เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ pโลกลี้ลับ แสดงบทความทั้งหมด



ภาพรูโหว่ "ฟอลสตรีค" เหนือท้องฟ้าวิคตอเรีย ออสเตรเลีย (AP Photo/Leesa Willmott)





เมื่อต้นสัปดาห์เริ่มต้นเดือน พ.ย. ปรากฏการณ์ “หลุมเมฆ” ได้สร้างความฮือฮาแก่ชาวออสเตรเลียและโลกโซเชียลมีเดีย และนับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หายาก

ไมเคิล เอฟรอน (Michael Efron) จากกรมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย ให้ความเห็นแก่เว็บไซต์เทคไทม์สถึงปรากฏการณ์เมฆรูปทรงประหลาดที่คล้ายเกิดรูกลางเมฆและมีแสงรุ้งพาดผ่านเหนือท้องฟ้าเมืองวิคตอเรีย ออสเตรเลียเมื่อต้นสัปดาห์นั้น น่าจะเป็นปรากฏการณ์หลุมเมฆ “ฟอลสตรีค” (fallstreak cloud) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำในเมฆต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่ยังไม่แข็งตัวเนื่องจากไม่มีอนุภาคแกนกลาง ทำให้เมื่อน้ำเริ่มแข็งตัวก็ตกลงมาแล้วทิ้งรูโหว่ไว้ แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นได้เมื่อมีเครื่องบินผ่านบริเวณดังกล่าว

ทางด้านเนชันแนลจีโอกราฟิกอธิบายว่า ปกติละอองน้ำในบรรยากาศจะยึดติดกับอนุภาคแกนกลางเพื่อก่อตัวเป็นผลึกน้ำแข็งหรือหิมะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ขนาดใหญ่ระหว่างเกิดพายุหิมะ แต่ในกรณีที่ไม่มีอนุภาคยึดละอองน้ำจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็งได้เมื่ออุณหภูมิลดลงเหลือราวๆ -40 องศาเซลเซียส และปรากฏการณ์เมฆหลุมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปรากฏการณ์ขนาดย่อย












ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000128420
____________________

: Pageviews





วันที่ 3 ต.ค.2014 ไลบีเรีย-พบเหยื่ออีโบลาที่ตายไปแล้ว กลับลุกคืนชีพขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง ซึ่งรอบนี้เป็นรายที่ 3 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ที่ทางการไลบีเรียยอมเปิดเผยและได้แพร่ภาพหน้าผู้เคราะห์ร้ายโรคอีโบลา ที่ได้ลุกขึ้นมาจากความตาย

ชื่อของเหยื่อยังไม่ได้รับการปล่อยออกมาจากองค์การอนามัยโลก และข่าวของผู้ป่วยที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายนั้น มีระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทางการสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 30 กย.2014 ว่าพบผู้ติดเชื้อเหยื่ออีโบลารายแรกชื่อ โธมัส อีริค ดันแคน ในเมืองดัลลัสของรัฐเท็กซัส หลังจากนั้นไม่นานเมื่อวันที่ 3 ต.ค.57 ทางสาธารณสุขสหรัฐ ได้เฝ้าระวังติดตามพลเมืองอีกราว 100 คน ที่คาดว่าเกี่ยวข้องหรือติดต่อกับผู้ติดเชื้อรายแรก และได้สั่งกักบริเวณญาติผู้ติดเชื้ออีโบลารายแรกในประเทศ 4 คน และกำลังเฝ้าติดตามอาการผู้ติดต่อกับผู้ป่วยอีกราว 80 คน

ส่วนเหยื่ออีโบลาที่ตายแล้วคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง 2 ราย ที่ไลบีเรียนั้น เป็นศพผู้ป่วยหญิงทั้ง 2 คนที่มีอายุ 40 และ 60 ปี ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตายและเดินปะปนร่วมกับคนเป็น ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างความแตกตื่นและความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

รัฐบาลไลบีเรียกำลังกล่าวหาว่าประเทศสหรัฐอเมริกาได้สร้างไวรัสอีโบลาเป็นอาวุธชีวภาพที่จะใช้สำหรับทำสงครามในอนาคต พลเมืองของไลบีเรียได้แสดงการประท้วงหนัก และความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นว่าสหรัฐอาจมีการทดสอบ 'พัฒนาอาวุธชีวภาพ' ที่อยู่รูปแบบของเชื้อไวรัสกับประชาชนของไลบีเรีย

ทั้งนี้ การระบาดของอีโบลาครั้งล่าสุดนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีศูนย์กลางอยู่ประเทศกินี, เซียร์ราลีโอน และไลบีเรีย ก่อนจะขยายไปในไนจีเรียและเซเนกัลในเวลาต่อมา จนถึงตอนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,000 คน จากผู้ป่วย 6,553 ราย โดยหน่วยงานป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐประเมินว่า ผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มจำนวนกว่า1.4 ล้านคน ก่อนสิ้นเดือนม.ค.ปีหน้า




ที่มา : http://bigamericannews.com/2014/09/30/africa-confirms-3rd-ebola-victim-rises-from-the-dead-releases-picture-of-first-ebola-zombie-captured/ http://www.thairath.co.th/content/454284 - See more at: http://warningdisasters.blogspot.com/2014/10/3-100.html#sthash.iaqvCgKA.dpuf
____________________
เครดิต : http://warningdisasters.blogspot.com/2014/10/3-100.html
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews






ชาวบ้านในเมืองนิมบาแตกตื่นและขวัญผวาหลังเชื่อว่ามี ศพผู้หญิงที่เสียชีวิตจากอีโบลา 2 ราย ได้ฟื้นคืนชีพจากความตายมาเดินปะปนร่วมกับคนเป็น





วันนี้(26ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวบ้านในเมืองนิมบาประเทศไลบีเรียต่างขวัญผวาหลังเชื่อว่า ผู้เสียชีวิตจากไวรัสอีโบลา 2 รายได้ฟื้นคืนชีพจากความตาย

ด้านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้รายงานว่า ศพผู้ป่วยหญิงทั้ง 2 คนที่มีอายุ 40 และ 60 ปี ได้ฟื้นขึ้นมาจากความตายและเดินปะปนร่วมกับคนเป็น ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างความแตกตื่นและความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเชื้ออีโบลาแล้วจำนวน 2,800 คน และติดเชื้ออีกกว่า 5,800 คน โดยหน่วยงานป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐประเมินว่า ผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มจำนวนกว่า1.4 ล้านคน ก่อนสิ้นเดือนม.ค.ปีหน้า



ที่มา : http://www.tnews.co.th/html/content/108370/

____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง : http://www.mirror.co.uk/news/world-news/ebola-victims-african-village-rise-4320414
________________________________
: Pageviews


ศ.ไบรอัน ไซค์ส กับตัวอย่างดีเอ็นเอของสัตว์จากหิมาลัยที่เตรียมทดสอบ (เอพี)
       ใครที่เชื่อเรื่อง บิ๊กฟุต, เยติ, มนุษย์ภูเขา หรือสิ่งมีชีวิตเทือกๆ นี้ อาจผิดหวังต่อข่าวนี้ เมื่อผลทดสอบดีเอ็นเอของตัวอย่างที่ระบุว่า คือชิ้นส่วนของมนุษย์ลึกลับดังกล่าวที่มีตำนานอยู่ทั่วโลก ระบุว่าตัวอย่างเหล่านั้น แท้จริงเป็นแค่ขนของหมี แพะ เลียงผา สมเสร็จ และบางตัวอย่างก็เป็นแค่...ขนคน
     
       เอเอฟพีรายงานผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงวารสารโพรซีดิงออฟเดอะรอยัลโซไซ ตี บี (Proceedings of the Royal Society B) ที่เผยผลทดสอบดีเอ็นเอจากตัวอย่างที่อ้างว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า บิ๊กฟุตหรือเยติ และสิ่งมีชีวิตลึกลับอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน โดยระบุชื่อตัวอย่างที่นำมาทดสอบว่า “ไพรเมตประหลาด” สำหรับแทนสิ่งมีชีวิตตามตำนานลึกลับ
     
       ตัวอย่างไพรเมตประหลาดที่นักวิทยาศาสตร์นำมาศึกษามี ทั้งตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่อ้างว่าเป็นบิ๊กฟุตหรือเยติตามความเชื่อของ ชาวเมริกาเหนือ อัลมาตี (almasty) มนุษย์ลึกลับที่ชอบซ่อนตัวตามความเชื่อของชาวเอเชียกลาง รวมถึง โอรัง เปนเดะห์ (orang pendek) มนุษย์ลึกลับตามความเชื่อของชาวมาเลเซียที่ซ่อนตัวอยู่ตามป่าบนภูเขา
     
        มีทฤษฎีสนับสนุนการกล่าวอ้างว่าพบเห็นเยติรวมถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับ อื่นๆ ในเครือนั้นหลากหลายทฤษฎี ทั้งทฤษฎีว่านีแอนเดอร์ทัลมนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่งหรือตระกูลย่อยของมนุษย์ สายพันธุ์อื่นที่ยังหลงเหลือ ไปจนถึงทฤษฎีเกี่ยวกับลิงเอปยักษ์สปีชีส์ “ไจแอนโทพิธิคัส” (Gigantopithecus)
     
       ในรายงานการวิจัยระบุว่า มีรายงานระบุการพบเห็นสิ่งมีชีวิตลึกลับนี้ด้วยตาตัวเอง หรือร่องรอยของรอยเท้า ซึ่งชี้ถึงการมีตัวตนของไพรเมทขนาดใหญ่ที่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน กระจายอยู่หลายพื้นที่ของโลก แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่พบร่างหรือฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวที่รับรองได้ ว่าเป็นของจริง และวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ก็เลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
     
       เมือ่ปี 2012 ทีมเสาะหาความจริงที่นำโดย ศ.ไบรอัน ไซค์ส (Bryan Sykes) จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ได้ยืนคำขอตัวอย่างของ “ไพรเมทประหลาด” จากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงนักสะสม และนักปีนเขาที่โด่งดัง นามว่า ไรน์โฮลด์ เมสเนอร์ (Reinhold Messner) โดยได้ตัวอย่างขนทั้งหมด 30 ตัวอย่างที่เอื้อต่อการหาลำดับยีน
     
       ในจำนวนนั้นมีตัวอย่างที่อ้างว่ามาจากเยติ 3 ตัวอย่าง แต่เมื่อทดสอบว่าตัวอย่างหนึ่งมาจากสัตว์ตระกูลแพะของเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ที่เรียกว่าเลียงผา หรือ คาปริคอร์นิส สุมาตราเอ็นซิส (Capricornis sumatraensis) ตาม ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนอีก 2 ตัวอย่างนั้นมาจากเมืองลาดักห์ในอินเดียและภูฏาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารดีเอ็นเอแล้วพบความเชื่อมโยงกับหมีขั้วโลก หรือ เออร์ซัส มาริทิมัส (Ursus maritimus) โดยคล้ายว่าสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นญาติห่างๆ กับหมีขั้วโลก หรือ เป็นหมีท้องถิ่นที่ผสมข้ามพันธุ์กับหมีสีน้ำตาล
     
       รายงานวิจัยระบุว่าหากหมีเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วเทือกเขาหิมาลัย ก็สอดคล้องตามพื้นฐานทางชีววิทยาของตำนานเยติ โดยเฉพาะรายงานจากพรานล่าสัตว์ที่ยิงสัตว์คล้ายเยติได้ในลาดักห์ที่ระบุว่า พวกมันเข้าโจมตีมนุษย์อย่างเหี้ยมโหดมากกว่าหมีท้องถิ่นสปีชีส์อื่นๆ
     
       อีก 8 ตัวอย่างที่อ้างว่าคืออัลมาสตีนั้นก็กลายเป็นขนจากหมีสีน้ำตาล วัว ม้าและแรคคูน ส่วนอีกตัวอย่างที่เชื่อว่าเป็นตัวอย่างของโอรังเปนเดะห์นั้นถูกตรวจพบว่า เป็นขนของสมเสร็จมาเลเซีย หรือ ทาปิรัส อินดิคัส (Tapirus indicus) ขณะที่บิ๊กฟุต 18 ตัวอย่างนั้นแท้จริงเป็นขนจากหมีดำอเมริกัน แรคคูน วัว เม่น หมาป่า หมาป่าโคโยตี หรือ สุนัขธรรมดา และที่น่าผิดหวังที่สุดคือตัวอย่างบิ๊กฟุตที่อ้างว่าพบในเท็กซัส แต่กลับเป็นแค่ขนของมนุษย์ชาวยุโรป
     
       ทีมวิจัยสรุปการศึกษาครั้งนี้ว่าเป็นหลักฐานเพื่อหักล้างความเชื่อ เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับ และเทคนิคที่นำมาใช้นี้ก็เป็นการปิดฉากความเคลือบแคลงเกี่ยวกับการจำแนก สปีชีส์ของตัวอย่างไพรเมทลึกลับ และสร้างมาตรฐานอันเข้มงวดเพื่อใช้ในการตรวจสอบการกล่าวอ้างอื่นๆ ที่จะตามมาอีกในอนาคต
     
       อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
     
        เตรียมสืบค้นดีเอ็นเอล่าต้นตอ “เยติ”


ภาพจากแฟ้มเมื่อปี 2008 ผู้สนับสนุนการมีตัวตนของบิ๊กฟุต แต่งตัวเลียนแบบสัตว์ลึกลับ หน้าโรงแรมระหว่างการแถลงข่าวตัวอย่างสัตว์ลึกลับในตำนาน (เอพี)










ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000074752
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


มีความประสงค์จะนำทองคำแผ่นทั้ง 6 แผ่น มาคืนให้กับสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช

ทั้่งนี้ นางวรรณี เล่าว่า หลังจากทราบข่าวว่ามีชาวบ้านเขาชัยสน จ.พัทลุง ขุดเจอทองคำแผ่นจำนวนมากในสวนปาล์ม เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนจึงเดินทางไปติดต่อขอซื้อทองคำแผ่นจากชาวบ้านคนหนึ่ง โดยขอซื้อมา 5 แผ่น ในราคา 5.5 หมื่นบาท แล้วนำกลับมาเก็บไว้ที่บ้านพักใน จ.สุราษฎร์ธานี ปรากฏว่าจู่ๆ ก็เกิดปาฏิหาริย์ เมื่อพบว่า ทองคำแผ่นที่ซื้อมานั้นได้งอกเพิ่มมาอีก 1 แผ่น รวมเป็น 6 แผ่น และขณะที่เก็บทองคำแผ่นไว้ในบ้านก็มีปรากฏการณ์ฟ้าร้องฟ้าแลบเกิดขึ้นที่บ้านตนเกือบทุกวัน แม้ว่ากิจการค้าขายของตนเริ่มขายดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สบายใจ

เมื่อมีการประกาศให้ผู้ที่ครอบครองทองคำแผ่นที่ได้มาจากการขุดในสวนปาล์มมาคืนให้กับทางราชการเสีย โดยจะมีการซื้อกลับคืน จึงเห็นว่าทองคำแผ่นที่ซื้อมาครอบครองนั้น เป็นสมบัติโบราณและมีความศักดิ์สิทธิ์ กลัวว่าอาจจะเกิดเหตุร้ายขึ้น จึงนำทองคำแผ่นทั้ง 6 แผ่นมาคืน แต่ทางกรมศิลป์จะต้องจ่ายเงินคืนด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่คืนทองคำ แต่จะนำไปถวายวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในช่วงที่จะมีการบูรณะซ่อมแซมพระบรมธาตุเจดีย์ในอนาคตต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายอาณัติ บำรุงวงศ์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช ได้รับทองคำแผ่นทั้ง 6 แผ่นคืนไว้ และรับปากว่าจะดำเนินการเบิกเงินให้แก่นางวรรณีในภายหลังต่อไป โดยมีการบันทึกปากคำและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

ภาพจาก สปริงนิวส์




ที่มา : http://news.sanook.com/
____________________

: Pageviews








            กลายเป็นข่าวใหญ่ที่เรียกความสนใจจากคนทั้งโลกได้ในชั่วไม่กี่ชั่วโมง กับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ MH370 ซึ่งสูญหายไปพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 ชีวิต โดยสัญญาณการติดต่อหายไปจากจอเรดา​ร์​ขณะบินอยู่เหนือทะเลจีนใต้ทางตะวันออกของมาเลเซีย ระหว่างเดินทางมุ่งหน้าจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 ปัจจุบันการค้นหายังคงเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางคำถามที่ค้างคาใจทุก ๆ ฝ่ายว่า เครื่องบินทั้งลำ จู่ ๆ จะหายไปโดยไม่ปรากฏร่องรอยอะไรไว้เลยได้อย่างไรกัน แต่อย่างไรก็ดี นอกจากกรณีของเครื่องบินจากสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สนี้แล้ว ก็ยังมีสถานการณ์คล้าย ๆ กันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้า มีทั้งที่สาเหตุการตกคลี่คลายได้แล้ว และที่เป็นปริศนาต่อไป ไม่มีใครทราบแน่ชัดถึงสาเหตุของโศกนาฏกรรมแห่งความสูญเสีย ลองมาดู 10 เหตุการณ์เครื่องบินหาย​และเครื่องบิน​ตกที่ลึกลับ​และแปลก​ที่สุดในโลก ที่เว็บไซต์มิเรอร์ได้รวบรวมเอาไว้ดังต่อไปนี้กันค่ะ

1. การหายไปอย่างไร้ร่องรองของอะเมเลีย เอียร์ฮาร์ท ขณะบินสำรวจโลก 




            อะเมเลีย เอียร์ฮาร์ท ชาวอเมริกัน นักบินหญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแฟซิฟิคได้สำเร็จ ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยณะบินอยู่เหนือบริเวณเกาะฮาวแลนด์ ทางตอนกลางของมหาสมุทรแฟซิฟิก พร้อมกับ เฟร็ด นูแนน สหายนักสำรวจ ขณะนำเครื่องบินล็อกฮีด อิเล็กทรา บินสำรวจโลก เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1937

            ชะตากรรมของทั้งคู่เป็นอย่างไรยังคงเป็นปริศนา บ้างว่าเชื้อเพลิงเครื่องบินหมดกลางทาง และตกลงสู่มหาสมุทรเบื้องล่าง บ้างว่าเพราะเธอเป็นสายลับให้ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ จึงถูกจับไว้โดยชาวญี่ปุ่น บ้างก็ว่าเครื่องบินตกแถบชายฝั่งประเทศญี่ปุ่น นักบินบาดเจ็บ และเสียชีวิตในที่สุด ร่างของทั้งคู่ถูกกินและย่อยไปโดยปูชายฝั่งที่มีมากมาย บ้างบอกว่าเธออาจยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งในนิวเจอร์ซี แต่เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลไปแล้ว และแม้กระทั่งที่เชื่อว่าทั้งคู่ถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาวก็มีเช่นกัน ซึ่งประการหลังสุดนี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างละครโทรทัศน์ตอนหนึ่งของ Star Trek: Voyager ในปี 1995 ด้วย






2. การหายสาบสูญของเกล็น มิลเลอร์ เหนือช่องแคบอังกฤษ 





            เกล็น มิลเลอร์ นักดนตรีแจ๊ซชาวอเมริกัน ในฐานะหัวหน้าวงดนตรีแอร์ฟอร์ซแบนด์ ของกองทัพสหรัฐฯ ทำหน้าที่ผู้มอบเสียงเพลงและความรื่นรมย์ให้แก่กองกำลังของฝ่ายสัมพันธมิตร ในช่วงฤดูร้อนของปี 1944

            มิลเลอร์ใช้เวลาในค่ำคืนสุดท้ายของชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านมิลตัน เอิร์นเนส ในมณฑลเบดฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ โดยไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยวที่เขาโดยสารในวันรุ่งขึ้น จะพาเขาหายสาบสูญไปบริเวณเหนือช่องแคบอังกฤษ ในวันที่ 14 ธันวาคม 1944 ขณะกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปทำหน้าที่ต่อที่ประเทศฝรั่งเศส

            มีการคาดเดาสาเหตุของการหายสาบสูญของมิลเลอร์ไปต่าง ๆ นานา หลายกระแสเชื่อว่าเครื่องบินลำที่เขานั่งถูกลูกหลงจากฝ่ายเดียวกันเอง หลังจากที่เครื่องบินทิ้งระเบิด แลงคาสเตอร์ บอมเบอร์ เพิ่งได้รับคำสั่งยกเลิกการจู่โจมเมืองซีเก้น ของเยอรมัน และให้ทำลายระเบิดเพลิง 100,000 ลูก ที่เหนือช่องแคบอังกฤษก่อนบินกลับฐานทัพ ส่วนอีกกระแสหนึ่งที่อื้อฉาวมาก และไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยมากนัก ว่าไว้โดยอูโด้ อูล์ฟโคทเทอ นักหนังสือพิมพ์ชาวเยอรมัน บอกว่าที่จริงมิลเลอร์บินไปถึงฝรั่งเศส แต่หัวใจวายตายในซ่องที่ปารีเซียงนั่นเอง






