เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรวาล แสดงบทความทั้งหมด

ทำไมนักวิชาการจึงไม่เชื่อเรื่องการย้อนเวลา บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบแห่งความพิศวงนี้ไปพร้อมๆ กัน


3 เหตุผลที่นักวิชาการไม่เชื่อว่าการย้อนเวลามีอยู่จริง

นับได้ว่าเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นมีจริงหรือไม่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ต่างงัดเอาหลักฐานมาโต้แย้งอีกฝั่งหนึ่งกันอยู่เนืองๆ ซึ่งในบทความนี้เราจะพาไปชมเหตุผลจากนักวิชาการที่เชื่อกันว่าการย้อนเวลากลับมาล้วนไม่มีอยู่จริง โดยจะมีเหตุผลอะไรบ้างนั้น ไปชมกันได้เลย


1.อนาคตนั้นไม่มีอยู่จริง

เหตุผลในข้อแรกก็คือว่าจริงๆแล้วโลกเราตอนนี้ไม่ได้มีอนาคตอยู่เลย เพราะสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่ามีอนาคตอยู่นั้นก็มาจากเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้นมาเอง โดยในความเป็นจริงแล้วโลกก็มีอยู่เพียงแค่ในปัจจุบันและจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆเท่านั้น ไม่ได้มีอนาคตในอีก 10 นาที 10 วัน หรือแม้แต่ 10 ปีอยู่เลย


2.ยังไม่เคยมีใครกลับมาหาเรา

เหตุผลในข้อต่อมาก็เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาโต้แย้งอยู่เสมอสำหรับการข้ามเวลา เพราะถ้าหากมีการข้ามเวลาอยู่จริงๆทำไมยังไม่มีใครที่อยู่ในอนาคตได้ย้อนกลับมาหาเราสักที หรือไม่แม้แต่จะมีหลักฐานที่เคยปรากฏให้เห็นและพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดเลย

3.มีอยู่แต่ในทฤษฏีเท่านั้น

เหตุผลสุดท้ายก็มาจากนักฟิสิกส์ทั้งหลายที่ได้พูดถึงการย้อนเวลาไว้ว่ามันเหมือนกับการเอาทฤษฏีมาพูดแต่เพียงเท่านั้น แถมยังเป็นแค่การเอาทฤษฏีบางส่วนมาตีความให้ในมุมมองที่ไม่สามารถเกินขึ้นได้จริงๆ หรือไม่ได้มีการพิสูจน์อ้างอิงที่แน่นอน ทำให้การย้อนเวลานั้นยังไม่อาจเป็นไปได้ในยุคที่เรามีองค์ความรู้และมีข้อจำกัดแบบนี้แน่นอน


แหม่...สำหรับทั้งสามเห็นผลนี้ก็คงจะดับฝันใครต่อใครได้เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นฝันที่อยากย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต หรือฝันที่จะรวยทางลัดอย่างการย้อนกับไปเดิมพันในคาสิโนมือถือ ที่เรารู้ผลไว้อยู่แล้ว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้บนโลกของเรายังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เป็นปริศนาลึกลับ รอให้มนุษย์เข้าไปค้นหา



ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
ระบบสุริยะ Trappist-1



มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีโอกาสค้นพบมนุษย์ต่างดาว  



เมื่อคืนวาน 22 ก.พ. 60 นาซ่า (NASA) ได้ประกาศการค้นพบครั้งสำคัญ ว่าพบระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์ขนาดเดียวกับโลกถึง 7 ดวง โคจรรอบดาวฤกษ์ และมี 3 ดวงที่อยู่ในตำแหน่งที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ (habitable zone คือไม่ใกล้หรือไกลจากดาวฤกษ์มากเกินไป)

The Trappist robotic telescope at La Silla, Chile

การค้นพบครั้งนี้มาจากการศึกษาวิจัยด้วยกล้องโทรทรรศน์สำหรับสำรวจอวกาศตั้งอยู่ในประเทศชิลี พบกลุ่มดาวดังกล่าวอยู่ห่างออกไป 40 ปีแสงในกลุ่มดาวราศีกุมภ์ (constellation Aquarius) ดาวทั้ง 7 โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงเดียว NASA ตั้งระบบสุริยะนี้ว่า TRAPPIST-1 และตั้งชื่อดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงตามตัวอักษร b-h







TRAPPIST-1 อยู่ห่างจากโลก 40 ปีแสงหรือ 235 ล้านล้านไมล์ ถือว่าค่อนข้างใกล้กับโลก ส่วนดาวฤกษ์ของ TRAPPIST-1 ถือเป็นดาวแคระ (dwarf planet) ที่อุณหภูมิเย็น (ultra-cool) เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ของเรา ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงโคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก (ใกล้กว่าวงโคจรของดาวพุธ) และถ้ายืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง เราสามารถเห็นดาวดวงที่ติดกันด้วยตาเปล่า



เทียบขนาดของโลก กับดาว ในระบบ TRAPPIST-1

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบขนาดของดาวในระบบ TRAPPIST-1 มีขนาดใกล้เคียงกับโลกมากๆ และมี 3 ดวงอยู่ในข่ายที่จะมีน้ำ และอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่



“เราอยู่ในขั้นที่ลุ้นมากสำหรับการค้นหาว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นหรือไม่ เพราะโอกาสของดาวที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกในกาแล็กซีทางช้างเผือกจำนวนมากจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่นั้นยากจะหยั่งรู้ได้ ผมคาดหวังว่าเราจะได้คำตอบในอีกสิบปีข้างหน้า” อโมรี ตริโอด์ นักวิจัยหัวหน้าทีมชาวเบลเยียมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าว


ภาพจำลองว่าดาวแทร็ปพิสต์อาจมีสภาพแวดล้อมพื้นผิวเป็นแบบนี้ (NASA/JPL-Caltech via AP)


ชมภาพจำลองพื้นผิว ดาวเคราะห์ d ของ TRAPPIST-1 แบบ 360 องศา โดย NASA







ที่มา : NASA
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

มารู้จักกับดวงจันทร์ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ค้นพบโดย ‘กาลิเลโอ’ ที่สำคัญนาซายืนยันมันมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ อะไรคือเหตุผล





ดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล นั่นคือ ”แกนีมีด” (Ganymede)




ดาวเคราะห์บริวารของดาวพฤหัสบดี ที่ครั้งหนึ่งนักดาราศาสตร์ของนาซาออกมายืนยันว่าดวงจันทร์แกนีมีดมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างแน่นอน

ดวงจันทร์แกนีมีด เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีพลังสนามแม่เหล็กสูง พื้นผิวของดวงจันทร์แกนีมีดแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างซับซ้อนและยาวนาน หากสังเกตให้ดีจะพบว่าดวงจันทร์แกนีมีดมีลักษณะคล้ายคลึงกับดวงจันทร์ของโลก




แกนีมีดถูกค้นพบครั้งแรกโดย ”กาลิเลโอ กาลิเลอี” นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1610 โดยตั้งชื่อตามเทพเจ้ากรีกโบราณ




ในปี ค.ศ. 2015 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ได้ออกมารายงานว่าบนดวงจันทร์แกนีมีดมีมหาสมุทรขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็ง โดยนาซากล่าวว่าปริมาณน้ำในมหาสมุทรของดวงจันทร์แกนีมีดมีปริมาณมากกว่าน้ำทั้งหมดของโลกรวมกันเสียอีก



ผลการยืนยันครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการสำรวจโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮัมเบิล รวมถึงข้อมูลจากยานสำรวจกาลิเลโอ ที่ถูกส่งไปสำรวจดาวพฤหัสบดีเมื่อปี ค.ศ. 1995 ที่พบว่าดวงจันทร์แกนีมีดอาจมีสนามแม่เหล็กและมีแรงดึงดูดคล้ายคลึงกับโลกของเรา

