เรื่องลึกลับจากทั่วโลก All mystery world

รวมเรื่องราว พลังแห่งจิตนาการ,โลกลี้ลับ,UFO,มนุษย์ต่างดาว,อารยธรรมโบราณ,ปริศนาต่างๆ,จากทั่วทุกมุมโลก

  • Homeหน้าหลัก
  • โลกต่างดาวโลกต่างดาว
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกต่างมิติโลกต่างมิติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • โลกลี้ลับโลกลี้ลับ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • จักรวาลจักรวาล
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • อารยธรรมโบราณอารยธรรมโบราณ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • ภัยพิบัติภัยพิบัติ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
  • พลังแห่งจินตนาการพลังแห่งจินตนาการ
    • Subitem 1
    • Subitem 2
You are here : Home »




The dyatlov pass incident 

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับนักปีนเขาและนักสกีจำนวน 9 คนได้เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาบนภูเขาดยัตลอฟ โดยตั้งอยู่ที่เทือกเขาอูราล และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ โดยในการผจญภัยของพวกเขาในครั้งมีจุดหมายปลายทางคือภูเขาโอทอร์เทน โดยจะต้องใช้ระยะทางราว 6 ไมล์ในการเดินทาง ซึ่ง โอทอร์เทน (Otorten) นั้นเป็นภาษาพื้นเมืองของชาว Mansi ที่มีความหมายว่า ภูเขาของคนตาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่สามารถไปถึงยังที่หมายนั้นได้



การผจญภัยของพวกเขาในครั้งนี้มีผู้นำคือ อิกอร์ ดยัตลอฟ ชายชาวรัสเซียซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 23 ปี และเพื่อนร่วมคณะในการเดินทางครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 10 คน โดยแต่ละคนนั้นไม่ใช่มือใหม่แต่อย่างไรพวกเขาเหล่านี้ผ่านประสบการณ์ในการปีนเขามาอย่างโชคโชน และก่อนออกผจญภัยพวกเขาได้มาถึงยังหมู่บ้านวิซไฮ โดยที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นผจญภัยขึ้นเขา โดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาในการเดินทางครั้งนี้



ด้วยความโชคดีหรือความบังเอิญของหนึ่งในคณะเดินทางแต่ ยูริ ยูดิน หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางได้เกิดการป่วยขึ้นอย่างกะทันหันในวันที่ 28 มกราคม เขาจึงจำเป็นต้องถูกทิ้งไว้ที่หมู่บ้านก่อนที่คณะเดินทางคนอื่นๆ จะผจญภัยต่อไปบนเขา และยูริ ก็คือคนเดียวในคณะเดินทางนี้ที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์ปริศนาในครั้งนี้ คณะเดินทางที่เหลือเดินทางมาถึงภูเขา Kholat Syakhl ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งชื่อภูเขาลูกนี้ได้เปลี่ยนชื่อในภายหลังเป็น ภูเขายัตลอฟ (Dyatlov) ตามชื่อของผู้นำทีม อิกอร์ ดยัตลอฟ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้



และสถานที่แห่งนี้เองที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่เป็นอย่างมาก พวกเขาต้องเจอกับพายุหิมะที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้พวกเขามองไม่เห็นทางข้างหน้าและหลงทางในที่สุด ทั้ง 9 คนจึงตัดสินใจที่จะตั้งแคมป์เพื่อรอให้พายุหิมะนั้นหยุดลง แต่ถึงอย่างนั้นมีหลายคนตั้งข้อสังเกตในการตั้งแคมป์ในครั้งนี้ของพวกเขา เพราะจากจุดที่พวกเขาได้ตั้งแคมป์นั้นห่างจากป่าเพียง 1.5 กิโลเมตรเท่านั้นแล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ตั้งแคมป์ในป่า เนื่องจากมีความอบอุ่นที่มากกว่าพื้นที่โล่ง



จนกระทั่งถึงกำหนดการกลับของคณะเดินทางทั้ง 9 คนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ แต่ในวันนั้นทั้งวันกลับไร้ซึ่งวี่แววว่าจะมีใครเดินทางลงมาจากภูเขา แต่ในเรื่องของความล่าช้าในการเดินทางนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ ทำให้เพื่อนๆ ที่มานั่งเข้า www.truecorp.co.th รอคอยการกลับมาของพวกเขาทำใจรอจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ จึงค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้นอย่างแน่นอน เหล่าหน่วยกู้ภัยจึงได้เริ่มออกสำรวจคณะเดินทางของดยัฟลอฟทันที



จนในที่สุดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เหล่าหน่วยกู้ภัยก็ได้พบกับเต็นท์ของคณะเดินทาง แต่สิ่งที่หน่วยกู้ภัยพบคือเต็นท์ที่อยู่ในสภาพยับเยิน และมีร่องรอยของการฉีกขาดที่มาจากด้านใน สิ่งของต่างๆ ยังคงอยู่ในเต็นท์แต่ผู้ร่วมชะตากรรมทั้ง 9 คนไม่มีใครยังคงอยู่ในเต็นท์นั้นเลยแม้แต่คนเดียว หน่วยกู้ภัยจึงเริ่มค้นหาร่องรอยโดยรอบบริเวณนั้นจนไปในป่า และในที่สุดก็พบกับร่างของคณะเดินทาง 2 คนที่เหลือเพียงชุดชั้นในนอนเป็นศพจมอยู่ภายใต้หิมะ พร้อมกับซากกองไฟที่เคยให้ความอบอุ่นกับพวกเขา





มันทำให้เกิดคำถามขึ้นทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาจึงทำให้เต็นท์อยู่ในสภาพเช่นนั้น และทำไม 2 คนนี้ถึงได้เหลือแต่ชุดชั้นใน รวมถึงกิ่งไม้สนที่หักอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เป็นของต้นสนสูง 5 เมตร จึงสันนิธานได้ว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งปีนขึ้นไปเพื่อตรวจสอบอะไรบ้างอย่าง และในบริเวณใกล้เคียงกันนั้นเอง หน่วยกู้ภัยก็ได้พบกับศพของคณะเดินทาง 3 คน ที่ดูเหมือนว่าเขาทั้ง 3 คนกำลังเดินกลับไปที่เต็นท์ โดยทั้งหมดที่พบนี้ปราศจากร่องรอยบาดแผล สาเหตุที่เสียชีวิตคือความหนาวเย็น





หน่วยกู้ภัยยังคงทำงานต่อไปและในที่สุด 2 เดือนหลังจากนั้นในวันที่ 4 พฤษภาคม ก็ได้พบกับ 4 คนที่เหลือเป็นศพจมอยู่ภายใต้หิมะที่หนา 4 เมตรในป่า โดยภายนอกร่างกายของพวกเขาปราศจากร่องรอยบาดแผล แต่พวกเขาได้รับความบอบช้ำภายในอย่างรุนแรง กะโหลกร้าวและซี่โครงหัก แพทย์ที่สันสูตรศพจึงให้ความเห็นว่าสภาพที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรงโดยเฉียบพลันเช่นการถูกรถชน และที่น่าแปลกคือ 1 ในสมาชิกถูกพบว่าลิ้นได้หายไป




สิ่งที่น่าสงสัยคือทั้ง 4 ศพที่พบภายหลังนั้นแต่งกายด้วยเสื้อกันหนาวปกติ แตกต่างจาก 5 ศพแรกที่พบและที่สำคัญคือการตรวจพบว่าเสื้อผ้าของพวกเขาปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีที่เข้มข้นอีกด้วย คดีนี้ถูกปิดเป็นความลับในปี 1959 ทั้งเอกสารคดีและรูปถ่ายถูกเก็บไว้ จนกระทั่งใน 30 ปีต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1990 ได้ถูกนำมาเปิดเผยอีกครั้ง






เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นคดีการตายที่มีความลึกลับที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ยังคงไม่มีใครสามารถอธิบายสาเหตุการตายที่แท้จริงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเต็นท์ที่ถูกกรีดจากภายใน ร่างกายที่ไม่มีรอยแผลแต่บอบช้ำภายในกลางภูเขาหิมะ ทำไม่ถึงมีแต่ชุดชั้นใน และทำไมถึงมีสารกัมมันตภาพรังสีที่เข้มข้นบนเสื้อผ้าของพวกเขา ไม่เหมือนกับการเล่น https://vrscr888.com ที่ทุกอย่างสามารถหาเหตุผลที่เกิดขึ้นได้






ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


ขนลุกซู่! กับเรื่องลี้ลับจาหวงการ ‘กีฬาเบสบอล’ ไปฟังกันเลย

เรื่องลี้ลับกับคำสาปตำนานต่างๆ มีมาทุกสมัยทุกวงการ รวมไปถึงวงการกีฬาเบสบอลอีกด้วย จึงเอาบ้างเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้


สำหรับ ‘กีฬาเบสบอล’ นั้นได้รับความนิยมอย่างมากทางฝั่งอเมริกา มีการแข่งขันมายาวนาน และนานพอจะมีเรื่องราวแปลกๆ ลี้ลับ พิสูจน์ไม่ได้เล่าขานต่อกันมา และก็จะมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้ ส่วนใครที่สนใจกีฬาเบสบอลก็สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Fun 88 แต่ก่อนจะไปอัพเรื่องราวกีฬา มาฟังเรื่องราวเหนือธรรมชาติกันกันก่อนดีกว่า

‘เอ็ดดี้ แพลงค์’ ตำนานวิญญานนักเบสบอล




ชายหนุ่มจากเมืองเก็ตตี้สเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย เอ็ดดี้ แพลงค์ คือ ตำนานพิชเชอร์มือซ้ายแห่งเมเจอร์ลีกเบสบอลที่พาทีมคว้าชัยกว่า 300 นัด ตำนานความหลอนนี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1926 หลังจากเขาเสียชีวิตไป โดยมีเรื่องเล่าว่า ผู้คนเข้าไปพักอาศัยในบ้านหลังที่เขาเคยอยู่ จะได้ยินเสียงแปลกๆ จากชั้นล่าง แต่ที่หนักกว่านั้นคือ ได้ยินเสียงคล้ายกับลูกเบสบอลกระทบกับถุงมือหรือผนัง, เสียงคนหยิบลูกเบสบอลแล้ววิ่ง และยังมีคนเห็นลูกเบสบอลไหลได้ไกล 60 ฟุตเอง ทำให้เห็นแล้วว่า แม้ร่างกายจากไป แต่ภายในจิตวิญญาณเขาคือนักเบสบอลอย่างแท้จริง


โรงแรมต้องห้ามของเหล่านักเบสบอล





เรื่องผีโรงแรมไม่แปลก แต่กับโรงแรมชั้นหรูชื่อ พีวิชเช่อร์ เมืองมิลวอกี้, รัฐวิสคอนซิล แตกต่างออกไป เพราะคนธรรมดาไปพักไม่ค่อยเจอ แต่กลับเป็นพวกนักกีฬาเบสบอลมักเจอของดีกันเกือบยกทีม เช่น ทีม มิลวอกี้ บริวเวอร์ส ตอนที่เข้าไปพักนั้น ซึ่งพวกเขาต่างพร้อมใจบอกว่าพบเจอกับฝันร้ายของจริง เพราะทั้งเสียงหลอนๆ, เครื่องใช้ไฟฟ้าเปิด-ปิดเอง หรือว่าข้าวของกระจัดกระจาย ทั้งห้องพักคนเดียวและห้องที่ล็อกอยู่ รวมไปถึงเสียงเรียกหายามค่ำคืน แถมยังมีหลายทีมเจอมาจนลงเป็นข่าวซะด้วย

สนามเบสบอลรวมวิญญาณแห่งโรเชสเตอร์





ทีมงานตรวจสอบสิ่งเร้นลับ/อาถรรพ์ของ โรเชสเตอร์ พาโนรามา ฟันธงเลยว่า ฟร็อนเทียร์ ฟิลด์ สนามเหย้าของทีม โรเชสเตอร์ เรดวิง ในอินเตอร์เนชั่นเนลเบสบอลลีก คือ สนามกีฬาหลอนที่สุดของโลก หลังใช้เครื่องจับพลังงานแล้วค้นพบสิ่งที่น่าจะเป็นวิญญาณรอบสนามมากมาย โดยนอกจากเรื่องพลังงานดังกล่าวแล้วและการบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ว่าพบโครงกระดูกตอนก่อสร้างก็เป็นสิ่งที่ยืนยันความหลอนได้ดีเลย








ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews








เรื่องราวของ Kap Dwa ถูกบันทึกไว้ว่าเมื่อปี 1673 ลูกเรือชาวสเปนได้พบ Kap Dwa มนุษย์ 2 หัว ที่มีความสูงประมาณ 3.5 เมตร ลูกเรือชาวสเปนได้พยายามจับตัว Kap Dwa และเกิดการต่อสู้กัน จนทำให้ Kap Dwa ต้องจบชีวิตลง






จากนั้นร่างของ Kap Dwa ถูกส่งขายให้ได้นักสะสมวนเวียนไปมาหลายรายทั้งในอังกฤษและ สหรัฐอเมริกา




โดยจากบันทึกพบว่าร่างของ Kap Dwa ถูกนำมาจัดแสดงในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1980 และในอังกฤษเมื่อปี 1900




ปัจจุบัน Kap Dwa ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของแปลก The Antique Man Ltd ในเมืองบอลทิมอร์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา โดยมี Robert Gerber และภรรยาเป็นเจ้าของ





แต่ทาง Robert Gerber ได้ข้อมูลว่า ซากของ Kap Dwa นั้นถูกพบโดย ชาวบ้านในประเทศปารากวัย จนกระทั่งกัปตันชาวอังกฤษชื่อ George Bickle ได้พบกับซากศพ จึงพาอังกฤษ และไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองแบล็กพูล และจัดแสดงอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี






อย่างไรก็ตามเรื่องราวของ Kap Dwa ยังคงเป็นปริศนา และไม่มีใครทราบว่าความจริงเป็นเช่นไร แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ได้พิสูจน์ต่างก็ไม่มีใครค้านว่า Kap Dwa ไม่ใช่มนุษย์


ที่มา : http://www.nextsteptv.com
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews


12 มี.ค.สำนักข่าวเดลี่ มิรเรอร์รายงานข่าว พบโครงกระดูกมนุษย์มัมมี่ผู้หญิง ข้างๆกับมัมมี่เด็ก ล่าสุดทีมสำรวจเปิดเผยว่าโครงกระดูกนี้ไม่ใช่ของมนุษย์..





นักสำรวจพบโครงกระดูกลึกลับ มีนิ้วมือสามนิ้วและนิ้วเท้าสามนิ้ว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่อาจจะเป็นการค้นพบเอเลี่ยน ที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกับมนุษย์



ทีมวิจัยกล่าวว่า ซากมัมมี่ลึกลับนี้มีชื่อว่า ‘มาเรีย’ ถูกพบในประเทศเปรู ข้างๆกันพบมัมมี่เด็กอายุ 9 เดือน

ขั้นแรกผลการสำรวจเปิดเผยว่า มัมมี่มาเรียน่าจะเป็นซากศพของมนุษย์ เพราะมีโครโมโซมจำนวน 23 คู่ แต่ขณะเดียวกันก็พบหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดแย้ง แสดงความน่าสงสัยว่าเธออาจไม่ใช่มนุษย์



ศาสตราจารย์ คอนสแตนติ โครอตโคฟ จากมหาวิทยาลัยวิจัยนานาชาติรัสเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นมัมมี่ผู้ชายอายุกว่า 6,500 ปีจำนวน 4 คน ในประเทศเปรู ที่ถูกพบโดยเพื่อนร่วมงานของเขา




เขาให้สัมภาษณ์กับสปุกนิก นิวส์ ของรัสเซียว่า “มัมมี่มาเรียมี 2 แขน 2 ขา บนศรีษะมี 2 ตา และ1ปาก เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ 3 มิติ ทำให้เห็นโครงกระดูกของพวกเขา เนื้อเยื่อมีลักษณะทางชีวภาพและองค์ประกอบทางเคมีที่บ่งชี้ว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ การตรวจสอบดีเอ็นเอพบโครโมโซม 23 คู่เหมือนคนทั่วไป ส่วนมัมมี่เพศชายทั้ง 4 มีโครโมโซมวายที่เป็นโครโมโซมเพศชาย ลักษณะที่ปรากฏเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง แต่มีโครงสร้างทางกายวิภาคที่ต่างจากมนุษย์ออกไป”











ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังศึกษาร่างมัมมี่มาเรียและมัมมี่เด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงเพิ่มเติม ซึ่งเว็บไซต์ Gaia.com ได้เปิดเผยวิดีโอการค้นพบมัมมี่ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ต่างดาว และตั้งสมติฐานว่านี่อาจเป็นมนุษย์ต่างดาว










ซึ่งศาสตราจารย์ คอนสแตนติ โครอตโคฟก็เห็นด้วย พร้อมกล่าวว่า “พวกเขาอาจเป็นมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็อาจเป็นมนุษย์หุ่นยนตร์ชีวภาพ มัมมี่มาเรียและลูกของเธอ อาจเป็นตัวแทนจากอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ ประมาณ 1,000 ปี”





ที่มา : https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_834109
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

ทำไมนักวิชาการจึงไม่เชื่อเรื่องการย้อนเวลา บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบแห่งความพิศวงนี้ไปพร้อมๆ กัน


3 เหตุผลที่นักวิชาการไม่เชื่อว่าการย้อนเวลามีอยู่จริง

นับได้ว่าเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นมีจริงหรือไม่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ต่างงัดเอาหลักฐานมาโต้แย้งอีกฝั่งหนึ่งกันอยู่เนืองๆ ซึ่งในบทความนี้เราจะพาไปชมเหตุผลจากนักวิชาการที่เชื่อกันว่าการย้อนเวลากลับมาล้วนไม่มีอยู่จริง โดยจะมีเหตุผลอะไรบ้างนั้น ไปชมกันได้เลย


1.อนาคตนั้นไม่มีอยู่จริง

เหตุผลในข้อแรกก็คือว่าจริงๆแล้วโลกเราตอนนี้ไม่ได้มีอนาคตอยู่เลย เพราะสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่ามีอนาคตอยู่นั้นก็มาจากเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้นมาเอง โดยในความเป็นจริงแล้วโลกก็มีอยู่เพียงแค่ในปัจจุบันและจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆเท่านั้น ไม่ได้มีอนาคตในอีก 10 นาที 10 วัน หรือแม้แต่ 10 ปีอยู่เลย


2.ยังไม่เคยมีใครกลับมาหาเรา

เหตุผลในข้อต่อมาก็เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาโต้แย้งอยู่เสมอสำหรับการข้ามเวลา เพราะถ้าหากมีการข้ามเวลาอยู่จริงๆทำไมยังไม่มีใครที่อยู่ในอนาคตได้ย้อนกลับมาหาเราสักที หรือไม่แม้แต่จะมีหลักฐานที่เคยปรากฏให้เห็นและพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดเลย

3.มีอยู่แต่ในทฤษฏีเท่านั้น

เหตุผลสุดท้ายก็มาจากนักฟิสิกส์ทั้งหลายที่ได้พูดถึงการย้อนเวลาไว้ว่ามันเหมือนกับการเอาทฤษฏีมาพูดแต่เพียงเท่านั้น แถมยังเป็นแค่การเอาทฤษฏีบางส่วนมาตีความให้ในมุมมองที่ไม่สามารถเกินขึ้นได้จริงๆ หรือไม่ได้มีการพิสูจน์อ้างอิงที่แน่นอน ทำให้การย้อนเวลานั้นยังไม่อาจเป็นไปได้ในยุคที่เรามีองค์ความรู้และมีข้อจำกัดแบบนี้แน่นอน


แหม่...สำหรับทั้งสามเห็นผลนี้ก็คงจะดับฝันใครต่อใครได้เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นฝันที่อยากย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต หรือฝันที่จะรวยทางลัดอย่างการย้อนกับไปเดิมพันในคาสิโนมือถือ ที่เรารู้ผลไว้อยู่แล้ว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้บนโลกของเรายังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เป็นปริศนาลึกลับ รอให้มนุษย์เข้าไปค้นหา



ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

หนึ่งในการค้นพบแห่งประวัติศาสตร์!!


การร่วมมือกันของนักสำรวจจากเยอรมนีและอียิปต์ได้ทำให้พวกเขาได้ค้นพบวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์ชิ้นใหม่ ซึ่งพวกเขาคาดเดาว่าวัตถุชิ้นนี้จะมาอายุมากถึง 3,000 ปีเลยทีเดียว

การค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านที่ย่านสลัมอันรู้จักกันในชื่อ Matariya ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยสิ่งที่พวกขุดเจอนั่นก็คือรูปปั้นฟาโรห์ที่มีขนาดสูงถึง 8 เมตร

ภาพของนักสำรวจที่กำลังตรวจสอบชิ้นส่วนของรูปปั้นที่พวกเขาเจอ



ตัวรูปปั้นที่พบเห็นนั้นอยู่ในสภาพแตกหัก มันถูกสร้างด้วยหินควอตไซต์ ซึ่งทำให้พวกเข้าค้นพบรูปปั้นชิ้นอื่นๆ ตามมา และหากสำรวจบริเวณนี้ได้เรียบร้อย รูปปั้นเหล่านี้จะถูกนำไปจัดแสดงใน Grand Egyptian Museum พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่จะสร้างเสร็จในปี 2018

ตรงส่วนนี้น่าจะเป็นฐานที่มีข้อความบ่งบอกถึงอะไรสักอย่าง





หลังจากการสำรวจเบื้องต้น พวกเขาคาดเดาว่ารูปปั้นนี้น่าจะเป็นรูปปั้นของฟาโรห์ Ramses II ซึ่งเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีฟาโรห์มาทุกพระองค์เลยทีเดียว

เชื่อกันว่าเขาเป็นคนสร้าง Heliopolis (และกลายมาเป็น Matariya ในปัจจุบัน) การขุดค้นครั้งนี้ถือเป็นอีกครั้งสำคัญที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ เพราะทำให้พวกเราทราบถึงประวัติศาสตร์อียิปต์มากยิ่งขึ้น

ส่วนตัวของรูปปั้นที่แตกหัก


นอกจากนี้ การขุดค้นอาจจะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในอียิปต์กลับมาบูมอีกครั้ง หลังจากที่ถดถอยลงไปกว่า 6 ปี เพราะปัญหาทางการเมือง สงคราม และการก่อการร้ายนั่นเอง

















ที่มา : hxxp://www.catdumb.com/3000-year-old-statue-discovered-pharaoh-ramses-ii/
____________________
เครดิต : catdumb.com
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
ระบบสุริยะ Trappist-1



มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีโอกาสค้นพบมนุษย์ต่างดาว  



เมื่อคืนวาน 22 ก.พ. 60 นาซ่า (NASA) ได้ประกาศการค้นพบครั้งสำคัญ ว่าพบระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์ขนาดเดียวกับโลกถึง 7 ดวง โคจรรอบดาวฤกษ์ และมี 3 ดวงที่อยู่ในตำแหน่งที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ (habitable zone คือไม่ใกล้หรือไกลจากดาวฤกษ์มากเกินไป)

The Trappist robotic telescope at La Silla, Chile

การค้นพบครั้งนี้มาจากการศึกษาวิจัยด้วยกล้องโทรทรรศน์สำหรับสำรวจอวกาศตั้งอยู่ในประเทศชิลี พบกลุ่มดาวดังกล่าวอยู่ห่างออกไป 40 ปีแสงในกลุ่มดาวราศีกุมภ์ (constellation Aquarius) ดาวทั้ง 7 โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงเดียว NASA ตั้งระบบสุริยะนี้ว่า TRAPPIST-1 และตั้งชื่อดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงตามตัวอักษร b-h







TRAPPIST-1 อยู่ห่างจากโลก 40 ปีแสงหรือ 235 ล้านล้านไมล์ ถือว่าค่อนข้างใกล้กับโลก ส่วนดาวฤกษ์ของ TRAPPIST-1 ถือเป็นดาวแคระ (dwarf planet) ที่อุณหภูมิเย็น (ultra-cool) เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ของเรา ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงโคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก (ใกล้กว่าวงโคจรของดาวพุธ) และถ้ายืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง เราสามารถเห็นดาวดวงที่ติดกันด้วยตาเปล่า



เทียบขนาดของโลก กับดาว ในระบบ TRAPPIST-1

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบขนาดของดาวในระบบ TRAPPIST-1 มีขนาดใกล้เคียงกับโลกมากๆ และมี 3 ดวงอยู่ในข่ายที่จะมีน้ำ และอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่



“เราอยู่ในขั้นที่ลุ้นมากสำหรับการค้นหาว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นหรือไม่ เพราะโอกาสของดาวที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกในกาแล็กซีทางช้างเผือกจำนวนมากจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่นั้นยากจะหยั่งรู้ได้ ผมคาดหวังว่าเราจะได้คำตอบในอีกสิบปีข้างหน้า” อโมรี ตริโอด์ นักวิจัยหัวหน้าทีมชาวเบลเยียมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าว


ภาพจำลองว่าดาวแทร็ปพิสต์อาจมีสภาพแวดล้อมพื้นผิวเป็นแบบนี้ (NASA/JPL-Caltech via AP)


ชมภาพจำลองพื้นผิว ดาวเคราะห์ d ของ TRAPPIST-1 แบบ 360 องศา โดย NASA







ที่มา : NASA
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

มารู้จักกับดวงจันทร์ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ค้นพบโดย ‘กาลิเลโอ’ ที่สำคัญนาซายืนยันมันมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ อะไรคือเหตุผล





ดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล นั่นคือ ”แกนีมีด” (Ganymede)




ดาวเคราะห์บริวารของดาวพฤหัสบดี ที่ครั้งหนึ่งนักดาราศาสตร์ของนาซาออกมายืนยันว่าดวงจันทร์แกนีมีดมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างแน่นอน

ดวงจันทร์แกนีมีด เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีพลังสนามแม่เหล็กสูง พื้นผิวของดวงจันทร์แกนีมีดแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างซับซ้อนและยาวนาน หากสังเกตให้ดีจะพบว่าดวงจันทร์แกนีมีดมีลักษณะคล้ายคลึงกับดวงจันทร์ของโลก




แกนีมีดถูกค้นพบครั้งแรกโดย ”กาลิเลโอ กาลิเลอี” นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1610 โดยตั้งชื่อตามเทพเจ้ากรีกโบราณ




ในปี ค.ศ. 2015 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ได้ออกมารายงานว่าบนดวงจันทร์แกนีมีดมีมหาสมุทรขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็ง โดยนาซากล่าวว่าปริมาณน้ำในมหาสมุทรของดวงจันทร์แกนีมีดมีปริมาณมากกว่าน้ำทั้งหมดของโลกรวมกันเสียอีก



ผลการยืนยันครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการสำรวจโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮัมเบิล รวมถึงข้อมูลจากยานสำรวจกาลิเลโอ ที่ถูกส่งไปสำรวจดาวพฤหัสบดีเมื่อปี ค.ศ. 1995 ที่พบว่าดวงจันทร์แกนีมีดอาจมีสนามแม่เหล็กและมีแรงดึงดูดคล้ายคลึงกับโลกของเรา

นอกจากนี้ นาซายังกล่าวว่ามหาสมุทรที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็งนั้น อาจมีความลึกมากกว่ามหาสมุทรบนโลกราว 10 เท่า และอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งที่หนากว่า 150 กิโลเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันอุณหภูมิของน้ำ แต่เชื่อว่ามันอาจอบอุ่นพอให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้


ที่มา : SpokeDark.TV
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews



ทุกๆคนมักจะเคยเห็น ลำแสง ที่ปล่อย ออกมาจาก ยานอวกาศ หรือ UFO ผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น ในภาพยนตร์ เรามักจะฉันลำแสงนั้น ดึงร่างของมนุษย์ หรือ สิ่งอื่นๆ ขึ้นไปบนตัวยาน


อย่างเช่น ในภาพยนตร์ “Star Trek” หรือในนิยาย sci-fi หลายต่อหลายเรื่อง มักจะมีการนำเสนอลำแสงแปลกๆ ที่สามารถส่งผ่านไปยังวัตถุใดๆก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น ยานอวกาศ อุกาบาต หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตก็ว่ากันไป 




หลักการทำงานของเจ้าลำแสงแปลกประหลาดนี้คือ เมื่อมันพุ่งกระทบกับอะไรก็ตาม มันจะทำให้วัตถุนั้นถูก “ผลักหรือดึงดูด” ให้เคลื่อนที่ไปตามทิศทางของลำแสง ได้ดั่งใจนึก โดยมีชื่อเรียกว่า “tractor beam”




ในโลกความเป็นจริงนั้น ลำแสง tractor beam กำลังถูกพัฒนาขึ้นโดย เหล่านักวิทยาศาสตร์อังกฤษจากมหาวิทยาลัย Bristol และ Sussex พวกเขาได้พัฒนาต้นแบบลำแสงลากดึงวัตถุด้วย “เสียง” 

ที่สามารถใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกในโลก โดยงานต้นแบบนี้ อาศัยลำโพงขนาดเล็กจิ๋ว 64 ตัว ที่สามารถสร้างคลื่นเสียงแบบ “Ultrasonic” (คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงกว่า 20 KHz ขึ้นไป 




โดยจะสูงขึ้นจนถึงเท่าใดนั้น ไม่ได้ระบุจำกัดเอาไว้ ซึ่งเป็นความถี่ที่สูงเกินกว่าที่ประสาทหูมนุษย์จะได้ยิน และโดยทั่วไปหูของมนุษย์จะได้ยินเสียงความถี่สูงเฉลี่ยเพียงแค่ประมาณ 15 KHz)

โดยเมื่อจัดเรียงให้ลำโพงคลื่นเสียง Ultrasonic ทั้ง 64 ตัว หันในมุมที่เหมาะสมกัน ก็จะเกิดเป็น “acoustic hologram” หรือสนามพลังเสียง ที่มีความสามารถในการหนีบวัตถุให้ลอยไปมาตามทิศทางที่ต้องการ คือการบังคับ บน ล่าง ซ้าย ขวา ได้หมด



และจากการทดลองตัวต้นแบบของ Tractor Beam ในภาพนั้น มันสามารถยกวัตถุขนาดเท่าเม็ดถั่วให้ลอยไปมาบนแผงลำโพงได้ ซึ่งสามารถควบคุมวัตถุจากระยะ 30 – 40 ซม.

ให้สามารถเคลื่อนที่ตามต้องการได้ ต่อจากนี้ทีมพัฒนาหวังว่าจะสามารถพัฒนา Tractor Beam จนสามารถนำไปใช้งานได้จริง ซึ่งมันจะมีประโยชน์อย่างมากหากว่าสามารถเคลื่อนย้ายวัติถุหนักๆได้

ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การขนส่ง เทคโนโลยีทางอวกาศหรือระบบขนย้ายวัตถุอันตราย เป็นต้น



ตัวอย่าง ต้นแบบ






ที่มา :hxxp://www.flagfrog.com/watch-scientists-develop-a-real-life-tractor-beam-using-sound-waves/
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews

ซูเปอร์มูน (Super Moon) 14/11/2016 วันลอยกระทง

 





ที่มา :
____________________
เครดิต :
________________________________

อ้างอิง :
________________________________
: Pageviews
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
  • PopularPosts
  • Tags
  • Archive

บทความที่ได้รับความนิยม

  • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatlov pass incident
    The dyatlov pass incident  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับนักปีนเขาและนักสกีจำนวน 9 คนได้เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาบนภูเขาดยัตลอฟ โด...
  • การฝึกส่งกระแสจิต
    จิตของคนที่ฝึกมาดี จิตที่ปราศจากอคติ ปราศจากโทสะ ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่หลงงมงาย ไม่อยากได้อยากมี ไม่อิจฉาริษยา ไม่โกรธแค้นอา...
  • Kap Dwa มนุษย์ 2 หัว สูง 3.5 เมตร ที่เคยมีชีวิตอยู่จริงบนโลก
    เรื่องราวของ Kap Dwa ถูกบันทึกไว้ว่าเมื่อปี 1673 ลูกเรือชาวสเปนได้พบ Kap Dwa มนุษย์ 2 หัว ที่มีความสูงประมาณ 3.5 เมตร ลูกเรือชา...
  • คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1
    คำแปลบทสัมภาษณ์ "Lacerta" ชาวโลกอีกเผ่าพันธุ์นึง ตอนที่ 1 บทนำ ฉันรับรองว่าเรื่องราวที่ว่ามานี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่นิ...
  • พระพุทธเจ้าตรัส มนุษย์ต่างดาวมีจริง!!
    พระพุทธเจ้าตรัสถึงโลกอื่น (ปรโลก) อยู่เสมอๆ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "จูฬนีสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๒๑๕ เล่ม ๒๐ ว่า จักรวาล ประ...

ป้ายกำกับ

4179 Toutatis กระแสจิต กอลลัม กายทิพย์ กาแล็กซี่ กาแล็คซี่ แกะ 6 ขา ข้อความจากต่างมิติ ขั้วโลก คลายเครียด ความฝัน คำทำนาย คิริบาส เคปเลอร์-10ซี จักรวาล จันทร์ไททัน จิตใต้สำนึก ฉลามดึกดำบรรพ์ ช้างน้ำ ช้างแมมมอธ ชาวอินคา ชูปาคาบรา(Chupacabra ) เชียงใหม่ เชื้อไวรัส ซูเปอร์แมน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาว ดาวคริปตัน ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์เพชร ดาวแคระแดง DG CVn ดาวเซเรส ดาวพฤหัสบดี ดาวพุธ(mercury) ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวหาง ดาวอังคาร ดำ โดรน(drone) ไดโนเสาร์ ถอดจิต ทฤษฎีโลกกลวง ทฤษฎีสมคบคิด ทวีปโบราณ ทะเลสีเลือด ที่สุดของโลก โทรจิต นกฟีนิกซ์ (Phoenix) นักบินอวกาศ นางเงือก นาซก้า (Nazca) นาซี น้ำ เนสซี แนะนำ บั้งไฟพญานาค บันทึกส่วนตัว บิ๊กฟุต(Bigfoot) เบอร์มิวด้า แบคทีเรีย ประเทศไทยยามราตรี ประสบการณ์แปลก ปริศนา ปาฏิหาริย์ ปิรามิด ปูยักษ์ ผ้าคลุมล่องหน ผาแต้ม ผีดูดเลือด ฝนดาวตก พญานาค พยากรณ์ พระพุทธเจ้า พลังงานจากวัตถุ พลังจิต พลังลี้ลับ พลังแห่งการผ่อนคลาย พลังแห่งความเชื่อมั่น พลังแห่งจินตนาการ พลังออร่า พายุทราย พิลึกโลก พีระมิด ฟอสซิล ฟอสซิลหอย ฟาโรห์ ฟาโรห์ Ramses II ภัยพิบัติ ภูเขาไฟ ภูเขาไฟRebel Dragon ภูติ มงกุฎทองคำ มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว มักกะลีผล มังกร มัมมี่ มายา มือเทียม เมฆประหลาด แม่มด โมอายเกาะอีสเตอร์ ยักษ์ ยานอวกาศ เยติ รถ รอดซ์ รอสเวลล์ ระบบสุริยะ รัสเซีย ล็อกเนสส์ ลี้ลับ ลูกไฟประหลาด โลก โลกคู่ขนาน โลกต่างดาว โลกต่างมิติ โลกใต้พิภพ โลกปรภพ โลกลี้ลับ โลกอื่น โลมา ไลบีเรีย วงแหวน วอยเอเจอร์1 วัตถุลึกลับ วิญญาณ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์หลอกลวง วิวัฒนาการ แวมไพร์ สตีเฟน ฮอว์กินส์ สโตนเฮนจ์ สฟิงซ์ สมาธิ สสารมืด สัตว์ประหลาด สารคดี สึนามิ สุสานฟาโรห์ หนังสือลึกลับ เหมืองอวกาศ อวกาศ อาณาจักรมู อารยธรรมโบราณ อีโบลา อียิปต์ อุกกาบาต เอลนีโญ(EI Nino) เอลฟ์ เอเลียน เอเลี่ยน ฮิตเลอร์ Antikythera Machine Area 51 auroras AUTEC Black hole Blobfish Costa Rica Crop circle DNA Download Ganymede Glow Worms Gnome Gravity Haarp highlight Hybrid INDIGO ISS Kepler-78b Kiribati Lacerta Mona Lisa Nasa Nebula OREGON VORTEX pโลกลี้ลับ picpost Popocatepetl Puma Punku StarChild Super Moon The Eye Titan moon Top tractor beam TRAPPIST-1 Tyndall Effect UFO videopost wallpaper Water Bears WormHole Zombie

คลังบทความ

  • ▼  2018 (4)
    • ▼  เมษายน (2)
      • การตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนมาถึงทุกวันนี้ the dyatl...
      • เรื่องเล่าลี้ลับและตำนานคำสาปแห่งวงการกีฬาเบสบอล
    • ►  มีนาคม (2)
  • ►  2017 (4)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  มกราคม (1)
  • ►  2016 (27)
    • ►  พฤศจิกายน (5)
    • ►  ตุลาคม (2)
    • ►  กันยายน (5)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (2)
    • ►  เมษายน (2)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  กุมภาพันธ์ (2)
    • ►  มกราคม (3)
  • ►  2015 (30)
    • ►  สิงหาคม (1)
    • ►  กรกฎาคม (4)
    • ►  มิถุนายน (3)
    • ►  พฤษภาคม (1)
    • ►  เมษายน (1)
    • ►  มีนาคม (1)
    • ►  กุมภาพันธ์ (6)
    • ►  มกราคม (13)
  • ►  2014 (99)
    • ►  ธันวาคม (2)
    • ►  พฤศจิกายน (9)
    • ►  ตุลาคม (15)
    • ►  กันยายน (8)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ►  กรกฎาคม (2)
    • ►  มิถุนายน (13)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (5)
    • ►  มีนาคม (16)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
    • ►  มกราคม (9)
  • ►  2013 (177)
    • ►  ธันวาคม (3)
    • ►  พฤศจิกายน (16)
    • ►  ตุลาคม (23)
    • ►  กันยายน (15)
    • ►  สิงหาคม (8)
    • ►  กรกฎาคม (1)
    • ►  มิถุนายน (5)
    • ►  พฤษภาคม (11)
    • ►  เมษายน (16)
    • ►  มีนาคม (9)
    • ►  กุมภาพันธ์ (40)
    • ►  มกราคม (30)
  • ►  2012 (309)
    • ►  ธันวาคม (30)
    • ►  พฤศจิกายน (35)
    • ►  ตุลาคม (32)
    • ►  กันยายน (12)
    • ►  สิงหาคม (17)
    • ►  กรกฎาคม (39)
    • ►  มิถุนายน (33)
    • ►  พฤษภาคม (15)
    • ►  เมษายน (22)
    • ►  มีนาคม (25)
    • ►  กุมภาพันธ์ (23)
    • ►  มกราคม (26)
  • ►  2011 (246)
    • ►  ธันวาคม (27)
    • ►  พฤศจิกายน (15)
    • ►  ตุลาคม (50)
    • ►  กันยายน (56)
    • ►  สิงหาคม (26)
    • ►  กรกฎาคม (19)
    • ►  มิถุนายน (19)
    • ►  พฤษภาคม (25)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (7)
  • ติดตาม
  • comments
  • สถิติ

ผู้ติดตาม

Follow @twitterdev

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flag Counter hits counter
2014 Allmysteryworld. All rights reserved.
Designed by allmysteryworld