3. ฝูงบิน 19 และการหายสาบสูญที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา





            ฝูงบิน 19 (Flight 19) คือชื่อเรียกฝูงบินทิ้งระเบิด ทีบีเอ็ม เอเวนเจอร์ 5 ลำ ของสหรัฐฯ ซึ่งหายไประหว่างการบินทดสอบ หลังบินออกจากฟอร์ท ลอเดอร์เดล ในแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1945 โดยการบินครั้งนี้นำโดยนักบินประสบการณ์สูง ชาร์ลส์ เทเลอร์

            หลังเริ่มทดสอบการบินไปได้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง นักบินได้รายงานกลับมายังศูนย์ว่าเกิดเหตุสภาวะการแปรปรวน ไม่สามารถระบุตำแหน่งพื้นที่เบื้องล่างได้ เทเลอร์บอกเจ้าหน้าที่ผ่านการสื่อสารทางวิทยุว่า เข็มทิศทั้งสองของเครื่องไม่สามารถทำงานได้ปกติ แม้ว่าทางศูนย์ทางภาคพื้นจะมีความพยายามในการช่วยระบุตำแหน่ง แต่ก็ไร้ผลเมื่อฝูงบินทั้ง 5 ก็ไม่สามารถจับทิศทางได้ ในที่สุดเครื่องบินทั้ง 5 ลำ พร้อมนักบิน 14 ชีวิต ก็ล้มเหลวในการลงสู่พื้นดิน และพุ่งดิ่งสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง ไม่มีใครได้พบแม้แต่เศษซากอีกเลย

            ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้น เครื่องบินค้นหาพีบีเอ็ม ของกองทัพเรือ พร้อมนักบินอีก 13 นาย ที่รับหน้าที่ค้นหาร่องรอยของฝูงบิน 19 ที่สูญหาย ก็กลับหายสาบสูญไปด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าคงมีจุดจบไม่ต่างไปกับฝูงบิน 19 นั่นเอง






4. การหายไปของเครื่องบินสตาร์ดัสต์ และรหัสมอร์สปริศนา




            เครื่องบินสตาร์ดัสต์ ของสายการบินบริติช เซาธ์ อเมริกัน แอร์เวย์ส (BSAA) ภายใต้การบังคับของกัปตันเรจินัลด์ คุก นักบินผู้มีชื่อเสียง นำเครื่องออกจากกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อเวลา 13.46 นาฬิกา ของวันที่ 2 สิงหาคม 1947 บินข้ามเทือกเขาแอนดีส มุ่งหน้าไปยังกรุงซานติอาโก ประเทศชิลี แต่ก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง การติดต่อสุดท้ายของเครื่องบิน คือรหัสมอร์สปริศนา ใจความว่า "STENDEC"



            มีความพยายามแกะความหมายของรหัสมอร์สดังกล่าวมาตลอดหลายสิบปีหลังเกิดเหตุการณ์ มีการคาดเดาถึงหลายสาเหตุที่ทำให้สตาร์ดัสต์บินไปพบจุดจบ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ฟังดูเหลว​ไ​หลอย่างการโจมตีจากมนุษย์ต่างดาว ไปจนถึงการก่อวินาศกรรมทางอากาศ การตั้งใจระเบิดเครื่องกลางอากาศเพื่อทำลายเอกสารทางการทูตที่ผู้โดยสารรายหนึ่งนำขึ้นเครื่องมา และการคาดการณ์ที่ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น อย่างเครื่องบินอาจบินเข้าสู่ช่วงเทือกเขาที่มีการเลื่อนไถลในแนวดิ่งของหิมะ ทำให้เครื่องบินตก และซากถูกหิมะฝังไว้มิด



            ​อย่างไรก็ดี ทฤษฎีสุดท้ายนี้ฟังดูสมจริงมากที่สุด เมื่ออีก 50 ปีภายหลังเกิดเหตุการณ์ มีสองนักปีนเขาชาวอาร์เจนตินาได้พบชิ้นส่วนเครื่องยนต์พร้อมกับเศษซากของเสื้อผ้า ระหว่างการปีนยอดเขาทูปันกาโต ของเทือกเขาแอนดีส





5. เครื่องบินสตาร์ไทเกอร์ กับการหายไปที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


            เป็นอีกครั้งที่เกิดความสูญเสียกับเครื่องบินของสายการบินบริติช เซาธ์ อเมริกัน แอร์เวย์ส (BSAA) ในคราวนี้คือเครื่องบินสตาร์ไทเกอร์ พร้อมผู้โดยสาร 25 ชีวิต โดยหนึ่งในนั้นคือฮีโร่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งของสหราชอาณาจักร พลอากาศโทเซอร์อาเธอร์ โคนิงแฮม ที่บินออกจากเกาะซานตามาเรีย ประเทศโปรตุุเกส มุ่งสู่หมู่เกาะเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 1948 ท่ามกลางสภาพอากาศค่อนข้างเลวร้ายเนื่องจากลมพัดแรงจัด

            สตาร์ไทเกอร์ออกบินพร้อมเชื้อเพลิงเหลือเฟือ บังคับเครื่องให้บินต่ำเพื่อเลี่ยงกรต้านกระแสลม โดยบินตามเครื่องบินขนส่งแลงคาสเทรนออกมาไม่ทิ้งห่างกันนัก จากระยะทางที่น่าจะกินเวลาบินราว 12 ชั่วโมง เครื่องบินแลงคาสเทรนมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่ปรากฏว่าสตาร์ไทเกอร์นั้นไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย

            เป็นที่คาดการ​ณ์​ว่าการบินที่ระดับต่ำ ประกอบกับกระแสลมแรงจัด พัดให้สตาร์ไทเกอร์ร่วงสู่พื้นมหาสมุทรเบื้องล่าง หรืออาจเป็นการทำงานที่ขัดข้องของมาตรวัดระดับความสูง บวกกับความเหนื่อยล้าของนักบินจากชั่วโมงบินที่ยาวนาน ทำให้เกิดความผิดพลาดบังคับเครื่องสตาร์ไทเกอร์พุ่งลงสู่ผืนน้ำก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีทั้งเครื่องบิน และผู้โดยสารในเที่ยวบินทั้งทั้งหมด ยังคงหายสาบสูญจนถึงปัจจุบัน



เครื่องบิน Tudor Mark IV (หน้าตาคล้ายกับเครื่องบินสตาร์ไทเกอร์ที่หายสาบสูญไป)



คลิป AVRO Tudor โพสต์โดย คุณ Bomberguy





6. ปริศนาหายนะเที่ยวบิน 191



ซากเครื่องบินเที่ยวบิน 191 ของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส

            หากลองสังเกตดูจะพบว่าสายการบินหลาย ๆ แห่ง จะไม่ตั้งชื่อเที่ยวบินของตนว่า เที่ยวบิน 191 (Flight 191) ซึ่งปกติจะเป็นเที่ยวบินที่บินจากสนามบินนานาชาติโอแฮร์ ในชิคาโก ไปยังสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส กันเท่าใดนัก สืบเนื่องมากจากหายนะหลาย ๆ ครั้งที่เคยเกิดขึ้นลอดช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมานี้ ล้วนเกียวข้องกับหมายเลขของเที่ยวบินดังกล่าว

            หนึ่งในหายนะเที่ยวบิน 191 ที่ทำให้เกิดความสูญเสียมากที่สุดในประวัติศาสตร์การบินอเมริกา คือเที่ยวบิน 191 ของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 1979 ที่เครื่องบินตกหลังออกจากสนามบินโอแฮร์ได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น คร่าชีวิตผู้โดยสาร 258 ชีวิต และลูกเรืออีก 13 ชีวิต

            นอกจากนี้ก็ยังมี เครื่องบินเจท X-15 เที่ยวบิน 191 ซึ่งขึ้นบินเป็นการบินทดสอบเครื่อง โดยนักบินไมเคิล เจ. อดัมส์ ออกตัวที่ทะเลสาบร้างเดลามาร์ ในรัฐเนวาดา สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 1967 แต่เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคหลังนำเครื่องขึ้นเพียงไม่กี่นาที ลงเอยด้วยการโหม่งโลก คร่าชีวิตนักบินในซากเครื่องบินไหม้พังยับเยิน และเหตุการณ์หวิดนำหลายชีวิตดิ่งสูญดับของเที่ยวบิน 191 สายการบินเจ็ตบลู แอร์เวย์ส ในปี 2012 ที่กัปตันผู้บังคับเครื่องเกิดอาการแพนิคกะทันหัน โชคดีที่ผู้โดยสายเข้าช่วยเข้าระงับอาการได้ทันท่วงที จึงไม่เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

            ด้วยเหตุการณ์ที่น่าพิศวงเหล่านี้นี่เอง หลายสายการบินถึงพร้อมใจกันถอนการเรียกชื่อเที่ยวบิน 191 ไปโดยปริยาย





7. การหายที่เป็นปริศนาของเครื่องบินสตาร์แอเรียล





            สตาร์แอเรียล นับเป็นเครื่องบินอีกลำของสายการบินบริติช เซาธ์ อเมริกัน แอร์เวย์ส (BSAA) ที่ต้องเผชิญชะตากรรมไม่คาดคิด จากไฟลท์ที่บินจากหมู่เกาะเบอร์มิวดามุ่งหน้าไปยังประเทศจาไมกา ในวันที่ 17 มกราคม 1949

            สตาร์แอเรียล ออกบินอย่างรายรื่นสู่ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ไม่มีสัญญาณของหายนะใด ๆ ปรากฏมาก่อน กระทั่งเกิดเหตุขัดข้องด้านสัญญาณการติดต่อกับนักบิน และแล้วสตาร์แอเรียลก็ไม่อาจพาผู้โดยสาร 20 ชีวิตพร้อมนักบินอีกหนึ่งนาย ไปถึงจุดหมายปลายทางได้​ นอกจากนี้ยังน่าแปลกใจที่ความพยายามในการค้นหาเครื่องบินลำนี้ดำเนินไปเพียงไม่นาน ก็ยุติลงในวันที่ 25 มกราคม

            การสรุปสาเหตุการหายไปของสตาร์แอเรียลยังคงไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ดอน เบนเนตต์ อดีตผู้อำนวยการของ BSAA ออกมาระบุว่า เหตุความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งกับสตาร์ไทเกอร์ และสตาร์แอเรียล คือการจงใจก่อวินาศกรรมทางอากาศ ทั้งยังพาดพิงถึงนายคลีเมนต์ แอทท์ลี นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในตอนนั้น ว่าเป็นผู้ออกคำสั่งอย่างลับ ๆ ให้ยุติการค้นหา และการสืบสวนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมของเครื่องบินทั้งสองลำตัว






8. หายนะเที่ยวบิน 571 ที่เทือกเขาแอนดีส




            เครื่องบินเช่าเหมาลำอุรุกวัยแอร์ฟอร์ซ นำผู้โดยสาร 45 ชีวิตรวมนักบิน และทีมรักบี้ของอุรุกวัย บินจากเมืองหลวงของอุรุกวัย มุ่งหน้าไปยังกรุงซานติอาโก ของชิลี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 1972 แต่ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ต้องหยุดพักที่สนามบินนานาชาติเมนโดซ่า ในอาร์เจนตินา ก่อนออกเดินทางอีกครั้งในวันถัดมา โดยไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเป็นการเดินทางที่พาพวกเขาไปสู่หายนะที่คร่าชีวิตเพื่อนร่วมทางไปหลายสิบคน ส่วนผู้รอดชีวิตก็ต้องกินเนื้อจากร่างมนุษย์ด้วยกันเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

            เครื่องบินลำดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้อง ประกอบกับสภาพอากาศเลวร้าย จึงตกลงบนเทือกเขาแอนดีส ผู้โดยสาร 12 รายเสียชีวิตทันทีจากเหตุเครื่อบินตก อีก 6 รายเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันถัดมา และยังมีอีก 8 ชีวิตที่จบลงจากเหตุหิมะที่ถล่มลงมายังซากเครื่องบินซึ่งพวกเขาปักหลักยึดเป็นที่พักพิง

            อีก 16 คนที่เหลืออยู่รอดได้ด้วยการกินเนื้อจากร่างผู้โดยสารที่เสียชีวิตไปแล้วเพื่อประทังชีวิตตัวเอง กว่าทั้งหมดจะถูกค้นพบและได้รับความช่วยเหลือก็เป็นเวลาอีก 72 วันถัดมา เมื่อ 2 คนในกลุ่มที่รอดชีวิต ตัดสินใจออกเดินเท้าข้ามเขตเขา ใช้เวลาถึง 10 วันจนกระทั่งได้พบกับเซลล์แมนนักเดินทางชาวชีลีที่ได้แบ่งปันน้ำและอาหารให้ พร้อมทั้งแจ้งขอความช่วยเหลือกู้ภัยเร่งด่วนไปยังทางการ

            เรื่องราวหายนะของเที่ยวบิน 571 และการต่อสูของผู้รอดชีวิตทั้ง 16 คน กลายเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง Alive (1993)





9. ชะตากรรมที่น่าเศร้าของเที่ยวบิน 990 สายการบินอิยิปต์แอร์


            หายนะดับยกลำของเครื่องบินโบอิ้ง 767 สายการบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบินที่ 990 ซึ่งบินออกจากสนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ​สหรัฐฯ ​มุ่งหน้าสู่กรุงไคโรของอียิปต์ ​เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 1999 ​เครื่องบินลำนี้ได้​พาผู้โดยสารรวมลูกเรือ นักบิน และกัปตัน ทั้งสิ้น 217 ชีวิต ไปสู่จุดจบทั้งหมด เมื่อเครื่องบินตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตอนใต้ของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ

            มีรายงานว่า ผู้ก่อเหตุคือนายกามิล เอล-บาตอตตี้ ผู้ช่วยนักบิน ที่เพิ่งจะถูกนายฮาเทม รัชดี้ หนึ่งในผู้บริหารของอียิปต์แอร์ ที่ร่วมโดยสารในเที่ยวบินนั้นด้วย ตำหนิอย่างรุนแรงเรื่องประพฤติ​ตัว​ไม่เหมาะสมทางเพศ โดยหนึ่งในคำต่อว่าคือ "นี่จะเป็นไฟลท์สุดท้ายของนาย" ก่อนที่นายกามิลจะโต้ตอบด้วยคำพูดเดียวกันว่า "มันจะเป็นไฟลท์สุดท้ายของคุณเหมือนกัน"

            ในภายหลังพบว่าเครื่องบันทึกเสียงภายในห้องนักบินที่สามารถบันทึกเสียงของนายกามิลพึมพัมว่า "ฉันเชื่อในพระเจ้า" ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัปตันได้ขอตัวมาเข้าห้องน้ำ ก่อนที่ระบบออโต้ไพลอ​ต​จะถูกปิด และเครื่องบินก็ดิ่งหัวลงสู่เบื้องล่าง เสียงพึมพันนั้นยังคงดังต่อเนื่องในระหว่างที่เครื่องบินลดระดับลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งลุกไหม้และตกลงสู่มหาสมุทร

            หน่วยงานสอบสวนอากาศของสหรัฐฯ (The US National Transportation Safety Board) มีความเห็นว่าเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้เป็นผลจากการกระทำของนายกามิล แต่ไม่ได้ระบุถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุของผู้ช่วยนักบินรายนี้แต่อย่างใด



สภาพกล่องบันทึกเสียงจากห้องนักบินของเที่ยวบินมรณะ





10. หายนะสะเทือนใจ เที่ยวบิน 447 สายการบินแอร์ฟรานซ์




            เครื่องบินแอร์บัสรุ่น A330 ของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบิน 477 มุ่งหน้าออกจากกรุงริโอ เดอ จานีโร ประเทศบราซิล สู่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2009 แต่ก็ไม่อาจพาผู้โดยสาร 214 ชีวิต และลูกเรืออีก 12 รายไปถึงจุดหมายได้

            จากการสืบสวนระบุว่า เกิดผลึกน้ำแข็งก่อตัวในท่อของเครื่องบิน ขัดขวางการทำงานของระบบออโต้ไพลอต จนกระทั่งระบบไม่สามารถทำงานได้ ทำให้เครื่องบินทิ้งดิ่งตัวลงปะทะกับพื้นน้ำของมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่พบผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างใด

            ร่างผู้เสียชีวิต 50 ร่าง ถูกพบลอยอืดเหนือน้ำเป็นที่น่าสะเทือนใจในช่วงเดือนถัดมา กล่องดำถูกค้นพบในเดือนพฤษภาคม ในปี 2011 พร้อมกับพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 104 ศพ ส่วนอีก 74 ร่างยังคงหาไม่เจอจนกระทั่งปัจจุบันนี้


            เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในอุบัติเหตุที่นำมาซึ่งการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ก็คืออุบัติเหตุทางอากาศ ซึ่งเป็นความเสียหายที่สูงทั้งในแง่มูลค่า และยิ่งประเมินค่าไม่ได้ในด้านชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรือ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ได้แต่ขอไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก และกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็ขอเป็นกำลังใจเจ้าหน้าที่ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตามหาร่องรอยของเที่ยวบินดังกล่าว และเหนือสิ่งอื่นใดขอร่วมภาวนาและเอาใจไปอยู่เคียงข้างผู้ที่ยังคงรอคอยบุคคลอันเป็นที่รักด้วยนะคะ








ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/99104
____________________

: Pageviews



ผู้ประท้วงในไอซ์แลนด์หวั่นการสร้างถนนทำลายถิ่นอาศัยของ "เอลฟ์"

       ในโลกนี้มีการประท้วงอยู่นับไม่ถ้วน แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าการประท้วงนี้มีอยู่จริง ที่ไอซ์แลนด์มีการประท้วงการตัดถนนผ่านดินแดนที่เต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ประท้วงหยิบขึ้นมาคัดค้านการก่อสร้างที่จะเกิดขึ้น จะเป็นการทำลายถิ่นอาศัยของเอลฟ์ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางหินเหล่านั้น
     
       เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่นักสิ่งแวดล้อมหลายสิบคนในไอซ์แลนด์ได้ออกมาประท้วงคัดค้านการสร้างถนนที่จะตัดผ่านดินแดนที่เต็มไปด้วยหินภูเขาไฟในคาบสมุทรแอลฟ์ทาเนส (A'lftanes peninsula) และหนึ่งในกิจกรรมประท้วงที่เรียกความสนใจได้มากคือคำอ้างของผู้ประท้วงที่ระบุว่า การสร้างถนนจะรบกวนถิ่นอาศัยของเอลฟ์ที่อยู่ตามหินต่างๆ
     
       เบนจามิน แรดฟอร์ด (Benjamin Radford) คอลัมนิสต์ประจำไลฟ์ไซน์ วิเคราะห์เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับเอลฟ์ (Elves) ของชาวไอซ์แลนด์ลงคอลัมน์แบดไซน์ เขาระบุว่าเอลฟ์และภูตแฟรี่ (fairies) นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในตำนานเล่าขาน ซึ่งมีกำเนิดมาจากตำนานเทพปกรณัมนอร์ส (Norse mythology) โดยผลสำรวจความคิดเห็นพบว่ากว่าครึ่งของชาวไอซ์แลนด์เชื่อในเอลฟ์หรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของเอลฟ์
     
       จากการสืบค้นหนังสือเกี่ยวกับตำนานและนิทานนางฟ้าของไอซ์แลนด์ แรดฟอร์ดได้คำอธิบายว่า โดยทั่วไปชาวไอซ์แลนด์นั้นมีความผูกผันกับประเทศตนเองมาก และอาจจะมากกว่าคนอื่นๆ ในโลก โดยมีความรักให้ต่อลักษณะทางกายภาพของผืนดินที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นก้อนดิน ภูเขา ธารน้ำ หุบเขา หรือแม้แต่ภูเขาไฟที่ปะทุและเศษธารน้ำแข็งไร้ค่า นอกจากนี้ยังมองว่าแผ่นดินนั้นมีชีวิตและจิตวิญญาณ และเอลฟ์และแฟร์รีก็มีชีวิตอยู่แยกออกไปจากมนุษย์ หลบซ่อนจากโลกและปฏิเสธมนุษย์ แต่ก็ต้องได้รับการเคารพ ไม่เช่นนั้นจะได้รับอันตรายจากเอลฟ์หรือเด็กอาจถูกลักพาตัว
     
       แรดฟอร์ดยังยกตัวอย่างการประท้วงของนักอนุรักษ์ในอีกหลายประเทศที่ยกเรื่องเอลฟ์และแฟร์รี่มาเป็นประเด็น ซึ่งพบได้ในประเทศที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมากกว่าแค่การหยิบฉวยจินตนาการอันโรแมนติกของคนทั่วไป แต่ยังสะกิดความกังวลในเชิงสังคมและวัฒนธรรมต่อสิ่งแวดล้อมที่คงอยู่มายาวนานด้วย
     
       ประเด็นการคุกคามของโลกยุคใหม่ต่อธรรมชาติก็ปรากฏชัดในงานเขียนระดับคลาสสิคหลายชิ้น โดยเขาได้ยกตัวอย่างเช่น ผลงานเรื่อง “ลอร์ดออฟเดอะริงส์” ของ เจอาร์อาร์ โทลกิน ที่กล่าวถึงบ้านของชาวฮอบบิตที่ถูกคุกคามจากอุตสาหกรรมก่อมลภาวะอันสกปรกที่อยู่ในมือของปีศาจซารูแมน แต่สันติสุขและธรรมชาติก็เอาชนะภัยคุกคามนั้นได้ ซึ่งเป็นข้อความของการอนุรักษ์ที่ทรงพลัง
     
       ทั้งนี้ ยังมีผู้ประท้วงคนอื่นๆ ที่อาจไม่ได้สนใจในประเด็นเรื่องการทำลายถิ่นอาศัยของเอลฟ์ และอาจมีเหตุผลอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายในการสร้างถนน หรือการทำลายภูมิประเทศที่มีความหมายเชิงวัฒนธรรม แต่ไม่ว่าผู้ประท้วงจะเชื่อหรือไม่เชื่อในตำนานเอลฟ์ แรกฟอร์ดกล่าวว่า ตอนนี้โลกกำลังจับตาในการสร้างถนนดังกล่าว ในแง่ของความไม่ชอบธรรมทางกฎหมาย หรือการทำลายดินแดนเก่าแก่อันบริสุทธิ์
     
       “ไม่ว่าจะได้เห็นถนนที่ตัดผ่านหินลาวาเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ แต่หากผู้ประท้วงหรือแม้แต่เอลฟ์ไม่อาจแก้ปัญหา เชื่อเถอะว่าระบบกฏหมายจะแก้ไขได้” แรดฟอร์ดระบุ







ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000005568
____________________

: Pageviews




เหตุการณ์สุดลี้ลับ เมื่อบ้านหลังหนึ่งใน ต.นากลาง อ.สูงเนินจ.นครราชสีมา เกิดไฟปริศนาลุกไหม้กว่า 30 ครั้งติดต่อกัน



ทำให้คนในบ้านต่างเดือดร้อนขนของออกมาจากบ้านเพราะเกรงว่าจะถูกไฟไหม้หมด ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ามีดวงวิญญาณของเด็กหญิงวัย2ขวบ สิงอยู่ในบ้านและสร้างความปั่นป่วนเพราะต้องการอยู่บ้านหลังใหม่

ซึ่งชาวบ้านหลายคนได้แห่มาดูบ้านหลังนี้ ส่วนเจ้าของบ้านและคนที่อยู่ในบ้าน บางส่วนต้องออกไปนอนค้างปฏิบัติธรรมที่วัดและอีกส่วนหนึ่งต้องมาคอยเฝ้าบ้านไม่ให้เกิดไฟลุกไหม้

ผศ.รุจิรา อุปวานิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้อธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ดังกล่าวว่าน่าจะมีปัจจัยมาจาก อากาศแห้งหรือ สารเคมีจำพวกฟอสฟอรัส เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดการการสันดาป เพราะบ้านหลังนี้ค่อนข้างรกรุงรัง จึงอาจก่อให้เกิดการสะสมทำให้เกิดชนวนในการเกิดเพลิงลุกได้ ซึ่งในส่วนของเรื่องไสยศาสตร์ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจาณญาณของแต่ละบุคคล






ที่มา : http://news.mthai.com/general-news/299428.html
____________________

: Pageviews


สำนักข่าวต่างประเทศท้องถิ่นของประเทศโคลัมเบีย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา หญิงชราวัย 82 ปี ซึ่งเดินทางมาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงโบโกตาของโคลัมเบีย หลังมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงและเชื่อว่ามีบางอย่างผิดปกติในช่องท้อง เมื่อแพทย์เอ็กซเรย์บริเวณช่องท้องก็ถึงกับช็อคไปตามๆกันเมื่อพบว่ามีทารกอายุครรภ์ 40 ปีอยู่


ทั้งนี้แพทย์วินิจฉัยว่าทารกในท้องคนไข้นี้หลุดออกจากมดลูก ทำให้ไม่มีพัฒนาการ หยุดการเจริญเติบโต เรียกภาวะนี้ว่า lithopedion หรือ stone pregnancy

ล่าสุดได้ส่งตัวหญิงชรารายนี้ไปที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง เพื่อผ่าตัดเพื่อนำทารกออกมาแล้ว



ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/293968.html
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

 วันนี้(22 พ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ที่ช่องแคบฮัดสัน ในจังหวัดนูนาวัต ทางตอนเหนือสุดของแคนาดา ชาวประมงต้องตื่นตะลึงเมื่อพบปลาประลาดมีจมูกยาว อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลระดับ 3,000ฟุต

ปลาจมูกยาว

โดยผู้เชี่ยวชาญ เผยว่า ในตอนแรกเชื่อว่ามันเป็นปลาฉลาม แต่ลักษณะของจมูกที่ยาวแหลมรวมถึงมีฟันอันแหลมคม ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาต้องถกเถียงว่ามันเป็นปลาอะไรกันแน่

ซึ่งมันน่าจะเป็นสายพันธ์เครือญาติระหว่างกระเบนกับฉลาม เพราะมันมีหางคล้ายแส้ รวมถึงลักษณะที่ใหญ่กว่า 3 เมตร และดำน้ำได้ลึกกว่า 1- 2 พันเมตร ทำให้มันเป็นสัตว์หายากมาก








ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/287715.html
____________________

: Pageviews




Curse of Tippecanoe หรือที่รู้จักกันในชื่อ คำสาปวัฏจักรมรณกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือจะอีกมากมายหลายชื่อ เช่น

คำสาปของเทคุมเซ่ (Tecumseh's curse) เนื่อง จากเป็นคำสาปที่หัวหน้าเผ่าเผ่าชอว์นี ที่ชื่อว่า เทคุมเซ่ (Tecumseh) ได้ทำการสาปแช่ง คนขาวที่มาบุกรุก แย่งชิง ฆ่าฟัน ชาวอินเดียแดง ซึ่งเป็นเจ้าของผืนแผ่นดิน ของพวกเขาไปด้วยความเหี้ยมโหด

คำสาปปีที่ลงท้ายด้วยศูนย์ ( zero-year curse ) เนื่องจาก คำสาปนี้จะส่งผลต่อ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับเลือกตั้งมาในปีที่ลงท้ายด้วยศูนย์ จะต้องมีอันเป็นไปในระหว่างดำรงณ์ตำแหน่ง ที่จะกล่าวถึงต่อไป
คำสาปยี่สิบปี ( The twenty-year curse ) เนื่องจาก ทุกๆยี่สิบปี ที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจะต้องมีอันเป็นไป



รูปหัวหน้าเผ่าชอว์นี ( Shawnee ) ที่ชื่อว่า เทคุมเซ่ ( Tecumseh ) ที่ได้ทำการสาปแช่งให้ประธานาธิบดีสหรัฐจงมีอันเป็นไป






อนุสรณ์สถานบริเวณในพื้นสนามรบที่ เทคุมเซ่ ถูกยิงตาย ในการรบในสงครามที่เรียกว่า Thames War ในแคนนาดาเหนือ มีข่าวลือว่า เขาถูกยิงตายโดยปืนไรเฟิล ของ พันเอกริชาร์ด เมนเตอร์ จอห์นสัน ( Col. Richard Mentor Johnson ) และผลงานจากการนำทัพในการรบครั้งนี้ผลักดันให้ วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 9 ส่วนศพของ เทคุมเซ่ ได้มีการขุดขึ้นมา เพื่อนำไปฝังใหม่โดยสถานที่อันเป็นความลับสูงสุดของชนเผ่าชอว์นี


ซึ่งคำสาปนี้ได้ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอันเป็นไปตั้งแต่ปี 1840 เรื่อยมาจนถึงปี 1960 เป็นเวลากว่า 120 ปี นำมาซึ่งความหวาดกลัวให้แก่ผู้นำประเทศมหาอำนาจของโลก อย่างสหรัฐอเมริกา แต่คำสาปนี้ก็เริ่มเสื่อมคลายอำนาจลง ในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ( Ronald Reagan ) ที่ได้รับการเลือกตั้งมาในปี 1980 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ถูกลอบยิงในเดือนมีนาคม 1981 ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ คาดว่านั้นเป็นเหตุให้คำสาปเสื่อมลง

ผู้เริ่มเปิดเผย ความลับแห่งคำสาปทมิฬ


First widely คำสาปนี้ถูกเปิดประเด็น และได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือ ริปลีย์ เชื่อหรือไม่ ( Ripley's Believe It or Not ) ในปี 1931 โดยมีจุดเริ่มต้นคำสาปมาจาก ประธานาธิปดี วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน ที่ได้รับเลือกตั้งมาในปี 1840 และเสียชีวิตลงในปี 1841 และคำสาปนี้ก็แสดงให้เห็นถึง ว่ามันเป็นจริงเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง


จุดเริ่มต้น แห่งความแค้น สุดสยอง และคำสาป
Began of Curse จุดกำเนิดของคำสาปวัฏจักรมรณกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นี้เกิดขึ้นเมื่อสงครามปีค.ศ.1811 ( 1811 Bettle ) ระหว่างกองกำลังของรัฐบาล กับชาวอินเดียแดง เนื่องจาก นโยบายของ วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน ที่ขณะนั้นดำรงณ์ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอินเดียน่า เข้ามายึดครองพื้นที่ดินทำกินของชนเผ่าอินเดียแดงโดยมิชอบธรรม โดยการกลวิธีเพียงนำเหล้าวิสกี้ ( Whiskey ) ไปมอมเมาเท่านั้นเพื่อให้บรรดาหัวหน้าเผ่านำที่ดินมาแลก และเข้ายึดครองดินแดนศักดิ์ของบรรพชนของชนเผ่าชอว์นี ซึ่งนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่หัวหน้าเผ่าชอว์นี ( Shawnee ) ที่ชื่อว่า เทคุมเซ่ ( Tecumseh ) ซึ่งเป็นเผ่าอินเดียแดงที่ยิ่งใหญ่ และเข้มแข็งที่สุด



ภาพ การเจรจาระหว่าง หัวหน้าเทคุมเซ่ กับ วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน แต่ผลการเจรจาล้มเหลว



แต่ละการเจรจาระหว่าง เทคุมเซ่ กับ วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน ล้มเหลวเมื่อ แฮรร์สัน ปฏิเสธคืนดินแดนให้ ทำให้เกิดการสู้รบกันในปี 1811 แต่ไหนเลย หอก ธนู จะสู้ ปืนได้ ปีเดียวกันนั้นเอง กองทัพแฮรร์สันได้เข้าโจมตีที่มั่นสุดท้ายของชนเผ่าชอว์นี บริเวณแม่น้ำ Tippecanoe จนแตกพ่ายแพ้ย่อยยับลง เทคุมเซ่ ( Tecumseh ) ผู้ที่ภายในจิตใจมีแต่ ความโกรษแค้นอาฆาต ได้ทำพิธีสาปแช่ง วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน และประธานาธิปดีสหรัฐฯ ทุกผู้ทุกคนที่มีที่มาเหมือนดังเช่น วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน จงมีอันเป็นไปทุกผู้ทุกคน ตราบนานเท่านาน


ตาราง เหล่าประธานาธิปดีที่ คาดว่าพบกับ คำสาป สุดสยอง ที่ต่างมีอันเป็นไปต่างๆนานา


รูปได้รับการเลือกตั้งในปีชื่อประธานาธิบดีเหตุของการเสียชีวิตวันที่เสียชีวิต
1840วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน
(William Henry Harrison)
โรคปอดบวม4 เมษายน 1841
1860อัลบราฮัม ลินคอล์น
( Abraham Lincoln)
ถูกลอบสังหาร15 เมษายน 1865
1880เจมส์ เอ. การ์ฟิลด์
( James A. Garfield )
ถูกลอบสังหาร19 กันยายน 1881
1900วิลเลียม แม็กคินลีย์
( William McKinley )
ถูกลอบสังหาร14 กันยายน 1901
1920วอร์เรน จี. ฮาร์ดิงก์
( Warren G. Harding )
หัวใจล้มเหลว หรือ
ถูกลอบวางยาพิษ
2 สิงหาคม 1923
1940แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์
( Franklin D. Roosevelt )
เส้นเลือดในสมองแตก12 เมษายน 1945
1960จอห์น เอฟ. เคนเนดี้
( John F. Kennedy )
ถูกลอบสังหาร22 พฤศจิกายน 1963
1980โรนัลด์ เรแกน
( Ronald Reagan)
ถูกลอบสังหาร
ได้รับบาดเจ็บ
สาหัญแต่รอดชีวิต
5 มิถุนายน 2004
2000จอร์จ ดับเบิลยู. บุช
( George W. Bush )
เคยถูกลอบสังหารปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่







ที่มา : http://wowboom.blogspot.jp/2009/08/curse-of-tippecanoe.html
____________________
บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูสร้าง “แมงกะพรุนเทียม” ที่รู้วิธีว่ายน้ำ
     นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูและซิลิโคนสร้าง “แมงกะพรุน” เลียนแบบที่รู้วิธีว่ายน้ำ เป้าหมายเพื่อสร้างแบบจำลองสำหรับศึกษากายวิภาคของหัวใจ เพร...
  • เผยเทปลับเมืองบนดวงจันทร์ จากโครงการ apollo 20
    โครงการ apollo หลายคนคิดว่ามีไม่ถึง apollo 20 (เพราะออกข่าวถึงแค่โครงการ apollo17) แต่ทางรัฐบาลได้ปิดบังความลับไว้ ว่า โครงการ Apoll...
  • นักบินหรือพระเจ้า
    ในราวปี 1930 นักบินชาวอเมริกันและออสเตรเลีย ได้รับภารกิจให้เป็นทีมสนับสนุนการสำรวจป่าลึกแห่งหนึ่งในนิวกีนี พวกเขาต้องทำการบินเพื่อลงจอดบนเกา...
  • นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าประสิทธิภาพคงเดิม
    แบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่า รองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ (บีบีซีนิวส์)        นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าของขนาดเดิมแต่ป...
  • คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1
    คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1 บทนำ ฉันรับรองว่าเรื่องราวที่ว่ามานี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่นิ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld