เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »
แสดงโพสต์โดยจัดเรียงตามความเกี่ยวข้องกับคำค้นหา พีระมิด จัดเรียงตามวันที่ แสดงโพสต์ทั้งหมด




Great Pyramid of Giza มหาพีระมิด แห่ง กิซ่า หรือที่เรียกว่า พีระมิดคูฟู ( Pyramid of Khufu ) เป็นพีระมิดที่เก่าที่สุด และใหญ่ที่สุดใน สามพีระมิด ในบริเวณ มหาสุสานกิซ่า ( Giza Necropolis ) อยู่ทางตะวันตกของ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อสร้างด้วยหินปูนมากว่า 2.5 ล้านก้อน โดยแต่ละก้อนมีน้ำหนัก 2 ถึง 70 ตัน และด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้ พีระมิดกิซ่า เป็นเพียงหนึ่งเดียว ของ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคโบราณ ที่ยังตั้งตะง่านอยู่ถึงปัจจุบันที่ยากจะหา สิ่งก่อสร้างอื่นใดมาเทียบเคียงได้





ว่ากันว่า เมื่อนำอะไรไปไว้ในพีระมิด ของนั้นจะไม่เน่าหรือเน่าช้าจริงหรือ
ใครบางคน ทดลองพลังพีระมิดด้วยการเอาเนื้อสัตวเข้าไปไว้ พบว่าไม่เน่า แล้วเค้ารู้หรือเปล่า ว่าถ้ามันอยู่เปล่าๆมันจะเป็นยังไง ถ้ามันอยู่ในรูปทรงอื่นมันจะเป็นยังไง ในฤดูกาลดังกล่าวมันเป็นอย่างไร


ภาพ 3 มิติที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์จากการวิเคราะห์ของเดเมอร์ โอเลจาร์

ในปี ค.ศ. 1988 เออรอล ทอรัน นักวิจัยชาวอเมริกันได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายพีระมิดดีและเอ็ม ทอรันมีความเห็นว่าโครงสร้างที่เห็นนั้นน่าจะเกิดจากการก่อสร้าง มิใช่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ จากนั้น ไรแลนด์ บาคแมนก็ทำการวิเคราะห์ซ้ำเช่นกันและมีความเห็นเช่นเดียวกับทอรัน แต่รายละเอียดนั้นแตกต่างกัน





สโตนเฮนจ์ (StoneHenge) แห่งเมืองซาลเบอรี่ (Salisbury) ประเทศอังกฤษ มีอายุนานประมาณ 5,000-6,000 ปีผู้สนใจสามารถหาข้อมูลละเอียดมากเท่าที่ต้องการได้จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ หากเป็นความรู้ที่ได้มาจากวิทยาศาสตร์ทางจิต จำเป็นต้องให้เครดิตกับ “ชาวแอตแลนตีส” ก่อนเมื่อประมาณ 13,000 ปี ล่วงมาแล้ว มหาอาณาจักรแอตแลนตีส เป็นศูนย์รวมของสรรพวิทยาการและ
อารยธรรมในยุคนั้น เรียกกันว่า “ยุคพีระมิด” เนื่องจากใช้พลังของพีระมิดเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางจิต พลังจิต การสื่อสาร การเดินทาง การรักษาโรค การคำนวณบอกเวลาทางดวงดาวและกาแลคซี่ทั้ง 3 (ปฏิทินดาราศาสตร์) วิวัฒนาการด้านพลังงาน พลังจิต ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากชาวดาวอังคาร จนสามารถก้าวไปถึงลำดับสุดท้าย คือการเปลี่ยนวัตถุเป็นแสง และการเปลี่ยนแสงเป็นวัตถุ วิวัฒนาการด้านพลังงานมีด้วยกัน 7 ระดับ คือ

1. ความร้อน
2. แสง
3. เสียง
4. แม่เหล็กไฟฟ้า
5. ปรมาณู
6. เส้นแสง
7. การเปลี่ยนวัตถุเป็นแสงและการเปลี่ยนแสงเป็นวัตถุ

1 เดือนล่วงหน้าก่อนการล่มสลายของมหาอาณาจักร มีนักบวชรูปหนึ่ง เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา ยุคที่เหลือแต่พระธรรมคำสอน ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ก่อนพระสมณโคดมของยุคนี้) นักบวชเป็นผู้มีความสามารถมาก มีพลังจิตสูง รู้อดีต อนาคต จึงได้รู้ถึงเวลาของการล่มสลายและยุบตัวจมลงในมหาสมุทรของมหาอาณาจักร ที่จะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน จากสาเหตุการใช้ “อาวุธแสง” ทำสงครามทำลายล้างแผ่นดินคู่อริ นักบวชได้ชักชวนและอพยพบุคคลที่เชื่อพาลงเรือ เดินทางร่วม 1 เดือนพ้นออกมาจากการยุบตัวของทวีปขึ้นฝั่งที่แถบลุ่มแม่น้ำไนล์ ประเทศอียิปต์ในปัจจุบันนี้ นักบวชได้บอกไว้อีกว่า “แผ่นดินมหาอาณาจักรแอตแลนตีสนี้จะคืนกลับอีกครั้งในรอบ 13,000 ปีข้างหน้า จะเป็นแผ่นดินที่สมบูรณ์ด้วยทรัพยากรและจิตวิญญาณของมนุษย์” พร้อมทั้งยืนยันสัจจวาจาในครั้งนั้น โดยใช้พลังจิตและความช่วยเหลือจากชาวดาวอังคาร สร้างสัญลักษณ์ สฟิงซ์ (Sphinx) ขึ้น ด้วยวิธีของการเปลี่ยนวัตถุเป็นแสงและการเปลี่ยนแสงเป็นวัตถุ เพื่อเคลื่อนย้ายหินขนาดใหญ่ทำเป็นรูปสิงห์หมอบ มีใบหน้าเป็นชาวดาวอังคาร จัดวางไว้ในแนวทิศตะวันออก ตะวันตก มีพลังมโนธาตุสำหรับสร้างเป็นแกนพลังงานโลกใหม่อยู่ที่เท้าหน้าขวาของสฟิงซ์

การสร้างสฟิงซ์มีจุดมุ่งหมายสำคัญ 3 อย่าง

1. เป็นสัญลักษณ์แทนคำมั่นสัญญาของนักบวชที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อกลับมาแก้ไขเหตุที่ได้สร้างไว้ในอดีต
2. จมูกสฟิงซ์เป็นแหล่งของพลังกระแสลมปราณ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการหายใจของชาวดาวอังคารในยามที่แวะเวียนมาเยือนโลกของเรา แต่ในที่สุดจมูกถูกอาวุธสงครามทำลายแตกหักจนจมูกตัน ชาวดาวอังคารจึงค่อนข้างลำบากเมื่อมาท่องโลก
3. เมื่อถึงเวลาครบรอบของการเปลี่ยนแปลงแรงดึงดูดเข้าสู่อิทธิพลของอีกกาแลคซี่ ผู้กลับมาทำหน้าที่จะใช้เท้าขวาเหยียบลงบนเท้าหน้าขวาของสฟิงซ์ เกิดการขับเคลื่อนของพลังมโนธาตุและกระแสลมปราณม้วนหมุนเป็นเกลียวเข้าสู่ศูนย์กลาง สร้างเป็นแกนพลังงานโลกใหม่ มีขั้วโลกอยู่ในแนวทิศตะวันออกและตะวันตก นักบวชรูปนั้น มีนามว่า รต (อ่านว่า ระตะ)
นับเป็นเวลาหลายพันปีที่อารยธรรมแอตแลนตีสได้ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง แตกแยกออกเป็นหลายเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ แยกกระจัดกระจายออกจากลุ่มแม่น้ำไนล์ไปทั่วทุกส่วนของโลก พร้อมกับนำความรู้ของแอตแลนตีสเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เช่นการทำมัมมี่ เคล็ดลับของการมีอายุยืน พลังพีระมิด รวมทั้งหลักการคำนวณของดวงดาวและกาแลคซี่ทั้ง 3 เป็นปฏิทินดาราศาสตร์ที่อธิบายถึงการสับเปลี่ยนแรงดึงดูดที่มีอิทธิพลต่อโลกและระบบสุริยจักรวาลในช่วง 26,000 ปี


ชาวมายา (มายัน) เป็นอีกชาติพันธุ์หนึ่งที่สืบเชื้อสายและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเผยแพร่อารยธรรมแอตแลนตีสสู่สายตาชาวโลกเป็นหลักฐานที่มีชีวิต บ่งบอกยืนยันว่า “แอตแลนตีส” มีอยู่จริง มิใช่เป็นเพียงตำนานเล่าขาน ชาวมายาจึงได้สร้างปฏิทินดาราศาสตร์ขึ้นด้วยเสาหิน แท่งหินขนาดใหญ่จำนวนหลายร้อยแท่งจัดวางเป็นวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง และวิธีการสร้างเป็นวิธีเดียวกับการสร้างสฟิงซ์ คือเป็นผลงานของมนุษย์ผู้มีพลังจิตสูงร่วมมือกับชาวดาวอังคารในการเปลี่ยนหินแท่งใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 ตัน ให้เป็นพลังงานแสงก่อนแล้วเคลื่อนย้ายนำไปจัดวางในที่ที่ต้องการ และใช้พลังจิต เปลี่ยนพลังงานแสงคืนเป็นแท่งหินแท่งใหญ่อีกครั้งสโตนเฮนจ์ เป็นสัญลักษณ์ที่มีอายุประมาณ 5,000-6,000 ปี ใกล้เคียงกับยุคมหาพีระมิดของประเทศอียิปต์ ศาสตร์พีระมิดของชาวอียิปต์ เป็นตัวแทนของชาวแอตแลนตีสในการถ่ายทอดพลังของพีระมิดในศาสตร์การทำมัมมี่ทำสถานที่เก็บศพ เคล็ดลับการมีอายุยืน ยารักษาโรค ฯลฯ ตลอดจนปลูกฝังความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายที่แสนงดงาม ในขณะที่สโตนเฮนจ์ของชาวมายาสร้างขึ้นเพื่อเตือนภัยแก่ชาวโลกเมื่อถึงวาระการเปลี่ยนแปลงแรงดึงดูดของแต่ละกาแลคซี่ ในรอบ 13,000 ปี




พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ได้ไขปริศนาและอ่านความลับจากการจัดวางเสาหินเป็นวงกลม 3 วงไว้ดังนี้
เสาหินวงนอก เป็นวงกลมขนาดใหญ่ มีเส้นรอบวงกว้างโอบล้อมครอบคลุมวงกลมเล็กอีก 2 วงหมายถึง กาแลคซี่อันโดรเมดา (Andromeda Galaxy) พระอาจารย์เรียกกาแลคซี่นี้ว่า กาแลคซี่สะเทิน เพราะมีทั้งพลังงานเบา ดี และพลังงานหนัก มีขนาดใหญ่มาก เหมือนแผ่อาณาเขตปกป้องควบคุมไว้ทั้งกาแลคซี่ทางช้างเผือกและกาแลคซี่ไตรแองกุลัม

เสาหินวงกลางหมายถึง กาแลคซี่ทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) เป็นกาแลคซี่ที่ดึงดูดระบบสุริยจักรวาลของเราไว้ในขณะนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ พระอาจารย์เรียกกาแลคซี่นี้ว่า กาแลคซี่หนัก เพราะพลังงานแรงดึงดูดที่เรียกว่าพลังงานแม่เหล็กโลกกำลังให้โทษอย่างรุนแรง และจะนำไปสู่การพลิกเพื่อเปลี่ยนแกนพลังงานโลกใหม่เข้าสู่อิทธิพลแรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัมอีกครั้ง เมื่อครบวาระ 13,000 ปี
เสาหินวงใน หมายถึงกาแลคซี่ไตรแองกุลัม (Triangulum Galaxy) มีขนาดเล็กกว่ากาแลคซี่ทางช้างเผือกพระอาจารย์เรียกกาแลคซี่นี้ว่า กาแลคซี่เบา เพราะเต็มไปด้วยพลังงานดี เบา ขาวนวล เหลืองสบาย เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ และกำลังส่งอิทธิพลค่อยๆดึงโลก และระบบสุริยจักรวาลไปทางทิศตะวันออกทีละน้อยๆจนกว่าจะถึงวาระแกนโลกพลิกอีกครั้ง โลกและระบบสุริยจักรวาลจะตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัมอย่างสมบูรณ์ไปอีกประมาณ 13,000 ปี

ฉะนั้นในช่วงระยะเวลา 26,000 ปี สุริยจักรวาลจะตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของกาแลคซี่ทางช้างเผือก 13,000 ปี และอีก 13,000 ปีจะสลับมาอยู่ในอิทธิพลของกาแลคซี่ไตรแองกุลัม ดังนั้นเราคงพอจะรู้เหตุผลอย่างชัดเจนแล้วว่าการที่ขั้วโลกเหนือไม่ชี้ตรงไปทางทิศเหนือเสียทีเดียว ตามอิทธิพลแรงดึงดูดของกาแลคซี่ทางช้างเผือกแต่กลับตั้งเอียงไปทางทิศตะวันออก องศาเพราะต้านแรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัมไม่ได้ การมีแรงดึงดูดระหว่าง 2 แรงที่แตกต่างคือมากกว่าและน้อยกว่าทำให้กาแลคซี่ทางช้างเผือกส่งแรงดึงดูดมายังโลกเราในลักษณะดึงเข้าและผลักออกเข้าหาศูนย์กลาง เป็นแรงยืดและแรงหด ในขณะที่กาแลคซี่ไตรแองกุลัม

ตั้งอยู่ทางขวามือตรงกับทิศตะวันออก แรงดึงดูดที่ส่งมาจึงเกิดขึ้นเป็นแรงรับและแรงเหวี่ยง คือเหวี่ยงซ้าย-ขวา ผลจากการรับแรงกระทบแรงดึงดูดจากทั้งสองกาแลคซี่เป็นสาเหตุทำให้โลกของเรากำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีขันธ์ ครบ 5 ขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และตั้งชื่อเรียกว่า “มนุษย์” ซึ่งมีความแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นที่อาจจะมีขันธ์เพียง 4 ขันธ์ เพราะขาดตัว “รูป” พวกเขาจึงมีลักษณะเป็นเพียงพลังงานท่องเที่ยวไปได้ทั่วจักรวาลและใช้พลังจิตเพื่อสร้าง “รูป” ขึ้นมาบ้างในบางครั้ง
ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา ทั้งแรงดึงเข้า-แรงผลักออก และแรงรับ-แรงเหวี่ยง จากทั้งสองกาแลคซี่เริ่มผิดปกติ คือมนุษย์แทบจะไม่รู้สึกถึงการกระทบของแรงเนื่องจากความหนาแน่นของพลังงานแม่เหล็กโลกที่ถมลงในโลกได้มาถึงจุดอันตราย ทำให้เกิดสภาพนิ่งเหมือนหยุดหมุน เป็นเหตุให้เชื้อไวรัสแบคทีเรีย ธรรมดาๆ กลับมาระบาดอีกครั้งพร้อมกับการกลายพันธุ์ ซึ่งภาวะนิ่งแบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

สฟิงซ์ สื่อความหมายบอกสถานที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นจุดสร้างแกนพลังงานโลกใหม่
สโตนเฮนจ์ บอกถึงกำหนดเวลาการเปลี่ยนขั้วอำนาจของแรงดึงดูดที่มีต่อโลกและระบบสุริยจักรวาล
ระบบวงโคจรของโลกและสุริยจักรวาลจะยังคงเคลื่อนที่ผิดปกติต่อไปอีก ถูกพลังงานแม่เหล็กโลกดึงเข้าใกล้ขอบกาแลคซี่ทางช้างเผือกทางทิศตะวันออกมากยิ่งขึ้น (ในอดีตเคยถูกดึงเข้าใกล้ทางทิศเหนือมาก่อน) เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า พลังงานแม่เหล็กโลกกำลังอัดแน่นเพิ่มมากขึ้นๆ ทางทิศตะวันออก และเมื่อความหนาแน่นทวีขึ้นจนถึงอัตราสูงสุดจะเกิดการรีดตัวเป็นเส้นตรง พุ่งออกจากกาแลคซี่ทางช้างเผือกไปทางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตรงเข้าหากาแลคซี่อันโดรเมดา แต่เนื่องจากกาแลคซี่อันโดรเมดามีขนาดใหญ่กว่ามาก จึงมีพลังแรงดึงดูดมากกว่ากาแลคซี่ทางช้างเผือกเป็นหลายพันเท่า พลังงานแม่เหล็กโลกจึงถูกอัด เด้งกลับคืนเข้าสู่ระบบสุริยจักรวาลและกาแลคซี่ทางช้างเผือก ซึ่งการเสียดสีของพลังงานจากทั้ง 2 กาแลคซี่ในครั้งนี้ จะทำให้แสงสว่างวาบขึ้น มองเห็นได้ทั่วจักรวาล ทั้งดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ต่างได้รับแสงสว่างนี้ถ้วนทั่วกัน มนุษย์ในโลกจะเห็นแสงนี้ปรากฏขึ้นทันทีทันใด แบบที่ไม่ต้องตั้งตาคอย เป็น “แสงที่วาบ” อย่างรวดเร็ว เหมือนละครปิดฉากและผ้าม่านเวทีถูกดึงปิดทันที จากนั้นจะเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและพลังงานของโลก สุริยจักรวาลครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนกับที่มหาอาณาจักรแอตแลนตีสเคยประสบมาแล้วเมื่อ 13,000 ปีที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้เป็นการวนครบรอบเปลี่ยนเข้าสู่อิทธิพลแรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัม เป็นเวลาอีกประมาณ 13,000 ปี และถ้าหากปรากฏการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริง โลกของเราจะมีทั้งแกนสสารและแกนพลังงานโลกใหม่ โดยมีขั้วโลกตั้งอยู่ ณ จุดที่ตั้งของสฟิงซ์ มีการเปลี่ยนที่กันระหว่างพื้นดิน 1 ส่วน กับพื้นน้ำ 3 ส่วนทั่วโลก มหาสมุทรแอตแลนติกคงมี


โอกาสคืนกลับมาเป็นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่อีกครั้ง เทือกเขาหิมาลัยอาจจะลดต่ำลงมาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ของทวีปเอเชีย (เปลี่ยนแผนที่โลกใหม่) กล่าวโดยรวมคือช่วงเวลา 13,000 ปีครั้งนี้จะเป็นยุคทองของทรัพยากรธรรมชาติและจิตวิญญาณของมนุษย์ นักบวชรูปนั้น ได้ทำหน้าที่ของท่านเรียบร้อยแล้ว
ภาพแสดงถึงกาแลคซี่ทั้ง 3 ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์ เป็นภาพที่ พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ใช้ “จิต” ศึกษา









ที่มา : health11 - ingdhamma
____________________
เครดิต : คุณธัมมะอาสา
____________________

ในปี ค.ศ. 1976 เมื่อยานไวกิงได้ทำการโคจรสำรวจและถ่ายภาพดาวอังคารส่งกลับมายังโลกนั้น องค์การนาซาได้รับข้อมูลภาพกว่า 60,000 ภาพ และในภาพเหล่านั้นมีอยู่ภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพของดาวอังคารในแถบที่เรียกว่าไซโดเนีย (Cydonia) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของดาวอังคาร


ค้นพบพีระมิดและหลุมศพโบราณที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินด้วยดาวเทียมอินฟาเรด

ทั้งนี้ ที่มหาวิทยาลัยอลาบามา ที่เบอร์มิ่งแฮม ดร. ซาร่า พารคัก นักอียิปต์วิทยาและทีมงานเป็นผู้ทำการสำรวจพบที่ตั้งของพีระมิด 17 แห่ง หลุมศพกว่า 1,000 หลุมและโบราณสถานกว่า 3,000 แห่งฝังอยู่ใต้ทะเลทรายผ่านแสงอินฟาเรดเหนือพื้นโลกขึ้นไป 450 ไมล์ (720 ก.ม.) นอกจากนี้ยังคงพบพีระมิดอีก 2 แห่งบนพื้นดินด้วย

วานนี้ (พุธ) องค์การการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือนาซา เปิดเผยภาพถ่ายล่าสุดจากยานสำรวจ "ดอว์น" ที่กำลังสำรวจพื้นผิวดาวเซเรส ดาวเคราะห์แคระที่โคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสสบดี พบว่ามีสิ่งที่ดูคล้ายกับ ภูเขาพีระมิด บนดาวดวงนี้

โดยภาพถ่ายเหล่านี้ ยานสำรวจดอว์นบันทึกภาพไว้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา จากระยะห่างประมาณ 4,320 กิโลเมตร สำหรับภูเขานี้เป็นลักษณะพื้นผิวที่มีความลาดชันสูงขึ้นไป คล้ายกับพีระมิด มีความสูงจากพื้นผิวประมาณ 5 กิโลเมตรและมีแสงสว่างปริศนาออกมาจากตรงกลาง เช่นเดียวกับแสงสว่างจากพื้นผิวตรงจุดอื่นๆ ที่ยานสำรวจดอว์น เคยบันทึกภาพไว้ได้ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

บรรดาผู้ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ต่างลงความเห็นว่า ภาพที่เห็นนี้คล้ายกับสิ่งปลูกสร้าง หรือพีระมิดของมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็แสงสว่างนั้นอาจเป็นลำแสงของยานอวกาศที่ลงจอดอยู่บนดาวดวงนี้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นชุมชนเอเลี่ยน เพราะเมื่อลองเทียบดูแล้วมีความสว่างพอๆกับแสงของเมืองลาสเวกัส ในสหรัฐถ้าเรามองจากนอกโลกเลยทีเดียว

ขณะที่บางคนแย้งว่า นี่อาจจะเป็นลักษณะพื้นผิวที่ดูแปลกไป และเป็นปรากฎการณ์แปลกที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวของดาวเท่านั้น ด้านองค์การนาซ่าระบุว่า กำลังเร่งไขปริศนาจากภาพถ่ายที่ยานสำรวจดอว์นกำลังจะส่งมาเพิ่มเติม ก่อนที่เชื้อเพลิงของยานลำนี้จะหมดลงในเร็วๆนี้


ที่มา : http://www.thairath.co.th/clip/20853
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


ทีมนักวิจัยจากต่างประเทศ อ้างว่าพวกเขาได้ค้นพบสามพีระมิดโบราณบนที่ที่มีแต่น้ำแข็งปกคลุม ทวีปแอนตาร์กติกา เมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม 2012

โดยทีมงานนักวิจัยต่างประเทศประกอบด้วยนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาและทีมงานคนอื่นๆจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป


พวกเขาได้ค้นพบ สองโครงสร้าง ที่ทีลักษณะค้ลายกับพีระมิดขนาดใหญ่
พบว่ามีขนาด ประมาณ 10 ไมล์ทะเล  และหนึ่งในสาม ก็อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่ง สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนจากมหาสมุทร


และทีมงานกำลังวางแผนการเดินทางไปยัง พีระมิด ขนาดใหญ่นี้แล้ว เพื่อหาว่ามันเป็นสิ่งเกิดจากธรรมชาติ หรือใครแอบเล่นตลก
อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการไปสำรวจ



โปรดติดตามชม....









ที่มา : 
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง : http://www.thetruthbehindthescenes.org/2012/09/03/three-ancient-pyramids-found-on-antarctica/
________________________________
: Pageviews



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมูรแกน ซาเล็ม อัล โกฮารี หัวหน้ากลุ่มจีฮัด ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นอียิปต์ขู่จะจะทำลายตัวสฟิงซ์และพีระมิดกิซ่าแห่งอียิปต์ เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างความหลงไหลงมงายซึ่งขัดต่อคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน

รูปหลอดไฟเดนเดราที่สองนักเขียนชาวออสเตรียและวิศวกรการ์นได้กล่าวอ้างว่าเป็นหลอดไฟโบราณ.



ถ้าจะกล่าวถึงสิ่งประดิษฐ์โบราณที่มีวิทยาการ ผิดยุคผิดสมัย ก็มีอยู่หลากหลายชนิด รวมทั้งภาพสลักอีกภาพหนึ่ง ที่สร้างความฉงนฉงายให้กับหลายๆท่านที่มีโอกาสพบเห็นได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือภาพ สลักรูป "หลอดไฟฟ้า" ในวิหารแห่งหนึ่งของชาวไอยคุปต์ ซึ่งถือว่าเก่าแก่กว่าหลอดไฟฟ้าของโทมัส อัลวา เอดิสัน ถึงกว่า 2,000 ปีเลยทีเดียว

วิหารที่มีจารึกแปลกประหลาดรูปหลอดไฟแห่งนี้ก็คือหนึ่งในวิหารที่ยังหลงเหลือความสมบูรณ์ที่สุดวิหารหนึ่งของอียิปต์โบราณ นั่นก็คือวิหารแห่งเดนเดรา (Dendera) มหาวิหารที่บูชาเทพีแห่งความรักอย่างเทพีฮาเธอร์ (Hathor) นั่นเอง

วิหารแห่งเดนเดรา ตั้งห่างออกมาทางตอนเหนือของเมืองลักซอร์ (Luxor) ประมาณ 70 กิโลเมตร ตัววิหารเดนเดราโดดเด่นด้วยเสาทรงเทพีฮาเธอร์ ประดับด้านหน้าถึง 6 เสา ด้านในมีห้องโถง ห้องเสาไฮโปสไตล์ ห้องบูชาด้านในอีกหลากหลายห้อง ที่สำคัญที่สุดก็คือห้องบูชาหลัก (Sanctuary) ของเทพีฮาเธอร์ ที่ประดิษฐานรูปปั้นรวมทั้งเรือศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในขบวนแห่อีกด้วย
และบริเวณด้านหลังของวิหารเดนเดราแห่งนี้นี่เองครับ ที่มีช่องทางเดินลงไปยังคูหาใต้ดิน (Crypt) ซึ่งมีภาพหลอดไฟสุดล้ำของชาวอียิปต์โบราณสลักเอาไว้!!



วิหารเดนเดราในมุมกว้าง ยังหลงเหลือความยิ่งใหญ่อยู่มาก.

จากหนังสือ "ดวงไฟแห่งฟาโรห์" (Lights of the Pharaohs) ของสองนักเขียนชาวออสเตรียได้กล่าวไว้ว่า ในภาพสลักรูปหลอดไฟนั้นประกอบไปด้วย ตัวนักบวชผู้ถือหลอดไฟที่มีส่วนประกอบของตัวหลอด พร้อมทั้งตัวปล่อยกระแสไฟฟ้าที่แสดงด้วยรูปงู ปลั๊กรูปดอกบัว ตามด้วยสายไฟ และไอโซเลเตอร์ 
(Isolator) ที่แสดงด้วยภาพเสาดีเจด (Djed Pillar) ด้านข้างยังมีเทพเจ้าถือมีด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ "ผู้นำแสงสว่าง" จารึกประดับไว้ด้วย ในภาพสลักยังมีภาพของเทพเจ้าในท่านั่ง แสดงถึงกระแสไฟฟ้า และมีภาพของตัวจ่ายพลังงานหรือที่เราเรียกกันว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) อีกด้วยครับ

เสาดีเจด Djed Pillar


นอกจากนั้น วิศวกรนาม ดับเบิลยู การ์น (W. Garn) ยังได้สนับสนุนแนวคิดนี้ แถมด้วยการวาดแผนโครงสร้างของหลอดไฟฟ้าจากภาพบนผนังของวิหารเดนเดราเสียด้วย สิครับ 
โดยเขาได้เสนอว่า หลอดไฟแห่งเดนเดรานี้ ถ้ามีแท่งโลหะ 2 ชิ้นที่สัมผัสกับแขนที่ชูขึ้นมาของเสาดีเจด ก็จะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้ 

แต่ก็ขึ้นกับขนาดของหลอดไฟด้วย ถ้าความดันภายในหลอดมีขนาดประมาณ 40 มิลลิเมตรปรอท เจ้างูในหลอดไฟที่ทำหน้าที่เป็นลวดที่ให้กระแสไฟฟ้าผ่าน ก็จะค่อยๆเลื้อยตัวออกไปเรื่อยๆ และสามารถสร้างแสงสว่างได้เพิ่มมากขึ้น เจ้างูลวดตัวนี้สามารถที่จะเลื้อยตัวออกไปได้ยาวมาก จนยาวเต็มหลอดไฟเลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็คือหลักการในการให้แสงสว่างของหลอดไฟแห่งเดนเดรา จากมุมมองของวิศวกรอย่างการ์น


ด้านหน้าของวิหารเดนเดรา แสดงความยิ่งใหญ่และงดงามด้วยเสารูปเทพีฮาเธอร์ถึง 6 เสา.

แต่แนวคิดที่การ์นนำเสนอมา มันก็ยังขัดแย้งกันอยู่ในตัวของมันเอง เพราะถ้ามองที่ภาพหลอดไฟที่การ์นนำมาอ้างนั้น ภาพของเสาดีเจดชูแขนสองข้าง ที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่เป็นไอโซเลเตอร์ ดูเหมือนว่าจะเข้าไปอยู่ด้านในของหลอดไฟ 

แต่แท้จริงแล้ว ภาพหลอดไฟแห่งเดนเดรานี้ มีถึง 6 หลอดครับ และอีก 5 หลอดที่เหลือ ก็จะเห็นได้ชัดว่าภาพของเสาดีเจดนั้น ไม่ได้เข้าไปในตัวหลอดแต่อย่างใด เพียงแต่ค้ำอยู่ด้านนอกเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่หลอดไฟ อีก 5 หลอดของเดนเดราจะสามารถทำงานได้ตามหลักการของการ์น

หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่า ภายในพีระมิด หรือสิ่งมหัศจรรย์หลายแห่งที่ชาวอียิปต์โบราณได้สร้างสรรค์ไว้ ไม่เคยพบเขม่าควันใดๆเลย แสดงว่าถึงแม้ว่าหลอดไฟแห่งเดนเดราจะไม่ได้หมายถึงหลอดไฟฟ้าจริงๆ แต่ชาวอียิปต์โบราณก็ควรจะต้องมีอุปกรณ์ให้แสงสว่างระหว่างการก่อสร้างด้วย แน่ๆ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะสร้างหรือวาดภาพในที่มืดๆ โดยใช้ตะเกียงแบบไม่มีเขม่าได้ยังไงกัน

แท้จริงแล้วไม่ใช่ว่าตามสถาน ที่อย่างภายใน ห้องหับของพีระมิดจะไม่มีเขม่าอย่างที่หนังสือหรือแหล่งข้อมูลบางแห่งบอกไว้ นะครับ เขม่าควันนั้นมีเช่นกัน แต่เป็นผลมาจากคบไฟของเหล่าโจรปล้นสุสานในสมัยโบราณ รวมทั้งนักเดินทางที่ปรารถนาจะเข้าไปชมความอลังการภายในพีระมิดได้ทิ้งเอาไว้



ภาพคนถือสิ่งที่ดูคล้ายหลอดไฟ 2 หลอดจากวิหารเดนเดรา ยังมีสีดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ด้วย.

ตะเกียงและไส้ตะเกียงคือหลักฐานที่นักอียิปต์ วิทยาค้นพบจากหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) ซึ่งบ่งบอกว่าชาวอียิปต์โบราณมีการใช้ตะเกียงในการให้แสงสว่างในการขุดเจาะและตกแต่งผนังสุสาน แต่เคล็ดลับในการลดควันหรือเขม่าจากตะเกียงของพวกเขานั้นก็ทำได้ง่ายดายมากครับ เพียงแค่ผสม "เกลือ" เล็กน้อยลงไปในน้ำมันตะเกียง เท่านี้ก็ไม่หลงเหลือเขม่าเกาะติดผนังมากนักแล้วครับ

ข้อเท็จจริงข้อหนึ่งที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบในห้องใต้ดินที่มีภาพหลอดไฟ ปริศนาก็คือ "เขม่าควัน" บริเวณภาพหลอดไฟพอดีครับ ดังนั้น ถ้าในช่วงการแกะสลักภาพหลอดไฟเดนเดรา ชาวอียิปต์ โบราณมีการใช้หลอดไฟรูปร่างเช่นนั้นในการให้ แสงสว่างจริงๆล่ะก็ ไม่น่าจะมีเขม่าควันหลงเหลืออยู่ในห้องนี้ เขม่าที่เห็นควรจะต้องเป็นควันจากการจุดตะเกียงในช่วงของการก่อสร้าง หรือไม่ก็เป็นเขม่าควันจากกลุ่มคนสมัยใหม่ ที่เข้ามาด้านในครับ

ถ้าไม่ใช่วิทยาการอันก้าวหน้าของชาวไอยคุปต์ แล้วหลอดไฟแห่งเดนเดรานี้มีความหมายว่าอย่างไรกันแน่ จารึกภาษาอียิปต์โบราณที่ประดับไว้เคียงข้างภาพหลอดไฟเหล่านี้มีคำตอบให้ ครับ



ภาพหนึ่งของหลอดไฟเดนเดรา จะพบว่าแขนของเทพฮีฮ์ที่ค้ำหลอดไฟอยู่นั้น ไม่ได้เข้าไปข้างในแต่อย่างใด.

จารึกในห้องใต้ดินแห่งนี้กล่าวถึงวัฏจักรการโคจรของดวงอาทิตย์ที่กำลังหมดเวลาในวันสุดท้ายของปีเก่าและเข้าสู่เช้าวันรุ่งขึ้นของปีใหม่ รวมทั้งการจัดงานพิธีกรรมเฉลิมฉลองแด่สุริยเทพ ซึ่งก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับหลอดไฟแต่อย่างใด

เริ่มแรกที่ภาพของงู ที่สองนักเขียนชาวออสเตรียกล่าวว่าเป็นลวดที่นำไฟฟ้า แต่ตำนานของชาวอียิปต์โบราณไม่มีตำนานใดกล่าวว่างูเกี่ยว ข้องกับไฟเลย ภาพวงรีที่เหมือนตัวหลอดไฟนั้น ณ ที่นี้มีความหมายถึงท้องฟ้า ยามรุ่งอรุณ และงูที่อยู่ด้าน ในก็คือเทพฮาร์ซัมตัส (Harsomtus) ซึ่งเป็นร่างหนึ่งของเทพฮอรัส เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ ในยามรุ่งอรุณตามความเชื่อของชาวกรีก-โรมัน โดยที่พวกเขาจะแสดงภาพของเทพฮาร์ซัมตัสด้วยร่างของงูเสมอในช่วงหลัง 300 ปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมาครับ

นั่นก็เพราะงูจะมีการลอกคราบ ซึ่งชาวอียิปต์ โบราณมองว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ก็คล้ายกับพระอาทิตย์ที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ขึ้นมาทุกเช้าในแต่ละวันนั่นเอง




ภาพหลอดไฟอีกหลอดหนึ่ง ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าแขนของเสา ไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับงูด้านในหลอดไฟเช่นกัน.

สำหรับ เสาที่เชื่อกันว่าเป็นไอโซเลเตอร์ นั้น นักอียิปต์วิทยายังไม่สามารถหาคำตอบที่แน่นอนได้ว่า มีความหมายว่าอย่างไร เพราะว่าโดยตัวของมันเองแล้ว เสาสามารถสื่อได้หลายความหมาย ไม่ว่าจะหมายถึงเสาโดยตรง หรือหมายถึงความมั่นคง เสถียรภาพ และหมายถึงสิ่งที่อยู่ไปจนนิรันดร์ก็ได้เช่นกัน ดังนั้น ด้วยความที่เสาได้ค้ำท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ และบางภาพก็ได้ค้ำงูฮาร์ซัมตัส ที่เป็นตัวแทนของพระ อาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ก็อาจจะต้องการสื่อความหมายว่า สุริยเทพจะต้องเป็นผู้ที่คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ก็เป็นได้

มองลงมาด้านล่าง ที่เชื่อกันว่าเป็นสายไฟซึ่งต่อจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารูปเทพฮีฮ์มายังก้านดอกบัวที่เป็นปลั๊กนั้น แท้จริงแล้วเป็นภาพตัวแทนของเรือศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพเจ้ามาก มายนั่งอยู่ คล้ายๆกับเรือที่ปรากฏในคัมภีร์ ต่างๆของชาวอียิปต์โบราณ และหลักฐานที่กล่าวว่าเส้นสายไฟนี้คือเรือแน่ๆ ก็คืออักขระที่จารึกประกอบภาพเอาไว้บนผนังครับ

ส่วนดอกบัว ก็คือดอกบัวตามที่เห็น ไม่ได้สื่อถึงปลั๊กไฟแต่อย่างใด สำหรับอีกด้านหนึ่งของเรือที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและเทพฮีฮ์ ก็สื่อความหมายว่าเทพฮีฮ์ทรงค้ำจุนท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ ด้วยความที่เทพฮีฮ์เกี่ยวข้องกับความเป็นนิรันดร์และเกี่ยวข้องกับจำนวนหนึ่งล้าน ทำให้เทพฮีฮ์สื่อความหมายคล้ายคลึงกับเสานั่นคือหมายถึงความเป็นนิรันดร์ของสุริยเทพ




รูปที่การ์นใช้ประกอบคำอธิบายหลักการทำงานของหลอดไฟเดนเดรา.

บรรดาสัญลักษณ์ต่างๆที่แสดงเป็นภาพหลอดไฟแห่งเดนเดรานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์พื้นฐานทางตำนานความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณทั้งสิ้น ที่ประกอบกันเพื่อสื่อความหมายและแสดงออกถึงพิธีกรรมการเดินทางเข้าสู่ปีใหม่ของสุริยเทพ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลอดไฟฟ้าแต่อย่างใด

แต่ถึงแม้ว่าชาวอียิปต์โบราณจะไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าถึงขั้นผลิตหลอดไฟฟ้าได้จริง แต่เราก็คงจะปฏิเสธกันไม่ได้ใช่ไหมครับว่า วิทยาการที่ชาวอียิปต์มีอยู่จริงนั้น ก็ก้าวหน้าและก้าวล้ำเสียจริงๆครับ

ถ้าท่านผู้อ่านชอบศึกษาและค้นหาความจริงจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ก็ติดตามได้ จากนิตยสารต่วย'ตูนพิเศษนะครับ มีเรื่องน่าสนใจทั้งจากอดีตและอนาคตมานำเสนอแบบเข้าใจง่าย อ่านสนุกกันทุกต้นเดือนครับ.


ที่มา : http://www.mythland.org/v3/thread-6099-1-1.html
____________________
เครดิต : ต่วยตูนพิเศษ neutron.rmutphysics.com
________________________________

: Pageviews



วันที่ 26 มี.ค. สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยภาพทิวทัศน์ที่ถ่ายจากยอดมหาพีระมิดกีซ่า
ภาพชุดดังกล่าวถ่ายโดยช่างภาพชาวรัสเซีย ซึ่งช่างภาพกลุ่มนี้ได้ติดสินบนไกด์นำเที่ยวและแอบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอียิปต์ขึ้นไป

ซึ่งอียิปต์ได้มีกฎห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้มีคนขึ้นไปข้างบนนั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธื์และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ต้องรักษาไม่ให้เกิดความเสียหาย































ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/225551.html
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักโบราณคดีใช้เครื่องเรดาค้นพบอุโมงค์ขนาดใหญ่ใต้พื้นดินของนครโบราณเตโอติอัวกัน ในเม็กซิโก

โดยอุโมงค์ที่พบนั้น เมื่อใช้เรดาสำรวจมีความลึกถึง 120 ม.แต่นักโบราณคดีขุดได้เพียง 7 เมตรเท่านั้น
ภายในนั้นพบสัญลักษณ์รูปต่างๆมากมาย โดยสันนิษฐานกันว่าอุโมงค์นี้จะทะลุไปสู่ห้องได้อีก 3 ห้อง
และอาจเป็นกุญแจไขปริศนาแห่งอารยธรรมในสมัยนั้นด้วย



สองเดือนก่อนหน้านี้ มีข่าวองค์การนาซาส่งยานที่เป็นหุ่นยนต์สำรวจชื่อ Curiosity
ยานนี้มีขนาดและน้ำหนักพอๆกับรถอีโคคาร์ไปลงบนดาวอังคาร ยานสำรวจที่วิ่ง ได้เหมือนรถยนต์หลายล้อคัน ดังกล่าวจะทำงานเป็นห้องแล็บในตัว เพื่อค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตขนาดจุลินทรีย์บนดาว
เคราะห์สีแดงดวงนี้ แต่จากข้อมูลที่ได้รับตลอดเวลาที่ผ่านมายังไม่ปรากฏข้อมูลที่จะบอกให้เห็นว่า
ดาวอังคารมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หรือเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่หรือขนาดที่ตามองไม่เห็น

หุ่นยนต์สำรวจ Curiosity.


อย่างไรก็ตาม งานของยาน Curiosity ยังถือว่าแค่เริ่มต้น และพื้นที่ของการสำรวจก็ยังแคบมาก
เมื่อเทียบกับขนาดของดาวเคราะห์ทั้งดวง ถ้าหากมันพบอะไรอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ของนาซาคาดหวังในเวลาเพียงเดือนสองเดือน ก็คงฟลุกยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่ร้อยใบพร้อมกันในคราวเดียว

ชีวิตบนดาวอื่นอาจคล้ายหรือต่างจากบนโลกเราอย่างสิ้นเชิงก็ได้.
อีกแง่คิดหนึ่งคือ เครื่องมือตรวจวัดต่างๆที่ติดตั้งไปกับหุ่นยนต์ตัวนี้ ก็เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นจากพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและองค์ประกอบที่สำคัญต่างๆ ที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ความรู้มาจากการเรียนรู้บนโลกใบนี้ ดังนั้น ถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ตามองไม่เห็นของดาวอังคารจะมีอยู่เต็มไปหมด  แต่ถ้ามีองค์ประกอบของชีวิตที่แตกต่างไปจากที่มีบนโลกเรา  เครื่องมือเหล่านั้นก็ไม่น่าจะตรวจหาพบได้ง่ายๆ


ทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนได้รับการสอบถามเข้ามาบ่อยครั้งถึงความเชื่อที่ว่า มนุษย์เรานั้นมาจากดาวดวงอื่น พูดง่ายๆคือ พวกเราเป็นเชื้อสายของมนุษย์ต่างดาวที่มายังโลกนี้เมื่อหลายหมื่นปีมาแล้วนั่นเอง

ซึ่งขอตอบว่าทั่วโลกมีคนที่เชื่อแนวคิดอยู่มากมาย โดยคนเหล่านี้ยกเหตุผลและหลักฐานมาประกอบไว้หลากหลาย เช่น สิ่งก่อสร้างโบราณขนาดใหญ่ต่างๆที่ยังไม่มีคำตอบว่ามนุษย์ยุคนั้นสร้างขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพีระมิดและสิ่งก่อสร้างจำนวนมากของอียิปต์ ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เทคนิคการตัดหินขนาดใหญ่จนได้ ความเรียบและเหลี่ยมมุม ซึ่งน่าจะเกินกว่าที่ความสามารถของมนุษย์ยุคนั้นจะทำได้

ภาพอายุนับหมื่นปีบนผนังถ้ำในอิตาลี คล้ายกับมนุษย์อวกาศ.

ที่ทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ก็มีสิ่งก่อสร้างโบราณขนาดใหญ่ของชนพื้นเมืองจำนวนมาก เช่นที่ เมืองติฮัวนาโช และกองหินโบราณพูมา พันกู (Puma Punku complex) ของชาวอินคา ที่ประเทศโบลิเวีย ซึ่งมีแผ่นหินขนาดใหญ่จำนวนมากที่เรียบราวกับตัดด้วยเลเซอร์ บางก้อนหนักนับร้อยตัน
กำแพงหินประหลาดที่เมืองออลลันเตเตมโบ (Ollan taytambo) ประเทศเปรู ซึ่งเป็นการตัดหินก้อนใหญ่ๆแบบมีเหลี่ยมมุมไม่ธรรมดามาเรียงกันได้สนิทอย่างไม่น่าเชื่อ
หรือพีระมิดที่ชิเชนอิตซา (The Pyramid at Chichen Itza) ของชาวมายา ในประเทศเม็กซิโก
ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ย้อนกลับไปที่ทวีปยุโรป ประเทศตุรกี ก็มีสิ่งก่อสร้างอายุราว 9,500 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 11,500 ปี ถ้านับปีปัจจุบัน ที่เรียกว่าโกเบคลี เทเป (Gobekli Tepe) ซึ่งคนในยุคนั้นโดยทั่วไปยังอาศัยอยู่ตามถ้ำกัน

ฝีมือการตัดหินที่พูมา พันกู เรียบเฉียบจนไม่น่าเชื่อ.

การสำรวจในอวกาศด้วยมนุษย์นั้นยากและมีอันตรายมาก.


และยังมีของชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า กลไกแห่งแอนติไคเธร่า ซึ่งเป็นกลไกที่ประกอบไปด้วยฟันเฟืองจำนวนมาก ทำด้วยสำริด วัดอายุได้ว่าอยู่ในยุคกรีกโบราณ แม้ว่าความรู้ด้านนวัตกรรมและคณิตศาสตร์การคำนวณต่างๆของชาวกรีกยุคนั้นจะมีสูงพอสมควร แต่ก็ไม่พบหลักฐานชิ้นอื่นๆที่มีลักษณะคล้ายกันกับกลไกที่ว่าเลยแม้แต่ชิ้นเดียว และยังมีเมืองใต้น้ำขนาดมโหฬารอีกหลายเมืองที่มีอายุหลายพันปี
อย่างที่แคมเบย์ อินเดีย เมืองใต้น้ำโยนากูนิ ที่ญี่ปุ่น และเมืองใต้น้ำนอกชายฝั่งคิวบา
ที่ประเมินอายุเก่าแก่ได้มากกว่าหนึ่งหมื่นปีล้วนแต่เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากว่าคนยุคนั้น ทำได้อย่างไร?

กลไกแห่งแอนติไคเธร่า.


ในอดีตที่ผ่านมามีการบันทึกถึงการมาเยือนของมนุษย์จากดาวอื่นๆไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นการพบยาน UFO ในที่ต่างๆ บ้างก็บอกว่าเคยถูกมนุษย์ต่างดาวเอาตัวไปโดยแสงประหลาด ที่เป็นเรื่องเป็นราวและมีภาพที่ดูเหมือนจริงหลุดออกมาสู่ภายนอกก็คือ เรื่องยานจากนอกโลกมาตกในทะเลทรายของเมืองรอสเวลส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1948 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯก็เข้าไปเก็บหลักฐานต่างๆไปจนหมด

ภาพการชันสูตรมนุษย์ต่างดาวของเรย์ ซานติลี.

ว่ากันว่ายานที่ตกลงมานั้นพบร่างของมนุษย์ต่างดาวอยู่ด้วย ต่อมาในปี ค.ศ.1995 เรย์ ซานติลี นักสร้างภาพยนตร์คนหนึ่ง ได้นำภาพยนตร์การชันสูตรศพมนุษย์ต่างดาวซึ่งพบในจุดยานตกที่รอสเวลส์ที่ถ่ายด้วยกล้อง 16 มม. ความยาวกว่า 90 นาที มาเปิดเผยต่อสาธารณะ เรย์อ้างว่าเมื่อปี ค.ศ.1992 เขาซื้อฟิล์มนั้นมาจากช่างภาพของกองทัพอากาศผู้หนึ่ง สถานที่ถ่ายอยู่ที่ค่ายทหารในเมืองฟอทเวิร์ธ รัฐเท็กซัส (ภายหลังรัฐบาลสหรัฐฯ
ออกมาแก้ข่าวว่า สิ่งที่ตกที่รอสเวลส์นั้นคือบอลลูนตรวจอากาศหาใช่ยานอวกาศไม่)

ภาพสลักของอียิปต์ ดูคล้ายอากาศยาน.


ยังมีหลักฐานที่เป็นวัตถุโบราณอีกจำนวนมากที่เชื่อมโยงถึงการมาของมนุษย์ต่างดาวในอดีต เช่น ภาพแกะสลักยานอวกาศที่มีรูปร่างทันสมัยหลายลำในวิหารเซติที่ 1 ในอียิปต์ ซึ่งมีอายุหลายพันปี วัตถุโบราณอายุนับพันปีที่พบในโคลอมเบียทำด้วยทองคำมีปีกและหางรูปร่างเหมือนเครื่องบินเจ็ตในสมัยนี้  ยานวิมานที่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์สันสกฤตโบราณของอินเดียว่าสามารถใช้เดินทางไปไหนมาไหนได้ทางอากาศ และยังบินออกไปนอกโลกหรือลงไปในน้ำได้ด้วย นอกจากนั้น ยังมีภาพวาดบนผนังของมนุษย์ยุคโบราณที่ดูเหมือนมนุษย์อวกาศอีกหลายต่อหลายแห่ง หลายภาพเป็นภาพที่มีดวงดาวกลุ่มหนึ่งปรากฏอยู่ด้วย ดูแล้วเป็นการสื่อความหมายคล้ายๆกัน ทั้งที่ภาพพวกนั้นต่างก็อยู่คนละจุดบนโลก!!



มีคำถามว่า ถ้ามนุษย์โลกสืบเชื้อสายมาจากมนุษย์จากดาวดวงอื่นจริง แล้วยานอวกาศที่ใช้เดินทางมาอยู่ที่ไหนล่ะ? ก็มีคำตอบว่า หลังจากมาอยู่บนโลกแล้วช่วงหนึ่ง ก็อาจเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่หรือเกิดโรคระบาดจนทำให้พวกเขาต้องอพยพกลับไป เหลือทิ้งไว้เพียงประชากรจำนวนมากบนโลกนี้เพราะอพยพไปได้ไม่หมด

นอกจากนาซาแล้ว นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากก็พยายามหาคำตอบอยู่ว่าในจักรวาลอันหาที่สุดไม่ได้นั้น ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่มีภูมิปัญญา มีเทคโนโลยีหรือไม่ เพราะเมื่อโลกเรานี้ยังมีมนุษย์อาศัยอยู่ บนดาวดวงอื่นจะไม่มีเลยเชียวหรือ โครงการเซติ หรือการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว (Search for Extra-Terrestrial Intelligence - SETI) จึงเป็นกิจกรรมของนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่ง ที่พยายามค้นหาหลักฐานของการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่มีภูมิปัญญา โดยการเฝ้าระวัง และตรวจตราท้องฟ้า เพื่อตรวจจับการส่งสัญญาณจากอวกาศ ในรูปแบบของคลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ และแสง ที่อาจส่ง มาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ในช่วงแรกโครงการได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันใช้ทุนจากเงินบริจาค

เมื่อวิทยาการพัฒนาขึ้น เราก็จะสำรวจดวงดาวได้ง่ายขึ้น.


โครงการเซติพยายามสร้างสมมติฐานเพื่อกำหนดกรอบการค้นหาให้แคบเข้า ทว่าการค้นหาแบบเฉพาะเจาะจงยังไม่ได้เริ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน หลังจากมีการค้นพบดาว kepler-22b ที่มีลักษณะและสภาพแวดล้อมแบบเดียวกับโลก คือโคจรในตำแหน่งคล้ายกับโลกรอบดาวฤกษ์ที่ใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์แล้ว ก็พบดาวอื่นๆ ตามมาอีกหลายดวงที่มีคุณสมบัติเหมือนๆกัน จากนี้ไปการค้นหาสิ่งมีชีวิตก็น่าจะง่ายขึ้นเพราะจะส่งสัญญาณตรงไปที่ดาวพวกนั้นได้เลย ปัจจุบันเซติได้สร้างเครือข่ายออกไปทั่วโลก

เรื่องการเดินทางไปในอวกาศเพื่อตามหาอารยธรรมต่างดาวและต้นกำเนิดของมนุษยชาตินั้นมีการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Prometheus ซึ่งสร้างความฮือฮากับการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สำหรับตอนนี้หากต้องการรับชมก็ลองไปหา DVD มาดูกันได้ครับ

สักวันเราคงค้นพบที่มาของสรรพชีวิตบนโลก.
สักวันหนึ่งเมื่อความรู้ของเราพัฒนาขึ้นจนสามารถสร้างยานอวกาศที่มีสมรรถภาพเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงได้ การที่มนุษย์จะออกไปเยือนดาวต่างๆในจักรวาลเพื่อหาคำตอบถึงจุดกำเนิดของมนุษย์และจักรวาล คงเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงเวลานั้นจินตนาการต่างๆที่เคยดูในภาพยนตร์อาจเป็นจริงขึ้นมาก็ได้.








ที่มา : http://www.thairath.co.th/column/life/sundayspecial/296471
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews





วันที่ 15 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ที่ประเทศเบลีซได้มีการพังทำลายวิหารโนห์ มุล พีระมิดเก่าแก่อายุกว่า 2,300 ปีของชนเผ่ามายา โดยถูกริษัทก่อสร้างถนนรายหนึ่งนำรถแทรกเตอร์มาทำลายเพื่อนำกรวดไปทำถนน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่


ดร.จอห์น มอร์ริส จากสถาบันโบราณคดีเบลีซ เผยว่า กรณีดังกล่าวคนงานเหล่านั้นรู้ว่ากำลังทำอะไรและเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากที่พวกเขากล้าทำลายสิ่งก่อสร้างดังกล่าว โดยการพังทำลายเริ่มมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เบลีซมีกฎหมายคุ้มครองโบราณสถานที่เข้มงวด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อหาตามกฎหมายกับบริษัทและผู้ดำเนินการรายนี้








ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/239117.html
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
โพสต์ถัดไป หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูสร้าง “แมงกะพรุนเทียม” ที่รู้วิธีว่ายน้ำ
     นักวิจัยใช้เซลล์หัวใจหนูและซิลิโคนสร้าง “แมงกะพรุน” เลียนแบบที่รู้วิธีว่ายน้ำ เป้าหมายเพื่อสร้างแบบจำลองสำหรับศึกษากายวิภาคของหัวใจ เพร...
  • เผยเทปลับเมืองบนดวงจันทร์ จากโครงการ apollo 20
    โครงการ apollo หลายคนคิดว่ามีไม่ถึง apollo 20 (เพราะออกข่าวถึงแค่โครงการ apollo17) แต่ทางรัฐบาลได้ปิดบังความลับไว้ ว่า โครงการ Apoll...
  • นักบินหรือพระเจ้า
    ในราวปี 1930 นักบินชาวอเมริกันและออสเตรเลีย ได้รับภารกิจให้เป็นทีมสนับสนุนการสำรวจป่าลึกแห่งหนึ่งในนิวกีนี พวกเขาต้องทำการบินเพื่อลงจอดบนเกา...
  • นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าประสิทธิภาพคงเดิม
    แบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่า รองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ (บีบีซีนิวส์)        นักวิจัยสาธิตแบตเตอรี่ยืดได้ 3 เท่าของขนาดเดิมแต่ป...
  • คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1
    คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1 บทนำ ฉันรับรองว่าเรื่องราวที่ว่ามานี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่นิ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld