
มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก เชื่อว่า วันหนึ่งข้างหน้า มนุษย์โลกจะมีโอกาส ถ่ายทอดความคิด สื่อสารทางโทรจิตถึงกันโดยตรง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อม และนี่คือทิศทางของเฟซบุ๊กในอนาคตข้างหน้า
“มันจะเป็นเหมือนกับว่า เวลาคุณกำลังคิดถึงอะไร เพื่อนของคุณก็จะรับรู้ถึงสิ่งที่คุณคิดในทันที และนี่คือที่สุดของเทคโนโลยีการสื่อสาร”
ซัคเกอร์เบิร์ก เปิดเผยเรื่องนี้ระหว่างการตอบคำถามจากผู้ใช้ ซึ่งถามว่าแผนระยะยาวของเฟซบุ๊ก จะเป็นเช่นไร
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองการสื่อสารของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากบริการหน้าโปรไฟล์ธรรมดา จนไปถึงการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ แถมการกดไลค์ Like แบ่งกลุ่มเพื่อน ตลอดจนบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการของเฟซบุ๊กเริ่มขยับจากการแชร์ข้อมูลสาธารณะ เป็นเน้นการสื่อสารส่วนบุคคลมากขึ้น นั่นเป็นที่มาของการเข้าซื้อกิจการแอพพลิเคชั่นข้อความสนทนา “วอทส์แอพ” WhatsApp ด้วยมูลค่า กว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เช่นเดียวกับการเข้าซื้อกิจการ Oculus ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้แสดงภาพ 3 มิติเสมือนจริง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟซบุ๊กกำลังเดินหน้าเข้าสู่บริการเสมือนจริง เพื่อยกระดับการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กขึ้นไปอีกขั้น
ความจริงแล้ว การสื่อสารผ่านทางโทรจิตหรือการถ่ายทอดความคิดส่งตรงถึงกัน (Telepathy) นั้น มิใช่เรื่องใหม่ ที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป
มีนักวิทยาศาสตร์หลายแขนง กำลังคิดค้นการใช้คอมพิวเตอร์ถ่ายทอดความคิดของบุคคล เพื่อส่งตรงถึงกันโดยใช้ศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในการแปลงคลื่นสมองเป็นข้อมูล
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/509357
____________________
คนไทยเรามีประเพณีปฏิบัติ เมื่อ จุดธูป 1 ศพ คนตาย มักส่งจิตอธิษฐาน ขอให้ดวงวิญญาณคนตายจงไปสู่สรวงสวรรค์ หรือ “ปรภพ”
โลกปรภพในความเชื่อของชาวพุทธ เป็นที่อยู่ของดวงวิญญาณ ซึ่งเดิมเชื่อว่าเป็นดินแดนสวรรค์ ทั้ง 16 ชั้นฟ้า แต่ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ให้คำตอบ ดินแดนปรภพ ไม่ใช่สวรรค์ เป็นดินแดนที่มีแต่ความสงบสุข ไร้ทุกข์ ไร้กังวล
นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวโปแลนด์ เบอร์นาร์ด ชิมลิตต์ แห่งสถาบันเฟิร์สต์ สเปซ ไซน์ โพลีเทคนิค แห่งกรุงกลาสโกว์ กล่าว ยืนยันว่า จากการเฝ้าสังเกตการณ์และตรวจ ชั้นบรรยากาศอย่างละเอียด เรามั่นใจว่าดวงดาว เอ็มโอเอ-192 บี (MOA-192 b) ซึ่งตั้งอยู่ใน กลุ่ม ดาวแคปริคอน (ม้ามีหัวเป็นคน ราศีที่ 9 จาก 12 ราศี) ซึ่งอยู่ห่างจากดาวโลก ราว 3,000 ปีแสง
![]() |
| MOA-192 b |
