นาซาเผย พบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก กำลังโคจรรอบโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กับโลกของเรา มานานกว่า 50 ปีแล้ว...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กดวงหนึ่งชื่อว่า '2016 HO3' กำลังโคจรรอบโลก และเป็นเพื่อนร่วมทางกับโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กัน โดยมันอยู่แบบนี้มากนานกว่า 50 ปีแล้ว และเชื่อว่ามันโคจรรอบโลกต่อเนื่องไปอีกหลายร้อยปี
ศ.พอล โคดาส ผู้บริหารศูนย์เพื่อการศึกษาวัตถุใกล้โลก (CNEOS) ของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า "การคำนวณของเราประเมินว่า 2016 HO3 โคจรรอบโลกในลักษณะเหมือนดาวเทียมมานานเกือบศตวรรษแล้ว และมันจะโคจรตามรูปแบบนี้ในฐานะผู้ร่วมทางกับโลกไปอีกหลายศตวรรษ"
ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกพบโดยกล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อย 'Pan-STARRS 1' บนภูเขา ฮาเลอากาลา ในรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2016 มีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 37-91 เมตร
ศ.โคดาส ยืนยันด้วยว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่มีวันพุ่งชนโลก เพราะมันไม่เคยเข้าใกล้โลกเกินระยะ 14 ล้านกิโลเมตร แต่ด้วยระยะห่างที่มาก ทำให้มันไม่ถูกจัดเป็นดวงจันทร์ตามธรรมชาติ หรือ ดาวบริวารของโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกดาวเคราะห์ดวงนี้ว่า ดาวกึ่งบริวาร (quasi-satellite)
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/640560
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ค้นพบโล่ล่องหนระยะห่าง 7,200 ไมล์เหนือพื้นโลกที่ช่วยป้องกันไม่ให้ "อิเล็กตรอนมรณะ" ที่พุ่งหาโลกด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง เข้ามาทำร้ายมนุษย์โลกได้
อิเล็กตรอนมรณะเหล่านี้นับว่าเป็นภยันตรายต่อมนุษย์อวกาศ ดาวเทียม และระบบอวกาศที่โคจรอยู่รอบโลก แรกสุดนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแถบรังสีแวน อัลเลน ที่มีรูปร่างคล้ายโดนัทอยู่เหนือพื้นโลก คอยปกป้องอิเล็กตรอนและโปรตอนในห้วงอวกาศไม่ให้เข้ามยังโลก แถมรังสีนี้มีการยืดและหดเพื่อการตอบสนองต่อความปั่นป่วนของพลังงานที่มาจากดวงอาทิตย์ โดยมีต้นกำเนิดมาจากสนามแม่เหล็กของโลกนั่นเอง
แถมรังสีแวน อัลเลนถูกค้นพบในปี 1958 โดยศาสตราจารย์เจมส์ แวน อัลเลน และทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยไอโอวา และต่อมาได้มีการค้นพบว่ามีสองวงคือวงในและวงนอก ตั้งอยู่ห่างจากพื้นโลก 25,000 ไมล์
ในปี 2013 เบเคอร์ หนึ่งในลูกศิษย์ของศาสตราจารย์แวน อัลเลน ได้นำดาวเทียมแวน อัลเลนที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือนาซา ปล่อยขึ้นไปเมื่อปี 202 ทำการสำรวจวงแหวนแห่งที่"สาม" ที่อยู่ระหว่างวงนอกและวงใน ที่เหมือนว่ามันจะมีการแปรผันไปตามความเข้มของอนุภาคอวกาศ
ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ไขปริศนาของกำแพงที่อยู่ชั้นในที่อยู่ห่างจากพื้นโลกราว 7,200 ไมล์ที่ช่วยป้องกันอิเล็กตรอนความเร็วสูงไม่ให้เข้าสู่บรรยากาศชั้นลึกๆของโลกได้
"มันเหมือนกับว่าอิเล็กตรอนเหล่านี้กำลังวิ่งไปสู่กำแพงแก้ว คล้ายๆกับโล่ที่สร้างขึ้นโดยสนามแรงในเรื่อง Star Trek ที่ใช้เป็นอาวุธขับไล่ของเอเลี่ยน ตอนนี้เรากำลังจะได้เห็นโล่ล่องหนเหล่านี้กำลังต้านอิเล็กตรอนอยู่ มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าฉงนเป็นที่สุด"
และงานวิจัยนี้ก็ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature แล้ว
เดิมที ทีมวิจัยคิดว่าอิเล็กตรอนประจุสูงที่กำลังวนรอบโลกด้วยความเร็วสูงกว่า 100,000 ไมล์ต่อวินาทีอาจจะถูกปัดให้ค่อยๆเลี้ยวเข้าไปสู่บรรยากาศชั้นบนของโลกและค่อยๆถูกปัดออกไปด้วยอันตรกิริยากับอากาศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีแผงกั้นอีกแผงที่ยานอวกาศแวน อัลเลนได้ค้นพบที่ทำหน้าที่หยุดอิเล็กตรอนก่อนที่มันจะเข้ามาไกลได้ขนาดนี้" เบเคอร์เผย