นอกจากนี้ นาซายังกล่าวว่ามหาสมุทรที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็งนั้น อาจมีความลึกมากกว่ามหาสมุทรบนโลกราว 10 เท่า และอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งที่หนากว่า 150 กิโลเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันอุณหภูมิของน้ำ แต่เชื่อว่ามันอาจอบอุ่นพอให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้


ที่มา : SpokeDark.TV
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews





นายอิกอร์ อาเชอร์เบย์ลี หัวหน้าศูนย์วิจัยอวกาศนานาชาติในกรุงเวียนนาของออสเตรีย แถลงการก่อตั้งประเทศใหม่ในอวกาศที่มีชื่อว่า “แอสการ์เดีย” ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมาโดยหวังว่าจะรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ป้องกันการก่อสงครามในอวกาศ และปกป้องมวลมนุษยชาติจากอันตรายนอกโลกเช่น เศษหินและการชนของดาวเคราะห์น้อย ถือเป็นก้าวแรกในการสร้างอวกาศยุคใหม่ โดยจะเริ่มต้นด้วยการส่งจรวดขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี 2560

“แอสการ์เดีย” จะกลายเป็นประตูสู่อวกาศเพื่อการค้า วิทยาศาสตร์ และเพื่อผู้คนจากทุกประเทศบนโลก ส่วนชื่อ “แอสการ์เดีย” มาจากชื่อเมืองลอยฟ้าที่ปกครองโดยโอดินแห่งวังวัลฮาลา ตามนิทานปรัมปราเทพเจ้านอร์ส

ประเทศนอกโลกใหม่นี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนคนใดก็ได้ที่อยู่บนโลกนี้เข้าเป็นพลเมืองที่นี่ โดยเข้าไปคลิกในเว็บไซต์ แอสการ์เดียดอทสเปซ (asgardia.space) และกรอกข้อมูลชื่อ นามสกุล อีเมล และประเทศของตัวเอง

ทีมผู้ก่อตั้งโครงการนี้หวังว่า “แอสการ์เดีย” จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดของรัฐชาติใหม่ทั้งหมด โดยจะสร้างกรอบการทำงานแบบใหม่สำหรับการกำกับดูแลและเป็นเจ้าของกิจกรรมต่าง ๆ ในอวกาศ รวมถึงผู้ที่รับผิดชอบในการบริหารและวิธีการปกครองประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าห้วงอวกาศมีความสงบสุข และทำเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะไปตั้งถิ่นฐานใหม่ตามส่วนต่าง ๆ ของอวกาศ และก่อสงครามเหมือนที่เกิดขึ้นบนโลก





ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/723010
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews





องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าได้ตรวจสอบพบ ลูกไฟ ขนาดมหึมาเคลื่อนที่ฝ่าอวกาศด้วยความเร็วสูงบริเวณใกล้กับดาวฤกษ์ที่กำลังจะตายดวงหนึ่งห่างออกไป 1,200 ปีแสงจากโลก นักวิทยาศาสตร์นาซายอมรับว่าที่มาของลูกไฟขนาดใหญ่ดังกล่าวนี้ยังเป็นปริศนาอยู่จนถึงขณะนี้

ลูกไฟพลาสมา (สสารที่อยู่ในสถานะก๊าซ) ที่แต่ละลูกมีขนาดเป็นสองเท่าของดาวอังคาร และมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ถึง 2 เท่าตัว ถูกตรวจสอบพบขณะเคลื่อนที่ผ่านอวกาศด้วยความเร็วสูงมาก ชนิดที่สามารถเคลื่อนที่จากโลกไปยังดวงจันทร์ (ระยะทาง 384,472 กิโลเมตร) ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ของนาซาประจำห้องปฏิบัติการ เจ็ท โพรพัลชั่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าลูกไฟเหล่านี้จะปรากฏออกมาในทุกๆ 8.5 ปี ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 4 ศตวรรษที่ผ่านมา

ลูกไฟที่เป็นดวงก๊าซถูกสังเกตพบบริเวณใกล้กับดาวแดงยักษ์ชื่อ “วีไฮเดร” ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 1,200 ปีแสง ดาวแดงยักษ์ เป็นดาวฤกษ์ที่กำลังพัฒนาการอยู่ในวาระสุดท้ายซึ่งเกือบหมดพลังแล้วและตัวดวงดาวเริ่มต้นบวมและขยายตัวออก กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ตรวจสอบพบลูกไฟเหล่านี้ขณะที่เคลื่อนตัวผ่านด้านหน้าของ วีไฮเดร (เมื่อมองจากโลก) ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลที่ได้จากฮับเบิลล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำเจ็ท โพรพัลชั่น ชี้ว่าลูกไฟเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวดาววีไฮเดร แต่จากผลการศึกษาครั้งล่าสุดเป็นไปได้ว่าลูกไฟเหล่านี้อาจมีที่มาจากดาวฤกษ์อีกดวงที่เป็นดาวคู่กับวีไฮเดร แต่ไม่เคยมีการพบเห็นกันมาก่อน

ถ้อยแถลงของเจ็ท โพรพัลชั่นระบุว่า ตามทฤษฎีใหม่ที่ได้จากการศึกษาครั้งล่าสุดนี้ ดาวคู่ของวีไฮเดรดังกล่าวอาจมีวงโคจรเป็นรูปวงรีที่ทำให้ดาวคู่ดวงนี้โคจรเข้ามาในระยะใกล้กับบรรยากาศของวีไฮเดรในทุกๆ 8.5 ปี เมื่อโคจรผ่านเข้ามาในบรรยากาศรอบนอกของวีไฮเดรก็สามารถกวาดเอาวัสดุต่างๆ จากชั้นบรรยากาศด้านนอกสุดไปด้วย วัสดุต่างๆ เหล่านี้จะไปลงเอยแผ่เป็นรูปจานอยู่โดยรอบดาวคู่ดังกล่าวและกลายเป็นที่มาของลูกไฟมหึมาเหล่านี้นั่นเอง

ถ้าหากนักสามารถรู้ได้แน่ชัดว่า ลูกไฟเหล่านี้มีที่มาที่แน่นอนจากที่ไหนกันแน่ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ประหลาดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณกลุ่มเมฆที่เกิดขึ้นโดยรอบดาวฤกษ์ที่กำลังจะถึงวาระสุดท้ายทั้งหลายซึ่งบางกรณีก็เป็นเรื่องที่ยากอธิบายได้เช่นเดียวกัน

ราฟเวนดรา ซาไฮ หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ของเจ็ท โพรพัลชั่น นาซาเคยศึกษาข้อมูลจากการเฝ้าสังเกตวีไฮเดรระหว่างปี 2002 เรื่อยมาจนถึงปี 2004 และในปี 2011 กับปี 2013 แต่ครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทีมวิจัยสามารถเห็นกระบวนการขณะกำลังเกิดลูกไฟ จนได้ทฤษฎีที่ว่าสภาวะบวมพองและกลายเป็นก๊าซซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายของชีวิตดวงดาวช่วยให้เกิดปรากฏการณ์รูปร่างประหลาดทั้งหลายที่พบเห็นในเนบิวลาดาวเคราะห์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นลูกไฟเหมือนในกรณีนี้และเป็นกลุ่มก๊าซที่พันกันเป็นปมเชือกที่พบเห็นกันก่อนหน้านี้

ซาไฮเชื่อว่าทฤษฎีของการเกิดลูกไฟจากจานวัสดุรอบดาวคู่ซึ่งยังไม่มีใครพบนั้นเป็นคำอธิบายที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดแล้ว




ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/321941
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



นาซาเผย พบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก กำลังโคจรรอบโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กับโลกของเรา มานานกว่า 50 ปีแล้ว...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กดวงหนึ่งชื่อว่า '2016 HO3' กำลังโคจรรอบโลก และเป็นเพื่อนร่วมทางกับโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กัน โดยมันอยู่แบบนี้มากนานกว่า 50 ปีแล้ว และเชื่อว่ามันโคจรรอบโลกต่อเนื่องไปอีกหลายร้อยปี





