เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดาวเสาร์ แสดงบทความทั้งหมด
องค์การนาซา (NASA) เผยภายสุดสวยจากจากอวกาศ ภาพดาวไททัน ซึ่งเป็นดวงจันทร์ของดาวเสาร์ สะท้อนประกายจากแสงอาทิตย์เป็นจุดกลมสีเหลืองส้มสุกใส





ตามรายงานจากเว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายได้จากยานสำรวจอวกาศแคสสินี (Cassini) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นภาพทะเลคราเคน แมร์ (Kraken Mare) ทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ไททันและมีน้ำทะเลเป็นไอของสารไฮโดรคาร์บอน กำลังสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นจุดสีเหลืองส้มเรืองรองสุดสวยงามกลางอวกาศ และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่สามารถจับภาพทั้งเงาสะท้อนของดวงอาทิตย์และทะเลคราเคน แมร์ ไว้ในได้เฟรมเดียวกัน

ทั้งนี้ ดวงจันทร์ไททันเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนทั้งหมด 53 ดวงของดาวเสาร์ เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในระบบสุริยะจักรวาล รองมาจากดวงจันทร์แกนี่มีด (Ganymede) ของดาวจูปิเตอร์ และมีเส้นผ่านศูนกลางใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกถึง 50% สภาพบรรยากาศบนดวงจันทร์ไททันส่วนใหญ่ห่อหุ้มด้วยด้วยก๊าซไนโตรเจน จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถดำรงชีวิตที่ดาวดวงนี้ได้

จากภาพนี้ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าทะเลคราเคน แมร์ ของดวงจันทร์ไททัน น่าจะเคยมีขนาดใหญ่กว่านี้ในอดีต แล้วค่อย ๆ ระเหยจนหดเล็กลง

อย่างไรก็ดีภาพที่เห็นนี้ไม่ใช่ภาพถ่าย แต่เป็นการประกอบกันของภาพแสดงสีสันจริงหลาย ๆ ชอตที่ได้จากการจับคลื่นแสงที่สะท้อนออกมาจากดวงจันทร์ไททัน โดยมองผ่านกระจกอวกาศอีกที แต่หากมองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นอะไร นอกจากไอหมอกเท่านั้น


ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/110920
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

ภาพดาวเสาร์ขณะบังดวงอาทิตย์ ที่บันทึกโดยยานแคสสินี (นาซา)

       ถ้าดาวเสาร์คือดวงจันทร์ และยานแคสสินีคือโลก ภาพที่เห็นคือปรากฏการณ์ “สุริยุปราคา” อีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดบนยานสำรวจของนาซา
     
       ภาพดังกล่าวบันทึกขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2013 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการบันทึกภาพตามกิจวัตรปกติสำหรับยานแคสสินี (Cassini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ที่โคจรรอบดาวเสาร์ ทว่าสิ่งที่พิเศษคือ ดวงอาทิตย์ ดาวเสาร์และยานแคสสินีอยู่ในตำแหน่งเรียงกัน ทำให้ดาวเสาร์บังดวงอาทิตย์ได้พอดี
     
       การบันทึกภาพลักษณะนี้สำหรับดาวเคราะห์วงนอกในระบบสุริยะไม่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก ทางนาซาจึงจัดกิจกรรม “วันที่โลกยิ้ม” (The Day The Earth Smiled Project) ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่าเป็นโครงการที่นำโดย ดร.คาโรลีน ปอร์โค (Dr.Carolyn Porco) โดยให้ประชาชนทั่วโลกร่วมกับโบกมือทักทายดาวเสาร์ในจังหวะเวลาที่ยานแคสสินีบันทึกภาพดาวเสาร์พอดี
     
       ก่อนหน้านี้นาซาได้เผยภาพจากกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งภาพหนึ่งเป็นภาพที่บันทึกโดยยานแคสสินีที่เผยบางส่วนของดาวเสาร์และโลกที่เห็นเป็นเพียงจุดสว่างจางๆ กับอีกภาพจากยานเมสเซนเจอร์ (Messenger) ที่หันมาบันทึกภาพโลกจากมุมของดาวพุธในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเผยให้เห็นโลกและดวงจันทร์เป็นจุดสว่าง ล่าสุดนาซาได้เผยภาพดาวเสาร์เต็มดวงที่บันทึกระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว โดยประกอบขึ้นจากภาพเล็กๆ หลายภาพ
     