คือแดนสวรรค์ที่สิงสถิตของ ดวงวิญญาณ หรือที่ชาวพุทธเรียกว่า ดินแดน "ปรภพ"
“เรานำข้อมูลที่เก็บมาได้ โดยเฉพาะ ข้อมูลชั้นบรรยากาศ บอกให้รู้ถึงร่องรอยสิ่งมีชีวิต อาศัยอยู่บนดาวดวงนั้น 2 กรณี”
“ประการแรก เราตรวจพบสัญลักษณ์พลังงานไฟฟ้าระดับต่ำ ซึ่งเป็นไปได้ว่าไฟฟ้าเกิดจากพายุฟ้าคะนอง หรือเกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็ได้”
“ประการที่ 2 เราตรวจพบคล้าย เป็นดินแดนที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่มี รูปแบบต่างไปจากคน บริเวณขั้วโลกเหนือ ของดวงดาว MUA-192 b”

“ทั้ง 2 ประการนี้ ล้วนเป็นร่องรอย ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นับเป็นการค้นพบครั้ง ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ ที่ได้พบ ร่องรอยว่าดาว MOA อาจเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต ที่มีอารยธรรมสูง”
ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญด้าน วิปัสสนาอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าว หากเป็น ดวงวิญญาณ ก็ย่อมมีลักษณะเป็นกายทิพย์ (ขณะมีชีวิตอยู่บนโลก กายทิพย์ อาศัยอยู่ใน กายหยาบ)
ทั้งนี้ตั้งแต่การเริ่มต้นศึกษาวิจัยกลุ่มดาวที่อยู่ห่างจากโลก 3,000 ปีแสง เมื่อหลายปีก่อน ทีมงานนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ เบอร์นาร์ด ชิมมิตต์ พบว่ามีกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งมีชั้นบรรยากาศแตกต่างไปจากโลกโดยสิ้นเชิง นับแต่นั้นมาได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ทางไกลแรงสูง คอยติดตามความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด
ต่อมาได้ประสานงานกับโรงการ “พลังโทรจิต” ที่ยูเครน (เดิมเป็นสหภาพ หนึ่งของรัสเซีย ปัจจุบันแยกตัวเป็นอิสระ) ซึ่งรัฐบาลสหภาพรัสเซีย ตั้งโครงการขึ้น ในยุคสงครามเย็น
โครงการลับสุดยอดพลังโทรจิต ทางไกล ตั้งขึ้นบนข้อสมมติฐานว่าเมื่อคนเราฝึกฝนทางจิตจนแก่กล้า จนสามารถ ถอดดวงจิตออกจากร่างกาย ได้แล้ว ก็สามารถท่องจักรวาลไป ที่ไหนก็ได้ โดยมีความเร็วเหนือกว่า ความเร็วของแสง
โครงการนี้มีหน่วยงานข่าวกรอง รัสเซีย หรือเคจีบี. เป็นเจ้าภาพ โดยรับคัดเลือก ผู้มีพลังจิตสูงมาแต่กำเนิดมาฝึกเพิ่ม ต่อมา ได้สร้างผลงานดีเด่น เมื่อครั้งเครื่องบินรบ มิก.29 ฟอกซ์ แบท ของรัสเซียตกที่โคลัมเบียทั้งเคจีบี.และซีไอเอ.ต่างแย่งชิงเพื่อไปถึงซากมิก.29ก่อนอีกฝ่าย เพราะ มิก.29 ในยุคนั้นคือ เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดทรงอานุภาพที่สุด
ซีไอเอ. ใช้พิกัดจากดาวเทียมจารกรรม แต่เคจีบี.ใช้นักพลังจิตตามโครงการโทรจิตทางไกล แผ่พลังจิตตามหาซากเครื่องบิน
ปรากฏว่าหน่วยข่าวกรองรัสเซีย ไปถึงซากเครื่องบินก่อน ขณะที่ฝ่ายสหรัฐรู้ว่า ตกอยู่ในหุบเขา แต่ไม่อาจเจาะจงได้ เป็นที่ จุดใด
หลังจากรัสเซียประสบความ สำเร็จจากโครงการนี้ รัฐบาลสหรัฐ โดย ซีไอเอ. ก็ได้ตั้งแผนงานโทรจิตทางไกล ขึ้นมาเช่นกัน แต่พัฒนาได้ไม่ทันรัสเซีย