ศ.พอล โคดาส ผู้บริหารศูนย์เพื่อการศึกษาวัตถุใกล้โลก (CNEOS) ของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า "การคำนวณของเราประเมินว่า 2016 HO3 โคจรรอบโลกในลักษณะเหมือนดาวเทียมมานานเกือบศตวรรษแล้ว และมันจะโคจรตามรูปแบบนี้ในฐานะผู้ร่วมทางกับโลกไปอีกหลายศตวรรษ"




ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกพบโดยกล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อย 'Pan-STARRS 1' บนภูเขา ฮาเลอากาลา ในรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2016 มีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 37-91 เมตร

ศ.โคดาส ยืนยันด้วยว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่มีวันพุ่งชนโลก เพราะมันไม่เคยเข้าใกล้โลกเกินระยะ 14 ล้านกิโลเมตร แต่ด้วยระยะห่างที่มาก ทำให้มันไม่ถูกจัดเป็นดวงจันทร์ตามธรรมชาติ หรือ ดาวบริวารของโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกดาวเคราะห์ดวงนี้ว่า ดาวกึ่งบริวาร (quasi-satellite)






ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/640560
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
หากกฎระเบียบสังคมที่ไม่เพียงจะละเอียดยิบย่อยในทุกเรื่องๆ แต่ยังมีแนวทางปฏิบัติแตกต่างกันไปนับไม่ถ้วน ยังไม่ทำให้ระบบการจำของคุณรวนล่ะก็ 

เรามีข้อปฏิบัติแปลกๆ แต่มีอยู่จริงมาได้รู้จักกัน นั่นคือสนธิสัญญาอวกาศ 11 ข้อ(United Nations Outer Space Treaty) ที่จัดทำขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 เพื่อเป็นระเบียบบังคับใช้สำหรับมนุษยชาติทุกคนที่มีโอกาสเดินทางไปนอกโลก ให้รู้ตัวว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรและยังบังคับให้ทำตามอย่างเคร่งครัดอีกด้วย



1. อวกาศก็ไม่ต่างจากพื้นโลก ดังนั้นทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสำรวจมันได้ – พูดง่ายก็คือว่าจะเป็นนาซ่าหรือตาสีตาสาที่ไหน ก็สามารถเป็นสำรวจอวกาศได้

2. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการสำรวจที่ว่าต้องเป็นอย่างสันติ – ในสนธิสัญญาระบุว่า…ดวงจันทร์และวัตถุอื่นๆ ในอวกาศจะต้องถูกสำรวจและใช้งานอย่างสันติ

3. ห้ามใช้ดวงดาวหรือวัตถุในอวกาศเป็นที่ตั้งกองทัพ – ไม่ว่าจะเป็นคนหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่สามารถเอาไปไว้ในอวกาศ ได้…จินตนาการ Star Wars จบลงตรงนี้แหละ

4. ไม่มีใครสามารถอ้างสิทธิ์เหนือดวงดาวในอวกาศได้

5. รวมทั้งไม่อนุญาตให้บุคคล องค์กร หน่วยงาน หรือชาติใดก็ตามบนโลกครอบครองวัตถุในอวกาศ

6. อุปกรณ์ใดก็ตามที่ถูกส่งออกไปในอวกาศจะต้องถูกจดทะเบียน

7. ถ้าอุปกรณ์เหล่านั้นเกิดอุบัติเหตุต่อกัน และไม่ว่าจะเป็นผลงานเหล่านั้นจะเป็นของรัฐบาลหรือไม่ รัฐบาลประเทศเจ้าของอุปกรณ์เหล่านั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

8. และจากข้อเมื่อกี้ จึงทำให้เกิดสนธิสัญญาเกี่ยวกับหนี้ในอวกาศด้วย

9. ห้ามผู้ใดทำให้อวกาศปนเปื้อน…ยานสำรวจกับดาวเทียมนี่ไม่นับใช่มั๊ย!?

10. เพราะการเดินทางในอวกาศมีความเสี่ยงมาก จึงมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือคนของตนเองอย่างสุดความสามารถ

11. ถึงจะมีระเบียบว่ามิให้ผู้ใดครอบครองชิ้นส่วนต่างๆ จากอวกาศได้ แต่ในปี ค.ศ. 2015 พลเมืองอเมริกาสามารถครอบครอง ขนส่ง ใช้งาน จำหน่ายวัตถุเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย





ที่มา :https://www.yaklai.com/lifestyle/special-article/11-space-laws/
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
ภาพจำลองสามมิติขณะที่กาแล็กซี่พุ่งชนกัน

เว็บไซต์ คอร์เรสปอนเดนต์ ของรัสเซีย นำเสนอคลิปวิดีโอ "องค์การอวกาศสหพันธรัฐรัสเซีย" เป็นภาพจำลองสามมิติการพุ่งชนกันของกาแล็กซี "ทางช้างเผือก" ที่มนุษย์โลกอาศัยอยู่กับกาแล็กซี "แอนดรอมิดา" กาแล็กซีขนาดใหญ่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 4 พันล้านปีข้างหน้า





นายราชิด ซูนาเยฟ นักดาราศาสตร์รัสเซีย ชี้ว่า การพุ่งชนกันจะนำไปสู่การรวมตัวเป็นกาแล็กซีเดียว ตอนนี้กาแล็กซีแอนดรอมิดาอยู่ห่างจากกาแล็กซีทางช้างเผือก ประมาณ 2.5 ล้านปีแสง






ที่มา :hxxp://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1452428593
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


ดาวเคราะห์น้อยมูลค่ากว่า 5ล้านล้านเหรียญ

ดาวเคราะห์น้อยหรือ Asteroid คือวัตถุขนาดเล็กซึ่งล่องลอยอยู่ในระบบสุริยะซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นซากหลงเหลือซึ่งไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ได้ระหว่างการก่อกำเนิดสุริยะจักรวาล ดาวเคราะห์น้อยมีจำนวนมากมายมหาศาลและมีโอกาสโคจรผ่านโลกของเราในระยะใกล้ๆ

Asteroid 2011 UW-158 ก็คือดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งที่กำลังจะโคจรผ่านโลกในระยะห่างเพียงประมาณ 1.5ล้านไมล์หรือประมาณ 2.4 ล้านกิโลเมตรในวันนี้ (18 กรกฎาคม 2015) การโคจรของดาวเคราะห์น้อย UW-158 ที่เข้ามาใกล้โลกของเราครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อโลกของเราในทุกๆด้าน

แต่ที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเป็นพิเศษก็เพราะ แกนของดาวเคราะห์น้อย UW-158 เป็น Platinum ที่มีมูลค่าประมาณ 180 ล้านล้านบาท ($5ล้านล้านเหรียญ)




Asteroid 2011 UW-158 มีขนาดประมาณหนึ่งกิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์จัดให้อยู่ในกลุ่ม X-Type Asteroid ซึ่งมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นโลหะ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า X-Type Asteroid คือส่วนที่เหลือของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ซึ่งเปลือกนอกหลุดออกจนเหลือแต่แกนโลหะเพราะแรงปะทะในยุคเริ่มต้นของสุริยะจักรวาล ปัจจุบันมีการค้นพบ X-Type Asteroid มากกว่าสิบดวง

ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์คาดว่าโลหะบนดาวเคราะห์น้อย UW-158 เป็น Platinum น้ำหนักประมาณ 90 ล้านตันซึ่งมีมูลค่าประมาณ180 ล้านล้านบาท หรือ $5ล้านล้านเหรียญ 