ทีมวิจัยกำลังค้นหาว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดเกราะป้องกันนี้ขึ้นมาได้และมันยังคงอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ทีมวิจัยเชื่อว่า เป็นไปได้ที่เกราะชั้นนี้จะเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กของโลก ที่จะจับและควบคุมโปรตอนกับอิเล็กตรอนได้ นักวิจัยยังต้องการทราบด้วยว่า คลื่นวิทยุที่ส่งไปจากโลกจะทำให้ประจุอิเล็กตรอนที่กำแพงชั้นนี้กระแจงได้หรือไม่ หรือจะช่วยไม่ให้ประจุอิเล็กตรอนลงมาข้างล่างได้หรือไม่
"ธรรมชาติไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง โดยทั่วไปจึงพยายามจะทำให้มันราบรื่น ดังนั้น เราจึงคิดว่า อิเล็กตรอนความเร็งสูงบางตัวจะเข้ามาได้แต่บางตัวก็กระเจิงออกไป เราไม่ทราบว่ากระบวนการใดที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของอนุภาพเหล่านี้ จนกลายเป็นเกราะป้องกันในอวกาศให้กับเรา"
นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ตั้งสมมติฐานว่าจะมีก้อนเมฆขนาดใหญ่ที่เป็นแก๊สที่มีประจุที่เรียกว่า พลาสมาสเฟียร์ เริ่มต้นขึ้นที่ 600 ไมล์เหนือพื้นโลกและกระจายตัวออกไปหลายพันไมล์เข้าสู่ชั้นนอกของแถบแวน อัลเลน จากนั้นก็กระจายอิเล็กตรอนออกไปที่ขอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ แต่เบเคอร์ก็เชื่อว่า แม้พลาสมาสเฟียร์อาจจะมีส่วนสำคัญต่อเกราะชั้นนี้ แต่ก็เชื่อว่าน่าจะมีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น
"ผมคิดว่ากุญแจสำคัญก็คือการสังเกตการณ์พื้นที่ตรงนี้อย่างละเอียด ซึ่งเราทำได้เพราะเรามีเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วที่ยานแวน อัลเลน ถ้าดวงอาทิตย์ทำให้สนามแม่เหล็กของโลกปั่นป่วนเพราะการปล่อยมวลสารที่ชั้นโคโรนา ผมก็คิดว่าโล่ชั้นนี้ก็น่าจะมีรอยแตกร้าวได้เช่นกัน"
"มันเหมือนกับว่าเราได้มองปรากฏการณ์เดิมด้วยดวงตาอันใหม่ มีอุปกรณ์ชุดใหม่ที่จะทำให้เราบอกได้ว่า ใช่แล้ว มีโล่ที่แข็งและเร็วอยู่จิรง" จอห์น ฟอสเตอร์ นักวิจัยร่วมเผย
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/501307
(29 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตระหนกกับกระแสข่าวเรื่องอิทธิพลของพายุสุริยะ ที่มีการเผยแพร่ข่าวเป็นวงกว้างจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ชาวโลกหวาดหวั่น เพราะมีข้อมูลระบุว่า โลกจะตกอยู่ในความมืดมิดเป็นเวลา 3-6 วันต่อเนื่อง ช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
ตามรายงานระบุว่า เว็บไซต์ Hunzlers.com ได้เผยแพร่ข่าวที่อ้างข้อมูลจากองค์การนาซ่า ระบุว่า ช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ จะเกิดปรากฏการณ์ความมืดมิดต่อเนื่อง เนื่องจากอิทธิพลของพายุสุริยะ ที่จะทำให้มีขยะอวกาศและฝุ่นบดบังแสงอาทิตย์เกือบทั้งหมด จะหลงเหลือเพียงแสงมัวๆ จนแยกไม่ออกว่าเวลาใดเป็นกลางวันหรือกลางคืน
ทั้งนี้ ภายหลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ต่างเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงขึ้น ขณะที่ทางนักวิชาการต่างออกมายืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีปรากฏการณ์โลกมืดใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับยืนยันว่า พายุสุริยะไม่ทำให้เกิดฝุ่นหรือแผ่นดินไหวบนโลก อิทธิพลของพายุสุริยะที่ส่งผลกระทบต่อโลกมีเพียงระบบการทำงานของดาวเทียมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดตัวแทนขององค์การนาซ่าได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่มีความเป็นจริงและไม่ใช่ข้อมูลที่เผยแพร่มาจากองค์การนาซ่าแต่อย่างใด จึงแจ้งเตือนไปยังผู้คนในโลกออนไลน์ทั่วโลก ควรใช้วิจารณญาณและข้อเท็จจริงในการรับรู้ข่าวสาร ซึ่งปัจจุบันพบข่าวลือเกี่ยวกับปรากฏการณ์แปลกๆ ที่อ้างว่าส่งผลกระทบต่อโลกออกมาเป็นจำนวนมาก
ที่มา : sanook.com
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________

เนื่องจาก "น้ำ" คือส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามอย่างหนักเพื่อค้นหาที่มาของมัน ตามแนวทฤษฎีต้นกำเนิดของน้ำบนโลกทฤษฎีหนึ่งนั้น เชื่อว่า น้ำในระบบสุริยะของเรานั้น เกิดขึ้นจากการรวมตัวทางเคมีที่เหมาะสมซึ่งเกิดขึ้นหลังจากกำเนิดดวงอาทิตย์