เมื่อนักวิทยาศาสตร์โปแลนด์ ไป ประสานงานไปยังรัฐบาลยูเครน ขอตัวนัก พลังจิตมาช่วย เพื่อถอดดวงจิตเดินทางไปยัง ดวงดาว MOA-192 b

ผู้รู้อธิบายตรงนี้ว่า คือการทำ วิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งเกิดฌานชั้นสูง ระดับอภิญญาฌาน ดวงจิตจึงถอดออกจากร่างได้ และดวงจิตที่ถูกถอดออกจากกายหยาบนี่เอง เรียกกันว่า “กายทิพย์”
การเข้าฌานโดยนักพลังจิตยูเครน ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง แสดงว่าใช้เวลาไปกลับ ดวงดาว MOA แค่ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น แต่หากนักวิทยาศาสตร์โลกสามารถสร้่าง ยานอวกาศมีความเร็วเท่าความเร็วของแสงได้ ยานลำนั้นใช้เวลาเดินทางถึง 3,000 ปี จึงจะเดินทางถึงดวงดาว MOA ได้ (ระยะทาง 1 ปีแสง = 10 ล้านกิโลเ้มตร)
นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ เบอร์นาร์ด เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ผลการส่งพลังจิต ได้พบกับถิ่นฐานของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ มีเคหะสถานบ้านเรือนเหมือนชาวโลก แต่สร้างในรูปทรงต่างกันโดยสิ้นเชิง
“ผู้ถอดดวงจิตยืนยันว่า เขาได้ พบกับสิ่งมีชีวิตที่มีใบหน้ารูปร่างเหมือนกับ คนที่เขา่รู้จักด้วย ไม่ใช่จำได้แค่คนเดียว แต่จำได้หลายคน”
“ตรงนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้ โครงการวิจัยของเราสามารถสรุปได้ว่า คนบางคนเมื่อตายไปแล้ว ดวงวิญญาณของ พวกเขาเดินทางมาอยู่ที่นี่”
“เพื่อความมั่นใจ เราให้ผู้ส่งพลังจิต อย่างน้อย 3 คน ตรวจสอบหลายครั้งจนมั่นใจ ว่า เขาจำได้ว่าคนที่เขาพบเห็นในดวงดาว เอ็มโอเอ.จริง ๆ ไม่ได้ผิดตัวแต่อย่างใด”
“เขายืนยันว่าเขาพบนักเต้นบัลเล่ต์ ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาชื่นชอบมาก ขณะที่ เปิดการแสดงที่โรงละครกรุงมอสโคว์ ต่อมา นักบัลเล่ต์ผู้นี้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน ได้ไม่นาน เขาได้ถอดจิต แล้วไปพบกันที่นั่น”
“ไม่มีการพูดคุยกับผู้ที่อยู่บนดาว เอ็มโอเอ. กับพลังจิตที่ส่งออกไปจากโลก เพราะ ผู้ที่อยู่ที่นั่น มองไม่เห็นพลังจิต” นักดาราศาสตร์ เบอร์นาร์ดกล่าว
โครงการได้ทดลองนำภาพ คนตายจำนวน 43 คน ให้นักพลังจิตดู ว่าพบใครบ้างที่โน่น ปรากฏว่านักพลังจิต 2 คน จำได้ 3 คน
“ภาพใบหน้าที่เราเอาไปให้เลือกดู ล้วนเป็นคนตายในช่วงเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ตรงนี้เป็นอีกข้อมูลยืนยันว่าดวงวิญญาณ เดินทางด้วยความเร็วพอ ๆ กับพลังจิต”
“นักพลังจิตที่ส่งพลังจิตไปสำรวจ ดวงดาวเอ็มโอเอ. อธิบายว่าไม่ได้มีความเหมือน กับแดนสวรรค์ ตามภาพวาดตามผนังโบสถ์ แต่อย่างใด ไม่มีกลุ่มเมฆ ไม่มีนางฟ้า เทพ สวรรค์ หรือถนนปูลาดด้วยทองคำ”
“ภาพลักษณ์ดินแดนปรภพ เหมือนเมืองเล็ก ๆ อยู่ตามภูธร ไม่มีรถยนต์ ไม่มีเครื่องจักร ผู้คนอยู่อย่างสงบสุข”
