ซั่งไห่อีสต์ - เกิดเรื่องงงโคตรในวงการโบราณคดี ซึ่งหากพิสูจน์ว่า เป็นความจริงขึ้นมาแล้วก็อาจถึงขั้นต้องรื้อการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์กันใหม่เลยทีเดียว
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อปี 2545 ได้มีการส่งนักวิทยาศาสตร์คณะหนึ่งไปตรวจวิเคราะห์พีระมิดลี้ลับ ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลชิงไห่ ใกล้กับภูเขาไป๋กง
เมื่อไปถึงที่นั่น พวกเขาได้ค้นพบถ่ำ 3 แห่ง และเห็นท่อเหล็กอยู่เต็มไปหมด มันจุ่มอยู่ในทะเลสาบน้ำเค็ม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน
นักวิทยาศาสตร์คณะนี้ถึงกับสะดุ้ง เมื่อทราบว่า ท่อเหล็กเหล่านี้อาจมีอายุเก่าแก่ถึง150,000 ปี
จากการคำนวณอายุโดยสถาบันธรณีวิทยาปักกิ่งระบุว่า ถ้าท่อเหล็กจากอดีตกาลสร้างด้วยน้ำมือของมนุษย์จริง ๆ แล้ว ก็น่าจะถูกถลุงเมื่อประมาณ 150,000 ปีก่อน
การคำนวณอายุใช้วิธีการ ที่เรียกว่า การเรืองแสงด้วยความร้อน ( thermoluminescence) ซึ่งสามารถวัดได้ว่า ผลึกแร่โดนแสงอาทิตย์ หรือความร้อนมานานเท่าไร
ทว่าตามที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นคว้ากันมา ยุคเหล็ก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มนำเหล็กมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในการดำรงชีวิตมีอายุไม่นานถึงขนาดนั้น
อีกทั้งมีมนุษย์อาศัยอยู่ในภูมิภาคแถบนี้ก็เมื่อ 30,000 ปีล่วงมาแล้ว หรือแม้แต่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีนั้น มนุษย์พวกเดียว ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ก็คือพวกคนเร่ร่อน ซึ่งมีวิถีการดำรงชีวิต ที่ไม่น่าจะทิ้งวัตถุเช่นท่อเหล็กดังกล่าวไว้ให้มนุษย์ยุคหลังดูต่างหน้าได้
ฉะนั้น หากไอ้เจ้าท่อเหล็กปริศนาเป็นฝีมือของมนุษย์ทำขึ้นมาจริง ๆ เห็นทีนักประวัติศาสตร์ก็คงจะต้องประเมินองค์ความรู้เกี่ยวกับยุคก่อนประวัติศาสตร์กันใหม่
ขณะนี้นักวิทยาศาตร์กำลังพลิกตำราและบรรดาทฤษฎีทั้งหลายแหล่ เพื่อพยายามหาเหตุผลความเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องนี้
หยาง จี๋ นักวิจัยประจำสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน เชื่อว่า ท่อเหล็กเหล่านี้สร้างโดยสิ่งที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด นอกจากนั้น เขายังไม่ปฏิเสธความคิดที่ว่า อาจเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวด้วยซ้ำ
ขณะที่อีกหลายคนคิดว่า ท่อเหล็กน่าจะก่อตัวขึ้นมาจากน้ำมือของธรรมชาติ โดยอาจเกิดจากกระบวนการกลายเป็นฟอสซิลของรากไม้ หรือการแข็งตัวของหินหลอมละลาย ซึ่งระเบิดขึ้นมาจากใต้พิภพ และเป็นหินหลอมละลายที่อุดมด้วยแร่เหล็ก
ทว่าเรื่องลึกลับดำมืดยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพบว่า ท่อเหล็กบางอันเป็นธาตุกัมมันตรังสี !
การไขปริศนาท่อเหล็กแห่งทะเลสาบชิงไห่จึงยังไม่จบลงง่าย ๆ
หลักฐานโบราณคดี อันพิลึกกึกกือที่พบบนแดนมังกรหาใช่มีเพียงแค่นี้ เพราะเมื่อปีที่แล้ว นักโบราณคดีเพิ่งค้นพบขลุ่ยอายุเก่าแก่ถึง 9,000 ปี ในมณฑลเหอหนัน ซึ่งยังคงเป็นปริศนาท้าทายให้ค้นหาคำตอบจนบัดนี้
ที่มา : http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?newsid=9570000072280
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
เมื่อไปถึงที่นั่น พวกเขาได้ค้นพบถ่ำ 3 แห่ง และเห็นท่อเหล็กอยู่เต็มไปหมด มันจุ่มอยู่ในทะเลสาบน้ำเค็ม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน
นักวิทยาศาสตร์คณะนี้ถึงกับสะดุ้ง เมื่อทราบว่า ท่อเหล็กเหล่านี้อาจมีอายุเก่าแก่ถึง150,000 ปี
จากการคำนวณอายุโดยสถาบันธรณีวิทยาปักกิ่งระบุว่า ถ้าท่อเหล็กจากอดีตกาลสร้างด้วยน้ำมือของมนุษย์จริง ๆ แล้ว ก็น่าจะถูกถลุงเมื่อประมาณ 150,000 ปีก่อน
การคำนวณอายุใช้วิธีการ ที่เรียกว่า การเรืองแสงด้วยความร้อน ( thermoluminescence) ซึ่งสามารถวัดได้ว่า ผลึกแร่โดนแสงอาทิตย์ หรือความร้อนมานานเท่าไร
ทว่าตามที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นคว้ากันมา ยุคเหล็ก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มนำเหล็กมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในการดำรงชีวิตมีอายุไม่นานถึงขนาดนั้น
อีกทั้งมีมนุษย์อาศัยอยู่ในภูมิภาคแถบนี้ก็เมื่อ 30,000 ปีล่วงมาแล้ว หรือแม้แต่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีนั้น มนุษย์พวกเดียว ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ก็คือพวกคนเร่ร่อน ซึ่งมีวิถีการดำรงชีวิต ที่ไม่น่าจะทิ้งวัตถุเช่นท่อเหล็กดังกล่าวไว้ให้มนุษย์ยุคหลังดูต่างหน้าได้
ฉะนั้น หากไอ้เจ้าท่อเหล็กปริศนาเป็นฝีมือของมนุษย์ทำขึ้นมาจริง ๆ เห็นทีนักประวัติศาสตร์ก็คงจะต้องประเมินองค์ความรู้เกี่ยวกับยุคก่อนประวัติศาสตร์กันใหม่
ขณะนี้นักวิทยาศาตร์กำลังพลิกตำราและบรรดาทฤษฎีทั้งหลายแหล่ เพื่อพยายามหาเหตุผลความเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องนี้
หยาง จี๋ นักวิจัยประจำสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน เชื่อว่า ท่อเหล็กเหล่านี้สร้างโดยสิ่งที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด นอกจากนั้น เขายังไม่ปฏิเสธความคิดที่ว่า อาจเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวด้วยซ้ำ
ขณะที่อีกหลายคนคิดว่า ท่อเหล็กน่าจะก่อตัวขึ้นมาจากน้ำมือของธรรมชาติ โดยอาจเกิดจากกระบวนการกลายเป็นฟอสซิลของรากไม้ หรือการแข็งตัวของหินหลอมละลาย ซึ่งระเบิดขึ้นมาจากใต้พิภพ และเป็นหินหลอมละลายที่อุดมด้วยแร่เหล็ก
ทว่าเรื่องลึกลับดำมืดยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพบว่า ท่อเหล็กบางอันเป็นธาตุกัมมันตรังสี !
การไขปริศนาท่อเหล็กแห่งทะเลสาบชิงไห่จึงยังไม่จบลงง่าย ๆ
หลักฐานโบราณคดี อันพิลึกกึกกือที่พบบนแดนมังกรหาใช่มีเพียงแค่นี้ เพราะเมื่อปีที่แล้ว นักโบราณคดีเพิ่งค้นพบขลุ่ยอายุเก่าแก่ถึง 9,000 ปี ในมณฑลเหอหนัน ซึ่งยังคงเป็นปริศนาท้าทายให้ค้นหาคำตอบจนบัดนี้
ที่มา : http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?newsid=9570000072280
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
วันที่ 25 มิ.ย. เว็บไซต์ข่าวเดอะมิเรอร์ ประเทศอังกฤษ อ้างอิงรายงานข่าวจากประเทศจีน กรณีมีนักท่องเที่ยวชายจีน ซึ่งไม่ยอมเปิดเผยชื่อคนหนึ่ง อ้างว่า ตนไปเที่ยวแคมป์ปิ้งบริเวณหุบเขตในเขตไคว่หรัว ทางเหนือของกรุงปักกิ่ง และขณะเดินออกจากจุดพักไปปัสสาวะ ก็บังเอิญไปเจอกับ "สัตว์ประหลาด" ตัวหนึ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายตัว "กอลลัม" ในภาพยนตร์ดังลอร์ด ออฟ เดอะริง และสามารถถ่ายภาพหลักฐานเอาไว้ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ท้ายข่าวชิ้นนี้ของเดอะมิเรอร์ระบุว่า ภาพดังกล่าวมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ ขณะที่บางส่วนระบุว่าเป็นภาพตกแต่ง หรือภาพลวงโลก พร้อมตั้งคำถามว่า ผู้อ่านเห็นว่าภาพนี้จริง หรือแหกตา

อัปเดท
ท้ายที่สุดก็กลายเป็นนักแสดงที่ถ่ายหนังกำลังนั่งปลดทุกอยู่โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า โอ้ละหนอ
ขอบคุณ คุณ monmon
ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd016Y3dOamMyTlE9PQ%3D%3D
____________________
อ้างอิง : http://www.mirror.co.uk/news/weird-news/pictured-mystery-monster-spotted-near-3762134
________________________________
ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd016Y3dOamMyTlE9PQ%3D%3D
____________________
อ้างอิง : http://www.mirror.co.uk/news/weird-news/pictured-mystery-monster-spotted-near-3762134
________________________________
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้พบเห็นเมฆประหลาดปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าในหลายจังหวัดของประเทศไทย สร้างความตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก แถมหลายคนยังเกรงว่าเมฆประหลาดที่ปรากฏขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภัยพิบัติก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ภายหลังก็ได้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเรียกว่าปรากฏการณ์เมฆอาร์คัส (Arcus) หรือ เมฆกันชน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่มีอันตรายโดยตรง แต่ก็เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าจะเกิดฝนตกขึ้นในบริเวณนั้น และเนื่องจากเมฆอาร์คัสเป็นส่วนหนึ่งของเมฆฝนฟ้าคะนอง จึงมีความเสี่ยงจากฟ้าผ่าแฝงอยู่ โดยเฉพาะฟ้าผ่าแบบบวก (positive lighting) ซึ่งสามารถผ่าออกมาไกลจากตัวเมฆได้หลายกิโลเมตร
แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องบอกว่า ปรากฏการณ์เมฆอาร์คัส ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ อีกทั้งปกติแล้วมักไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงฤดูนี้ จึงสร้างความแปลกใจให้นักวิชาการอยู่บ้างเหมือนกัน ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนก็เล่าลือกันไปต่าง ๆ นานา วันนี้ ลองไปย้อนดูกันว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์เมฆอาร์คัสนี้ ได้เกิดขึ้นที่จังหวัดไหนแล้วบ้าง

ภาพประกอบจาก สถานการณ์ภัยพิบัติ
5 มิถุนายน 2557 : นครราชสีมา
เกิดเมฆประหลาดลักษณะม้วนตัวยาวพาดผ่านลานย่าโม จังหวัดนครราชสีมา โดยเมฆลอยต่ำและเคลื่อนที่ จนผู้พบเห็นต้องบันทึกภาพและแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก
6 มิถุนายน 2557 : อุดรธานี
เกิดเมฆกันชนขึ้นเหนือท้องฟ้าสนามบินอุดรธานี ในช่วงบ่ายวันที่ 6 มิถุนายน 2557 โดยเป็นภาพเมฆครึ้มดำขนาดใหญ่ลอยเหนือท้องฟ้าในระยะต่ำ เหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกคนถ่ายคลิปเอาไว้ และแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก
9 มิถุนายน 2557 : เชียงราย
เมฆอาร์คัสปรากฏขึ้นอีกครั้งที่เหนือท้องฟ้าบริเวณสนามบินเก่า เขตเทศบาลเมืองเชียงราย ซึ่งหลังจากปรากฏการณ์เมฆอาร์คัสเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในพื้นที่
9 มิถุนายน 2557 : ยโสธร
เกิดปรากฏการณ์เมฆม้วนตัวเป็นท่อยาวไกลสุดลูกหูลูกตา พาดผ่านท้องฟ้าจังหวัดยโสธร ในเวลาประมาณ 18.00 น. สร้างความแปลกใจให้ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
ภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้
10 มิถุนายน 2557 : อุดรธานี
ปรากฏการณ์เมฆกันชนเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่จังหวัดอุดรธานี ในช่วงเย็นวันที่ 10 มิถุนายน และหลังจากเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น ก็ได้มีฝนตกหนัก มีฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ตามมาในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี
ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก กรมทหารราบที่ 7
12 มิถุนายน 2557 : เชียงใหม่
ภาพลำแสงสีทองส่องทะลุก้อนใหญ่มืดครึ้มลงมายังพื้นเบื้องล่างที่ปรากฏขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ถูกส่งต่อกันว่อนสังคมออนไลน์ ซึ่งนี่คือปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall Effect) ที่เกิดขึ้นเป็นปกติตามธรรมชาติ ทำให้หลายคนถ่ายภาพพร้อมแชร์กันทั่ว เพราะเป็นภาพสวยงามหาชมได้ยาก
12 มิถุนายน 2557 : อุตรดิตถ์
ที่สะพานน้ำริด ตำบลน้ำริด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เกิดเมฆก่อตัวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เป็นภาพแปลกตาที่ทำให้ผู้พบเห็นแปลกใจ
ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก เจริญพร โมบาย
15 มิถุนายน 2557 : ตรัง
หลังจากได้ยินข่าวเกิดเมฆประหลาดขึ้นในหลายพื้นที่ทางตอนบนของประเทศไทย ก็ถึงคราวเกิดขึ้นในภาคใต้บ้าง เมื่อในวันที่ 15 มิถุนายน 2557 เกิดเมฆลักษณะคล้ายมวลน้ำขนาดใหญ่กำลังจะตกลงมาด้านล่าง ในตำบลทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ทำให้ชาวบ้านคิดไปถึงลางร้าย เพราะเมฆมีลักษณะคล้ายคลื่นยักษ์สึนามิที่เคยถล่มจังหวัดตรังมาแล้ว ขณะที่หลายคนมองว่าเป็นแค่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้
อย่างก็ตาม ไม่ว่าปรากฏการณ์นี้จะเป็นลางร้ายหรือไม่ หรือเป็นแค่ปรากฏการณ์ท่างธรรมชาติ
ทางด้านผู้เชียวชาญผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ จาก NASA ได้ออกมาเตือนเกี่ยวภัย เอลนีโญ หายนะธรรมชาติครั้งใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นกับทวีปเอเชีย
นาซาเตือน! เอเชียอาจเผชิญ เอลนีโญ หายนะธรรมชาติครั้งใหญ่




