรวาล มนุษย์ต่างดาวถูกอบรมตั้งแต่เด็ก
ให้เข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกาย กับจิต และการ "ควบคุมใจ"
เพราะฉะนั้น "ใจแห่งอวัยวะสัมผัส" ของเขาจึงถูกยกระดับให้สูงส่งระดับเดียวกับ "ใจของฟ้า"
(ปฐมเหตุแห่งจักรวาล) ทำให้เซลล์ในร่างกายทั้งหมดของพวกเขา
สามารถตอบสนองคำสั่งที่ใจสั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเขาจึงแข็งแรง
และมีอายุยืนยาวเกินกว่าที่ชาวโลกจะคาดคิดได้เช่นกัน..
ชาวโลกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน
หากแต่บุคคลผู้นั้นต้องมีจิตใจที่กระจ่าง เที่ยงธรรม
มีชิวิตอยู่อย่างมีปณิธาน ศรัทธา ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
และมีความคิดในเชิงบวก
เซลล์ในร่างกายก็จะตอบสนองต่อจิตใจบุคคลนั้นในทางบวกเช่นกัน
ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ ย่อมได้ผลเช่นเดียวกัน แต่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง
จิตสำนึกนี้ กลับมีชิวิตโดยใช้แค่ "ใจ" หรือ "สิ่งรับรู้ในอารมณ์ทั้งหลาย "เท่านั้น
ซึ่งผันผวนง่ายและแปรปรวนอย่างรุนแรง มาเป็นหลักของชิวิต
ขณะที่มนุษย์ต่างดาวจะถือว่าจักรวาลเป็นองค์แห่งจิตสำนึก
คือพระผู้สร้างหรือพระผู้เป็นเจ้า จึงพยายามประสานใจของตนให้สอดคล้องกับจิตสำนึกนี้...
(คนที่นับถือพุทธะก็ยึดในหลักความเป็นหนึ่งเดียวกับ "ปฐมเหตุแห่งจักรวาล" ความหมายไม่แตกต่างกัน..) กระแสคลื่นที่มนุษย์ต่างดาวปล่อยออกมา มีลักษณะเป็น "คลื่นความคิด"
ซึ่งมีลักษณะคล้ายแสง ถ้ากระแสความคิดถูกส่งเป็นคลื่นออกไปแล้ว
มันจะเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีขอบเขต
จนกว่าจะถูกดูดซับหรือถูกขวางกั้นโดยสิ่งอื่น หรือวัตถุอื่น...
เช่นเดียวกันกับ "คลื่นความคิดของมนุษย์" เป็นคลื่นที่ส่งผ่านไปในอวกาศได้เช่นกัน
แต่ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงทิศทางเดียวเหมือนลูกกระสุนจากปากกระบอกปืน
หากแต่มีลักษณะเหมือนรังสีที่เปล่งออกมาเป็นเส้นตรงในทุกๆทิศทาง
และแผ่ขยายตัวโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่จุดหนึ่ง....
____________________
เครดิต : บุญโต ____________________