       ภาพโลกจากมุมนอกโลกนี้เคยถูกบันทึกไว้หลายครั้ง หนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงมากคือภาพ "Pale Blue Dot"  ซึ่งบันทึกโดยยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ที่หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้ว โดยภาพดังกล่าวบันทึกขึ้นเมื่อ 14 ก.พ.1990 ขณะยานอยู่ห่างโลกออกไป 6 พันล้านกิโลเมตร
     
       “ด้วยความสวยงามและความหมาย อาจทำให้ภาพนี้เป็นภาพที่พิเศษที่สุดที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโครงการอวกาศ ซึ่งแสงเรืองที่ขอบดาวเสาร์และวงแหวนที่เรืองจากแสงรอดผ่านนี้ ทำให้ภาพดูมีความหมาย” ดร.ปอร์โคกล่าว และอธิบายว่าด้านซ้ายของดาวเสาร์มีจุดสว่างสีขาวที่วงแหวนชั้น E เป็นภาพของดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) บริวารดาวเสาร์ ซึ่งเชื่อว่าอาจจะพบชีวิตนอกโลกที่ดวงจันทร์ดังกล่าว
     
       ล่างลงไปทางด้านขวาของเอนเซลาดัสเป็นดวงจันทร์เทธีส (Tethys) ที่มีขนาดเล็กกว่าโลก 3 เท่า ส่วนมิมัส (Mimas) ดวงจันทร์อีกดวงของดาวเสาร์เห็นเพียงเสี้ยวเดียว แต่ยังฉายเงาลางๆ ทาบบนวงแหวน E ด้วย ส่วนโลกของนั้นแทบจะเลือนหายไปภาพอันเจิดจ้า โดยอยู่ด้านล่างของวงแหวนหวังเป็นสีน้ำเงินจางๆ ท่ามกลางทะเลดาว นอกจากนี้ยังมี ดาวอังคารและดาวศุกร์ถูกบันทึกไว้ในภาพดังกล่าวด้วย


ภาพนี้แสดงรายละเอียดตำแหน่งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่ยานแคสสินีบันทึกได้ระหว่างดาวเสาร์บังดวงอาทิตย์







ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000142101
____________________

: Pageviews

นักวิจัยเสนอว่า ดาวเสาร์และดาวพฤหัสน่าจะมีฝนตกเป็นเพชร (บีบีซีนิวส์)


ถ้าฝนตกบนโลกมากเกินไปก็น้ำท่วม แต่จะเกิดอะไรกับดาวเคราะห์เพื่อนบ้านอย่างดาวเสาร์และดาวพฤหัส ซึ่งฝนตกลงมาเป็นเพชร แต่ก็ละลายก่อนจะถึงพื้น

ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์เพื่อนบ้านนี้ เป็นข้อมูลจากรายงานของบีบีซีนิวส์ที่เผยว่าทีมวิจัยได้นำเสนอภายในงานประชุมวิชาการของสาขาวิทยาการดาวเคราะห์ในสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน




พายุยักษ์บนดาวเสาร์ก่อให้เกิดเมฆทะมึนของเขม่า ที่อัดแน่นเป็นเพชรเมื่อตกสู่เบื้องล่าง




ทั้งนี้ บรรยากาศที่อุดมด้วยคาร์บอนของดาวก๊าซยักษ์ในวงนอกของระบบสุริยะนั้น ให้เกิดผลึกเพชรเป็นประกาย เมื่อเกิดพายุฟ้าคะนอง ทำให้ก๊าซมีเทนกลายเป็นเขม่าที่เป็นคาร์บอนรูปหนึ่ง จากนั้นจะแข็งเป็นก้อนกราไฟต์ แล้วเปลี่ยนเป็นเพชรขณะตกสู่เบื้องล่าง

ขนาดใหญ่สุดของเพชรเหล่านั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซ็นติเมตร ทว่าเพชรเหล่านั้นก็เป็นเพียงลูกเห็บที่ละลายลงสู่ทะเลของเหลวในใจกลางอันร้อนจัดของดาวเคราะห์

ดร.เควิน เบนส์ (Dr. Kevin Baines) จากมหาวิทยาลัยวิสคันซิน-เมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) และห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เน้นว่า แต่ละปีมีเพชรตกบนดาวเสาร์กว่า 1,000 ตัน

