องค์การนาซา (NASA) เผยภายสุดสวยจากจากอวกาศ ภาพดาวไททัน ซึ่งเป็นดวงจันทร์ของดาวเสาร์ สะท้อนประกายจากแสงอาทิตย์เป็นจุดกลมสีเหลืองส้มสุกใส
ตามรายงานจากเว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายได้จากยานสำรวจอวกาศแคสสินี (Cassini) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นภาพทะเลคราเคน แมร์ (Kraken Mare) ทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ไททันและมีน้ำทะเลเป็นไอของสารไฮโดรคาร์บอน กำลังสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นจุดสีเหลืองส้มเรืองรองสุดสวยงามกลางอวกาศ และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่สามารถจับภาพทั้งเงาสะท้อนของดวงอาทิตย์และทะเลคราเคน แมร์ ไว้ในได้เฟรมเดียวกัน
ทั้งนี้ ดวงจันทร์ไททันเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนทั้งหมด 53 ดวงของดาวเสาร์ เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในระบบสุริยะจักรวาล รองมาจากดวงจันทร์แกนี่มีด (Ganymede) ของดาวจูปิเตอร์ และมีเส้นผ่านศูนกลางใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกถึง 50% สภาพบรรยากาศบนดวงจันทร์ไททันส่วนใหญ่ห่อหุ้มด้วยด้วยก๊าซไนโตรเจน จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถดำรงชีวิตที่ดาวดวงนี้ได้
จากภาพนี้ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าทะเลคราเคน แมร์ ของดวงจันทร์ไททัน น่าจะเคยมีขนาดใหญ่กว่านี้ในอดีต แล้วค่อย ๆ ระเหยจนหดเล็กลง
อย่างไรก็ดีภาพที่เห็นนี้ไม่ใช่ภาพถ่าย แต่เป็นการประกอบกันของภาพแสดงสีสันจริงหลาย ๆ ชอตที่ได้จากการจับคลื่นแสงที่สะท้อนออกมาจากดวงจันทร์ไททัน โดยมองผ่านกระจกอวกาศอีกที แต่หากมองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นอะไร นอกจากไอหมอกเท่านั้น
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/110920
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ตามรายงานจากเว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายได้จากยานสำรวจอวกาศแคสสินี (Cassini) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นภาพทะเลคราเคน แมร์ (Kraken Mare) ทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ไททันและมีน้ำทะเลเป็นไอของสารไฮโดรคาร์บอน กำลังสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นจุดสีเหลืองส้มเรืองรองสุดสวยงามกลางอวกาศ และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่สามารถจับภาพทั้งเงาสะท้อนของดวงอาทิตย์และทะเลคราเคน แมร์ ไว้ในได้เฟรมเดียวกัน
ทั้งนี้ ดวงจันทร์ไททันเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนทั้งหมด 53 ดวงของดาวเสาร์ เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในระบบสุริยะจักรวาล รองมาจากดวงจันทร์แกนี่มีด (Ganymede) ของดาวจูปิเตอร์ และมีเส้นผ่านศูนกลางใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกถึง 50% สภาพบรรยากาศบนดวงจันทร์ไททันส่วนใหญ่ห่อหุ้มด้วยด้วยก๊าซไนโตรเจน จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถดำรงชีวิตที่ดาวดวงนี้ได้
จากภาพนี้ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าทะเลคราเคน แมร์ ของดวงจันทร์ไททัน น่าจะเคยมีขนาดใหญ่กว่านี้ในอดีต แล้วค่อย ๆ ระเหยจนหดเล็กลง
อย่างไรก็ดีภาพที่เห็นนี้ไม่ใช่ภาพถ่าย แต่เป็นการประกอบกันของภาพแสดงสีสันจริงหลาย ๆ ชอตที่ได้จากการจับคลื่นแสงที่สะท้อนออกมาจากดวงจันทร์ไททัน โดยมองผ่านกระจกอวกาศอีกที แต่หากมองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นอะไร นอกจากไอหมอกเท่านั้น
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/110920
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ภาพดาวเสาร์ขณะบังดวงอาทิตย์ ที่บันทึกโดยยานแคสสินี (นาซา)
ถ้าดาวเสาร์คือดวงจันทร์ และยานแคสสินีคือโลก ภาพที่เห็นคือปรากฏการณ์ “สุริยุปราคา” อีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดบนยานสำรวจของนาซา
ภาพดังกล่าวบันทึกขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2013 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการบันทึกภาพตามกิจวัตรปกติสำหรับยานแคสสินี (Cassini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ที่โคจรรอบดาวเสาร์ ทว่าสิ่งที่พิเศษคือ ดวงอาทิตย์ ดาวเสาร์และยานแคสสินีอยู่ในตำแหน่งเรียงกัน ทำให้ดาวเสาร์บังดวงอาทิตย์ได้พอดี
การบันทึกภาพลักษณะนี้สำหรับดาวเคราะห์วงนอกในระบบสุริยะไม่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก ทางนาซาจึงจัดกิจกรรม “วันที่โลกยิ้ม” (The Day The Earth Smiled Project) ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่าเป็นโครงการที่นำโดย ดร.คาโรลีน ปอร์โค (Dr.Carolyn Porco) โดยให้ประชาชนทั่วโลกร่วมกับโบกมือทักทายดาวเสาร์ในจังหวะเวลาที่ยานแคสสินีบันทึกภาพดาวเสาร์พอดี
ก่อนหน้านี้นาซาได้เผยภาพจากกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งภาพหนึ่งเป็นภาพที่บันทึกโดยยานแคสสินีที่เผยบางส่วนของดาวเสาร์และโลกที่เห็นเป็นเพียงจุดสว่างจางๆ กับอีกภาพจากยานเมสเซนเจอร์ (Messenger) ที่หันมาบันทึกภาพโลกจากมุมของดาวพุธในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเผยให้เห็นโลกและดวงจันทร์เป็นจุดสว่าง ล่าสุดนาซาได้เผยภาพดาวเสาร์เต็มดวงที่บันทึกระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว โดยประกอบขึ้นจากภาพเล็กๆ หลายภาพ
ภาพโลกจากมุมนอกโลกนี้เคยถูกบันทึกไว้หลายครั้ง หนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงมากคือภาพ "Pale Blue Dot" ซึ่งบันทึกโดยยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ที่หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้ว โดยภาพดังกล่าวบันทึกขึ้นเมื่อ 14 ก.พ.1990 ขณะยานอยู่ห่างโลกออกไป 6 พันล้านกิโลเมตร
“ด้วยความสวยงามและความหมาย อาจทำให้ภาพนี้เป็นภาพที่พิเศษที่สุดที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโครงการอวกาศ ซึ่งแสงเรืองที่ขอบดาวเสาร์และวงแหวนที่เรืองจากแสงรอดผ่านนี้ ทำให้ภาพดูมีความหมาย” ดร.ปอร์โคกล่าว และอธิบายว่าด้านซ้ายของดาวเสาร์มีจุดสว่างสีขาวที่วงแหวนชั้น E เป็นภาพของดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) บริวารดาวเสาร์ ซึ่งเชื่อว่าอาจจะพบชีวิตนอกโลกที่ดวงจันทร์ดังกล่าว
ล่างลงไปทางด้านขวาของเอนเซลาดัสเป็นดวงจันทร์เทธีส (Tethys) ที่มีขนาดเล็กกว่าโลก 3 เท่า ส่วนมิมัส (Mimas) ดวงจันทร์อีกดวงของดาวเสาร์เห็นเพียงเสี้ยวเดียว แต่ยังฉายเงาลางๆ ทาบบนวงแหวน E ด้วย ส่วนโลกของนั้นแทบจะเลือนหายไปภาพอันเจิดจ้า โดยอยู่ด้านล่างของวงแหวนหวังเป็นสีน้ำเงินจางๆ ท่ามกลางทะเลดาว นอกจากนี้ยังมี ดาวอังคารและดาวศุกร์ถูกบันทึกไว้ในภาพดังกล่าวด้วย
ภาพนี้แสดงรายละเอียดตำแหน่งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่ยานแคสสินีบันทึกได้ระหว่างดาวเสาร์บังดวงอาทิตย์
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000142101
____________________
นักวิจัยเสนอว่า ดาวเสาร์และดาวพฤหัสน่าจะมีฝนตกเป็นเพชร (บีบีซีนิวส์)
ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์เพื่อนบ้านนี้ เป็นข้อมูลจากรายงานของบีบีซีนิวส์ที่เผยว่าทีมวิจัยได้นำเสนอภายในงานประชุมวิชาการของสาขาวิทยาการดาวเคราะห์ในสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน
ทั้งนี้ บรรยากาศที่อุดมด้วยคาร์บอนของดาวก๊าซยักษ์ในวงนอกของระบบสุริยะนั้น ให้เกิดผลึกเพชรเป็นประกาย เมื่อเกิดพายุฟ้าคะนอง ทำให้ก๊าซมีเทนกลายเป็นเขม่าที่เป็นคาร์บอนรูปหนึ่ง จากนั้นจะแข็งเป็นก้อนกราไฟต์ แล้วเปลี่ยนเป็นเพชรขณะตกสู่เบื้องล่าง
ขนาดใหญ่สุดของเพชรเหล่านั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซ็นติเมตร ทว่าเพชรเหล่านั้นก็เป็นเพียงลูกเห็บที่ละลายลงสู่ทะเลของเหลวในใจกลางอันร้อนจัดของดาวเคราะห์
ดร.เควิน เบนส์ (Dr. Kevin Baines) จากมหาวิทยาลัยวิสคันซิน-เมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) และห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) เน้นว่า แต่ละปีมีเพชรตกบนดาวเสาร์กว่า 1,000 ตัน
"คนมักถามผมว่า ผมจะบอกได้แน่ๆ อย่างไร เพราะไม่มีทางที่ผมจะไปถึงที่นั่นและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างมันเป็นเคมี ซึ่งเราเชื่อว่าเราค่อนข้างมั่นใจ" ดร.เบนส์กล่าว โดยเขายังศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับ โมนา เดลิตสกี (Mona Delitsky) แผนกวิศวกรชำนาญพิเศษแคลิฟอร์เนีย
เรื่องแนวคิดว่ายูเรนัสและเนปจูนเป็นที่ซ่อนของอัญมณีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีแล้วเชื่อกันว่าไม่น่าจะมีบรรยากาศที่เหมาะสม แต่ ดร.เบนส์และเดลิตสกีได้วิเคราะห์อุณหภูมิล่าสุดและคาดการณ์ความดันสำหรับภายในดาวเคราะห์ รวมถึงข้อมูลใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคาร์บอนในสภาพต่างๆ และได้ข้อสรุปว่าผลึกเพชรคงตัวจะตกเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะบนดาวเสาร์
ดร.เบนส์อธิบายว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่บรรยากาศชั้นบน ในชั้นที่ฟ้าผ่าได้เปลี่ยนมีเทนให้กลายเป็นเขม่า และเมื่อเขม่าตกลงความดันที่กระทำต่อเขม่าเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้น จนตกไปได้ราว 1,600 กิโลเมตร เขม่าจะเป็นแผ่นกราไฟต์ซึ่งเป็นรูปแบบของคาร์บอนที่พบในดินสอ
และเมื่อลงลึกไปถึง 6,000 กิโลเมตร กราไฟต์เหล่านั้นก็อัดแน่นกลายเป็นเพชรที่ทั้งแข็งและไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ เพชรเหล่าจะตกไปเรื่อยๆ อีก 30,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 2 เท่าครึ่งของความกว้างของโลก
"เมื่อลงไปลึกมากขนาดนั้น ทั้งอุณหภูมิและความดันราวกับนรก ไม่มีทางที่เพชรจะยังคงเป็นของแข็งได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเกิดขึ้นกับคาร์บอนข้างล่างนั่น" ดร.เบนส์กล่าว
แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีทะเลคาร์บอนเหลวก่อตัวขึ้น โดยเพชรที่ดาวเสาร์และดาวพฤหัสไม่อาจคงตัวได้ แต่ที่ดาวยูเรนัสและเนปจูนยังมีเพชรที่คงตัวอยู่เพราะมีแกนกลางที่เย็นกว่า
สำหรับรายงานนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเคราะห์ให้ความเห็นแก่ทางบีบีซีนิวส์ว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิด "ฝนเพชร" เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม
ศ.เรย์มอนด์ ฌ็องลอซ (Raymond Jeanloz) หนึ่งในทีมแรกที่ทำนายว่ามีฝนเพชรบนยูเรนัสและเนปจูน กล่าวว่าแนวคิดเกี่ยวกับความลึกของบรรยากาศบนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ที่มากพอจะทำให้เกิดเพชรที่คงรูปอยู่ได้นั้นค่อนข้างมีเหตุผล แต่เมื่อคำนึงถึงขนาดของดาวเคราะห์เหล่านั้น ปริมาณคาร์บอนที่กลายเป็นเพชรนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายนัก
ขณะที่ ดร.นาดีน เนตเทิลมานน์ (Dr. Nadine Nettelmann) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาครูซ (University of California, Santa Cruz) สหรัฐฯ กล่าวว่ายังต้องศึกษาอีกว่า คาร์บอนจะกลายเป็นเพชรในบรรยากาศที่อุดมไฮโดรเจนและฮีเลียมอย่างดาวเสาร์ได้อย่างไร
เธออธิบายว่า เยนส์และเดลิตสกีพิจารณาจากข้อมูลคาร์บอนบริสุทธิ์ แทนที่จะพิจารณาส่วนผสมระหว่างคาร์บอน ไฮโดรเจนและฮีเลียม แม้ว่าไม่อาจตัดสมมติฐานเกี่ยวกับฝนเพชรบนดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีได้ แต่เราก็ไม่มีข้อมูลก๊าซผวมบนดาวเคราะห์ทั้งสอง ดังนั้นเราจึงไม่มีทางรู้ว่ามีการก่อตัวเป็นเพชรเกิดขึ้น
ดาวเคราะห์ 55 แคนครี-อี ที่เชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์อุดมเพชร อาจไม่มีอัญมณีมากอย่างที่คิด
นอกจากนี้ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เคยเชื่อว่าเลอค่าไปด้วยเพชรปริมาณมหาศาลที่ชื่อ 55 แคนครี-อี (55 Cancri e) ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลจะระบบสุริยะของเราออกไป 40 ปีแสงนั้น ก็ไม่น่าจะมีอัญมณีส่องประกาย
จากการศึกษาเมื่อปี 2010 ชี้ว่าดาวเคราะห์หินดังกล่าวมีพื้นผิวกราไฟต์ที่รายรอบไปด้วยชั้นเพชรหนาๆ แทนที่จะเป็นน้ำและหินแกรนิตเหมือนบนโลก แต่งานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ลงวารสารแอสโทรฟิสิคัลเจอร์นัล ก็ตั้งคำถามต่อข้อสรุปดังกล่าว โดยปรากฏว่าคาร์บอนที่มีอยู่บนดาวแม่ของดาวเคราะห์ดังกล่าวน้อยกว่าที่คิด โดยสัมพันธ์กับออกซิเจนบนดาวแม่ และดาวเคราะห์เองอาจจะมีคาร์บอนอยู่น้อยด้วย
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000129526
เพราะไททัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์มีชั้นบรรยากาศ จึงเกิดแสงเป็นวงรอบดวงจันทร์ (ภาพเผยแพร่โดยนาซาเมื่อ 30 ก.ย.2013/สเปซด็อทคอม)

ยานแคสสินีของนาซาตรวจพบสารประกอบพลาสติกบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์ นับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบสารประเภทนี้ที่โลกอื่นซึ่งไม่ใช่โลกของเรา
บีบีซีนิวส์รายงานว่า ยานอวกาศแคสสินี (Cassini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ตรวจพบ "โพรพีน" (propene) หรือ โพรพีลีน (propylene) บนไททัน (Titan) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ สำหรับบนโลกนั้นโมเลกุลของสารดังกล่าวประกอบด้วยคาร์บอน 3 อะตอม และไฮโดรเจน 6 อะตอม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของพลาสติกหลายๆ ชนิด
ทั้งนี้ นาซาระบุว่าเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบองค์ประกอบของพลาสติกบนดวงจันทร์ หรือดาวเคราะห์อื่นที่ไม่ใช่โลก และการค้นพบดังกล่าวได้จากเครื่องตรวจวัดอินฟราเรดของยานแคสสินี โดยได้รายงานการค้นพบในวารสารแอสโตรฟิสิคัลเจอร์นัลเลตเตอร์ส (Astrophysical Journal Letters)
"สารเคมีดังกล่าวมีอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ยึดโยงเป็นสายโซ่ยาวกลายเป็นพลาสคิกที่เรียกว่าโพลีโพรพีลีน (polypropylene) ตัวอย่างคลาสสิคน่าจะเป็นกล่องพลาสติกที่ใช้เก็บอาหารในครัวทั่วโลก" คอนอร์ นิกซ์สัน (Conor Nixon) นักวิทยาผศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซาจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) กล่าว
ทั้งนี้ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีอิทธิพลสำคัญต่อดวงจันทร์ไททัน ซึ่งหลักๆ คือมีเทน โดยเป็นรองจากไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบที่มีมากที่สุดในชั้นบรรยากาศของบริวารดาวเสาร์ดวงนี้ ซึ่งแสงอาทิตย์คือตัวการที่ขับเคลื่อนปฏิกริยาในการแตกตัวของมีเทน ทำให้องค์ประกอบที่แตกออกมานั้นรวมตัวกันแล้วก่อตัวเป็นโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น
ทางด้านสเปซด็อทคอมรายงานเพิ่มเติมว่า การค้นพบดังกล่าวช่วยต่อจิ๊กซอว์ของปริศนาอันยาวนานของบรรยากาศไททัน โดยเมื่อปี 1980 เมื่อยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ผ่านใกล้ดวงจันทร์ดวงนี้เป็นครั้งแรก และได้จำแนกก๊าซในชั้นบรรยากาศสีน้ำตาลของดวงจันทร์ว่าเป็นไฮโดรเจน
วอยเอเจอร์ที่หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้วนั้นได้พบหลักฐานของไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอน 3 อะตอม ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่หนักที่สุด และยังพบโพรเพน (propane) รวมถึงโพรไพน์ (propyne) ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่เบาที่สุดในตระกูลนี้ ทว่าวอยเอเจอร์ยังขาดข้อมูลโพรพีนหรือเรียกอีกชื่อว่าโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารเคมีหนักกลางๆ ในกลุ่มนี้
ไมเคิบ ฟลาเซอร์ (Michael Flasar) นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดในโครงการเครื่องมือตรวจวัดอินฟราเรดของแคสสินีอธิบายว่า การวัดโพรพีนทำได้ยาก เพราะมีสัญญาณอ่อนอยู่ท่ามกลางสารเคมีอื่นๆ ที่มีสัญญาณเข้มกว่า และความสำเร็จในการค้นพบสร้างความเชื่อของพวกเขาว่า พวกเขายังจะได้เจอสารเคมีที่ซ่อนอยู่ชั้นบรรยากาศไททันอีก
สำหรับไททันนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของโลก และเป็นดวงจันทร์ใหญ่อันดับสองของระบบสุริยะ รองจากแกนีมีด (Ganymede) ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี และยังเป็นดวงจันทร์เพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะที่มีเมฆและบรรยากาศคล้ายดาวเคราะห์ ซึ่งมักประกอบด้วยไนโตรเจนและมีเทน
ส่วนยานแคสสินีถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 1997 และไปถึงวงโคจรของดาวเสาร์เมื่อเดือน ก.ค.2004 โดยภารกิจมีเป้าหมายในการศึกษาดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร ซึ่งคาดว่าจะทำงานต่อไปถึงปี 2017 ปีที่ยานอวกาศจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000123670
____________________
นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจ “พายุใหญ่” บนดาวเสาร์ ทำชั้นบรรยากาศอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ เปรียบเทียบเหมือนอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างฤดูหนาวของอลาสกากับฤดูร้อนในทะเลทรายโมจาวี อีกทั้งยังเป็นพายุที่อยู่นานผิดปกติ และระหว่างพายุยังพบก๊าซที่เคยสังเกตพบมาก่อนแต่คาดว่ามีมากถึง 100 ของที่คาดไว้
แคสสินี (Cassini) ยานอวกาศขององค์การบริหารการบินอวกาสหรัฐ (นาซา) ตรวจพบพายุลูกใหญ่ดังกล่าวครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค.2010 และจากรายงานของสเปซด็อทคอมการสำรวจของยานได้ตรวจพบว่า พายุลูกใหญ่นี้ได้ทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์มีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นไปกว่าปกติ 66 องศาเซลเซียส
บริเกตต์ เอสแมน (Brigette Hesman) จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland) และศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) ของนาซากล่าวว่า อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นนี้สูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ ซึ่งปกติจะค่อนข้างคงที่
หากเปลี่ยนเทียบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในระดับโลก เอสแมนกล่าวว่าจะเปรียบเทียบได้กับอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างช่วงหนาวที่สุดในฤดูหนาวของบริเวณแฟร์แบงก์ส (Fairbanks) ในอลาสกา กับช่วงร้อนที่สุดของฤดูร้อนในทะเลทรายโมฮาวี (Mojave Desert)
เอสแมนและทีมได้เขียนรายงานผลการสังเกตดาวเสาร์ครั้งนี้ในวารสารดิแอสโทรฟิสิคัลเจอร์นัล (The Astrophysical Journal) และพวกเขายังตรวจพบก๊าซเอทิลีนขนาดใหญ่ในช่วงเกิดพายุ ซึ่งพบว่ามีก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นนี้มากกว่า 100 เท่าของที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ และยังไม่ทราบถึงกำเนิดของก๊าซเหล่านี้
ไมเคิล ฟลาเซอร์ (Michael Flasar) จากก็อดดาร์ด และอยู่ในทีมเครื่องมือบันทึกภาพย่านอินฟราเรดของยานแคสสินีซึ่งโคจรรอบดาวเสาร์กล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถพบก๊าซเอทีลีนบนดาวเสาร์ได้มาก่อน ดังนั้น สิ่งที่พบนี้จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง
สำหรับพายุยักษ์บนดาวเสาร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของจุดขาวใหญ่ (Great White Spots) บนดาวเคราะห์วงแหวนดวงนี้ ซึ่งพบว่ามีโอกาสที่จะผุดขึ้นมาทุก 30 ปีโลก หรือราวๆ 1 ปีดาวเสาร์
แคสสินีพบว่าพายุลูกล่าสุดนี้ได้วนรอบดาวเสาร์ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.2011 และแผ่อาณาเขตจากเหนือลงใต้ไกลถึง 15,000 กิโลเมตร แล้ววิ่งวนไปรอบๆ ก่อนจะหายไปเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน และโพล่มาอีกในเดือน ต.ค.ก่อนจะหายไปในเดือน ม.ค.2012
พายุดังกล่าวคงที่อยู่ยาวนานที่สุดนับแต่เริ่มสังเกตดาวเสาร์ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของการศึกษาพายุตามวัฏจักรนี้อย่างใกล้ชิดด้วยยานโคจร นอกจากนี้แคสสินียังสำรวจพบรอยแต้มแปลกๆ ของอากาศร้อน 2 รอยที่ส่องแสงสว่างในชั้นสตราโทสเฟียร์ระหว่างเกิดพายุ ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่นที่ปรากฏในวารสารอิคารัส (Icarus) ซึ่งพิจารณาข้อมูลภาพถ่ายอินฟราเรดของยานแคสสินีและกล้องโทรทรรศน์บนโลกอีก 2 ตัว ซึ่งสเปซด็อทคอมระบุว่า พวกเขาได้อธิบายว่า รอยแต้มทั้งสองนั้นรวมกันแล้วกลายเป็นลมหมุนขนาดใหญ่ที่สุดและร้อนที่สุดในระบบสุริยะของเราได้อย่างไร และยังเป็นพายุหมุนที่มีขนาดใหญ่กว่าจุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) บนดาวพฤหัสบดีเสียอีก
แม้ว่าตอนนี้จะไม่เห็นสัญญาณของพายุบนดาวเสาร์แล้ว แต่จนถึงวันนี้พายุดังกล่าวก็ยังคงอยู่ และแตกต่างไปจากจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสที่อยู่มานานมากกว่า 300 ปีแล้ว สำหรับพายุหมุนบนดาวเสาร์นี้นักวิทยาสาสตร์คาดว่าจะค่อยๆ จางหายไปในช่วงปลายปี 2013
สก็อตต์ เอ็ดดิงตัน (Scott Edgington) นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวหน้าในโครงการแคสสินีจากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซา กล่าวว่า การศึกษาเหล่านี้จะทำให้เราได้ความเข้าใจที่มากขึ้นในกระบวนการเคมีแสงที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ของดาวเสาร์ ซึ่งดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อีกดวงในระบบสุริยะของเรา
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000132179
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เมื่อยานสำรวจ Cassini จับภาพแสงไอพ่นคล้ายเครื่องยนต์เจ็ทของดวงจันร์ดาวเสาร์
ไอพ่นดั่งกล่าว เกิดขึ้นบริเวณขั้วใต้ของดวงจัททร์ Enceladus