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็แสดงว่า "น้ำ" จะมีก็แต่ในระบบดาวฤกษ์บางแห่ง ซึ่งก่อรูปขึ้นมาในแบบเดียวกันกับการก่อกำเนิดของระบบสุริยะเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี สหรัฐอเมริกา ร่วมกันศึกษาวิจัยจนพบข้อสรุปใหม่ว่า อย่างน้อยที่สุดน้ำบางส่วนบนโลกของเรามีอายุเก่าแก่มากกว่าดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา และมีที่มาจากห้วงอวกาศระหว่างระบบดาวฤกษ์ หรือ อินเตอร์สเตลลาร์ ไม่ได้เกิดขึ้นหลังกำเนิดดวงอาทิตย์แต่อย่างใด
โคเนล อเลกซานเดอร์ หนึ่งในทีมวิจัยและเป็นผู้เขียนรายงานผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวระบุว่า ข้อสรุปดังกล่าวได้จากการตรวจสอบสัดส่วนของธาตุไฮโดรเจนและดิวเทอเรียม เปรียบเทียบระหว่างน้ำบนโลกและน้ำที่อยู่ในสภาพของน้ำแข็งที่พบในห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวเพราะอุณหภูมิเย็นจัดและเพราะรังสีที่ก่ออนุภาคไอออนหรือ ไอออนไนซิง เรดิเอชั่น
ดิวเทอเรียมนั้น เป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน ต่างมีโปรตอนในนิวเคลียส 1 ตัวเหมือนกัน แต่ดิวเทอเรียม มีนิวตรอนเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอนุภาค และมีมวลมากกว่าไฮโดรเจนเป็น 2 เท่า ดิวเทอเรียมจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดสภาพเงื่อนไขแบบพิเศษ เช่น สภาวะอุณหภูมิเย็นจัดและเต็มไปด้วยไอออนไนซิง เรดิเอชั่นดังกล่าว น้ำบนโลกมีดิวเทอเรียมอยู่ด้วย แต่มีในปริมาณที่ต่ำกว่ามาก กล่าวคือ ต่ำกว่าน้ำ (ในสภาพน้ำแข็ง) ในอินเตอร์สเตลลาร์ราว 30 เท่าตัว
ดังนั้นการตรวจสอบสัดส่วนระหว่างไฮโดรเจนและดิวเทอเรียมในน้ำ สามารถบอกได้ว่า น้ำดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบใด อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่า ดิวเทอเรียมบนโลกนั้น เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการเกิดดวงอาทิตย์หรือมาจากห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวกันแน่
เพื่อหาข้อพิสูจน์เรื่องนี้ทีมวิจัยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมของระบบสุริยะย้อนหลังไปเมื่อเกิดขึ้นใหม่ๆ เมื่อครั้งที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายที่เป็นดาวบริวารของดวงอาทิตย์ ยังคงสภาพเป็นแผ่นสสารรูปจานวนอยู่รอบดวงอาทิตย์ ที่มีศัพท์ทางดาราศาสตร์เรียกว่า "จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด" หรือ "โพรโตแพลเนททารี ดิสก์" แบบจำลองดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิและสภาพการแผ่รังสีในเวลานั้น เป็นไปไม่ได้ที่ระบบสุริยะที่ยังเยาว์วัยดังกล่าว จะสร้างสัดส่วนของไฮโดรเจนและดิวเทอเรียมในแบบที่นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบพบในมหาสมุทรบนพื้นโลก และจากดาวหางต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงได้ข้อสรุปว่า อย่างน้อยที่สุดมีน้ำบนพื้นโลกรวมกันอยู่ระหว่าง 7 เปอร์เซ็นต์ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นน้ำที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวซึ่งเป็นตำแหน่งที่ระบบสุริยะก่อกำเนิดขึ้นนั่นเอง
และเพราะในอินเตอร์สเตลลาร์เดียวกันนั้นไม่ได้ก่อกำเนิดระบบสุริยะของเราเพียงระบบเดียว หากแต่ยังมีระบบดาวฤกษ์อีกเป็นจำนวนมากก่อกำเนิดขึ้นมาด้วย ดังนั้น น้ำจึงไม่ได้มีอยู่เพียงบนผืนโลก หากแต่อาจพบเห็นได้ทั่วไปบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะทั้งหลาย ตลอดทั่วทั้งกาแล็กซีทางช้างเผือกอีกด้วย
โคเนล อเล็กซานเดอร์บอกว่า ถ้าหากน้ำบนโลกมีแหล่งกำเนิดจากสสารในอินเตอร์สเตลลาร์จริง ก็เป็นไปได้ว่าว่า จะมีน้ำหรือน้ำแข็งที่มีสสารเริ่มต้นชีวิต หรือพรีไบโอติค ออร์แกนิค อยู่มากมายใน "จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด" ที่ก่อให้เกิดระบบดวงดาวอื่นๆ
หรือหมายถึงว่า สิ่งมีชีวิต อาจมีอยู่ดกดื่นทั่วไปในกาแเล็กซีทางช้างเผือกนี้นั่นเอง!
ที่มา : นสพ.มติชน
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
![]() |
| Real Gravity |
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ได้เผยแพร่ภาพชุด Real Gravity เพื่อร่วมเกาะกระแสการประกาศผลรางวัลออสการ์ ปี 2014 ที่มีภาพยนตร์ไซไฟอวกาศเรื่อง Gravity ของผู้กำกับอัลฟองโซ คัวรอง เข้าชิงมากที่สุด 10 สาขาโดยภาพชุด Real Gravity เป็นภาพการปฏิบัติงานภาคพื้นอวกาศของเจ้าหน้าที่นาซ่าที่อยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง
![]() |
| Gravity movie |
Gravity เป็นภาพยนตร์อวกาศที่ได้รับคำวิจารณ์ว่ามีความสมจริงมากที่สุดตั้งแต่มีการสร้างมาทั้งเรื่องของสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์และสภาวะไร้น้ำหนักที่นักแสดงต้องเผชิญจริงๆ รวมไปถึงภาพของอวกาศที่มีความสมจริงเป็นอย่างมากถึงขนาดที่นาซ่ายังต้องยกนิ้วให้
Real Gravity ภาพจาก NASA
นาซา เผยคลิปส่องโลกยามราตรี เผยให้เห็นแสงสีเขียวสว่างไสว ปกคลุมอ่าวไทย จากเรือประมงไทย เป็นความงามที่เห็นได้จากนอกโลก
นับเป็นอีกหนึ่งความงดงามที่ไม่ได้หาชมได้บ่อย ๆ นัก สำหรับทิวทัศน์ยามค่ำคืนของประเทศไทยจากมุมมองเหนือพื้นโลก ที่องค์การนาซาบันทึกภาพไว้ได้ และนำมาเผยแพร่ให้คนบนผืนโลกได้ชมผ่านทางบัญชี NASACrewEarthObs เว็บไซต์ยูทูบดอทคอม ในชื่อคลิป "Bangkok to North Pacific (annotated)" ซึ่งเผยให้เห็นประเทศไทยยามราตรี ที่เต็มไปด้วยปรากฏการณ์แสงสีเขียวสว่างไสวเต็มพื้นที่อ่าวไทย อันเป็นแสงจากเรือประมงที่ใช้แสงสีเขียวยามออกทะเลนั่นเอง
นอกจากนี้ คลิปที่ลูกเรือของยาน Expedition 38 จากสถานีอวกาศนานาชาติ ได้บันทึกภาพมานี้ยังแสดงให้ทิวทัศน์ของประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก นับตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซีย กรุงเทพฯ ถัดไปยังฮานอย ของเวียดนาม แสดงให้เห็นเกาะไหหลำ เกาะฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง ของจีน ตลอดไปจนถึงคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเผยให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างแผ่นดินเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่ในโซลนั้นเต็มไปด้วยแสงไปสว่างไสว ขณะที่เปียงยางนั้นกลับตกอยู่ในความมืดมิดทั้งแผ่นดิน
ทั้งนี้ คลิป Bangkok to North Pacific (annotated) ได้ถูกบันทึกภาพไว้ในวันที่ 30 มกราคม 2557 ตั้งแต่เวลา 20:07:04-20:31:39 น. ตามเวลาประเทศไทย
คลิป Bangkok to North Pacific (annotated) โพสต์โดย คุณ NASACrewEarthObs
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/98704
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
















.jpg)
