(29 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตระหนกกับกระแสข่าวเรื่องอิทธิพลของพายุสุริยะ ที่มีการเผยแพร่ข่าวเป็นวงกว้างจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ชาวโลกหวาดหวั่น เพราะมีข้อมูลระบุว่า โลกจะตกอยู่ในความมืดมิดเป็นเวลา 3-6 วันต่อเนื่อง ช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
ตามรายงานระบุว่า เว็บไซต์ Hunzlers.com ได้เผยแพร่ข่าวที่อ้างข้อมูลจากองค์การนาซ่า ระบุว่า ช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ จะเกิดปรากฏการณ์ความมืดมิดต่อเนื่อง เนื่องจากอิทธิพลของพายุสุริยะ ที่จะทำให้มีขยะอวกาศและฝุ่นบดบังแสงอาทิตย์เกือบทั้งหมด จะหลงเหลือเพียงแสงมัวๆ จนแยกไม่ออกว่าเวลาใดเป็นกลางวันหรือกลางคืน
ทั้งนี้ ภายหลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ต่างเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงขึ้น ขณะที่ทางนักวิชาการต่างออกมายืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีปรากฏการณ์โลกมืดใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับยืนยันว่า พายุสุริยะไม่ทำให้เกิดฝุ่นหรือแผ่นดินไหวบนโลก อิทธิพลของพายุสุริยะที่ส่งผลกระทบต่อโลกมีเพียงระบบการทำงานของดาวเทียมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดตัวแทนขององค์การนาซ่าได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่มีความเป็นจริงและไม่ใช่ข้อมูลที่เผยแพร่มาจากองค์การนาซ่าแต่อย่างใด จึงแจ้งเตือนไปยังผู้คนในโลกออนไลน์ทั่วโลก ควรใช้วิจารณญาณและข้อเท็จจริงในการรับรู้ข่าวสาร ซึ่งปัจจุบันพบข่าวลือเกี่ยวกับปรากฏการณ์แปลกๆ ที่อ้างว่าส่งผลกระทบต่อโลกออกมาเป็นจำนวนมาก
ที่มา : sanook.com
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ภูเขาไฟ Rebel Dragon ในรัฐอาระกัน ของพม่า ปะทุ ทำลายพื้นที่เพาะปลูกชาวบ้านเสียหายเป็นวงกว้าง
สำนักข่าว นรินจารา รายงานว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุภูเขาไฟโคลนปะทุขึ้นที่เมืองเคี่ยวพิว รัฐอาระกัน ทำลายพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้านได้รับความเสียหายเป็นพื้นที่กว่า 250 ไร่
ภูเขาไฟชื่อ “Rebel Dragon” ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน โซกเชาว์ เมืองเคี่ยวพิว ได้ปะทุขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 31 สิงหาคม เมื่อเวลา 17.00 น.และสงบลงในวันเดียวกันเมื่อเวลา 19.20 ขณะที่มีรายงานว่า ภูเขาไฟแห่งนี้จะปะทุทุกๆ 45 ปี ทั้งนี้ ลาวาเหลวจากภูเขาไฟได้ระเบิดพุ่งไปไกลเป็นระยะทาง 30 เมตร ถึง 300 เมตร ทำลายพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้านในหมู่บ้านเซมอ และหมู่บ้านคะยาตินได้รับความเสียหาย
อูจ่อวิน ชาวบ้านจากหมู่บ้านโซกเชาว์เปิดเผยว่า ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น และเห็นลาวาเหลวร้อนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและพื้นที่ใกล้เคียง โดยพื้นที่เพาะปลูกของอูจ่อวินเองก็ได้รับความเสียหาย ทางด้านอูซอจี ผู้นำหมู่บ้านโซกเชาว์เองก็ออกมายืนยันว่า เหตุภูเขาไฟระเบิดในครั้งนี้ได้ทำลายพื้นที่เพาะปลูกเป็นวงกว้าง จนถึงขณะนี้มีที่ดินของชาวบ้าน 17 ราย ที่ได้รับความเสียหาย และยังไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆจากทางการ
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/akom/2014/09/07/entry-1
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้พบเห็นเมฆประหลาดปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าในหลายจังหวัดของประเทศไทย สร้างความตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก แถมหลายคนยังเกรงว่าเมฆประหลาดที่ปรากฏขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภัยพิบัติก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ภายหลังก็ได้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเรียกว่าปรากฏการณ์เมฆอาร์คัส (Arcus) หรือ เมฆกันชน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่มีอันตรายโดยตรง แต่ก็เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าจะเกิดฝนตกขึ้นในบริเวณนั้น และเนื่องจากเมฆอาร์คัสเป็นส่วนหนึ่งของเมฆฝนฟ้าคะนอง จึงมีความเสี่ยงจากฟ้าผ่าแฝงอยู่ โดยเฉพาะฟ้าผ่าแบบบวก (positive lighting) ซึ่งสามารถผ่าออกมาไกลจากตัวเมฆได้หลายกิโลเมตร
แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องบอกว่า ปรากฏการณ์เมฆอาร์คัส ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ อีกทั้งปกติแล้วมักไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงฤดูนี้ จึงสร้างความแปลกใจให้นักวิชาการอยู่บ้างเหมือนกัน ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนก็เล่าลือกันไปต่าง ๆ นานา วันนี้ ลองไปย้อนดูกันว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์เมฆอาร์คัสนี้ ได้เกิดขึ้นที่จังหวัดไหนแล้วบ้าง

ภาพประกอบจาก สถานการณ์ภัยพิบัติ
5 มิถุนายน 2557 : นครราชสีมา
เกิดเมฆประหลาดลักษณะม้วนตัวยาวพาดผ่านลานย่าโม จังหวัดนครราชสีมา โดยเมฆลอยต่ำและเคลื่อนที่ จนผู้พบเห็นต้องบันทึกภาพและแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก
6 มิถุนายน 2557 : อุดรธานี
เกิดเมฆกันชนขึ้นเหนือท้องฟ้าสนามบินอุดรธานี ในช่วงบ่ายวันที่ 6 มิถุนายน 2557 โดยเป็นภาพเมฆครึ้มดำขนาดใหญ่ลอยเหนือท้องฟ้าในระยะต่ำ เหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกคนถ่ายคลิปเอาไว้ และแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก
9 มิถุนายน 2557 : เชียงราย
เมฆอาร์คัสปรากฏขึ้นอีกครั้งที่เหนือท้องฟ้าบริเวณสนามบินเก่า เขตเทศบาลเมืองเชียงราย ซึ่งหลังจากปรากฏการณ์เมฆอาร์คัสเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในพื้นที่
9 มิถุนายน 2557 : ยโสธร
เกิดปรากฏการณ์เมฆม้วนตัวเป็นท่อยาวไกลสุดลูกหูลูกตา พาดผ่านท้องฟ้าจังหวัดยโสธร ในเวลาประมาณ 18.00 น. สร้างความแปลกใจให้ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
ภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้
10 มิถุนายน 2557 : อุดรธานี
ปรากฏการณ์เมฆกันชนเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่จังหวัดอุดรธานี ในช่วงเย็นวันที่ 10 มิถุนายน และหลังจากเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น ก็ได้มีฝนตกหนัก มีฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ตามมาในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี
ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก กรมทหารราบที่ 7
12 มิถุนายน 2557 : เชียงใหม่
ภาพลำแสงสีทองส่องทะลุก้อนใหญ่มืดครึ้มลงมายังพื้นเบื้องล่างที่ปรากฏขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ถูกส่งต่อกันว่อนสังคมออนไลน์ ซึ่งนี่คือปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall Effect) ที่เกิดขึ้นเป็นปกติตามธรรมชาติ ทำให้หลายคนถ่ายภาพพร้อมแชร์กันทั่ว เพราะเป็นภาพสวยงามหาชมได้ยาก
12 มิถุนายน 2557 : อุตรดิตถ์
ที่สะพานน้ำริด ตำบลน้ำริด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เกิดเมฆก่อตัวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เป็นภาพแปลกตาที่ทำให้ผู้พบเห็นแปลกใจ
ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก เจริญพร โมบาย
15 มิถุนายน 2557 : ตรัง
หลังจากได้ยินข่าวเกิดเมฆประหลาดขึ้นในหลายพื้นที่ทางตอนบนของประเทศไทย ก็ถึงคราวเกิดขึ้นในภาคใต้บ้าง เมื่อในวันที่ 15 มิถุนายน 2557 เกิดเมฆลักษณะคล้ายมวลน้ำขนาดใหญ่กำลังจะตกลงมาด้านล่าง ในตำบลทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ทำให้ชาวบ้านคิดไปถึงลางร้าย เพราะเมฆมีลักษณะคล้ายคลื่นยักษ์สึนามิที่เคยถล่มจังหวัดตรังมาแล้ว ขณะที่หลายคนมองว่าเป็นแค่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้
อย่างก็ตาม ไม่ว่าปรากฏการณ์นี้จะเป็นลางร้ายหรือไม่ หรือเป็นแค่ปรากฏการณ์ท่างธรรมชาติ
ทางด้านผู้เชียวชาญผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ จาก NASA ได้ออกมาเตือนเกี่ยวภัย เอลนีโญ หายนะธรรมชาติครั้งใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นกับทวีปเอเชีย
นาซาเตือน! เอเชียอาจเผชิญ เอลนีโญ หายนะธรรมชาติครั้งใหญ่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายวิลเลียม แพตเซิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ ประจำสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (นาซา) ได้เปิดเผยข้อมูลที่รวบรวมได้จากดาวเทียม “เจสัน-2” ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในทวีปเอเชีย

ทั้งนี้ข้อมูลระบุว่าเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพอากาศ รวมถึงพื้นผิวของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอุณหภูมิของผิวน้ำที่วัดได้จากน่านน้ำที่ห่างจากชายฝั่งประเทศเปรูไปทางตะวันตกราว 8,000 กิโลเมตร เริ่มอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะนำมาซึ่งสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้ว และหายนะทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ทั้งน้ำท่วม ภาวะแล้งจัด และความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศต่างๆทั่วเอเชียในระดับที่ประเมินค่าไมได้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่สองของโลกต่อจากออสเตรเลีย ที่ออกคำเตือนต่อเอเชียถึงความเป็นไปได้ในการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1997
ที่มา : MThai News
____________________

ทั้งนี้ข้อมูลระบุว่าเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพอากาศ รวมถึงพื้นผิวของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอุณหภูมิของผิวน้ำที่วัดได้จากน่านน้ำที่ห่างจากชายฝั่งประเทศเปรูไปทางตะวันตกราว 8,000 กิโลเมตร เริ่มอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะนำมาซึ่งสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้ว และหายนะทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ทั้งน้ำท่วม ภาวะแล้งจัด และความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศต่างๆทั่วเอเชียในระดับที่ประเมินค่าไมได้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่สองของโลกต่อจากออสเตรเลีย ที่ออกคำเตือนต่อเอเชียถึงความเป็นไปได้ในการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1997
ที่มา : MThai News
____________________
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (16 มิ.ย.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพจากเฟซบุ๊กของคุณเจริญพร โมบาย ซึ่งเป็นปรากฎการณ์เมฆประหลาดบนท้องฟ้า เหนือตลาดสดเทศบาลตำบลทุ่งยาวแห่งใหม่ต.ทุ่งยาว อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. มีลักษณะคล้ายคลื่นขนาดใหญ่กำลังซัดเข้ามา โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาบรรทัด รอยต่อ จ.ตรัง กับ จ.พัทลุง สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านที่พบเห็น โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายสินค้า
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้ชมภาพดังกล่าวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ขณะที่บางร้ายก็โยงว่าอาจเป็นลางร้ายที่บ่งบอกอะไรบางอย่าง เพราะภาพดังกล่าวคล้ายกับสึนามิที่เคยพัดถล่มพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊กคุณเจริญพร โมบาย
เผยภาพน่าสะพรึง พายุทรายพัดถล่มกรุงเตหะรานของอิหร่าน ทำให้ทัศนวิสัยกลายเป็นสีส้ม เสียชีวิต 4 ราย
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า เกิดปรากฏการณ์พายุทรายพัดเข้าถล่มกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บอีกราว 30 ราย

นอกจากนี้ พายุทรายระลอกนี้ยังส่งผลให้เที่ยวบินภายในประเทศหลายเที่ยวต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่สนามบินอื่นชั่วคราว


ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกราว 30 ราย
คลิป Tehran storm โพสต์โดย คุณ Bahar Tavakolian
คลิป Huge Storm in Tehran...!!! โพสต์โดย คุณ moin samadi
ที่มา :http://hilight.kapook.com/view/103154
____________________
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุหลุบยุบขนาดมหึมากลืนหนองน้ำและต้นไม้โดยรอบ ในหมู่บ้านซานิก้า ประเทศบอสเนีย สร้างความแตกตื่นให้ชาวบ้าน และต่างวิจารณ์กันไปว่าเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ


ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็แปลกใจกับปรากฏการณ์การที่เกิดขึ้น แต่ก็สันนิษฐานได้ว่าเหตุการณ์หลุบยุบยักษ์นี้เกิดจากน้ำในดินเหือดแห้งจนทำให้ดินทรุดตัว
ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/289207.html
____________________
นักดำน้ำกู้อุกกาบาตกว่าครึ่งตัน ที่ตกในรัสเซียเมื่อต้นปี ขึ้นจากทะเลสาบแล้ว นักวิทยาศาสตร์ระบุเป็นหนึ่งในซากอุกกาบาตชิ้นใหญ่ที่สุดที่เคยพบ
รายงานข่าวบีบีซีนิวส์ระบุว่า นักดำน้ำหลายคนได้กู้อุกกาบาตหนักครึ่งตันที่ตกในรัสเซีย เมื่อ 15 ก.พ.2013 ที่ผ่านมา ขึ้นจากทะเลสาบเชบาร์กูล (Lake Chebarkul) ตอนกลางของรัสเซียแล้ว
การพุ่งลงทะเลสาบของอุกกาบาตครั้งนั้น ทำให้เกิดหลุมกว้าง 6 เมตรบนแผ่นน้ำแข็ง มีคนกว่า 1,000 คนได้รับบาดเจ็บ เมื่อหินอวกาศกว้าง 17 เมตร และหนัก 10,000 ตัน ระเบิดเหนือใจกลางรัสเซีย และทำให้กระจกอาคารแตก และยังทำให้อาคารสั่นสะเทือน
ซากอุกกาบาตยาว 1.5 เมตรที่อยู่ในวัสดุคลุมพิเศษ และวางบนแผ่นโลหะขณะยังอยู่ใต้น้ำ ถูกดึงขึ้นจากทะเลสาบ มายังชายฝั่ง และถูกชั่งน้ำหนักได้ราว 570 กิโลกรัม
ด้าน ดร.คาโรลีน สมิธ (Dr.Caroline Smith) ภัณฑรักษ์ด้านอุกกาบาตจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Natural History Museum) ในลอนดอน อังกฤษ ยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวคืออุกกาบาต จากลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “เปลือกหลอม” (fusion crust) และรอยยุบเรกแมกลิปต์ส (regmaglypts) ที่ผิวอุกกาบาต ซึ่งปรากฏภาพอย่างชัดเจน
ทางด้าน เซอร์กีย์ ซามอซดรา (Sergey Zamozdra) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชลยาบินส์ก (Chelyabinsk State University) รัสเซีย เผยแก่สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เผยว่าหินดังกล่าวคือชิ้นส่วนจากอุกกาบาตเชลยาบินส์ก และน่าจะเป็นหนึ่งใน 10 ชิ้นส่วนอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบ
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000130193
________________________________
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวสุดช็อค เมื่อปลาในแม่น้ำ บริเวณมณฑลหู่เป่ย ประเทศจีน ลอยอืดตายขึ้นมาเหนือผิวน้ำกว่า 220,000 ตัวจนทางการจีนต้องระดมเจ้าหน้าที่มาตักซากปลา รวมถึงเอารถแมคโครมาตักขึ้นและนำไปฝังกลบทิ้งด้วย
โดย มีการคาดการณ์ว่าซากปลาที่ลอยขึ้นมาตายนี้น่าจะเป็นผลมาจากน้ำในแม่น้ำเกิด มลภาวะเป็นพิษ เนื่องจากการปล่อยสารเคมีและทิ้งขยะลงแม่น้ำของโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้ เคียงบริเวณนั้น ทั้งนี้รวมระยะทางที่มีซากปลาขึ้นมาลอยเกลื่อนกว่า 25 ไมล์

ทั้ง นี้ปัญหาดังกล่าวสืบเนื่องมาจากนโยบายด้านอุตสาหกรรมในประเทศจีนที่มี มาตรฐานต่ำและมีกฎบังคับใช้ที่ค่อนข้างหละหลวมส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้าน มลพิษมานานกว่า 3 ทศวรรษ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขของการเติบโตทางเศรษฐกิจจะพบว่ายิ่งเศรษฐกิจ เติบโตมากเท่าไหร่ สิ่งแวดล้อมในจีนยิ่งเสื่อมสภาพลง ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์ในน้ำ แต่เกษตรกรที่พาสัตว์มากินน้ำหรือชาวบ้านที่ใช้น้ำในแม่น้ำแห่งนี้บริโภคอาจ จะได้รับผลกระทบด้วย

ที่มา : MthaiNews
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
สำนักข่าวต่างประเทศเผยคลิปคลื่นกำแพงหมอกขนาดยักษ์ เคลื่อนผ่านภูเขาในเมืองนิวฟาวด์แลนด์ ในประเทศแคนาดา ซึ่งบันทึกไว้โดยผู้ใช้เว็บไซต์ยูทูป ชื่อว่า Perry709
กำแพงหมอก,ทะเลหมอก,แดนาดา
กำแพงหมอกนี้ได้เคลื่อนที่อย่างช้าๆลงมาตามไหล่เขาก่อนจะค่อยๆจางหายไป ซึ่งเว็บไซต์เดลิเมล์ได้ระบุด้วยว่า ภาพกำแพงหมอกดังกล่าวนั้น คล้ายกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง The Mist ของผู้กำกับดังอย่างสตีเฟ่น คิงส์ ด้วย
ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/265205.html
____________________
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า (11 พ.ค.) เอเปกัวเอน อดีตเมืองท่องเที่ยวริมทะเลสาบทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ที่ประสบภัยธรรมชาติจนจมลงบาดาลเมื่อ 28 ปีก่อน โผล่พ้นน้ำ

ทั้งนี้ เอเปกัวเอน ไม่ได้รับการบูรณะใดๆ แต่ยังเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งผู้ที่มาจะได้พบกับนายพาโบล โนวัค วัย 82 ปี ที่เดินทางกลับมาอยู่บ้านของเขาทันที ที่น้ำเริ่มลดลงในปี 2009 ซึ่งกล่าวว่า เขามีความสุขดี แม้จะต้องอยู่คนเดียว
ที่มา : http://news.sanook.com
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
“สิ่งที่เกิดขึ้นหมายถึงคาบสมุทรแอนตาร์กติกา (Antarctic Peninsula) ได้ร้อนขึ้นระดับที่แม้แต่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยก็นำไปสู่การละลายของน้ำแข็งในช่วงหน้าร้อนได้มโหฬาร” เนริลี อาบรัม (Nerilie Abram) ผู้ร่วมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) และองค์การสำรวจแอนตาร์กติกอังกฤษ (British Antarctic Survey) กล่าว
อีริค สไตจ์ (Eric Steig) ผู้ร่วมวิจัยและศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) สหรัฐฯ กล่าวว่า การละลายของน้ำแข็งในคาบสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป มีสาเหตุหลักๆ มาจากภาวะโลกร้อนโดยฝีมือมนุษย์ ซึ่งคาบสมุทรดังกล่าวเป็นหนึ่งในสถานที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก และการวิจัยอื่นๆ ก่อนหน้านี้เผยให้เห็นว่า ฤดูกาลละลายของน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกายาวนานผิดปกติ
เพื่อศึกษาภูมิอากาศในอดีตของแอนตาร์กติกาไลฟ์ไซน์ระบุว่า ทีมศึกษาได้เจาะลึกลงไปถึง 364 เมตรในแกนน้ำแข็งของเกาะเจมส์ รอสส์ (James Ross Island) ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ปลายตะวันออกเฉียงเหนือของแอนตาร์กติกา โดยแกนน้ำแข็งได้ให้ร่องรอยของอุณหภูมิในอดีตของแอนตาร์กติกา และมีชั้นของของน้ำแข็งที่ละลายในหน้าร้อน และแข็งตัวขึ้นใหม่หลังจากนั้น ซึ่งมองเห็นได้จากแกนน้ำแข็งดังกล่าว ความหนาของของชั้นในแกนน้ำแข็งนี้เผยให้เห็นการละลายของน้ำแข็งในทวีปย้อนไปถึง 1,000 ปีที่ผ่านมา
อาบรัมกล่าวว่า ตอนนี้การละลายของน้ำแข็งในหน้าร้อยอยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา และในขณะที่ช่วง 200-300 ปีแรกของสหัสวรรษ การละลายของน้ำแข็งก็เพิ่มสูงขึ้นมากครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 โดยการศึกษาของพวกเขาตีพิมพ์ลงวารสารเนเจอร์จีโอไซน์ (Nature Geoscience) ซึ่งบ่งชี้ว่า คาบสมุทรแอนตาร์กติกานั้นอาจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ส่วนภาพจากแกนน้ำแข็งที่เจาะขึ้นมาจากแอนตาร์กติกาตะวันตกนั้นยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก โดยมีลักษณะของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นมากในอดีตคล้ายๆ กัน แต่ภาพดังกล่าวยังซับซ้อนและยากที่จะหาถึงสาเหตุที่แท้จริงของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าการละลายของน้ำแข็งที่ฝั่งตะวันตกนั้นเกิดจากสภาพอากาศเอลนีโญเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1990
ที่มา : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000046934
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
พบซากปลากระเบนโมบูลากว่า 100 ตัว เกยหาดตายอย่างไม่ทราบสาเหตุที่ปาเลสไตน์ ชาวประมงแห่ขนไปขายในตลาด
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันที่ 27 ก.พ. (วานนี้) พบซากกระเบนเกยตื้นตายนับร้อยตัวที่หาดเมืองกาซาซิตี ปาเลสไตน์ โดยซากกระเบนที่พบคือฝูงกระเบนโมบูลา (Mobula Ray Fish)เป็นปลาในตระกูลเดียวกับกระเบนราหู ชาวประมงบริเวณนั้นเผยว่าไม่เคยพบ ซากกระเบนเกยตื้นนานกว่า 6 ปีและยังไม่ทราบสาเหตุของการตายของกระเบนเหล่านี้ ล่าสุดชาวบ้านในพื้นที่ได้นำรถบรรทุกมาขนซากกระเบนไปขายในตลาด ราคาราว 41 บาทต่อหนึ่งปอนด์
ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/220901.html
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุตกตะลึงเมื่อ อุกกาบาต ที่ติดไฟ ตกในเขตเชลยาบินสก์ เทือกเขาอูราล ทางภาคกลางของรัสเซีย ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่