แน่นอนว่ามูลค่ามหาศาลขนาดนี้ทำให้เริ่มมีความคิดที่จะขุดแร่นี้มาใช้ประโยชน์ โดย Planetary Resources บริษัทที่ทำธุรกิจด้านอวกาศเริ่มวางโครงการพัฒนาอุปกรณ์สำรวจแร่บนดาวเคราะห์น้อยซึ่งเป็นโครงการระยะยาวที่อาจใช้เวลาหลายสิบปี






ที่มา : http://www.amazingglobe.info/2015/07/asteroid-2011-uw-158-platinum.html
____________________

________________________________
: Pageviews




"ยานฟิเล" ที่ร่อนลงจอดบนดาวหางสำเร็จ อาจนำสิ่งมีชีวิตต่างดาวกลับมายังโลกหลังพื้นผิวดาวอาจเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิต

ยาน ฟิเล หรือ (ฟายลี/Philae) ร่อนลงจอดที่ดาวหาง 67พี/ชูรีวมอฟ-เกราซีเมนโค ได้สำเร็จ คือปรากฏการณ์ที่องค์การอวกาศยุโรปเฝ้ารอมานานเกิน 10 ปี

ล่าสุด ยานลำนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อนักชีวดาราศาสตร์ที่ร่วมวางแผนภารกิจนี้เผยว่า มีความเป็นไปได้ที่ดาวหางดังกล่าวจะเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนอกโลก ซึ่งอาจส่งผลให้ในอนาคต ยานลำนี้อาจนำสิ่งมีชีวิตต่างดาวกลับมาที่โลกมนุษย์ด้วย



ข้อสันนิษฐานนี้มีขึ้นหลังจากที่ฟิเลร่อนลงจอดบนพื้นผิวเมื่อปลายปีที่แล้ว และได้ถ่ายภาพของพื้นผิวดาวส่งกลับมายังจุดรับสัญญาณบนโลก

จากการศึกษา พบพื้นผิวที่เป็นไฮโดรคาร์บอนสีดำ มีชั้นน้ำแข็งอยู่ด้านล่าง ซึ่งมีลักษณะเหมือนทะเลน้ำแข็ง และมีพื้นที่คล้ายแอ่งที่มีของเหลวเยือกแข็งที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ ซึ่งตามปกติแล้ว สิ่งมีชีวิตสามารถจะอยู่ได้ แม้จะมีอุณหภูมิต่ำถึง -40 องศาเซลเซียส

ภาพ เอเอฟพี








ที่มา : posttoday.com
____________________

: Pageviews

วานนี้ (พุธ) องค์การการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือนาซา เปิดเผยภาพถ่ายล่าสุดจากยานสำรวจ "ดอว์น" ที่กำลังสำรวจพื้นผิวดาวเซเรส ดาวเคราะห์แคระที่โคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสสบดี พบว่ามีสิ่งที่ดูคล้ายกับ ภูเขาพีระมิด บนดาวดวงนี้

โดยภาพถ่ายเหล่านี้ ยานสำรวจดอว์นบันทึกภาพไว้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา จากระยะห่างประมาณ 4,320 กิโลเมตร สำหรับภูเขานี้เป็นลักษณะพื้นผิวที่มีความลาดชันสูงขึ้นไป คล้ายกับพีระมิด มีความสูงจากพื้นผิวประมาณ 5 กิโลเมตรและมีแสงสว่างปริศนาออกมาจากตรงกลาง เช่นเดียวกับแสงสว่างจากพื้นผิวตรงจุดอื่นๆ ที่ยานสำรวจดอว์น เคยบันทึกภาพไว้ได้ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

บรรดาผู้ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ต่างลงความเห็นว่า ภาพที่เห็นนี้คล้ายกับสิ่งปลูกสร้าง หรือพีระมิดของมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็แสงสว่างนั้นอาจเป็นลำแสงของยานอวกาศที่ลงจอดอยู่บนดาวดวงนี้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นชุมชนเอเลี่ยน เพราะเมื่อลองเทียบดูแล้วมีความสว่างพอๆกับแสงของเมืองลาสเวกัส ในสหรัฐถ้าเรามองจากนอกโลกเลยทีเดียว

ขณะที่บางคนแย้งว่า นี่อาจจะเป็นลักษณะพื้นผิวที่ดูแปลกไป และเป็นปรากฎการณ์แปลกที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวของดาวเท่านั้น ด้านองค์การนาซ่าระบุว่า กำลังเร่งไขปริศนาจากภาพถ่ายที่ยานสำรวจดอว์นกำลังจะส่งมาเพิ่มเติม ก่อนที่เชื้อเพลิงของยานลำนี้จะหมดลงในเร็วๆนี้


ที่มา : http://www.thairath.co.th/clip/20853
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


ทอม วากก์ กำลังทำงานหาประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยคีล โดยได้ค้นพบว่ามีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งทำให้แสงของดาวแม่ลดลงไปเมื่อดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรผ่านหน้าดาวแม่

"ผมตื่นเต้นมากที่ได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ และผมก็ประทับใจที่ผมสามารถหามันเจอทั้งที่มันไกลออกไป" ทอม ที่ปัจจุบันอายุ 17 ปีเผย โดยได้ใช้เวลาสองปีสำรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นดาวเคราะห์จริงๆ

ทอมค้นพบดาวเคราะห์โดยดูที่ข้อมูลที่รวบรวมมาจากโครงการค้นหาดาวเคราะห์มุมกว้าง (WASP) ที่มีการสำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืนเพื่อติดตามดูดวงดาวหลายล้านดวงเพื่อหาร่องรอยของการเคลื่อนที่ผ่านหน้า (การทรานซิต) ที่เกิดจากดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ดวงแม่

ดาวเคราะห์ของทอมมีชื่อว่า WASP-142b เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 142 ที่ถูกค้นพบในโครงการ WASP อยู่ทางกลุ่มดาวไฮดราทางซีกฟ้าใต้ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทั่วโลกค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะกว่า 1,000 ดวงแล้ว แต่ทอมน่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ค้นพบดาวเคราะห์

"ซอฟต์แวร์ของ WASP น่าประทับใจมาก ทำให้ผมสามารถค้นหาดาวเคราะห์จากดาวแม่หลายร้อยดวงได้ หาเพียงแค่ไม่กี่ดวงที่มีดาวเคราะห์" ทอมเผย

ดาวเคราะห์ดวงที่พบนั้นมีขนาดเท่ากับดาวพฤหัส แต่โคจรรอบดาวแม่โดยใช้เวลาเพียงสองวัน ด้วยระยะที่สั้นเท่านี้จึงทำให้เกิดการทรานซิตบ่อย ทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้พบได้ง่าย

แม้ดาวเคราะห์ดวงนี้จะอยู่ไกลออกไปจนไม่สามารถเห็นได้โดยตรง ศิลปินก็ได้จินตนาการว่าหน้าตาของดวงดาวจะเป็นอย่างไรและได้วาดภาพออกมา ท้องฟ้าของดาวเคราะห์มีดาวแม่ที่ร้อนและแผ่รังสีไปสู่ดาว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของดาวมีความหนาวกว่ามาก

ทอม เป็นนักเรียนที่โรงเรียน Newcastle-under-Lyme มีความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์ จึงได้หาประสบการณ์ทำงานหลังเลิกเรียนที่มหาวิทยาลัยคีลหลังทราบว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีโครงการสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

"ทอมพยายามจะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และการสอนเขาให้ค้นหาดาวเคราะห์ก็เป็นเรื่องง่าย" ศาสตราจารย์โคล เฮลลิเออร์ หัวหน้าโครงการ WASP ที่คีลเผย โดยทอมนั้นมีต้องการจะเข้ามาศึกษาฟิสิกส์ต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้

ดาวเคราะห์ดวงนี้จัดเป็น"ดาวพฤหัสร้อน"ชนิดหนึ่ง กล่าวคือ ไม่เหมือนกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา เพราะมีวงโคจรที่ใกล้ดาวแม่มาก คาดว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆของดาวแม่นี้ผลักให้เข้ามาในวงโคจรข้างใน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ดาวเคราะห์ของทอมนี้ไม่ได้เป็นดวงเดียวที่โคจรรอบดาวแม่ดวงนี้

ดาวเคราะห์ดวงนี้ยังไม่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ แต่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลได้เริ่มประกวดชื่อแล้ว ทอมก็กำลังตั้งชื่อดาวของเขาเองด้วยเช่นกัน





ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/502438
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews




เป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในวงการดาราศาสตร์ เมื่อยานสำรวจพบแก้วบนดาวอังคาร นักดาราศาสตร์เชื่อ เป็นอีกหนทางในการหาสิ่งมีชีวิต


วันนี้ (11 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยานอวกาศ "มาร์ส รีคอนเนสเซนซ์ ออร์บิเตอร์" (MRO) ขององค์การนาซาที่ส่งขึ้นไปสำรวจบนดาวอังคาร ได้ค้นพบวันสดุที่เป็นแก้ว ปนอยู่กับเถ้าถ่านภูเขาไฟบนพื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งนับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญในวงการดาราศาสตร์ และอาจทำให้เราเข้าใจความเป็นมาของดาวอังคารมากยิ่งขึ้น



ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยบราวน์ มลรัฐโรดไอแลนด์ เผยว่า ก่อนหน้านี้ การสำรวจและศึกษาดาวอังคารจะมุ่งไปที่การค้นหาร่องรอยของแหล่งน้ำจากตะกอนในชั้นหิน ที่เชื่อกันว่าอาจมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคารจริงหรือไม่ แต่เมื่อได้พบวัสดุแก้วดังกล่าว ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาจเป็นเส้นทางใหม่ในการค้นหาสิ่งมีชีวิตก็เป็นได้



นอกจากนี้ นายบิลล์ นาย ประธานบริหารองค์การด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า "เดอะ แพลเนแทรี โซไซตี" ยังได้ให้ความเห็นว่า หากสามารถนำวัสดุแก้วกลับมายังโลกเพื่อตรวจสอบได้ จะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์



ที่มา : http://disaster.tnews.co.th/content/147007/
____________________

: Pageviews


ในสมัยก่อน ผู้คนมักจินตนาการรูปร่างของสัตว์ คน และสิ่งอื่นๆ จากการจัดเรียงตัวของดวงดาวยามค่ำคืนที่อยู่บนท้องฟ้า เมื่อรวมๆ กันจะกลายเป็นกลุ่มดาว ในตอนนี้นักบินอวกาศได้นำรูปภาพที่คล้ายกับหน้าพร้อมกับรอยยิ้มในศูนย์กลางของภาพนี้มาเปิดเผย ซึ่งภาพนี้ถูกถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิ้ล

ใบหน้านั้นอยู่ในกลุ่มของกาแล็กซี่ ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ของดวงดาว นักบินอวกาศได้ให้ชื่อกลุ่มดวงดาวนี้ซึ่งยากต่อการจดจำว่า SDSS J1038+4849

ดวงตาสองดวงที่เป็นสีส้มนั้นลอยอยู่เหนือกับจมูกที่เป็นแสงสีขาว ตาสองข้างนั้นจริงๆ แล้วเป็นกาแล็กซี่ที่มีความสว่างมากๆ ซึ่งอยู่ไกลประมาณ 4.5 พันล้านปีแสง รอยยิ้มและขอบของใบหน้านั้นไม่ได้มีอยู่จริงๆ เส้นที่เป็นส่วนโค้งเหล่านั้นเป็นแสงที่เกิดการบิดเบี้ยว ซึ่งมาจากผลกระทบที่เราเรียกกันว่า gravitational lensing ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จาก National Aeronautics and Space Administration and the European Space Agency (ESA) ได้อธิบายไว้

กลุ่มของกาแล็กซี่นั้นมีขนาดใหญ่มาก ในความจริงแล้ว พวกมันเป็นสิ่งที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในจักรวาล แรงโน้มถ่วงนั้นทำตัวคล้ายกับเลนส์ของแว่นตาที่มีความหนาหรือที่เรียกว่ากล้องโทรทรรศน์ แต่ gravitational lens นั่นมีความรุนแรงมากกว่าซึ่งมันไม่เพียงสามารถขยายแต่ยังบิดแสงด้านหลังของมันได้ด้วย “การค้นพบที่มากมายของกล้องฮับเบิ้ลนั้นเป็นไปได้ที่เกิดจากเลนส์แบบนี้” NASA ชี้แจงไว้

กว่าร้อยปีที่ผ่านมา Albert Einstein เป็นผู้เสนอคนแรกว่า แสงสามารถบิดโค้งได้โดยแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฏีสัมพันธภาพ หลังจากนั้นอีก 21 ปี Einstein ได้เขียนวารสารทางวิชาการอธิบายเกี่ยวกับภาพของแสงที่ถูกบิดโค้งนั้นว่าสามารถเกิดขึ้นได้ มันได้รับขนานนามว่า Einstein ring เมื่อวัตถุขนาดใหญ่บางชนิดทำตัวคล้ายกับเลนส์ แสงที่โค้งอาจจะปรากฏขึ้นในลักษณะที่โค้งเป็นบางส่วนหรือเป็นวงกลม

ในภาพนี้ ภาพของแสงที่บิดโค้งได้ถูกสร้างขึ้นเป็นส่วนโค้งของรอยยิ้มและรูปโครงหน้า โดยดวงตานั้นทำให้เกิดเลนส์ขึ้นซึ่งทำให้เกิดรอยยิ้มเช่นนี้ แสงของมันมาจากแสงที่อยู่ด้านหลังของดวงตาซึ่งไกลกว่า 3 พันล้านปีแสง

นักบินอวกาศจับภาพลักษณะนี้ไว้ได้ในขณะที่ใช้กล้องฮับเบิ้ลสองตัว ศิลปิน Judy Schmidt ได้นำภาพนี้เข้าประกวดในงาน ESA’s Hubble’s Hidden Treasures contest






ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/501760
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
ภาพวัตถุ ในเงามืด บนดาวอังคาร  เมื่อลองปรับแสงสว่าง ถึงกับผงะ!!!
เมื่อวัตถุดังกล่าว คล้ายคลึง กับสิ่งมีชวิต หรือหุ่นยนต์  กำลังจ้องมองมาที่ยานสำรวจ

จะเป็นอะไร ต้องใช้ วิจารณญาณ ในการรับชมกันดูครับ





ภาพต้นฉบับจากยานสำรวจ

ลองปรับแสง และสีเพิ่ม







ภาพต้นฉบับ :http://www.midnightplanets.com/web/MERB/image/03789/1N464560442EFFCHT9P0755R0M1.html
____________________
เครดิต :เว็บต่างประเทศ
________________________________

: Pageviews
จักรวาล อันกว้างใหญ่ไพศาลนี้  มีอะไรอีกมากมายที่รอ ให้มนุษย์ได้ค้นพบ ล่าสุด  แม้ไม่ไช่เรื่องสิ่งแปลกใหม่ แต่น่าทึ่ง ในความใหญ่ของวงแหวน  ต่างจากที่เราเคยได้พบเห็น รูปของดาวเสาร์





ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ มีวงแหวนใหญ่กว่าของดาวเสาร์ 200 เท่า นับรวมได้ 30 วง อยู่ห่างจากโลก 430 ปีแสง



อีริก มามาเจก อาจารย์สอนฟิสิกส์และดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ บอกว่า ดาวเคราะห์ ชื่อ J1407b มีขนาดใหญ่กว่า ดาวพฤหัสบดีหรือดาวเสาร์มาก
วงแหวนของมันใหญ่กว่าของดาวเสาร์ประมาณ 200 เท่า  “มันคือ โคตรดาวเสาร์”



ทีมวิจัยรายงานว่า ดาวเคราะห์ J1407b มีวงแหวนกว่า 30 วง แต่ละวงมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างหลายสิบล้านกิโลเมตร



นักดาราศาสตร์ค้นพบเจ1407บีเมื่อปี 2555 แต่เพิ่งศึกษาในรายละเอียด และตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal



ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์อายุน้อย ชื่อ J1407 ซึ่งอยู่ห่างจากระบบสุริยะของเราประมาณ 430 ปีแสง นักดาราศาสตร์คำนวณว่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีราว 40 เท่า วงแหวนของมันมีมวลเท่ากับโลกของเรา



นักวิจัยไม่สามารถมองเห็นวงแหวนได้โดยตรงเนื่องจากความห่างไกล แต่อาศัยเทคนิคตรวจจับปริมาณแสงที่ผันแปรเมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์เมื่อเรามองมันจากโลก



ทีมวิจัยชักชวนนักดาราศาสตร์ให้ช่วยกันเก็บข้อมูลของดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีดาวจันทร์บริวารอยู่ด้วย.









ที่มา : hxxp://news.voicetv.co.th/world/159885.html
____________________

: Pageviews




นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเราเพิ่มอีก 8 ดวง นาซาเผยสองดวงส่อลักษณะคล้ายโลก คาดอาจมีน้ำ หรือกระทั่งสิ่งมีชีวิต




เมื่อวันอังคาร เฟอร์กัล มัลลัลลี แห่งสถาบันเคปเลอร์ นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมประจำปีของสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน ในเมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ว่า ดาวเคราะห์สองในแปดดวงที่เพิ่งค้นพบ โคจรห่างจากดาวฤกษ์ศูนย์กลางในระยะห่างที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต



@ ภาพวาดแสดงดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ




สองดวงนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับโลกมากกว่าดาวเคราะห์นอกระบบดวงใดๆ คาดว่ามีพื้นผิวเป็นหินแข็ง ลอยดวงใน “เขตโกลดิล็อก” ทำให้ทั้งสองดวงมีอุณหภูมิไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัด จึงเป็นไปได้ว่าจะมีน้ำ และอาจมีสิ่งมีชีวิต



“เราเข้าใกล้การค้นพบฝาแฝดของโลกเข้าไปทุกทีแล้ว ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะสองดวงนี้นับว่ามีลักษณะคล้ายโลกมากที่สุดเท่าที่เคยพบ”



ดาวเคราะห์นอกระบบแปดดวงล่าสุดนี้ ค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ นับแต่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2552 กล้องเคปเลอร์ได้ส่องมองดาวฤกษ์แล้วกว่า 150,000 ดวง เพื่อค้นหาดาวเคราะห์อื่นๆนอกระบบสุริยะของเรา



ล่าสุด กล้องเคปเลอร์พบวัตถุที่รอการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นดาวเคราะห์รวม 4,175 ดวง หลังจากเพิ่งยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 1,000 ไปเมื่อเร็วๆนี้




@ นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา 8 ดวง ในจำนวนนี้ มี 2 ดวงคล้ายกับโลก



นาซาแถลงว่า ดาวเคราะห์ที่เพิ่งค้นพบเหล่านี้ มีสามดวงโคจรห่างจากดาวฤกษ์ในระยะที่เอื้อต่อการมีน้ำในสภาพของเหลวบนพื้นผิว โดยเฉพาะสองดวงนั้นมีเนื้อสารเป็นหินเหมือนกับโลก



ดวงแรกมีชื่อว่า เคปเลอร์-438บี อยู่ห่างจากโลก 470 ปีแสง โคจรรอบดาวฤกษ์ทุกๆ 35 วัน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าโลก 12% มีโอกาส 70% ที่จะมีเนื้อเป็นหิน



ดวงที่สอง เรียกว่า เคปเลอร์-442บี อยู่ห่างออกไป 1,100 ปีแสง มีคาบการโคจร 112 วัน มีขนาดใหญ่กว่าโลกราวหนึ่งในสาม และมีโอกาสสามในห้าที่จะมีมวลเป็นหิน



เดวิด คิปปิง นักวิจัยร่วม ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน บอกว่า ด้วยเหตุที่ดาวเคราะห์เหล่านี้อยู่ห่างไกล จึงยากที่จะยืนยันได้ชัดเจนแน่นอนว่า ดาวเคราะห์ทั้งสองมีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ แต่พูดได้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นเช่นนั้น.


ที่มา :http://news.voicetv.co.th/world/151986.html
____________________

: Pageviews



เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์อุกกาบาตจากน้ำแข็งทวีปแอนตาร์ติกเมื่อ 30 ปีก่อน ก็ได้ทราบถึงประวัติของสภาพอากาศของดาวอังคารเมื่อหลายพันล้านปีก่อน นับเป็นยุคที่น่าจะมีน้ำอยู่ที่พื้นผิวและอาจจะมีสิ่งมีชีวิตก่อตัวขึ้นในยุคนั้นก็เป็นได้



นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และจากสถาบันสมิธโซเนียน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือนาซา รายงานข้อมูลการวัดแร่ธาตุที่พบในอุกกาบาต ในวารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences สัปดาห์นี้

"แร่ธาตุภายในอุกกาบาตเหล่านี้ได้เก็บบันทึกทางเคมีของยุคโบราณของดาวเคราะห์นี้เอาไว้ ว่ามีอันตรกิริยาระหว่างน้ำกับบรรยากาศอย่างไร" โรบินา ชาฮีน นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก เผย

หินรูปร่างประหลาดนี้ตกสู่พื้นผิวโลกเมื่อ 13,000 ปีก่อน มีหน้าตาคล้ายกับมันฝรั่งและมีประวัติศาสตร์อยู่ภายใน นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า ALH84001 นับเป็นอุกกาบาตจากดาวอังคารที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์เคยพบมา น่าจะมาจากการแข็งตัวของแม็กม่าจากภูเขาไฟบนดาวอังคารที่ระเบิดขึ้นเมื่อราวๆ 4 พันล้านปีก่อน หลังจากนั้น สิ่งที่ดูคล้ายของเหลวซึ่งน่าจะเป็นน้ำได้ซึมเข้าไปตามรูของหิน ก้อนคาร์บอเนต และแร่ธาตุอื่นๆ

คาร์บอเนตดังกล่าวมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของอะตอมของคาร์บอนและออกซิเจน คาร์บอนและออกซิเจนก็อยู่ในรูปของไอโซโทป คืออะตอมที่หนักกว่าหรือเบากว่าปกติ การมีอยู่ของไอโซโทปจำนวนมากทำให้เกิด"ร่องรอยทางเคมี"ที่ถ้าวิเคราะห์และวัดดีๆแล้วจะนำไปสู่การค้นพบร่องรอยทางเคมีนั้นได้

ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารอุดมไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นแก๊สโอโซน ไอโซโทปของออกซิเจนในโอโซนนั้นมีความสมดุลอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่มีไอโซโทปหนักจำนวนมากที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางเคมีฟิสิกส์ที่มาร์ค ธีเมนส์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเดียวกันได้อธิบายไว้เมื่อ 25 ปีก่อน

ต่อมา ชาฮีนได้ศึกษากระบวนการแลกเปลี่ยนไอโซโทปของออกซิเจน และพบว่า "เมื่อโอโซนทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ มันจะส่งผ่านความแปลกของไอโซโทปไปสู่โมเลกุลตัวใหม่" ชาฮีนเผย

แต่ถ้าหากว่า คาร์บอนไดออกไซด์น่าจะทำปฏิกิริยากับน้ำจึงได้เกิดเป็นคาร์บอเนตขึ้นมา และทำให้ร่องรอยไอโซโทปยังคงถูกรักษาต่อไป

ระดับของ"ความแปลก"ของไอโซโทปในคาร์บอเนตนั้นสะท้อนว่าน้ำและโอโซนมีมากน้อยเพียงใดเมื่อคาร์บอเนตนั้นก่อตัวขึ้นมา ดังนั้น คาร์บอเนตนี้เองที่เป็นตัวบันทึกประวัติศาสตร์ 3.9 พันล้านปีก่อนที่ถูกขังเอาไว้ในแร่ธาตุที่เสถียร นั่นคือ ยิ่งมีน้ำมากเพียงใด ความแปลกประหลาดในโอโซนก็จะพบน้อยเท่านั้น

ทีมวิจัยได้ทำการวัดร่องรอยในโอโซนในคาร์บอเนตที่พบในอุกกาบาตชิ้นนี้และได้เบาะแสว่า ดาวอังคารน่าจะมีน้ำ แต่อาจจะไม่ได้มีเยอะเป็นมหาสมุทร ในดาวอังคารช่วงแรกๆอาจจะมีทะเลแห่งเล็กๆเกิดขึ้นอยู่เสียมากกว่า

"สิ่งใหม่ในการทดลองนี้คือวิธีการวัดไอโซโทปของคาร์บอนหลายๆตัวอย่างพร้อมๆกัน การผสมกันของไอโซโทปคาร์บอนบอกเราว่า แร่ธาตุหลายๆตัวในอุกกาบาตต่างก็มีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน มันบอกเราว่าโครงสร้างทางเคมีและไอโซโทปของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารเป็นอย่างไร"

ALH84001 มีช่องของคาร์บอเนตเล็กๆที่นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่าอาจจะบ่งบอกร่องรอยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้แม้จะยังไม่ทราบโครงสร้างเริ่มต้นของโมเลกุลเหล่านี้ นอกจากนี้ วันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา นาซาก็ได้ประกาศว่าเริ่มได้กลิ่นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารจากการได้กลิ่นมีเทนของยานสำรวจคิวริออสซิตี้บนดาวอังคาร

คาร์บอเนตอาจจะสะสมได้ตามร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่พยายามกินแร่เธาตุเหล่านี้เข้าไปเพื่อสร้างโครงสร้างร่างกาย แต่นักวิทยาศาสตร์ทีมนี้ก็ยืนยันว่าแร่ธาตุที่พบไม่ได้มาจากกรณีนี้

"คาร์บอเนตที่เราเห็นไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต มันเป็นไอโซโทปของออกซิเจนที่ไม่ปกติที่บอกเราว่าคาร์บอเนตตัวนี้เป็นสิ่งไม่มีชีวิต"

หลังจากการวัดไอโซโทปด้วยหลากหลายวิธีแล้ว นักเคมีก็พบว่าคาร์บอเนตนี้ไม่ค่อยมี คาร์บอน-13 แต่อุดมไปด้วย ออกซิเจน-18 นั่นคือ บรรยากาศของดาวอังคารในยุคนี้หรือยุคที่มีการพุ่งชนของอุกกาบาตมากๆน่าจะมี คาร์บอน-13 น้อยกว่าทุกวันนี้มาก

การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไอโซโทปของคาร์บอนและออกซิเจนอาจจะเกิดขึ้นจากการสูญเสียบรรยากาศไปเป็นจำนวนมากของดาวอังคาร และการจะมีน้ำในสถานะของเหลวที่ไหลอยู่ตามพื้นผิวดาวที่อุณหภูมิต่ำนั้นจำเป็นจะต้องมีความดันบรรยากาศที่สูง

"ตอนนี้เราได้ภาพที่ลึกและเจาะจงมากๆว่า ระบบออกซิเจนกับน้ำในช่วงยุคแรกของระบบสุริยะเป็นอย่างไร คำถามที่เหลืออยู่คือว่าเมื่อไหร่ที่โลกและดาวอังคารมีน้ำขึ้นมา อย่างไรกรณีของดาวอังคาร คำถามคือ แล้วน้ำไปไหนหมด ตอนนี้เราเดินทางมาได้ไกลแล้ว แต่ปริศนานี้ก็ยังคงอยู่" ธีเมนส์เผย




ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/501453
____________________

อ้างอิง : University of California - San Diego. (2014, December 22). Tales from a Martian rock: New chemical analysis of ancient Martian meteorite provides clues to planet's history of habitability. ScienceDaily. Retrieved December 28, 2014 from www.sciencedaily.com/releases/2014/12/141222165037.htm
________________________________
: Pageviews
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ค้นพบโล่ล่องหนระยะห่าง 7,200 ไมล์เหนือพื้นโลกที่ช่วยป้องกันไม่ให้ "อิเล็กตรอนมรณะ" ที่พุ่งหาโลกด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง เข้ามาทำร้ายมนุษย์โลกได้




อิเล็กตรอนมรณะเหล่านี้นับว่าเป็นภยันตรายต่อมนุษย์อวกาศ ดาวเทียม และระบบอวกาศที่โคจรอยู่รอบโลก แรกสุดนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแถบรังสีแวน อัลเลน ที่มีรูปร่างคล้ายโดนัทอยู่เหนือพื้นโลก คอยปกป้องอิเล็กตรอนและโปรตอนในห้วงอวกาศไม่ให้เข้ามยังโลก แถมรังสีนี้มีการยืดและหดเพื่อการตอบสนองต่อความปั่นป่วนของพลังงานที่มาจากดวงอาทิตย์ โดยมีต้นกำเนิดมาจากสนามแม่เหล็กของโลกนั่นเอง

แถมรังสีแวน อัลเลนถูกค้นพบในปี 1958 โดยศาสตราจารย์เจมส์ แวน อัลเลน และทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยไอโอวา และต่อมาได้มีการค้นพบว่ามีสองวงคือวงในและวงนอก ตั้งอยู่ห่างจากพื้นโลก 25,000 ไมล์

ในปี 2013 เบเคอร์ หนึ่งในลูกศิษย์ของศาสตราจารย์แวน อัลเลน ได้นำดาวเทียมแวน อัลเลนที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือนาซา ปล่อยขึ้นไปเมื่อปี 202 ทำการสำรวจวงแหวนแห่งที่"สาม" ที่อยู่ระหว่างวงนอกและวงใน ที่เหมือนว่ามันจะมีการแปรผันไปตามความเข้มของอนุภาคอวกาศ

ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ไขปริศนาของกำแพงที่อยู่ชั้นในที่อยู่ห่างจากพื้นโลกราว 7,200 ไมล์ที่ช่วยป้องกันอิเล็กตรอนความเร็วสูงไม่ให้เข้าสู่บรรยากาศชั้นลึกๆของโลกได้

"มันเหมือนกับว่าอิเล็กตรอนเหล่านี้กำลังวิ่งไปสู่กำแพงแก้ว คล้ายๆกับโล่ที่สร้างขึ้นโดยสนามแรงในเรื่อง Star Trek ที่ใช้เป็นอาวุธขับไล่ของเอเลี่ยน ตอนนี้เรากำลังจะได้เห็นโล่ล่องหนเหล่านี้กำลังต้านอิเล็กตรอนอยู่ มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าฉงนเป็นที่สุด"

และงานวิจัยนี้ก็ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature แล้ว

เดิมที ทีมวิจัยคิดว่าอิเล็กตรอนประจุสูงที่กำลังวนรอบโลกด้วยความเร็วสูงกว่า 100,000 ไมล์ต่อวินาทีอาจจะถูกปัดให้ค่อยๆเลี้ยวเข้าไปสู่บรรยากาศชั้นบนของโลกและค่อยๆถูกปัดออกไปด้วยอันตรกิริยากับอากาศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีแผงกั้นอีกแผงที่ยานอวกาศแวน อัลเลนได้ค้นพบที่ทำหน้าที่หยุดอิเล็กตรอนก่อนที่มันจะเข้ามาไกลได้ขนาดนี้" เบเคอร์เผย