“ผู้อยู่ที่นั่นล้วนมีสุขภาพดี ปรากฏตัว เป็นอย่างไรก็อยู่เช่นนั้ตลอดไป ไม่มีความแก่เฒ่า ไม่มีอาการเจ็บป่วย ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีสงคราม”
“ไม่มีเด็กเกิดใหม่ พบเห็นผู้คน หน้าใหม่เดินออกจากอาคารขนาดใหญ่ เหมือน ศูนย์รับส่ง เหมือนศูนย์กลางรอรับดวงวิญญาณ มาจุติที่นี่” ดร.เซอร์ไก อูซนิดอฟ ผู้อำนวยการ โครงการโทรจิตทางไกลแห่งยูเครนกล่าว
“ในโลกของเราอาจมีกลไก ธรรมชาติที่เรายังค้นหาไม่พบ ทำหน้าที่เป็น ภาคส่งดวงวิญญาณไปยังดาวดาวต่าง ๆ ทั่วทั้งจักรวาล ไม่จำเพาะเจาะจงที่ดวงดาว เอ็มโอเอ. เท่านั้น”
ดร.เซอร์ไกกล่าวอีกว่า “มีนักวิจัย บางคนบอกกับผมว่ามีอยู่ทฤษฎีหนึ่ง ที่เป็น ไปได้สูง เกี่ยวกับพลังชีวภาพ (bioenergy) ซึ่งในร่างกายคนทุกคนมีพลังงานนี้ จะปรากฏ ออกมาเมื่อคนกำลังจะตาย ทำหน้าที่เป็นแรงส่ง ดวงวิญญาณไปยังดวงดาวต่าง ๆ”
แล้วแรงส่ง “พลังชีวภาพ” จะ เลือกส่งดวงวิญญาณหรือกายทิพย์ไปยัง ดวงดาวใกล้ไกลโดยอาศัยเหตุปัจจัย อะไร? พระนักวิปัสสนา ผู้ได้ฌานมาบ้าง แล้ว ต่างรู้ดีว่า...ล้วนมีบาปบุญคุณโทษเป็น ตัวกำหนดนั่นเอง
ที่มา : http://www.nokroo.com/plak/browse.php?cat_id=30&id=7137
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
จิตของคนที่ฝึกมาดี จิตที่ปราศจากอคติ ปราศจากโทสะ
ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่หลงงมงาย ไม่อยากได้อยากมี
ไม่อิจฉาริษยา ไม่โกรธแค้นอาฆาตพยาบาท มีใจสงบนิ่ง
เป็นจิตที่ละเอียดอ่อน และมีพลัง จะสามารถหยั่งรู้ใจคน
และอ่านความคิดคนอื่นได้
กระแสจิตของคนเรา เป็นคลื่นพลังงานชนิดหนึ่งที่มีความถี่สูง และละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
กำลังความคิดของแต่ละคนที่ส่งออกไปนอกตัว
สามารถไปกระทบจิตของคนที่มีความสามารถในการรับคลื่นกระแสจิตได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสจิตที่ส่งมาจากคนที่เรารู้สึกผูกพันใกล้ชิดสนิทสนม จะสามารถติดต่อกันทางโทรจิตได้
บุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทางอารมณ์อยู่แล้ว
จะมีประสาทสัมผัสรับรู้พิเศษถึงกันได้
"คลื่นกระแสจิต" เป็นพลังงาน ที่มีความละเอียดสูงมาก
จนยังไม่มีเครื่องมือใดๆในปัจจุบันจะวัดได้
คนเราทุกคน เป็นได้ทั้งผู้รับคลื่นกระแสจิต และเป็นผู้ส่งคลื่นฯ
“โทรจิต” เป็นความสามารถถ่ายทอดความรู้สึก
หรือสิ่งที่ตนรู้สึกในใจ ไปให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นได้
โดยการส่งกระแสจิตออกไปถึงผู้รับ
ดังนั้น “ความคิด”ที่คนหนึ่งๆเปล่งออกมา
จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็สามารถรับคลื่นความคิดนี้ได้
ถ้าคนๆนั้นเปิดเครื่องรับในร่างกายตนรับคลื่นนั้นๆเข้ามา
เซลล์แต่ละอันในร่างกายมนุษย์
ก็เป็นสิ่งที่สามารถปล่อยคลื่นความคิดออกมาได้เช่นกัน
และในทางกลับกันคลื่นความคิดก็ย่อมสั่นสะเทือนเซลล์แต่ละอัน ในร่างกายตนเองได้ด้วย
ดังจะเห็นได้ว่าความเครียดที่สั่งสมนานๆ
เป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่มนุษย์ เพราะคลื่นความคิดเหล่านี้เข้าไปมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง
การมีความคิดที่ดี แจ่มใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี
จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับมนุษย์
บางครั้งเราจึงควรหลีกให้ห่างผู้คนที่ปล่อยคลื่นความคิดร้ายๆ
ถ้าหากทำได้ จะได้ไม่ไปรับผลสะเทือนที่ไม่ดีของผู้คนเหล่านั้นเข้ามา…
คลื่นความคิดที่ควรหลีกเลี่ยง:
สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดก็คือ การไม่ให้คลื่นความคิดจำพวก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความไร้สาระในเรื่องเล็กน้อย ความเกลียดชัง ความเกียจคร้าน ความอิจฉาริษยา อคติ เหล่านี้ ไหลเข้ามาสู่ตัวเรา
คลื่นความคิดที่ควรรับเข้ามา:
คลื่นความคิดจำพวก ความรัก ความเมตตา ความหวังดี ความห่วงใย ความเอื้ออาทร การมองโลกในแง่บวก การให้อภัย ความกระตือรือล้น ความร่าเริงแจ่มใส เหล่านี้ ให้ไหลเข้ามาสู่ตัวเรา
ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต
เราควรฝึก “ควบคุมใจ”ทำให้เซลล์ในร่างกายทั้งหมด
สามารถตอบสนองคำสั่งที่ใจสั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเราจึงจะแข็งแรง และมีอายุยืนยาว
เราทุกคนสามารถทำได้เช่นเดียวกัน
หากแต่บุคคลผู้นั้นต้องมีจิตใจที่กระจ่างเที่ยงธรรม
มีชิวิตอยู่อย่างมีปณิธาน ศรัทธา ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
และมีความคิดในเชิงบวก
เซลล์ในร่างกายก็จะตอบสนองต่อจิตใจบุคคลนั้นในทางบวกเช่นกัน ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ ย่อมได้ผลเช่นเดียวกัน
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง จิตสำนึกนี้ กลับมีชิวิตโดยใช้แค่ “ใจ” หรือ "สิ่งรับรู้ในอารมณ์ทั้งหลาย" เท่านั้น
ซึ่งผันผวนง่ายและแปรปรวนอย่างรุนแรงมาเป็นหลักของชิวิต
เราจึงควรพยายามประสานใจของตนให้สอดคล้องกับจิตสำนึกนี้…
“คลื่นความคิด”ซึ่งมีลักษณะคล้ายแสง
ถ้ากระแสความคิดถูกส่งเป็นคลื่นออกไปแล้ว
มันจะเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีขอบเขต
แต่ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงทิศทางเดียว
เหมือนลูกกระสุนจากปากกระบอกปืน
หากแต่มีลักษณะเหมือนรังสีที่เปล่งออกมาเป็นเส้นตรงในทุกๆทิศทาง และแผ่ขยายตัวโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่จุดหนึ่ง….
จนกว่าจะถูกดูดซับหรือถูกขวางกั้นโดยสิ่งอื่นหรือวัตถุอื่น…
นักพลังจิตเชื่อว่า
ความกดดันทางอารมณ์สูงสุดที่เกิดขึ้นทันทีทันใดของคนเรา เป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์ทางอำนาจจิตได้
อารมณ์ของคนเรานั้น เป็นสวิตซ์ปิดเปิดการส่งโทรจิตธรรมชาติได้โดยอัตโนมัติ
อย่างเช่น เมื่อเราต้องประสบกับเหตุการณ์รุนแรง
หรือเกิดอุบัติเหตุกับญาติพี่น้องหรือคนสนิท
อารมณ์ที่เครียดสูงสุดนี้ ก็จะเป็นตัวเปิดสวิตซ์การส่งหรือรับโทรจิตโดยฉับพลันทันที
อย่างในกรณีที่เกิดกับทหารเรือดำน้ำรัสเซียคนหนึ่งซึ่งป่วย
และต้องนอนพักอยู่ที่ฐานทัพ จึงไม่ได้เดินทางออกไปกับเรือเที่ยวนั้น
พอตกบ่ายเขาก็ฝันไปว่า
เขายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือในขณะที่เรือกำลังดำลง
เขาไม่สามารถที่จะเข้าไปในเรือได้
ตัวเขาค่อยๆ จมลงไปในน้ำพร้อมกับเรือ
เขาสำลักน้ำเข้าไปหลายอึก และรู้สึกว่ากำลังจะจมน้ำตาย
จนบัดนี้เขายังจำฝันร้ายนั้นได้ติดตา
เพราะหลังจากที่เราเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพ
เขาก็ทราบว่าเพื่อนของเขาจมน้ำตายเนื่องจากติดอยู่บนดาดฟ้าเรือ ในขณะที่เรือกำลังดำลงสู่ใต้ผิวน้ำ
โทรจิตเป็นประสาทสัมผัสที่ 6 ของคนเรา
ที่นอกเหนือไปจาก ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
ซึ่งทุกคนมีความสามารถพิเศษทางโทรจิตนี้แฝงอยู่
หากแต่ถูกบดบังด้วยจิตใจที่หม่นหมอง
ความจริงแล้วคนเราทุกคนล้วนแล้วแต่ก็มีความสามารถในการส่ง และรับกระแสจิตด้วยกันทั้งนั้น แต่ความสามารถพิเศษนี้ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องทำการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและแน่นอน
บางคนอาจมีความสามารถพิเศษนี้มากกว่าคนอื่นๆ
ผู้ส่งและผู้รับกระแสจิตนั้นมีความสำคัญเท่ากัน เพราะถ้าผู้ส่งกระแสจิต ส่งมโนภาพที่เลือนลางมาให้เรา ก็จะได้แต่ภาพที่เลือนลางนั้นด้วย
ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับและผู้ส่งข่าวสารทางจิต
จักต้องฝึกปรือกันมาอย่างดี และต้องสามารถสร้างมิตรสัมพันธ์ทางจิต หรือรับคลื่นกระแสจิต ให้เข้ากันได้ เป็นอย่างดีด้วย
จงทำตัวให้สบายผ่อนคลายอารมณ์
ลดภาวะความตรึงเครียดทางกายและทางใจลง
และควรจะกำจัดความกังวล หรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวออกให้หมดสิ้น จงทำให้มีความเชื่อมั่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเริ่มส่งข่าวสารทางจิตไปยังผู้รับนั้น
ปล่อยใจให้ล่องลอยจงแน่วแน่อยู่กับข่าวสารและข้อมูลที่จะส่ง พร้อมกับนึกถึงหน้าของผู้รับกระแสข่าวสารทางจิตจากเรา
ให้กระจ่างอยู่ในดวงจิต เมื่อท่านฝึกเช่นนี้บ่อยๆ จนมีความคุ้นเคย และสามารถปรับคลื่นกระแสจิตเข้ากันได้แล้ว
ในไม่ช้าไม่นานท่านก็จะเปรียบเสมือนมีเครื่องรับส่งโทรจิตติดตัว ใช้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่และทุกสภาวะดินฟ้าอากาศ
ทั้งนี้ทั้งนั้น อำนาจจิตธรรมชาตินั้น น่าจะเกิดมาจากความสอดคล้องกัน ระหว่างคลื่นสมองของผู้ส่งและผู้รับ ที่มีอำนาจสัมพันธ์กัน
ซึ่งเรื่องนี้ คนทั่วไปสามารถฝึกปรับระดับจิตของพวกเขาให้เข้ากันได้ภายใน 3 เดือน
แล้วยังมีข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งว่า การฝึกโทรจิต ถ้าจะให้ได้ผลสูงสุด นอกจากจะปฏิบัติตามข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว
เราควรจะมีการนัดหมายเวลา เพื่อให้ปฏิบัติพร้อมเพรียงและสอดคล้องกัน
(ในที่นี้หมายถึงต้องสอดคล้องกันทั้งทางกาย จิตใจ และเวลาด้วย)
ก็ขอให้ทุกๆคน มีความรู้สึกนึกคิดที่ดี
กระแสจิตที่ส่งออกมานอกตัว จะได้เป็นกระแสที่ร่มเย็น
เป็นความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อกัน
ส่วนคนที่มีกระแสความคิดเป็นในทางลบ
เช่น อิจฉา หมั่นไส้ โกรธ เกลียด อคติ
ก็ควรพยายามควบคุมกำลังความคิดของตนเองให้เป็นไปในทางบวก เป็นไปในทางสร้างสรรค์ มีสันติสุข มีความสงบในใจ
เพราะผู้รับคลื่นกระแสจิตจากคุณ เขาจะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ
และพลอยมีใจสงบร่มเย็นไปด้วย
การใช้คาถาหรืออำนาจจิตนั้น มีเคล็ดลับที่ท่านผู้รู้หรือครูบาอาจารย์ท่านหวงแหน แต่ที่ผมจะเอามาแนะนำนั้น เป็นสิ่งที่ผมเคยลองทำดู แล้วปรากฎว่า ใช้ได้ผล ก็เลยอยากบอกหรือแนะนำ แต่ไม่ได้มาสอนนะคับ
ผมอยากให้ท่านลองพิสูจน์ดู จะได้รู้ว่าอำนาจจิตนั้นมีจริง สิ่งที่โบราณท่านพูด บอกกล่าวต่อๆ กันมานั้นจริง
อีกทั้ง เพื่อจะได้นำเอาช่วยตนเองก็ได้ หรือคนอื่นก็ได้ การใช้อำนาจจิต หรือที่เราเรียกกันว่าคาถาอาคม มีวิธีการใหญ่ๆ โดยพื้นฐานดังนี้ นะคับ
1.เราอยากจะทำอะไรหรือประสงค์สิ่งใด
2.กำหนดจิตตามที่เราประสงค์
3.ส่งกระแสจิตหรือความปรารถนาออกไป
นี่คือวิธีการหรือขั้นตอนสำคัญ ที่ครูบาอาจารย์เกจิ หรือผู้รู้ท่านใช้กัน แต่ถ้าเป็นพระเกจิหรือพระอริยสงฆ์ที่มีบารมีสูงๆ หรือมีฌาณแก่กล้า ท่านจะใช้วิธีอธิษฐานจิตเอาเลย
แต่อย่างเราๆ ท่านๆ โดยมาก ฌาณก็ยังไม่มี บารมีไม่พอ ก็ต้องใช้วิธีการที่เรียกแบบภาษาชาวบ้านว่า ใช้แรงครูบวกกับกำลังจิตตัวเอง ถ้าเราอยากจะรู้ว่าครูท่านมาหรือยัง หรือว่าคาถาที่เราท่อง หรือของที่เราเสก ใช้ได้หรือยัง
เราจะใช้สิ่งที่ภาษาพระหรือภาษาวิชาสมาธิท่านเรียกว่า ปิติ นั่นแหละคับเป็นตัวตัดสิน ผมจะไม่ขอกล่าวยืดเยื้อแล้วนะคับ ผมจะแนะวิธีปฏิบัติกันเลย สมมติถ้าเราจะเสกแป้งหรือสีผึ้งให้เป็นเมตตาให้กระทำตามขั้นตอนสามข้อที่กล่าวไว้ข้างต้นดังนี้
1.เราตั้งใจอยากจะทำอะไร
-ตรงนี้เราตั้งใจอยากจะเสกสีผึ้งหรือแป้งให้เป็นเมตตา ให้เอาแป้งหรือสีผึ้งใส่ในอุ้งมือแล้วเราก็ตั้งจิตอธิฐานขออำนาจคุณพระทั้ง 5 โดยกล่าวว่า ข้าพเจ้าขออาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดาและครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่าน และครูบาอาจารย์เจ้าของวิชานั้นๆ เป็นที่สุด
ตรงนี้ถ้าเราทราบว่าเป็นวิชาของใคร ก็ควรบอกกล่าวท่านด้วยว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าจะกระทำการเสกแป้งหรือสีผึ้งให้เป็นเมตตาขออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเหล่านี้ได้โปรดมาช่วยให้เรากระทำการสำเร็จสมปรารถนาด้วยเทอญ
2.กำหนดจิตตามที่เราประสงค์
-ให้ท่องคาถาหรือบทสวดตามที่ท่านร่ำเรียนมาโดยกำหนดจิตเอาไว้ตามที่คุณสบายที่สุดอย่างผมจะกำหนดจิตเอาไว้ที่ดั้งจมูกเพราะเป็นส่วนที่กำหนดแล้วสบายที่สุด ให้ท่องคาถาหรือบทสวดไปเรื่อยๆจนจิตสงบหรือเกิดอาการปิติเช่น ขนพองสยองเกล้า หรือใจสงบเย็นสบาย
การท่องคาถาตรงนี้ ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องได้กี่จบแต่ให้พึงกระทำกล่าวคือ เวลาหายใจเข้าสวดคาถาได้กี่จบเวลาหายใจออกก็ต้องให้ได้เท่านั้นจบ ตรงนี้เรียกว่า 1 คาบ ให้คุณท่องไปเรื่อยๆ จนมีอาการหรือความรู้สึกดังกล่าว
3.การส่งกระแสจิตหรือความปรารถนาออกไป
-เมื่อจะส่งกระแสจิตหรืออำนาจจิตออกไปให้ย้ายที่ตั้งจิตจากที่จมูกมาที่อุ้งมือจากหายใจเข้าสวดคาถาเข้าไป 1 จบแต่ทีนี้เวลาหายใจออกให้เปลี่ยนจากการหายใจเป็นการเป่าลมออกมาทางปากแทนเมื่อเป่าลมออกมาทางปากก็ให้ท่องคาถามาในขณะที่เป่าลมด้วยให้กระทำแบบนี้ ซัก 5 ทีหรือ 7 ที
การเป่าลมออกมาทางปากก็คือการถ่ายทอดหรือการส่งกระแสจิตนั่นเอง เนื่องจากกระแสจิตนั้นสามารถถ่ายเทออกมาได้สองทางคือ ทางฝ่ามือและทางปากถ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจจิตสูงๆ ก็จะส่งอำนาจจิต หรือกระแสจิตออกมาทางฝ่ามือก็ได้ อันนี้ไม่ถือเป็นข้อจำกัด
ก็ขอลองให้เพื่อนๆท่านสมาชิกหรือผู้ใฝ่รู้เอาไปลองใช้ดูนะคับ ลองปฏิบัติดูเผื่อไม่แน่ต่อไปจะได้เอาไปช่วยเหลือคนอื่นหรือช่วยตนเองก็ได้ยามฉุกเฉิน อย่างน้อยๆก็ถือซะว่าเป็นการปฏิบัติสมาธิแล้วกันนะคับ
ส่วนเรื่องคาบนั้น ลองไปหาดูในกระทู้เก่าดูนะคับ ผมเคยมีโพสตอบเอาไว้อยู่ ขอให้ท่านผู้ที่ศึกษาเอาไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรอย่าเอาไปใช้ในทางเสื่อม และขอให้มีความตั้งใจจิงผมรับรองว่ายังไงต้องได้ผลสำเร็จแน่นอน เพราะอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นผมเคยลองแล้วก็ปรากฏว่าได้ผลดี
หากฝึกไปจนมีความชำนาญหรือมีกำลังสมาธิที่ดี สามารถทำอย่างอื่นก็ได้เช่น สะเดาะกุญแจ ปลุกพระ หรือแปลงธาตุฯ
หากผมกล่าวผิดตรงไหนหรือมีส่วนไหนที่ขาดตกบกพร่องผมต้องขออภัยด้วยนะคับแต่ถ้าตรงไหนเป็นบุญกุศลก็ขออุทิศให้ครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่าน ที่สั่งสอนมา
ที่มา :
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=kathaarkom&topic=8871
http://www.our-teacher.com/our-teacher/article/3%20idea/172-syncro.htm
http://board.palungjit.com/f4/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95-296779.html
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
การถอดจิตมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่นำมาเสนอนั้นจะเริ่มการฝึกการตื่นจากความฝัน
ซึ่งเราจะอ้างอิงวิธีการที่อยู่ในหนังสือชื่อ Astral Travel and Dreams โดย Belzebuub
และจะนำมาอธิบายสั้นๆ เพียงพอในการนำไปใช้ฝึกในเรื่องนี้ ในหนังสือเล่มนี้จะสอนการฝึกเบื้องต้นใช้เวลาทั้งหมดสิบอาทิตย์

พลังจิต คืออะไร ? / Psychic Power ? ...
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยรู้จักหรือใช้พลังจิตมาก่อน พลังจิตเป็นสิ่งลี้ลับที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้ นอกจากผู้ที่มีการฝึกจิต (แบบที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางทำได้) จนแก่กล้าแล้วเท่านั้นจึงใช้พลังจิตได้









