นักดำน้ำกู้อุกกาบาตกว่าครึ่งตัน ที่ตกในรัสเซียเมื่อต้นปี ขึ้นจากทะเลสาบแล้ว นักวิทยาศาสตร์ระบุเป็นหนึ่งในซากอุกกาบาตชิ้นใหญ่ที่สุดที่เคยพบ
รายงานข่าวบีบีซีนิวส์ระบุว่า นักดำน้ำหลายคนได้กู้อุกกาบาตหนักครึ่งตันที่ตกในรัสเซีย เมื่อ 15 ก.พ.2013 ที่ผ่านมา ขึ้นจากทะเลสาบเชบาร์กูล (Lake Chebarkul) ตอนกลางของรัสเซียแล้ว
การพุ่งลงทะเลสาบของอุกกาบาตครั้งนั้น ทำให้เกิดหลุมกว้าง 6 เมตรบนแผ่นน้ำแข็ง มีคนกว่า 1,000 คนได้รับบาดเจ็บ เมื่อหินอวกาศกว้าง 17 เมตร และหนัก 10,000 ตัน ระเบิดเหนือใจกลางรัสเซีย และทำให้กระจกอาคารแตก และยังทำให้อาคารสั่นสะเทือน
ซากอุกกาบาตยาว 1.5 เมตรที่อยู่ในวัสดุคลุมพิเศษ และวางบนแผ่นโลหะขณะยังอยู่ใต้น้ำ ถูกดึงขึ้นจากทะเลสาบ มายังชายฝั่ง และถูกชั่งน้ำหนักได้ราว 570 กิโลกรัม
ด้าน ดร.คาโรลีน สมิธ (Dr.Caroline Smith) ภัณฑรักษ์ด้านอุกกาบาตจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Natural History Museum) ในลอนดอน อังกฤษ ยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวคืออุกกาบาต จากลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “เปลือกหลอม” (fusion crust) และรอยยุบเรกแมกลิปต์ส (regmaglypts) ที่ผิวอุกกาบาต ซึ่งปรากฏภาพอย่างชัดเจน
ทางด้าน เซอร์กีย์ ซามอซดรา (Sergey Zamozdra) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชลยาบินส์ก (Chelyabinsk State University) รัสเซีย เผยแก่สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เผยว่าหินดังกล่าวคือชิ้นส่วนจากอุกกาบาตเชลยาบินส์ก และน่าจะเป็นหนึ่งใน 10 ชิ้นส่วนอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบ
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000130193
________________________________

ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/232239.html
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
นายอัมรินทร์ สุขพุทธกิจ ชาวบ้าน หมู่ที่ 8 ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ อุ้มก้อนวัตถุขนาดความยาว 33 เซนติเมตร กว้างประมาณ 22 เซนติเมตร น้ำหนัก 10.11 กิโลกรัม เป็นลักษณะคล้ายก้อนหิน สีดำมัน โดยอ้างว่าเป็นอุกกาบาต ที่พบและเก็บไว้เมื่อ 8 ปีก่อน โดยเล่าว่าขณะกำลังนำรถแบคโฮไปขุดภูเขาเพื่อหาหินนำไปสร้างรีสอร์ท

ก็ขุดเจอวัตถุประหลาดนี้ที่มีลักษณะแตกต่างจากก้อนหินและดินโดยรอบอย่างสิ้นเชิง ประกอบกับบริเวณดัวกล่าวมีลักษณะเป็นหลุมคล้ายกับของหนักตกลงมาจากที่สูง หลังจากนั้นจึงแอบเก็บรักษาก้อนหินประหลาดนี้ไว้ กลัวจะถูกยึดเป็นของหลวง และเริ่มศึกษาเรื่องของอุกกาบาตอย่างจริงจัง
จนมีความรู้พอสมควรและมั่นใจว่าน่าจะเป็นอุกกาบาตที่ตกลงมาจากท้องฟ้า เพราะมีน้ำหนักมากกว่าก้อนหินทั่วไปที่มีขนาดเดียวกันถึง 2 เท่า เชื่อว่าน่าจะมีส่วนผสมของนิเกิล และแร่เหล็กมาก บางจุดของหินก้อนนี้สามารถใช้แม่เหล็กดูดติดได้ แต่บางส่วนก็ไม่ติด ผิวเป็นมันสีดำ ขรุขระบางจุด ส่วนด้านล่างมีความโค้งมนมากกว่า เชื่อว่าน่าจะเป็นส่วนทื่ตกกระทบ และเสียดสีกับผิวโลก
โดยหลังจากเก็บไว้แล้วช่วงหนึ่งจึงตัดสินใจที่จะสอบถามผู้รู้ว่าหากนำออกมาแล้วยังมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอยู่หรือไม่ จึงได้นำก้อนอุกกาบาตไปให้กับผู้เชี่ยวชาญ อย่าง ดร.เบญจวรรณ รัตนเลิศ อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดยหลังจากเก็บไว้แล้วช่วงหนึ่งจึงตัดสินใจที่จะสอบถามผู้รู้ว่าหากนำออกมาแล้วยังมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอยู่หรือไม่ จึงได้นำก้อนอุกกาบาตไปให้กับผู้เชี่ยวชาญ อย่าง ดร.เบญจวรรณ รัตนเลิศ อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขณะนั้น และได้รับแจ้งว่าน่าจะเป็นอุกกาบาตแต่จะต้องตัดเฉือนชิ้นส่วนไปตรวจสอบโดยละเอียด ซึ่งตนเองไม่ยอม วันนี้จึงได้อุ้มก้อนหินนี้มาให้ผู้สื่อข่าวได้ชม รวมทั้งขอให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบว่าเป็นอุกกาบาตจริงหรือไม่ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามตัดหรือเฉือนอนอุกกาบาตุของตน ขณะนี้ยังไม่มีการตีมูลค่าออกมาจนกว่าจะพิสูจน์แล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องเล่าจากชาวบ้านในอำเภอแม่แจ่มหลายคน ว่าเมื่อหลายปีก่อนมีวัตถุประหลาดตกลงมาจากท้องฟ้า เชื่อกันว่าเป็นอุกกาบาต บางจุดบางพื้นที่ยังเชื่อว่าจะมีร่องรอย และชิ้นส่วนที่ชาวบ้านเก็บไว้ได้ด้วย
ที่มา : http://www.krobkruakao.com
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องเล่าจากชาวบ้านในอำเภอแม่แจ่มหลายคน ว่าเมื่อหลายปีก่อนมีวัตถุประหลาดตกลงมาจากท้องฟ้า เชื่อกันว่าเป็นอุกกาบาต บางจุดบางพื้นที่ยังเชื่อว่าจะมีร่องรอย และชิ้นส่วนที่ชาวบ้านเก็บไว้ได้ด้วย




ที่มา : http://www.krobkruakao.com
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เหตุอุกกาบาตติดไฟ ตกในเขตเชลยาบินสก์ เทือกเขาอูราล ทางภาคกลางของรัสเซีย มีผู้ได้รับบาดเจ็บนับพันคน สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ และสร้างความเสียหายกับตึกรามบ้านช่องไปกว่า 6 เมือง ในเขตเชลยาบินสก์ หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุดังกล่าว จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกหรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้นหากเกิดในพื้นที่ที่พวกเราอาศัยอยู่

เพียงไม่นานก็มีการเผยแพร่ภาพดวงไฟเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เหนืออ่าวซานฟรานซิสโก สหรัฐ จนหวั่นกันว่า จะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับเหตุอุกกาบาตตกในรัสเซีย แต่สุดท้าย ดวงไฟลึกลับก็หายไปในความมืดโดยไม่มีรายงานเกิดความเสียหายใด ขณะที่สื่อมวลชนท้องถิ่นในประเทศคิวบา ระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 15 ก.พ.ชาวบ้านยังพบเห็นมีวัตถุประหลาดขนาดใหญ่เทียบเท่ารถบัส พุ่งลงมาจากท้องฟ้า และเกิดระเบิดเสียงดังสนั่นก่อนที่วัตถุนั้นจะตกถึงพื้นดิน ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างเร่งตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวเพื่อระบุให้ชัดเจนว่าวัตถุดังกล่าวใช่อุกกาบาตแบบเดียวกับที่ตกในรัสเซีย หรือเป็นอะไรกันแน่
แน่นอนว่า หากไม่เกิดอุกกาบาตตกที่รัสเซีย ข้อสันนิษฐานจากดวงไปข้างต้นจะถูกโยงไปถึงมนุษย์ต่างดาว หรือยานที่มาจากนอกโลก ที่มีการถกเถียงกันมาโดยตลอด โดยมีคลิปและภาพเป็นหลักฐานให้เห็นอยู่เรื่อยมา แต่ทว่า เมื่อเกิดเป็นกระแสอุกกาบาตขึ้นมาก็มีความตื่นตระหนกไปตามๆกัน
แต่ก็เป็นเรื่องแปลกว่า ไม่พบวัตถุพยานสำคัญสักชิ้น จึงมีการตั้งทีมค้นหาซากอุกกาบาตกันระนาว ซึ่งชาวรัสเซียจำนวนหนึ่งไม่เชื่อว่าเป็นการระเบิดของอุกาบาตขณะตกสู่โลก พร้อมตั้งคำถามด้วยความแคลงใจว่า เป็นการทดลองอาวุธชนิดใหม่ของสหรัฐ หรือไม่

ซึ่งทางโฆษกกองทัพรัสเซียยังได้แถลงด้วยว่าพบรอยแตก กว้าง 6 เมตรที่บริเวณผิวน้ำแข็ง และได้ส่งชุดประดาน้ำ 6 คนดำลงไปสำรวจเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย สั่งห้ามประชาชนเข้าใกล้ พร้อมขอคืนหากเก็บได้เพื่อนำไปศึกษาวิจัย “นาซา”
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวันนี้(18ก.พ.) มีการค้นพบชิ้นส่วนของอุกกาบาตบนทะเลสาบน้ำแข็งใกล้กับเมืองเชอบาร์กุน เขตเชอยาบินส์ แล้ว โดยนายวิกเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐอูราลเปิดเผยต่อสื่อรัสเซียว่า อุกกาบาตชิ้นส่วนดังกล่าวมีส่วนผสมของเหล็กราว 10% ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบต่อไป

ขณะที่ นายมาร์กอส โรดริเกซ นักมานุษวิทยาชาวเมืองโดดาส คิวบาระบุว่า สิ่งที่เห็นไม่น่าจะเป็นอย่างอื่น นอกจากการแตกระเบิดของลูกอุกกาบาต โดยทาง นักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐ (นาซา ) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นแค่ในทุก 100 ปีเท่านั้น
แต่กระนั้น ชาวรัสเซียหลายคนต่างผวานึกถึงคำพยากรณ์ของนักบุญมาลาไค และนอสตราดามุส ที่ทำนายไว้เมื่อ 400 ปีก่อน ที่ระบุตรงกันว่า คริสตจักรนิกายโรมันแคทอลิก จะมีสมเด็จพระสันตะปาปา 112 พระองค์ และก่อนถึงจุดจบโลกจะมีสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์สุดท้ายจะเป็นชาวโรมัน หรือชาวยุโรป คำทำนายดังกล่าวสอดคล้องกับการประกาศสละตำแหน่งของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ที่ 111 และเป็นชาวเยอรมัน ทำให้ชาวแคทอลิกจำนวนไม่น้อยมองว่า นี่คือลางบอกเหตุจุดจบของโลกหรือไม่
ที่มา : http://news.mthai.com/hot-news/218719.html
___________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
กระทรวงวิทย์ฯ ชี้อุกกาบาตถล่มรัสเซียแค่อุกกา
เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศ

ดร.ศรัณย์ กล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเดียว
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/edu/327058
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
สมาคมดาราศาสตร์ไทยตั้งกล้องล่าภาพดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 จากศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า สระบุรี ได้ภาพสมใจหลังตามบันทึกตั้งแต่ช่วงหัวค่ำก่อนวัตถุอวกาศเข้าใกล้โลกช่วงตีสอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุตกตะลึงเมื่อ อุกกาบาต ที่ติดไฟ ตกในเขตเชลยาบินสก์ เทือกเขาอูราล ทางภาคกลางของรัสเซีย ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่

จากอุกกาบาตที่ตกเมื่อ 29 เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เป็นหลักฐานยืนยันอีกชิ้นของสิ่งมีชีวิตต่างดาว
Chandra Wickramasinghe
ก่อนหน้านี้เดือนธันวาคม มีลูกไฟลึกลับ ปรากฏบนท้องฟ้าาเหนือหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่เมืองธนามัลวิลา
หลายคนเชื่อว่า แสงประหลาดที่พบเห็นอยู่บนท้องฟ้าอาจเป็นวัตถุบินของสิ่งมีชีวิตนอกโลก (UFO)ดาวน์โหลด รายละเอียด
http://journalofcosmology.com/JOC21/PolonnaruwaRRRR.pdf
อ้างอิง :
http://www.huffingtonpost.com/2013/01/18/extraterresterial-life-exists-chandra-wickramasinghe_n_2500008.html#slide=2002828________________________________















