นี่คือวิวัฒนาการรุ่นต่อไปของมนุษย์โลก ในอนาคต








ในอนาคต เทคโนโลยี จะเข้ามาที่ทุกสิ่งทุกอย่าง
ทำให้มนุษย์แทบจะไม่ต้องใช้แรง การกรtทำสิ่งต่างๆ
รางกายจะเกิดการวิวัฒนาการไปตามสภาพแวดล้อมที่ไม่ต้องใช้แรง

เทคโนโลยีในอนาคต เราสามารถสั่งงานโดยผ่านคลื่นสมอง
และใช้สมองในการรับรู้สิ่งต่างๆ นั่นหมายความว่า ความสำคัญของการของประสาทสัมผัสของหูจะลดน้อยลง และจะค่อยๆหายไป

สำหรับดวงตา คาดว่าจะวิวัฒนาการ ในการมองเห็นที่หลากหลายมิติมากขึ้น


ตัวอย่าง เทคโนโลยีในอนาคต ที่สามารถสั่งงานโดยผ่านคลื่นสมอง

หญิงอัมพาตคนหนึ่ง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากว่า 15 ปี  ตอนนี้สามารถสั่งการผ่านหุ่นยนต์ให้ทำงานแทนเธอได้ เพียงแค่ใช้คลื่นสมองของเธอเอง เป็นคนแรกของโลก








อีกตัวอย่างนั้นคือ เจ้าหุ่นยนต์ Asimo จากทาง Honda ที่ควบคุมสั่งการผ่านทางคลื่นสมอง
สามารถยกมือและขาได้เพราะสัญญาณไฟฟ้าที่แปลงมาจากคลื่นสมองของมนุษย์ล้วนๆ




บริษัทสถาบันวิจัยฮอนด้า Honda Research Institute Japan Co., Ltd. ในเครือบริษัท Honda R&D
ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีก้าวหน้านานาชาติ Advanced Telecommunications Research Institute International (ATR) และบริษัท Shimadzu Corporation พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องติดต่อสมองหรือ Brain Machine Interface (BMI) 

ซึ่งนำเทคโนโลยีการตรวจคลื่นสมอง EEG และเทคนิคการวิเคราะห์การกระทำ near-infrared spectroscopy (NIRS) มาใช้ในการแปลงคลื่นสมองเป็นสัญญาณไฟฟ้าสำหรับสั่งการหุ่นยนต์อย่างแท้จริง

จากการสาธิต อาสิโมสามารถเคลื่อนไหวได้โดยที่ผู้สาธิตไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อกดปุ่มใดๆ เชื่อว่าเทคโนโลยีแสนสบายนี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันเพื่อใช้ในนานาอุปกรณ์อัจฉริยะหรือหุ่นยนต์ในอนาคต

ส่วนที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเทคโนโลยี BMI นั้นอยู่ที่การตรวจจับและวิเคราะห์การหมุนเวียนของเลือดและความเปลี่ยนแปลงภายในสมองขณะเกิดความคิด ข้อมูลระบุว่าเซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นสมอง EEG จะทำหน้าที่เป็นตัวแปลงคลื่นสมองที่ได้ให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้า ขณะที่เซ็นเซอร์การวิเคราะห์ NIRS จะทำหน้าที่แปลงการหมุนเวียนของเลือดในสมองออกมาเป็นคำสั่ง โดยระบบ BMI จะรวบรวมข้อมูลที่สลับซับซ้อนจากเซ็นเซอร์ทั้งสองชนิดเพื่อนำมาประมวลผล และส่งออกสัญญาณคำสั่งที่ได้ไปยังหุ่นยนต์

สถาบันวิจัยฮอนด้าและ ATR เปิดตัวเทคโนโลยี BMI ตั้งแต่ปี 2006 เริ่มจากการใช้เครื่องสแกนภาพ functional magnetic resonance imaging (fMRI) ใช้คลื่นวิทยุและสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงกว่าการฉายแสงมาสแกนสมองเพื่อดูว่าสมองส่วนไหนมีเส้นเลือดที่ขยายตัวเป็นพิเศษ ซึ่งภาพที่ได้จะสามารถแสดงความแตกต่างของสมองในภาวะแตกต่างกันได้ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่และเงื่อนไขในการใช้งานทำให้หันมาใช้เซ็นเซอร์ EEG และ NIRS ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่าแทน

wara.com

------------------------------------------



ในอนาคต มนุษย์จะแทบจะไม่ต้องใช้แรงในการทำกิจวัตรประจำวันเลยทีเดียว

ลืมเลย มีส่วนของวิวัฒนาการของนิ้วด้วย นั้นคือจะเล็กเรียวขึ้น เพราะใช้แค่ปลายนิ้วสัมผัส

เคยอ่านเจอนานแล้ว ก่อนระบบทัสกรีน จะบูมเสียอีก (ก็เริ่มใช้ นิ้วแทนปาก ใช้ ตาแทนหู แล้ว)แล้ววิวัฒนาการมนุษย์ก็เริ่มเหมือน มนุษย์ต่างดาว มากขึ้นๆ


และถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ แท้จริงแล้ว เราคือ เผาพันธุ์มนุษย์ต่างดาว อย่างนั้นหรือ !!!
หรือ มนุษย์ต่างดาว ก็คือมนุษย์โลกในอนาคต ที่สามารถคิดค้นสร้างเครื่องย้อนเวลา
ไทม์แมชชีน ก็คือ UFO อย่างนั้นหรือ....






และเพราะเหตุใด มนุษย์ต่างดาว จึงไม่เปิดเผยตัวตนแก่ชาวโลกอย่างเป็นทางการ
ถ้าหากว่าเขาคือ มนุษย์โลกในอนาคตที่ย้อนเวลากลับมาละ...
(ถ้าคิดในแง่มุมนี้)
สมุติว่าเราย้อนเวลากลับได้ เราก็คงได้แค่เฝ้ามอง เช่นกัน
ดั่งคำกล่าว ที่ว่า "เราไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงอดีตได้   แต่เราเปลี่ยนอนาคตได้"

เพราะถ้าเราเปลี่ยนอดีต ทุกอย่างจะกลับตาลปัด 
เหมือนดั่ง ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (The Butterfly Effect)


allmysteryworld



คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้

Tags: ,
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...