"คนมักถามผมว่า ผมจะบอกได้แน่ๆ อย่างไร เพราะไม่มีทางที่ผมจะไปถึงที่นั่นและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างมันเป็นเคมี ซึ่งเราเชื่อว่าเราค่อนข้างมั่นใจ" ดร.เบนส์กล่าว โดยเขายังศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับ โมนา เดลิตสกี (Mona Delitsky) แผนกวิศวกรชำนาญพิเศษแคลิฟอร์เนีย

เรื่องแนวคิดว่ายูเรนัสและเนปจูนเป็นที่ซ่อนของอัญมณีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีแล้วเชื่อกันว่าไม่น่าจะมีบรรยากาศที่เหมาะสม แต่ ดร.เบนส์และเดลิตสกีได้วิเคราะห์อุณหภูมิล่าสุดและคาดการณ์ความดันสำหรับภายในดาวเคราะห์ รวมถึงข้อมูลใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคาร์บอนในสภาพต่างๆ และได้ข้อสรุปว่าผลึกเพชรคงตัวจะตกเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะบนดาวเสาร์

ดร.เบนส์อธิบายว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่บรรยากาศชั้นบน ในชั้นที่ฟ้าผ่าได้เปลี่ยนมีเทนให้กลายเป็นเขม่า และเมื่อเขม่าตกลงความดันที่กระทำต่อเขม่าเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้น จนตกไปได้ราว 1,600 กิโลเมตร เขม่าจะเป็นแผ่นกราไฟต์ซึ่งเป็นรูปแบบของคาร์บอนที่พบในดินสอ

และเมื่อลงลึกไปถึง 6,000 กิโลเมตร กราไฟต์เหล่านั้นก็อัดแน่นกลายเป็นเพชรที่ทั้งแข็งและไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ เพชรเหล่าจะตกไปเรื่อยๆ อีก 30,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 2 เท่าครึ่งของความกว้างของโลก

"เมื่อลงไปลึกมากขนาดนั้น ทั้งอุณหภูมิและความดันราวกับนรก ไม่มีทางที่เพชรจะยังคงเป็นของแข็งได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเกิดขึ้นกับคาร์บอนข้างล่างนั่น" ดร.เบนส์กล่าว

แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีทะเลคาร์บอนเหลวก่อตัวขึ้น โดยเพชรที่ดาวเสาร์และดาวพฤหัสไม่อาจคงตัวได้ แต่ที่ดาวยูเรนัสและเนปจูนยังมีเพชรที่คงตัวอยู่เพราะมีแกนกลางที่เย็นกว่า

สำหรับรายงานนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเคราะห์ให้ความเห็นแก่ทางบีบีซีนิวส์ว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิด "ฝนเพชร" เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม



ศ.เรย์มอนด์ ฌ็องลอซ (Raymond Jeanloz) หนึ่งในทีมแรกที่ทำนายว่ามีฝนเพชรบนยูเรนัสและเนปจูน กล่าวว่าแนวคิดเกี่ยวกับความลึกของบรรยากาศบนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ที่มากพอจะทำให้เกิดเพชรที่คงรูปอยู่ได้นั้นค่อนข้างมีเหตุผล แต่เมื่อคำนึงถึงขนาดของดาวเคราะห์เหล่านั้น ปริมาณคาร์บอนที่กลายเป็นเพชรนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายนัก

ขณะที่ ดร.นาดีน เนตเทิลมานน์ (Dr. Nadine Nettelmann) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาครูซ (University of California, Santa Cruz) สหรัฐฯ กล่าวว่ายังต้องศึกษาอีกว่า คาร์บอนจะกลายเป็นเพชรในบรรยากาศที่อุดมไฮโดรเจนและฮีเลียมอย่างดาวเสาร์ได้อย่างไร

เธออธิบายว่า เยนส์และเดลิตสกีพิจารณาจากข้อมูลคาร์บอนบริสุทธิ์ แทนที่จะพิจารณาส่วนผสมระหว่างคาร์บอน ไฮโดรเจนและฮีเลียม แม้ว่าไม่อาจตัดสมมติฐานเกี่ยวกับฝนเพชรบนดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีได้ แต่เราก็ไม่มีข้อมูลก๊าซผวมบนดาวเคราะห์ทั้งสอง ดังนั้นเราจึงไม่มีทางรู้ว่ามีการก่อตัวเป็นเพชรเกิดขึ้น



ดาวเคราะห์ 55 แคนครี-อี ที่เชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์อุดมเพชร อาจไม่มีอัญมณีมากอย่างที่คิด


นอกจากนี้ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เคยเชื่อว่าเลอค่าไปด้วยเพชรปริมาณมหาศาลที่ชื่อ 55 แคนครี-อี (55 Cancri e) ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลจะระบบสุริยะของเราออกไป 40 ปีแสงนั้น ก็ไม่น่าจะมีอัญมณีส่องประกาย

จากการศึกษาเมื่อปี 2010 ชี้ว่าดาวเคราะห์หินดังกล่าวมีพื้นผิวกราไฟต์ที่รายรอบไปด้วยชั้นเพชรหนาๆ แทนที่จะเป็นน้ำและหินแกรนิตเหมือนบนโลก แต่งานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ลงวารสารแอสโทรฟิสิคัลเจอร์นัล ก็ตั้งคำถามต่อข้อสรุปดังกล่าว โดยปรากฏว่าคาร์บอนที่มีอยู่บนดาวแม่ของดาวเคราะห์ดังกล่าวน้อยกว่าที่คิด โดยสัมพันธ์กับออกซิเจนบนดาวแม่ และดาวเคราะห์เองอาจจะมีคาร์บอนอยู่น้อยด้วย






ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000129526

: Pageviews


เพราะไททัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์มีชั้นบรรยากาศ จึงเกิดแสงเป็นวงรอบดวงจันทร์ (ภาพเผยแพร่โดยนาซาเมื่อ 30 ก.ย.2013/สเปซด็อทคอม)




ยานแคสสินีของนาซาตรวจพบสารประกอบพลาสติกบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์ นับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบสารประเภทนี้ที่โลกอื่นซึ่งไม่ใช่โลกของเรา

บีบีซีนิวส์รายงานว่า ยานอวกาศแคสสินี (Cassini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ตรวจพบ "โพรพีน" (propene) หรือ โพรพีลีน (propylene) บนไททัน (Titan) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ สำหรับบนโลกนั้นโมเลกุลของสารดังกล่าวประกอบด้วยคาร์บอน 3 อะตอม และไฮโดรเจน 6 อะตอม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของพลาสติกหลายๆ ชนิด

ทั้งนี้ นาซาระบุว่าเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบองค์ประกอบของพลาสติกบนดวงจันทร์ หรือดาวเคราะห์อื่นที่ไม่ใช่โลก และการค้นพบดังกล่าวได้จากเครื่องตรวจวัดอินฟราเรดของยานแคสสินี โดยได้รายงานการค้นพบในวารสารแอสโตรฟิสิคัลเจอร์นัลเลตเตอร์ส (Astrophysical Journal Letters)

"สารเคมีดังกล่าวมีอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ยึดโยงเป็นสายโซ่ยาวกลายเป็นพลาสคิกที่เรียกว่าโพลีโพรพีลีน (polypropylene) ตัวอย่างคลาสสิคน่าจะเป็นกล่องพลาสติกที่ใช้เก็บอาหารในครัวทั่วโลก" คอนอร์ นิกซ์สัน (Conor Nixon) นักวิทยาผศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซาจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) กล่าว

ทั้งนี้ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีอิทธิพลสำคัญต่อดวงจันทร์ไททัน ซึ่งหลักๆ คือมีเทน โดยเป็นรองจากไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบที่มีมากที่สุดในชั้นบรรยากาศของบริวารดาวเสาร์ดวงนี้ ซึ่งแสงอาทิตย์คือตัวการที่ขับเคลื่อนปฏิกริยาในการแตกตัวของมีเทน ทำให้องค์ประกอบที่แตกออกมานั้นรวมตัวกันแล้วก่อตัวเป็นโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น

ทางด้านสเปซด็อทคอมรายงานเพิ่มเติมว่า การค้นพบดังกล่าวช่วยต่อจิ๊กซอว์ของปริศนาอันยาวนานของบรรยากาศไททัน โดยเมื่อปี 1980 เมื่อยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ผ่านใกล้ดวงจันทร์ดวงนี้เป็นครั้งแรก และได้จำแนกก๊าซในชั้นบรรยากาศสีน้ำตาลของดวงจันทร์ว่าเป็นไฮโดรเจน

วอยเอเจอร์ที่หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้วนั้นได้พบหลักฐานของไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอน 3 อะตอม ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่หนักที่สุด และยังพบโพรเพน (propane) รวมถึงโพรไพน์ (propyne) ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่เบาที่สุดในตระกูลนี้ ทว่าวอยเอเจอร์ยังขาดข้อมูลโพรพีนหรือเรียกอีกชื่อว่าโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารเคมีหนักกลางๆ ในกลุ่มนี้

ไมเคิบ ฟลาเซอร์ (Michael Flasar) นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดในโครงการเครื่องมือตรวจวัดอินฟราเรดของแคสสินีอธิบายว่า การวัดโพรพีนทำได้ยาก เพราะมีสัญญาณอ่อนอยู่ท่ามกลางสารเคมีอื่นๆ ที่มีสัญญาณเข้มกว่า และความสำเร็จในการค้นพบสร้างความเชื่อของพวกเขาว่า พวกเขายังจะได้เจอสารเคมีที่ซ่อนอยู่ชั้นบรรยากาศไททันอีก

สำหรับไททันนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของโลก และเป็นดวงจันทร์ใหญ่อันดับสองของระบบสุริยะ รองจากแกนีมีด (Ganymede) ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี และยังเป็นดวงจันทร์เพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะที่มีเมฆและบรรยากาศคล้ายดาวเคราะห์ ซึ่งมักประกอบด้วยไนโตรเจนและมีเทน

ส่วนยานแคสสินีถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 1997 และไปถึงวงโคจรของดาวเสาร์เมื่อเดือน ก.ค.2004 โดยภารกิจมีเป้าหมายในการศึกษาดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร ซึ่งคาดว่าจะทำงานต่อไปถึงปี 2017 ปีที่ยานอวกาศจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์










ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000123670
____________________

: Pageviews


นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจ “พายุใหญ่” บนดาวเสาร์ ทำชั้นบรรยากาศอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ เปรียบเทียบเหมือนอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างฤดูหนาวของอลาสกากับฤดูร้อนในทะเลทรายโมจาวี อีกทั้งยังเป็นพายุที่อยู่นานผิดปกติ และระหว่างพายุยังพบก๊าซที่เคยสังเกตพบมาก่อนแต่คาดว่ามีมากถึง 100 ของที่คาดไว้

แคสสินี (Cassini) ยานอวกาศขององค์การบริหารการบินอวกาสหรัฐ (นาซา) ตรวจพบพายุลูกใหญ่ดังกล่าวครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค.2010 และจากรายงานของสเปซด็อทคอมการสำรวจของยานได้ตรวจพบว่า พายุลูกใหญ่นี้ได้ทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์มีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นไปกว่าปกติ 66 องศาเซลเซียส

บริเกตต์ เอสแมน (Brigette Hesman) จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland) และศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) ของนาซากล่าวว่า อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นนี้สูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ ซึ่งปกติจะค่อนข้างคงที่

หากเปลี่ยนเทียบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในระดับโลก เอสแมนกล่าวว่าจะเปรียบเทียบได้กับอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างช่วงหนาวที่สุดในฤดูหนาวของบริเวณแฟร์แบงก์ส (Fairbanks) ในอลาสกา กับช่วงร้อนที่สุดของฤดูร้อนในทะเลทรายโมฮาวี (Mojave Desert)

เอสแมนและทีมได้เขียนรายงานผลการสังเกตดาวเสาร์ครั้งนี้ในวารสารดิแอสโทรฟิสิคัลเจอร์นัล (The Astrophysical Journal) และพวกเขายังตรวจพบก๊าซเอทิลีนขนาดใหญ่ในช่วงเกิดพายุ ซึ่งพบว่ามีก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นนี้มากกว่า 100 เท่าของที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ และยังไม่ทราบถึงกำเนิดของก๊าซเหล่านี้

ไมเคิล ฟลาเซอร์ (Michael Flasar) จากก็อดดาร์ด และอยู่ในทีมเครื่องมือบันทึกภาพย่านอินฟราเรดของยานแคสสินีซึ่งโคจรรอบดาวเสาร์กล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถพบก๊าซเอทีลีนบนดาวเสาร์ได้มาก่อน ดังนั้น สิ่งที่พบนี้จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง
สำหรับพายุยักษ์บนดาวเสาร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของจุดขาวใหญ่ (Great White Spots) บนดาวเคราะห์วงแหวนดวงนี้ ซึ่งพบว่ามีโอกาสที่จะผุดขึ้นมาทุก 30 ปีโลก หรือราวๆ 1 ปีดาวเสาร์

แคสสินีพบว่าพายุลูกล่าสุดนี้ได้วนรอบดาวเสาร์ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.2011 และแผ่อาณาเขตจากเหนือลงใต้ไกลถึง 15,000 กิโลเมตร แล้ววิ่งวนไปรอบๆ ก่อนจะหายไปเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน และโพล่มาอีกในเดือน ต.ค.ก่อนจะหายไปในเดือน ม.ค.2012

พายุดังกล่าวคงที่อยู่ยาวนานที่สุดนับแต่เริ่มสังเกตดาวเสาร์ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของการศึกษาพายุตามวัฏจักรนี้อย่างใกล้ชิดด้วยยานโคจร นอกจากนี้แคสสินียังสำรวจพบรอยแต้มแปลกๆ ของอากาศร้อน 2 รอยที่ส่องแสงสว่างในชั้นสตราโทสเฟียร์ระหว่างเกิดพายุ ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่นที่ปรากฏในวารสารอิคารัส (Icarus) ซึ่งพิจารณาข้อมูลภาพถ่ายอินฟราเรดของยานแคสสินีและกล้องโทรทรรศน์บนโลกอีก 2 ตัว ซึ่งสเปซด็อทคอมระบุว่า พวกเขาได้อธิบายว่า รอยแต้มทั้งสองนั้นรวมกันแล้วกลายเป็นลมหมุนขนาดใหญ่ที่สุดและร้อนที่สุดในระบบสุริยะของเราได้อย่างไร และยังเป็นพายุหมุนที่มีขนาดใหญ่กว่าจุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) บนดาวพฤหัสบดีเสียอีก

แม้ว่าตอนนี้จะไม่เห็นสัญญาณของพายุบนดาวเสาร์แล้ว แต่จนถึงวันนี้พายุดังกล่าวก็ยังคงอยู่ และแตกต่างไปจากจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสที่อยู่มานานมากกว่า 300 ปีแล้ว สำหรับพายุหมุนบนดาวเสาร์นี้นักวิทยาสาสตร์คาดว่าจะค่อยๆ จางหายไปในช่วงปลายปี 2013

สก็อตต์ เอ็ดดิงตัน (Scott Edgington) นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวหน้าในโครงการแคสสินีจากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซา กล่าวว่า การศึกษาเหล่านี้จะทำให้เราได้ความเข้าใจที่มากขึ้นในกระบวนการเคมีแสงที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ของดาวเสาร์ ซึ่งดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อีกดวงในระบบสุริยะของเรา



ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000132179
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
 

เมื่อยานสำรวจ Cassini จับภาพแสงไอพ่นคล้ายเครื่องยนต์เจ็ทของดวงจันร์ดาวเสาร์
ไอพ่นดั่งกล่าว เกิดขึ้นบริเวณขั้วใต้ของดวงจัททร์  Enceladus
บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูสร้าง “แมงกะพรุนเทียม” ที่รู้วิธีว่ายน้ำ
     นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูและซิลิโคนสร้าง “แมงกะพรุน” เลียนแบบที่รู้วิธีว่ายน้ำ เป้าหมายเพื่อสร้างแบบจำลองสำหรับศึกษากายวิภาคของหัวใจ เพร...
  • เผยเทปลับเมืองบนดวงจันทร์ จากโครงการ apollo 20
    โครงการ apollo หลายคนคิดว่ามีไม่ถึง apollo 20 (เพราะออกข่าวถึงแค่โครงการ apollo17) แต่ทางรัฐบาลได้ปิดบังความลับไว้ ว่า โครงการ Apoll...
  • นักบินหรือพระเจ้า
    ในราวปี 1930 นักบินชาวอเมริกันและออสเตรเลีย ได้รับภารกิจให้เป็นทีมสนับสนุนการสำรวจป่าลึกแห่งหนึ่งในนิวกีนี พวกเขาต้องทำการบินเพื่อลงจอดบนเกา...
  • นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าประสิทธิภาพคงเดิม
    แบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่า รองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ (บีบีซีนิวส์)        นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าของขนาดเดิมแต่ป...
  • คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1
    คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1 บทนำ ฉันรับรองว่าเรื่องราวที่ว่ามานี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่นิ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld