![]() |
| ภาพจำลองสามมิติขณะที่กาแล็กซี่พุ่งชนกัน |
นายราชิด ซูนาเยฟ นักดาราศาสตร์รัสเซีย ชี้ว่า การพุ่งชนกันจะนำไปสู่การรวมตัวเป็นกาแล็กซีเดียว ตอนนี้กาแล็กซีแอนดรอมิดาอยู่ห่างจากกาแล็กซีทางช้างเผือก ประมาณ 2.5 ล้านปีแสง
ที่มา :hxxp://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1452428593
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เราเกิดมาบนโลก ตั้งแต่เด็กจนโตเราก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งมีชีวิตทุกวันนี้ หลายๆคนอาจจะประสบความสำเร็จและคิดว่าชีวิตเรานั้นยิ่งใหญ่มาก แต่หากได้ลองอ่านเรื่องต่อไปนี้แล้วอาจจะคิดพร้อมมองเห็นอะไรในมุมมองใหม่ๆ
- นี่คือโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้อ่ะแหละ
2. และนี่ก็คือเพื่อนบ้านในระบบสุริยะอ่ะแหละ
3. ส่วนนี่คือระยะจริงระหว่างโลกกับดวงจันทร์ที่ย่อส่วนลงมาแล้ว ดูไกลเหมือนกันเนอะ
4. เชื่อรึเปล่าว่าดวงจันทร์และโลก เราสามารถยัดดาวเคราะห์ในระบบสุริยะทั้งหมดลงไปได้เลย
5. มาลองเทียบขนาดอเมริกาเหนือกับดาวพฤหัสกันดูบ้าง
6. และถ้าเอาโลกไปเทียบกับดาวเสาร์ล่ะ
7. แล้วถ้าเรามีวงแหวนเหมือนดาวเสาร์ เราก็จะมองเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนไปแบบนี้แหละ
8.ได้ดูข่าวที่มนุษย์เอายานไปลงจอดบนดาวหางได้สำเร็จรึเปล่าล่ะ และนี่คือขนาดดาวหางที่ว่าเมื่อเทียบกับเมือง LA
9. แต่อย่างที่รู้ๆกัน ไม่มีอะไรจะไปเทียบกับดวงอาทิตย์ได้หรอก
10. และนี่คือโลกที่มองจากดวงจันทร์
11. ส่วนนี่คือการมองโลกจากดาวอังคาร
12. ยังไม่จบ มีเวอร์ชั่นโลกจากดาวเสาร์อีก
13. แถมภาพโลกจากขอบสุริยะ
14. พร้อมภาพโลกเทียบกับดวงอาทิตย์อีกครั้ง
15. แล้วถ้าเราไปอยู่บนดาวอังคาร เราก็จะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแบบนี้แหละ
16. แน่นอนว่าในจักรวาล มีดวงดาวมากกว่าเม็ดทรายทั้งหมดบนโลกอีกนะ
17. เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยว่า ดวงอาทิตย์ของเรามันก็แค่ฝุ่นผง เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ขนาดใหญ่อื่นๆ
18. ดูให้ชัดๆล่ะกัน เพราะ VY Canis Majoris มันใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เราถึง 1 พันล้านเท่า!!!
19. เคยมีคนลองเปรียบเทียบว่าถ้าวงอาทิตย์ขนาดเท่ากับเซลล์เม็ดเลือดขาว ขนาดของทางช้างเผือกก็จะเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา
20. นั่นไง บ้านของเราอยู่ตรงนั้น มองเห็นกันรึเปล่า???
21. และดวงดาวที่เราเห็นบนฟ้าทุกๆคืนก็แค่จุดเล็กๆ ในวงกลมเท่านั้นละ
22. คิดว่าทางช้างเผือกใหญ่แล้วใช่ป่ะ? ลองเทียบกับกาแล็คซี่ IC 1011 ที่ห่างจากโลก 350 ล้านปีแสงดูสิ
23. งั้นลองมาดูภาพจากกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลดู มีกาแล็คซี่นับล้าน ที่แต่ละกาแล็คซี่มีดาวนับล้านอีกด้วย
26. ส่วนนี่คือกาแล็คซี่ UDF 423 ที่ห่างจากโลก 10 ล้านปีแสง เพราะฉะนั้นภาพที่เราเห็นก็ผ่านมาสิบล้านปีละ
27. ย้ำอีกครั้งว่าภาพที่เราเห็นเป็นจุดเล็กๆบนท้องฟ้า มันก็มีดาวเป็นล้านดวงอยู่
28. เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่าเรายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ก็อยากให้จำเอาไว้ว่า นี่คือบ้านของเรา โลก
29. และนี่คือระบบสุริยะที่เป็นบ้านของเราเช่นกัน
30. และเมื่อเรามองออกมาเรื่อยๆจนเห็นระบบสุริยะเพื่อนบ้านใกล้เคียง บ้านของเรามันก็เล็กนิดเดียวเท่านั้น
31.มองออกไปนอกกาแล็กซี่ หาหลังคาบ้านเจอรึเปล่า
32. มองออกไปอีก มายังตำแหน่งกลุ่มกาแล็กซี่ของเรา ระบบสุริยะเราหายไปละ เล็กจนมองหาไม่เจอแล้ว
33. มองออกไปอีก อันนี้เรียกว่า กลุ่มกระจุกดาราจักรหญิงสาว(Virgo Supercluster) อ้าวไม่เห็นกาแล็กซี่เราแล้ว
34. ซูมๆออกไปอีก ใกล้จบละ กลุ่มกระจุกดาราจักรท้องถิ่น (Local Supercluster) ตอนนี้เหมือนเศษผุยผงล่องลอยในอากาศเลย
35. สุดท้าย... Local Supercluster เมื่อกี้ มันกลายเป็นแค่เม็ดฝุ่นเล็กๆ ในขวดโหลไปเลย (observable universe) เอกภพใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์สังเกตได้ เราเป็นหนึ่งในของเศษส่วนเท่าไหร่ลองคำนวณดูนะ
ที่มา : http://www.catdumb.com/universe-and-life/
http://www.buzzfeed.com/daves4/the-universe-is-scary
____________________
อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/กลุ่มกระจุกดาราจักรหญิงสาว
________________________________
http://www.buzzfeed.com/daves4/the-universe-is-scary
____________________
อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/กลุ่มกระจุกดาราจักรหญิงสาว
________________________________
ภาพวาดโดยศิลปิน แสดงถึงกาแล็กซี z8_GND_5296 ซึ่งถูกตรวจพบว่าเป็นกาแล็กซีที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่ตรวจพบได้ในตอนนี้ แต่ภาพจากกล้องฮับเบิลแสดงลักษณะกาแล็กซีเป็น สีแดง เนื่องจากเกิดการเลื่อนของสเปกตรัมแสง เพราะเอกภพกำลังขยายตัว (Credit: V. Tilvi, S.L. Finkelstein, C. Papovich, NASA, ESA, A. Aloisi, The Hubble Heritage, HST, STScI, and AURA.)

นักดาราศาสตร์เผยเจอกาแล็กซีที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยพบ เป็นภาพกาแล็กซีขณะเอกภพมีอายุเพียง 700 ล้านปีหลังระเบิดบิกแบง ขณะที่อายุปัจจุบันคือ 1.38 หมื่นล้านปี แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อจะได้เจอกาแล็กซีที่ไกลกว่านี้ เมื่อมีอุปกรณ์ที่ดีขึ้น
บาห์แรม โมบาเชอร์ (Bahram Mobasher) และนาวีน เรดดี (Naveen Reddy) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในริเวอร์ไซด์ (University of California, Riverside) สหรัฐฯ ได้ค้นพบดาราจักรหรือกาแล็กซีที่อยู่ไกลที่สุดนี้ และได้ตีพิมพ์การค้นพบลงในวารสารเนเจอร์ (Nature)
ไซน์เดลีระบุว่าเขาทั้งสองได้ทำงานร่วมกับคณะนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ออสติน (University of Texas at Austin) มหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็ม (Texas A & M University) และหอดูดาวดาราศาสตร์เชิงแสงสหรัฐ (National Optical Astronomy Observatories)
โมบาเชอร์และเรดดีได้จำแนกกาแล็กซีที่อยู่แสนไกลจากภาพถ่ายเชิงแสงและภาพถ่ายอินฟราเรดที่บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ซึ่งตรวจสอบตามด้วยกล้องโทรทรรศน์เค็ค (Keck Telescope) ในฮาวาย และยืนยันระยะทางของกาแล็กซีที่ตรวจสอบว่าเป็นกาแล็กซีที่อยู่ไกลที่สุด
ภาพกาแล็กซีที่ตรวจสอบนี้เป็นภาพกาแล็กซีขณะเอกภพมีอายุ 700 ล้านปีหลังระเบิดบิกแบง (Big Bang) ขณะที่ปัจจุบันเอกภพมีอายุกว่า 1.38 หมื่นล้านปีแล้ว ซึ่งในการค้นหากาแล็กซีที่อยู่ไกลที่สุดนี้ ทีมวิจัยต้องคัดเลือกภาพโดยอิงจากสีของกาแล็กซีที่เข้าข่ายราวๆ 100,000 กาแล็กซี และเป็นภาพที่บันทึกภายใต้โครงการสำรวจขนาดใหญ่แคนเดลส์ (CANDELS) ด้วยกล้องฮับเบิล ที่ใช้เวลารวบรวมในการถ่ายภาพประมาณ 900 ชั่วโมง
ในการวัดระยะทางของกาแล็กซีเหล่านั้น นักดาราศาสตร์ใช้เทคนิคสเปคโตรสโคปี (spectroscopy) เพื่อวัดว่าความยาวคลื่นของแสงจากกาแล็กซีนั้นๆ เลื่อนไปทางสีแดงของเส้นสเปกตรัมแค่ไหน เมื่อแสงเหล่านั้นเดินทางจากกาแล็กซีมาถึงโลก ซึ่งเกิดเนื่องจากเอกภพขยายตัว โดยเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “เรดชิฟต์” (redshift) ซึ่งเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นและระยะทางของกาแล็กซีเป็นไปตามสัดส่วน ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะช่วยให้นักดาราศาสตร์วัดระยะทางของกาแล็กซีได้
โมบาเชอร์ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้กาแล็กซีดังกล่าวแตกต่างจากกาแล็กซีอื่นคือสเปกตรัมที่บ่งบอกถึงระยะทางอย่างแน่ชัด และเนื่องจากแสงเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 299,000 กิโลเมตรต่อวินาที ดังนั้น เมื่อเรามองวัตถุที่อยู่ไกลๆ เราก็จะเห็นภาพของวัตถุนั้นในอดีต
“ยิ่งระยะทางของวัตถุที่สังเกตไกลเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่าเราได้เห็นภาพในอดีตมากเท่านั้น ซึ่งทำให้เราศึกษาการกำเนิดของกาแล็กซีในยุคแรกๆ ได้ และเมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของกาแล็กซีที่ระยะทางต่างๆ ก็จะทำให้เราได้เห็นถึงวิวัฒนาการของแล็กซีตลอดอายุของเอกภพ” โมบาเชอร์อธิบาย
การค้นพบครั้งนี้ยังเกิดขึ้นได้ด้วย MOSFIRE อุปกรณ์ใหม่ที่ติดตั้งบนกล้องโทรทรรศน์เค็ค ซึ่งไม่เป็นแต่เป็นเครื่องมือที่มีความไวสูงเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับแสงอินฟราเรด ซึ่งคลื่นแสงจากกาแล็กซีอันไกลโพ้นจะขยับไปยังสเปกตรัมในย่านอินฟราเรด และอุปกรณ์ใหม่นี้ยังตรวจจับหลายๆ วัตถุได้พร้อมกัน ทำให้นักดาราศาสตร์สังเกตกาแล็กซีที่อยู่ในข่ายถึง 43 กาแล็กซีได้ภายใน 2 คืน และให้ภาพที่มีคุณภาพสูงกว่าการศึกษาที่ผ่านๆ มา
ด้วยเครื่องมือดังกล่าวนักดาราศาสตร์สามารถวัดระยะทางของกาแล็กซีได้อย่างแม่นยำ ด้วยการวัด “การเปลี่ยนผ่านไลแมนอัลฟา” (Lyman alpha transition) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของธาตุไฮโดรเจนที่มีอยู่ดาษดื่น และตรวจวัดกาแล็กซีที่มีอายุมากกว่า 1 พันล้านปีหลังจากเกิดบิกแบงได้ แต่การวัดกาแล็กซีที่เก่าแก่กว่านั้นด้วยคุณสมบัติของไฮโดรเจนกลับเป็นเรื่องยากกว่า
จาก 43 กาแล็กซีที่สังเกตได้จากอุปกรณ์ MOSFIRE ทีมวิจัยตรวจวัดคุณสมบัติไลแมนอัลฟาได้จากกาแล็กซีเพียง 1 กาแล็กซี ชื่อว่ากาแล็กซี z8-GND-5296 ซึ่งการสังเกตของทีมวิจัยเผยให้เห็นว่ากาแล็กซีดังกล่าวก่อกำเนิดดวงดาวขึ้นอย่างฉับไว แต่ละปีผลิตดาวทีมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 300 เท่า ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราแล้ว ทางช้างเผือกผลิตดาวขึ้นมาปีละ 2-3 ดวงเท่านั้น
ด้าน สตีเฟน ฟินเกลสไตน์ (Steven Finkelstein) จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสติน หัวหน้าโครงการใหย่ของฮับเบิลนี้กล่าวว่า เราได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับกาแล็กซีที่อยู่แสนไกล ซึ่งมีอีกหลายพื้นที่ในเอกภพที่มีการก่อตัวของดวงดาวสูงมากกว่าที่เราเคยคิด และคาดว่าจะมีกาแล็กซีคล้ายๆ กันนี้อีกหลายสิบกาแล็กซี
กอปรกับเมื่อใช้อุปกรณ์ดาราศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพอย่างกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่ภาคพื้นอย่างกล้องโทรทรรศน์เธอร์ตีมิเตอร์ (Thirty Meter Telescope) ในฮาวาย และกล้องโทรทรรศน์ไจแอนท์แมกเจลแลน (Giant Magellan Telescope) ในชิลี บวกกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) ขนาด 6.5 เมตรที่จะส่งขึ้นไปปลายศตวรรษนี้ ฟินเกลสไตน์ เชื่อว่าเราจะได้เจอกาแล็กซีที่อยู่ไกลอีกกว่านี้อีกมาก และจะช่วยให้เห็นถึงกระบวนการก่อกำเนิดกาแล็กซีด้วย
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000133308
____________________
เป็นภาพถ่ายกาเล็กซี่ทางช้างเผือก (Milky Way) นั่นเอง
ที่ถ่ายโดยกล้องเทโลสโคปของ European Southern Observatory
แล้วนำมาอัพโหลดให้คนทั่วไปได้ดาวน์โหลดมารับชมกัน

ซึ่งภาพนี้เป็นภาพถ่ายขนาด 108,200 x 81,500 พิกเซล หรือความละเอียดสูงถึง 9,000 ล้านพิกเซล
และหากนำมาปริ้นในขนาด 100% แล้ว ภาพนี้จะมีความสูง 23 ฟุต และกว้าง 30 ฟุต เลยทีเดียว
!!! เน็ตใครแรงๆ ก็ลองโหลดภาพ 100% มาดูกันได้นะครับ
ภาพนี้ถ่ายจากโลกของเรานี้แหละครับ โดยเล็งไปยังศูนย์กลางของกาแลกซี่ (ระบบสุริยะของเราอยู่บริเวณขอบของกาแลกซี่พอดี เมื่อมองจากโลกของเราจึงเห็นแนวยาวของกาแลกซี่ซึ่งเรียกกันว่า
ภาพนี้ถ่ายจากโลกของเรานี้แหละครับ โดยเล็งไปยังศูนย์กลางของกาแลกซี่ (ระบบสุริยะของเราอยู่บริเวณขอบของกาแลกซี่พอดี เมื่อมองจากโลกของเราจึงเห็นแนวยาวของกาแลกซี่ซึ่งเรียกกันว่า
ทางช้างเผือก เพราะเป็นแนวยาวๆขาวๆ เหมือนทางเดินอะไรทำนองนั้น)
ชมภาพขนาดใหญ่กว่านี้ คลิกที่นี่
หรือดาวน์โหลดภาพเต็ม (Original) ขนาดไฟล์ 21 GB. คลิกที่นี่ http://www.eso.org/public/archives/i...l/eso1242a.psb
ที่มา :
โลโป
ภาพถ่ายกาเล็กซี่ทางช้างเผือก ความละเอียดสูง 9,000 ล้านพิกเซล
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักดาราศาสตร์ขององค์การนาซา ใช้กล้องโทรทัศน์”จันทรา” ส่องพบกาแล็กซี่ ซึ่งผลิตดวงดาวได้มากถึง 740 ดวงในรอบปี ซึ่งมากกว่ากาแล็กซี่ทางช้างเผือกของโลก ที่สามารถสร้างดวงดาวได้ 1 ดวงต่อ 1 ปี


































.jpg)