ทีมวิจัยกำลังค้นหาว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดเกราะป้องกันนี้ขึ้นมาได้และมันยังคงอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ทีมวิจัยเชื่อว่า เป็นไปได้ที่เกราะชั้นนี้จะเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กของโลก ที่จะจับและควบคุมโปรตอนกับอิเล็กตรอนได้ นักวิจัยยังต้องการทราบด้วยว่า คลื่นวิทยุที่ส่งไปจากโลกจะทำให้ประจุอิเล็กตรอนที่กำแพงชั้นนี้กระแจงได้หรือไม่ หรือจะช่วยไม่ให้ประจุอิเล็กตรอนลงมาข้างล่างได้หรือไม่

"ธรรมชาติไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง โดยทั่วไปจึงพยายามจะทำให้มันราบรื่น ดังนั้น เราจึงคิดว่า อิเล็กตรอนความเร็งสูงบางตัวจะเข้ามาได้แต่บางตัวก็กระเจิงออกไป เราไม่ทราบว่ากระบวนการใดที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของอนุภาพเหล่านี้ จนกลายเป็นเกราะป้องกันในอวกาศให้กับเรา"

นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ตั้งสมมติฐานว่าจะมีก้อนเมฆขนาดใหญ่ที่เป็นแก๊สที่มีประจุที่เรียกว่า พลาสมาสเฟียร์ เริ่มต้นขึ้นที่ 600 ไมล์เหนือพื้นโลกและกระจายตัวออกไปหลายพันไมล์เข้าสู่ชั้นนอกของแถบแวน อัลเลน จากนั้นก็กระจายอิเล็กตรอนออกไปที่ขอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ แต่เบเคอร์ก็เชื่อว่า แม้พลาสมาสเฟียร์อาจจะมีส่วนสำคัญต่อเกราะชั้นนี้ แต่ก็เชื่อว่าน่าจะมีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น

"ผมคิดว่ากุญแจสำคัญก็คือการสังเกตการณ์พื้นที่ตรงนี้อย่างละเอียด ซึ่งเราทำได้เพราะเรามีเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วที่ยานแวน อัลเลน ถ้าดวงอาทิตย์ทำให้สนามแม่เหล็กของโลกปั่นป่วนเพราะการปล่อยมวลสารที่ชั้นโคโรนา ผมก็คิดว่าโล่ชั้นนี้ก็น่าจะมีรอยแตกร้าวได้เช่นกัน"

"มันเหมือนกับว่าเราได้มองปรากฏการณ์เดิมด้วยดวงตาอันใหม่ มีอุปกรณ์ชุดใหม่ที่จะทำให้เราบอกได้ว่า ใช่แล้ว มีโล่ที่แข็งและเร็วอยู่จิรง" จอห์น ฟอสเตอร์ นักวิจัยร่วมเผย


ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/501307

: Pageviews




อึ้ง!! นักฟิสิกส์ดังชี้ "ดาวอังคาร" เคยเจริญ แต่ถูกทำลายจากอาณาจักรศิวิไลซ์ลึกลับเก่าแก่ โลกจ่อรายต่อไป"


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 พ.ย.ว่า นักฟิสิกส์ชื่อดังรายหนึ่ง ได้แสดงทฤษฎีชี้ว่า ดาวอังคารเคยเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสิ่งที่มีชีวิตที่ฉลาด แต่ได้ถูกทำลายล้างจากอาณาจักรที่ศิวิไลซ์ ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้ดาวดวงนี้กลายเป็นดาวที่หนาวเย็นและไร้สิ่งมีชีวิต ขณะทีมนุษย์อาจกำลังกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปที่อาจจะถูกอาณาจักรดังกล่าว ทำลายล้าง หลังจากที่ดาวอังคารเคยเผชิญ

รายงานระบุว่า นายจอห์น แบรนเด็นเบิร์ก นักฟิสิกส์ชื่อดังที่ได้รับการยอมรับในวงการ ได้ออกหนังสือชื่อว่า "ความตายบนดาวอังคาร" ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า ความศิวิไลซ์ของดาวอังคารได้สูญสลายจากหายนะวิบัตที่เกิดจากน้ำมือของอาณาจักรที่ศิวิไลซ์ลึกลับ สังเกตได้จากการที่ดาวอังคารมีปล่องหลุมต่างๆ บนพื้นผิว ซึ่งบางทีอาจมาจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และเหตุผลที่เราไม่เคยไดยินสัญญาณใดจากอาณาจักรศิวิไลซ์อื่นๆ บนอวกาศ นั่นเพราะสัญญาณเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างไปสิ้น และโลกอาจกำลังถูกอาณาจักรศิวิไลซ์ลึกลับที่เคยทำลายดาวอังคารจับตาอยู่ และอาจใช้พลังดังกล่าวทำลายล้างจนราบคาบได้



นายแบรนเด็นเบิร์กกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์อย่าง นายเอ็ดเวิร์ด แฮร์ริสัน เคยบอกว่า ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ได้ทำลายอาณาจักรศิวิไลซ์บนอวกาศก็คือ การที่อาณาจักรศิวิไลซ์เก่าแก่กว่าสามารถกวาดล้างอาณาจักรศิวิไลซ์ใหม่ได้ เมื่อพวกเขา"สามารถจับสัญญาณวิทยุ"จากอาณาจักรเหล่านี้ได้


โดยอาณาจักรเก่าแก่จำเป็นต้องทำลายล้างอาณาจักรใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันการเติบโตในห้วงจักรวาล และเป็นไปได้ว่า ในจักรวาลจะมีพลังงานที่เป็นศัตรูต่ออาณาจักรใหม่ที่เจริญและพลุกพล่าน เช่น โลกของเรา โดยพลังเหล่านี้นับรวมตั้งแต่เอเลี่ยน รวมทั้งเครื่องจักรสมองกลโหดเหี้ยม ที่มีความเกลียดชังต่อสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ และสิ่งอันตรายที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดก็คือ สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน ขณะที่โลกจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดจากการโจมตีจากสิ่งใดก็ตามที่ได้ทำลายดาวอังคารมาแล้ว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีนักฟิสิกส์จำนวนมากที่เชื่อว่า ดาวอังคารอาจถูกโจมตีด้วยอุกกาบาต ที่สามารถทะลุผ่านสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศ ขณะที่ทฤษฎีของนายแบรนเด็นเบิร์กถือว่าเป็นแนวคิดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ที่มา : http://news.truelife.com/detail/3266522
____________________

: Pageviews
บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • ค้นพบกำแพงหินอายุกว่า 10,000 ปีที่เชียงใหม่
     วันที่ 12 ก.พ. นายพูนทรัพย์ วงศาศุกลปักษ์ เลขานุการศูนย์มนุษยวิทยา ชาติพันธุ์เวียงเจ็ดลิน เทศบาลตำบลช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้เปิ...
  • มนุษย์ต่างดาว มีจริงหรือ?
    แม้จะยังไม่มีการพบตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ต่างดาวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่า มนุษย์ต่างดาว มีจริง และเคยเดินทางมาเยือนโลกของเ...
  • ย้อนอดีต มนุษย์ต่างดาวที่เชียงราย
    31 สิงหาคม 48 ชาวบ้านตื่นข่าวลือพบ"มนุษย์ต่างดาว"ที่เชียงราย เชียงราย - ชาว อ.แม่จัน ตื่นพบตัวประหลาดลอยขึ้นฟ้าริมทุ...
  • Reptilian and Greys
    สายพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับคนไทยมากที่เดียวกับการพบเห็น สิ่งที่อาจจะเป็น "มนุษย์ต่างดา...
  • พบภาพลักษณะคล้ายเมือง ตั้งอยุ่ในหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคาร
    ภาพเมืองบนดาวอังคาร จากการปรับสี  พบภาพลักษณะคล้ายเมือง ตั้งอยุ่ในหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคาร ภาพถ่ายดาวอังคาร จากทางนาซ่า,เจ้าของคลิป...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld