ภาพจำลองการลงจอดและอุปกรณ์ช่วยในการลงจอดของยานลูก Philae (ESA/ATG medialab)

คนจีนโบราณคิดว่า ดาวหางที่มีหางเป็นทางยาวพาดผ่านท้องฟ้าในเวลากลางคืน คือ ไม้กวาดที่เทพเจ้าส่งมาเพื่อกวาดล้างมลทินให้หมดสิ้นไปจากโลก ส่วนชาวตะวันตกเชื่อว่า ดาวหางคือลางร้ายซึ่งบอกการจะล่มสลายของอาณาจักร การเสด็จสวรรคตของกษัตริย์หรือการเสียกรุง เมื่อครั้งที่ชาว Norman ทำสงครามชนะอังกฤษ ในปี 1066 ชาวอังกฤษได้เห็นการปรากฏตัวของดาวหาง Halley ซึ่งเคยปรากฏทุกครั้งที่โลกจะประสบภาวะวิกฤต เช่น เมื่อ Julius Caesar ถูกสังหาร กรุง Jerusalem แตก และแม่ทัพฮั่น Attila ปราชัยในสงคราม แม้เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์แล้ว แต่เมื่อดาวหาง Halley ปรากฏในท้องฟ้าในปี 1910 คนอเมริกันหลายคนต่างพากันกลัวตายคิดไปว่า แก๊สพิษจากดาวหางจะแพร่กระจายไปทั่วโลก จึงพากันซื้อหน้ากากกันแก๊สพิษ และกลืนยาป้องกันตัวกันจ้าละหวั่น
ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยานอวกาศ Rosetta มูลค่า 4 หมื่นล้านบาทขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency ESA) ที่ถูกส่งขึ้นอวกาศเมื่อ 10 ปีก่อนให้ไปโคจรรอบดาวหาง 67P/Churyumov–Gerasimenko จะพยายามทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน นั่นคือปล่อยยานลูก Philae ลงจอดบนดาวหางเป็นครั้งแรกในประวัติการสำรวจอวกาศของมนุษย์
โครงการนี้ คือ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ.2004 เมื่อ ESA ยิงจรวดนำยานอวกาศ Rosetta มุ่งหน้าไปยังดาวหางดังกล่าว เพราะระยะทางไกลมาก และยานต้องมีความเร็วพอเหมาะพอดีที่จะสามารถส่งยานลูกลงจอดบนดาวหางได้ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและงบประมาณ ESA ได้กำหนดให้ยานอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกเหวี่ยงยานไปโคจรผ่านใกล้ดาวอังคารในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2007 จากนั้น ESA ได้บังคับให้ยานโคจรผ่านโลกอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจะช่วยเหวี่ยงยานอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.2007 ให้มุ่งสู่ดาวเคราะห์น้อย Steins และถึงดาวดวงดังกล่าวในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ.2008 แล้วให้ยานโคจรผ่านใกล้โลกเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.2009 โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกเหวี่ยงยานมุ่งสู่ดาวเคราะห์น้อย Lutetia และถึงดาวดวงนี้เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.2010 เมื่อยานโคจรผ่าน Lutetia แล้ว ESA ก็ได้ส่งสัญญาณทางไกลบังคับให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นบนยานหยุดทำงาน คือ “จำศีล” นาน 31 เดือนจนถึงวันที่ 20 มกราคม 2014 ยานก็ได้รับคำสั่งจาก ESA ให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วงโคจรรอบดาวหางเป้าหมาย
ที่ศูนย์บังคับการของ ESA ที่เมือง Darmstadt ในเยอรมนี บรรดาเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ต่างรู้สึกยินดี เมื่อได้รับสัญญาณตอบจากยาน Rosetta ที่อยู่ไกล 800 ล้านกิโลเมตร หลังจากที่ศูนย์ได้ส่งสัญญาณออกไปเตือนให้ยานก่อนนั้นตื่น 8 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า Rosetta จะเป็นยานอวกาศลำแรกของโลกที่จะสำรวจดาวหางที่ระยะใกล้เพื่อให้รู้ว่า ดาวหางมีบทบาทเพียงใด และอย่างไรทั้งในการกำเนิดของระบบสุริยะและวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ต่างๆ และการเดินทางครั้งนี้จะแตกต่างจากการเดินทางไปสำรวจดาวครั้งอื่นๆ เช่น ในกรณีไปดาวอังคาร เรามีข้อมูลของมวล ขนาด และสนามโน้มถ่วงของดาวอังคารค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ในกรณีดาวหางดวงนี้ เราไม่รู้มวลที่แท้จริง ไม่มีข้อมูลสนามโน้มถ่วง ฯลฯ เราจึงไม่รู้วิธีที่จะเข้าสู่วงโคจรรอบดาวหางได้อย่างไม่ผิดพลาด ดังนั้นจึงต้องมีการปรับข้อมูลบนยานตลอดเวลา
ดาวหางนั้นประกอบด้วยก้อนน้ำแข็ง ฝุ่น ดิน หิน และแก๊ส ดังนั้นจึงมีบทบาทพอสมควรในการถือกำเนิดก่อตัวเป็นรูปร่างของดาวเคราะห์ดวงต่างๆ คืออาจให้กำเนิดมีชีวิตบนโลก หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกมีทะเล เพราะเวลาดาวหางชนโลก น้ำแข็งบนดาวหางจะละลายเป็นน้ำ
เมื่อ ESA ส่งสัญญาณบังคับให้ดาวหางตื่นจากการจำศีล อุปกรณ์ทำความร้อนบนยานก็ได้เริ่มทำงาน และอุปกรณ์ควบคุมการหมุนรอบตัวเองของยานก็เริ่มปรับตัวให้เสาอากาศบนยานชี้ตรงมาที่โลก เพื่อส่ง-รับสัญญาณ อุปกรณ์ควบคุมความเร็วของยานก็เริ่มลดความเร็วของยานจากกิโลเมตร/วินาที ให้เหลือเพียงไม่กี่เมตร/วินาที ด้านอุปกรณ์ถ่ายภาพก็เริ่มเตรียมบันทึกภาพ และอุปกรณ์วัดความเข้มของสนามโน้มถ่วงของดาวหางก็เริ่มทำงานเช่นกัน
ตามกำหนดการเดิมนั้น หลังจากที่ได้เดินทางไกล 7,000 ล้านกิโลเมตร ยาน Rosetta จะเข้าสู่วงโคจรรอบดาวหาง 64P/Churyumov – Garasimenko จนถึงปลายปี 2013 และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ยานจะปลดปล่อยยานลูกชื่อ Philae ให้โคจรไปลงจอดบนดาวหางอย่างนิ่มนวล และเมื่อ Philae ที่มีมวล 100 กิโลกรัมลงจอดบนดาวหางเรียบร้อยแล้ว ยานจะทอดสมอบนผิวน้ำแข็งของดาวหาง ในขณะที่ยานแม่ Rosetta จะโคจรเหนือดาวเพื่อคอยรับสัญญาณและข้อมูลจากอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ 10 อุปกรณ์บน Philae ซึ่งจะทำหน้าที่วิเคราะห์องค์ประกอบส่วนที่เป็นผิวของดาวหาง เพื่อค้นหาอินทรีย์โมเลกุลและสารประกอบอื่นๆ
ในการโคจรเหนือดาวหางที่ระยะสูง 25 กิโลเมตร ยาน Rosetta จะโคจรด้วยความเร็ว 135,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง ให้กล้องถ่ายภาพบนยานทำหน้าที่บันทึกสภาพผิวของดาว เพื่อหาสถานที่เหมาะให้ Philae ลงจอด เมื่อถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน Rosetta ก็จะโคจรลงไปใกล้ผิวดาวหาง โดยให้อยู่ห่างเพียง 10 กิโลเมตร เพื่อปล่อยยานลูก Philae ให้ร่อนลงจอดอย่างปลอดภัย
ภาพจำลองเมื่อยานลูก Philae ลงจอดบนดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko (ESA/ATG medialab)

ทันทีที่ลงจอดกล้องถ่ายภาพบน Philae จะส่งภาพผิวของดาวหางกลับมายังโลก กล้องจุลทรรศน์และอุปกรณ์ spectrometer บน Philae จะวิเคราะห์องค์ประกอบของหินและดินซึ่งได้จากการใช้จอบขุดลงไปจนถึงระดับลึก 24 เซนติเมตร ในอดีตตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านมานี้ มนุษย์ได้เคยส่งยานอวกาศ 11 ลำไปใกล้ดาวหาง แต่ยังไม่มียานใดไปลงจอดบนดาวหางเลย ESA เองเคยส่งยาน Giotto ไปถ่ายภาพดาวหาง Halley ที่ระยะใกล้ 200 กิโลเมตร และยาน Stardust เคยนำฝุ่นดาวหาง Wild กลับมาโลก
ในการสำรวจคราวนี้ Philae มีโครงการจะทำงานบนดาวหางนาน 4-6 เดือน ส่วนยาน Rosetta ก็จะโคจรเหนือดาวหางเป็นเวลา 17 เดือนที่ระยะห่างตั้งแต่ 20-100 กิโลเมตร ในขณะที่ดาวหางเองก็โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตร/วินาที
ถึงวันนี้ Rosetta ได้ส่งภาพของดาวหางกลับมาโลกหลายภาพแล้ว ซึ่งได้สร้างความตื่นตาและตื่นเต้นให้กับนักดาราศาสตร์มาก เพราะมันเป็นดาวหางที่ไม่เหมือนดาวหางอื่นๆ เลย และข้อมูลที่ได้กำลังบอกสถานภาพของระบบสุริยะเมื่อถือกำเนิดใหม่ๆ โดยไม่มีสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ ภูเขาไฟ พายุ ลม ฯลฯ มาเปลี่ยนแปลงรูปทรง ข้อมูลที่ได้จึงเป็นข้อมูลระดับดึกดำบรรพ์จริงๆ นอกจากนี้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์บน Rosetta ยังสามารถจับผงหรือฝุ่นละออง หรือแก๊สที่กระเด็นจากดาวหางมาวิเคราะห์องค์ประกอบได้ด้วย
รูปทรงที่ไม่กลมดิกของดาวหางดวงนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ นักดาราศาสตร์จึงพยายามวัดสนามแม่เหล็กและสนามแรงโน้มถ่วงของดาว เพื่อนำมาวิเคราะห์โครงสร้างภายในของดาวหาง และวัดความหนาแน่นของดาวหางด้วย เพราะภาพถ่ายระยะใกล้แสดงให้เห็นว่า ดาวหางดวงนี้ประกอบด้วยส่วนที่เป็นก้อนกลม 2 ส่วนติดกัน ซึ่งทำให้สนามโน้มถ่วงของดาวหางไม่เหมือนสนามโน้มถ่วงทั่วไป ดังนั้น ESA จึงได้จัดให้การวิเคราะห์สนามโน้มถ่วงของดาวหางดวงนี้ในสามมิติเป็นปัญหาที่ต้องดำเนินการด่วนเป็นอันดับแรก
ถ้าอุปกรณ์บน Philae วิเคราะห์องค์ประกอบไอโซโทปของไฮโดรเจนและออกซิเจนในน้ำแข็งบนดาวหาง ได้ค่าเหมือนกับไอโซโทปของธาตุที่ประกอบเป็นน้ำบนโลกทุกประการ นั่นจะแสดงว่า น้ำบนโลกมาจากน้ำแข็งบนดาวหาง แต่ถ้าได้ข้อมูลแตกต่างกัน เราก็จะยังไม่รู้ว่า น้ำบนโลกมาจากไหน
ยาน Philae ยังมีอุปกรณ์ตรวจหาโมเลกุลชีวิตด้วย ซึ่งถ้าพบนั่นจะยืนยันว่า สิ่งมีชีวิตส่วนหนึ่งบนโลกมาจากดาวหาง
อนึ่ง ESA ตระหนักว่า เวลาดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ แก๊สที่อัดอยู่ใต้ผิวดาวหางอาจได้รับความร้อนมาก จนระเบิดออกแล้วผลักตัวยาน Rosetta ให้หนีออกจากดาว ดังนั้น ESA จึงต้องระมัดระวังภัยอันตรายลักษณะนี้ด้วย
ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่ผิวดาวมีค่าตั้งแต่ -70 องศาเซลเซียส จนกระทั่งถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าค่อนข้างอบอุ่นกว่าที่คิด และบริเวณที่จะลงจอดยาน Philae นั้น ESA ได้ตัดสินใจไม่ให้ Philae ลงจอดที่บริเวณรอยต่อระหว่างก้อนกลมทั้งสอง เพราะสนามโน้มถ่วงในบริเวณดังกล่าวไม่ตั้งฉากกับพื้นผิวทำให้การทรงตัวของ Philae ไม่เสถียร
ในอดีตศิลา Rosetta เคยช่วยให้นักประวัติศาสตร์อ่านภาษาอียิปต์โบราณออก มาคราวนี้ยานอวกาศ Rosetta ก็จะช่วยนักดาราศาสตร์ให้รู้ประวัติของสุริยะระบบดีขึ้นเป็นครั้งแรก
ภาพจำลองขณะยาน Rosetta ปล่อยยานลูก Philae ลงจอดบนดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko (ESA–C. Carreau/ATG medialab)
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000128525
____________________
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000128525
____________________
องค์การนาซา (NASA) เผยภายสุดสวยจากจากอวกาศ ภาพดาวไททัน ซึ่งเป็นดวงจันทร์ของดาวเสาร์ สะท้อนประกายจากแสงอาทิตย์เป็นจุดกลมสีเหลืองส้มสุกใส
ตามรายงานจากเว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายได้จากยานสำรวจอวกาศแคสสินี (Cassini) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นภาพทะเลคราเคน แมร์ (Kraken Mare) ทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ไททันและมีน้ำทะเลเป็นไอของสารไฮโดรคาร์บอน กำลังสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นจุดสีเหลืองส้มเรืองรองสุดสวยงามกลางอวกาศ และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่สามารถจับภาพทั้งเงาสะท้อนของดวงอาทิตย์และทะเลคราเคน แมร์ ไว้ในได้เฟรมเดียวกัน
ทั้งนี้ ดวงจันทร์ไททันเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนทั้งหมด 53 ดวงของดาวเสาร์ เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในระบบสุริยะจักรวาล รองมาจากดวงจันทร์แกนี่มีด (Ganymede) ของดาวจูปิเตอร์ และมีเส้นผ่านศูนกลางใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกถึง 50% สภาพบรรยากาศบนดวงจันทร์ไททันส่วนใหญ่ห่อหุ้มด้วยด้วยก๊าซไนโตรเจน จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถดำรงชีวิตที่ดาวดวงนี้ได้
จากภาพนี้ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าทะเลคราเคน แมร์ ของดวงจันทร์ไททัน น่าจะเคยมีขนาดใหญ่กว่านี้ในอดีต แล้วค่อย ๆ ระเหยจนหดเล็กลง
อย่างไรก็ดีภาพที่เห็นนี้ไม่ใช่ภาพถ่าย แต่เป็นการประกอบกันของภาพแสดงสีสันจริงหลาย ๆ ชอตที่ได้จากการจับคลื่นแสงที่สะท้อนออกมาจากดวงจันทร์ไททัน โดยมองผ่านกระจกอวกาศอีกที แต่หากมองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นอะไร นอกจากไอหมอกเท่านั้น
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/110920
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ตามรายงานจากเว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายได้จากยานสำรวจอวกาศแคสสินี (Cassini) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นภาพทะเลคราเคน แมร์ (Kraken Mare) ทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ไททันและมีน้ำทะเลเป็นไอของสารไฮโดรคาร์บอน กำลังสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นจุดสีเหลืองส้มเรืองรองสุดสวยงามกลางอวกาศ และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่สามารถจับภาพทั้งเงาสะท้อนของดวงอาทิตย์และทะเลคราเคน แมร์ ไว้ในได้เฟรมเดียวกัน
ทั้งนี้ ดวงจันทร์ไททันเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนทั้งหมด 53 ดวงของดาวเสาร์ เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในระบบสุริยะจักรวาล รองมาจากดวงจันทร์แกนี่มีด (Ganymede) ของดาวจูปิเตอร์ และมีเส้นผ่านศูนกลางใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกถึง 50% สภาพบรรยากาศบนดวงจันทร์ไททันส่วนใหญ่ห่อหุ้มด้วยด้วยก๊าซไนโตรเจน จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถดำรงชีวิตที่ดาวดวงนี้ได้
จากภาพนี้ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าทะเลคราเคน แมร์ ของดวงจันทร์ไททัน น่าจะเคยมีขนาดใหญ่กว่านี้ในอดีต แล้วค่อย ๆ ระเหยจนหดเล็กลง
อย่างไรก็ดีภาพที่เห็นนี้ไม่ใช่ภาพถ่าย แต่เป็นการประกอบกันของภาพแสดงสีสันจริงหลาย ๆ ชอตที่ได้จากการจับคลื่นแสงที่สะท้อนออกมาจากดวงจันทร์ไททัน โดยมองผ่านกระจกอวกาศอีกที แต่หากมองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นอะไร นอกจากไอหมอกเท่านั้น
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/110920
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา เจนนิเฟอร์ ลัตสัน ( @JennieLatson ) ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ ได้เขียนข่าวเพื่อย้อนรำลึกถึงน้องหมา “ไลก้า” เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 57 ปี ที่เจ้าไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปยังนอกโลก และมันไม่มีวันได้กลับมายังโลกอีกเลย .. เศร้าจัง!
ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา

เจนนิเฟอร์ ลัตสัน ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ เขียนข่าว “เรื่องเศร้าของไลก้า” เพื่อย้อนรำลึกถึงน้องหมาตัวนี้ซึ่งเป็นสุนัขตัวแรกที่ถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศสปุตนิก 2 ของสหภาพโซเวียต (ประเทศรัสเซียในปัจจุบัน)
ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ระบุว่า ไลก้า เป็นสุนัขจรจัดเพศเมีย ที่ถูกเก็บมาจากข้างถนนในกรุงมอสโก เมืองหลวงของโซเวียตในขณะนั้น เพียงแค่สัปดาห์เดียวก่อนจะถึงกำหนดวันยิงจรวดขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ด้วยเหตุผลที่ ไลก้า เป็นสุนัขที่ตัวเล็ก รักสงบ มันจึงถูกเลือกให้เป็น สุนัขอวกาศตัวแรกที่จะถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศเพื่อโคจรรอบโลก ก่อนจะมีการส่ง “ยูริ กาการิน” นักบินอวกาศคนแรก ชาวโซเวียต ขึ้นไปในโคจรรอบโลก ตามไปภายหลัง
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้าที่จะส่งไลก้าขึ้นไปกับยานสปุตนิก 2 นั้น ทางศูนย์อวกาศของอดีตสหภาพโซเวียตได้ส่งสุนัขไปนอกโลกแล้วทั้งหมดรวม 36 ตัว แต่สุนัขตัวอื่นๆ เพียงแค่เดินทางไปกับยานอวกาศเท่าน้ัน ไม่ได้โคจรรอบโลกเหมือนกับเจ้าไลก้า
อย่างไรก็ตาม ขณะที่สหภาพโซเวียตส่งยานอวกาศที่มีเจ้าไลก้าขึ้นไปในห้วงอวกาศเมื่อ 57 ปีก่อนนั้น สำนักข่าวหลายสำนักในสหรัฐฯ และอังกฤษ ได้รายงานข่าวแสดงความสงสาร ไลก้า กันอย่างมาก แต่ทางเจ้าหน้าที่โซเวียตได้ตอบโต้ว่า ชาวรัสเซียรักสุนัข และการที่ส่งไลก้าไปกับยานอวกาศโคจรรอบโลกนั้น ไมใช่การทารุณโหดร้ายต่อสัตว์ แต่เพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ
แม้ว่าทีมงานของโซเวียตในครั้งนั้น จะได้ยืนยันว่า “ไลกา” ไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกต่อไปแล้ว หลังจากยานสปุตนิกโคจรอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากสถาบันมอสโกรายงานถึงปัญหาสารเคมีชีวภาพรั่วไหลออกมา นั่นหมายความว่า “ไลก้า” มันเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมงนั่นเอง จากการบินขึ้นของยานอวกาศ และจากความตื่นตระหนกในตัวของมันเองบวกกับความร้อนภายในตัวยานที่สูงเกินไป
ที่มา :
http://teen.mthai.com/variety/82346.html ____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา
ในวันที่ 3 พ.ย. พศ. 2500 เพื่อที่ต้องการทดสอบเกี่ยวกับความปลอดภัย ก่อนจะมีการส่งมนุษย์จริง หรือนักบินอวกาศคนแรกไปในอวกาศ แต่การกระทำดังกล่าว ถือเป็น “การฆาตกรรม” น้องหมาผู้เคราะห์ร้ายตัวนี้ เนื่องจาก เทคโนโลยีด้านอวกาศในขณะนั้น ยังไม่มีความก้าวหน้าถึงขั้นที่จะนำมันกลับมายังโลกได้อีก
![]() |
| ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา |
ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ระบุว่า ไลก้า เป็นสุนัขจรจัดเพศเมีย ที่ถูกเก็บมาจากข้างถนนในกรุงมอสโก เมืองหลวงของโซเวียตในขณะนั้น เพียงแค่สัปดาห์เดียวก่อนจะถึงกำหนดวันยิงจรวดขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ด้วยเหตุผลที่ ไลก้า เป็นสุนัขที่ตัวเล็ก รักสงบ มันจึงถูกเลือกให้เป็น สุนัขอวกาศตัวแรกที่จะถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศเพื่อโคจรรอบโลก ก่อนจะมีการส่ง “ยูริ กาการิน” นักบินอวกาศคนแรก ชาวโซเวียต ขึ้นไปในโคจรรอบโลก ตามไปภายหลัง
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้าที่จะส่งไลก้าขึ้นไปกับยานสปุตนิก 2 นั้น ทางศูนย์อวกาศของอดีตสหภาพโซเวียตได้ส่งสุนัขไปนอกโลกแล้วทั้งหมดรวม 36 ตัว แต่สุนัขตัวอื่นๆ เพียงแค่เดินทางไปกับยานอวกาศเท่าน้ัน ไม่ได้โคจรรอบโลกเหมือนกับเจ้าไลก้า
อย่างไรก็ตาม ขณะที่สหภาพโซเวียตส่งยานอวกาศที่มีเจ้าไลก้าขึ้นไปในห้วงอวกาศเมื่อ 57 ปีก่อนนั้น สำนักข่าวหลายสำนักในสหรัฐฯ และอังกฤษ ได้รายงานข่าวแสดงความสงสาร ไลก้า กันอย่างมาก แต่ทางเจ้าหน้าที่โซเวียตได้ตอบโต้ว่า ชาวรัสเซียรักสุนัข และการที่ส่งไลก้าไปกับยานอวกาศโคจรรอบโลกนั้น ไมใช่การทารุณโหดร้ายต่อสัตว์ แต่เพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ
![]() |
| ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา |
แม้ว่าทีมงานของโซเวียตในครั้งนั้น จะได้ยืนยันว่า “ไลกา” ไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกต่อไปแล้ว หลังจากยานสปุตนิกโคจรอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากสถาบันมอสโกรายงานถึงปัญหาสารเคมีชีวภาพรั่วไหลออกมา นั่นหมายความว่า “ไลก้า” มันเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมงนั่นเอง จากการบินขึ้นของยานอวกาศ และจากความตื่นตระหนกในตัวของมันเองบวกกับความร้อนภายในตัวยานที่สูงเกินไป
แต่กระนั้นยานก็ยังคงโคจรรอบโลกเป็นเวลานานถึง 5 เดือน ก่อนจะถูกเผาไหม้เมื่อมันกลับเข้ามาบรรยากาศของโลกอีกครั้งในเดือนเมษายน ในปีถัดมา (พศ. 2501)
ขอให้น้องไลก้า ไปเจอโลกใบใหม่ที่ไม่โหดร้ายแบบเหมือนโลกใบนี้เลยนะ และขอบใจน้องหมาอย่างไลก้า ที่ “อาจ” ทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติได้จริง ตามคำกล่าวอ้างของโซเวียตในครั้งนั้น
Cr : time.com Editor, translate ข้าวน้องหมา
ขอให้น้องไลก้า ไปเจอโลกใบใหม่ที่ไม่โหดร้ายแบบเหมือนโลกใบนี้เลยนะ และขอบใจน้องหมาอย่างไลก้า ที่ “อาจ” ทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติได้จริง ตามคำกล่าวอ้างของโซเวียตในครั้งนั้น
Cr : time.com Editor, translate ข้าวน้องหมา
![]() |
| ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา |
![]() |
| ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา |
![]() |
| ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา |
![]() |
| ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา |
ที่มา :
http://teen.mthai.com/variety/82346.html ____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________







