การค้นพบหลักฐานว่ามนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือนธิเบตเมื่อ 12,000 ปี มาแล้ว

<
<


ธิเบตจัดเป็นดินแดนที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก และเราก็ได้ยินฉายาของดินแดนนี้บ่อยๆว่า เป็นดินแดนที่เป็นหลังคาโลก แม้ว่าภูมิอากาศจะแห้งแล้งกันดาร และติดต่อกับดินแดนอื่นๆได้ยาก มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ



ว่ากันว่า ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ฮิตเลอร์ได้ส่งทหารแห่งอาณาจักรไรซ์ออกค้นหาอาณาจักรใต้พิภพ ซึ่งเชื่อกันว่า มีทางเข้าอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งบนโลกใบนี้ ความเชื่อของฮิตเลอร์และบริวารก็คือ ใต้โลกมีอาณาจักรใต้พิภพที่มีอารยธรรมสูงส่งซุกซ่อนอยู่ หรืออย่างน้อยเศษซากของวิทยาการเหล่านั้น ก็สามารถช่วยให้นาซี มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขึ้นอีกโข ว่ากันว่านครนั้นคือ อาร์กัตต้า หรือ จัมบาร่า ซึ่งมีเล่าขานกันในตำนานโบราณ......

มีเสียงร่ำลือเกี่ยวกับตำนาน ที่เล่าขานในหมู่ลามะว่า ใต้พื้นโลกมีสวรรค์นามว่า อคารถ อยู่ อคารถเป็นนครใหญ่ มีเจ้าปกครองเหมือนกับนครอื่นๆทั่วไป จากอคารถก็จะมีอุโมงค์ใหญ่ เชื่อมไปยังนครต่างๆที่อยู่ใต้พิภพ ซึ่งนักประวัติศาสตร์คาดว่า ดินแดนแห่งนี้เองที่ ฮิตเลอร์ตามหาอยู่ ปัจจุบันก็ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับนครนี้มากนัก ได้แต่คาดเดากันไปว่า มันอาจจะเป็นดินแดนที่มนุษย์ต่างดาวมาหลบซ่อนอยู่ หรืออาจเป็นที่อยู่ของลูกหลานชาวแอตแลนติส ที่หลงเหลือ และรักษาความรู้ทางวิทยาการของพวกเขาเอาไว้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

แดรก นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับทิเบต กล่าวว่า "เรื่องราวเกี่ยวกับธิเบตนั้น เป็นเรื่องที่ชาวตะวันตกทราบน้อยมาก” ลามะในธิเบต กำความลับบางประการของวิทยาศาสตร์และจิตศาสตร์ซึ่งสืบทอดจากโบราณเอาไว้ แม้กระทั่งในประเทศอินเดียเอง ก็มีการอ้างถึงความก้าวหน้า ถึงวิชาในสมัยโบราณที่อ้างถึงการต่อต้านแรงโน้มถ่วงโลก ด้วยกระแสจิตจากตัวผู้ฝึก ทำให้ผู้ฝึกที่ผนึกสมาธิอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก สามารถลอยบนพื้นและเคลื่อนตัวด้วยจิตในมหาวิทยาลัยโบราณของอินเดีย มีการกล่าวถึงอะตอมและพลังงานคอสมิคเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ เรื่องเล่าเก่าๆของธิเบต ยังได้กล่าวถึงเรื่องของเด็กชาวธิเบตคนหนึ่ง ที่มีศีรษะรูปร่างผิดปกติ เขาได้แต่งงานกับลูกสาวของเทพเจ้า หลังจากนั้นก็ไปอาศัยในดินแดนสงบสุขที่ฟากฟ้าไกล พระเจ้าที่ลงมาบนโลกนั้น ส่วนใหญ่จะลงมายังโลกในร่างของเป็ดที่ฉายแสงได้ นั่นอาจจะเป็นรูปแบบหนึ่งของเอเลี่ยนและ UFOs?

นอกจากนี้ นิทานพื้นบ้าน ซึ่งเล่ากันมานานแสนนานในธิเบต มีการเล่าลือกันถึงเมืองสุดาโซม่า (Sudasoma) ว่ากันว่า เมืองแห่งนี้เป็นที่อาศัยของเทพเจ้า 33 พระองค์ ตัวเมืองล่องลอยอยู่กลางอากาศ มีกำแพงทองคำล้อมรอบถึง 7 ชั้น เครื่องประดับของพวกเขาล้วนงดงาม ทำจาก ทอง เงิน คริสตัล เบริล (Beryl) เทพเจ้าทั้งหลายจะมีอำนาจวิเศษในการเนรมิตรทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พวกเขาต้องการจากต้นไม้ ภายหลังที่ได้รับชัยชนะจากทุกอาณาจักรบนโลกแล้ว กษัตริย์แมนโฮต้าก็ต้องการจะแผ่ขยายแสนยานุภาพ ให้อำนาจของพระองค์ขจรขยายออกไปทุกหนทุกแห่ง รวมไปถึงสวรรค์ที่เป็นที่อยู่ของทวยเทพทั้งหลายด้วย แต่แล้ว เมืองของพระองค์ก็ได้ถูกโจมตีจากอสูร (Asura) ที่มาจากอวกาศ สงครามครั้งนั้นโหดร้ายนัก จากคำบอกเล่า และการตีความบันทึก ในสงครามดังกล่าว มีการใช้อาวุธที่เหมือนการยิงรังสี การใช้ม้าบิน สุดท้ายอสุราก็ได้รับความพ่ายแพ้ และถูกขับไล่กลับไปสู่ท้องฟ้า (อวกาศ?) อีครั้งหนึ่ง

มีรายงานของนักโบราณคดีชาวจีนที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2508 พร้อมทั้งได้นำเสนอซากโบราณที่ทำให้เกิดทฤษฎีว่า ในอดีต เคยมียานอวกาศมาเยือนโลกของเรา บนแผ่นดินจีนเมื่อ 12,000 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลนี้ไม่ได้อ้างออกมาลอยๆ แต่อ้างอิงมาจากการสำรวจถ้ำของนักโบราณคดี ในแถบรอยต่อระหว่างธิเบตและจีนแห่งหนึ่ง เป็นบริเวณที่เรียกว่า บายัน-คาลาฮูรา พวกเขาพบก้อนหินที่มีลักษณะเป็นงานที่มีการวาดภาพ รวมทั้งตัวอักษรแบบเฮียโรกริฟฟิคที่ไม่มีใครสามารถอธิบายความหมายได้ถึง 716 แผ่น แน่นอนมันยากที่จะคาดเดาถึงอายุ แผ่นหินดังกล่าวมีรูอยู่ตรงกลางเหมือนเครื่องบันทึกเทป นักโบราณคดีที่ค้นพบเพิ่งทราบในตอนหลังว่า มันเป็นเครื่องมือในการเขียน นับว่าเป็นวัตถุที่แปลกประหลาดที่สุดในโลกโบราณคดีเลยทีเดียว ทีมนักสำรวจรู้สึกสับสน กับสิ่งที่พวกเขาค้นพบในถ้ำนั้นมาก เพราะมันไม่เหมือนสิ่งที่พวกเขาค้นพบที่ผ่านมาเอาเสียเลย พวกเขาครุ่นคิดอยู่นานก็ยังขบไม่แตกว่า มันคืออะไรกันแน่ ?!? จนกระทั่งปริศนานี้ถูกไขให้กระจ่าง โดยทีมนักโบราณคดีระดับหัวกระทิของจีน ในเวลาต่อมาไม่นาน

...แรกเริ่มเดิมที รัฐบาลจีนสั่งการผ่านสถาบันศึกษาโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ให้ระงับการค้นคว้าเกี่ยวกับถ้ำบายัน-คาลาฮูรา อย่างไม่มีสาเหตุ แต่แล้วก็อนุญาตให้มีการค้นคว้าต่อในภายหลัง ในที่สุด ต้นฉบับของแผ่นหินก็ได้ถูกแปลออกมาโดยผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณของจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมาเยือนโลกของยานอวกาศจากดาวดวงอื่น เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ12,000 ปีมาแล้ว

ผู้สันทัดกรณีบางคนที่ทราบเรื่อง เรียกจานบินตกในโลกยุคโบราณนี้ว่า The Chinese Roswell เชื่อว่าบริเวณดังกล่าว เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าโบราณสองเผ่า คือ ชาวแฮม และโดปา ชนเผ่าดังกล่าว เป็นชาวป่าโบราณที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าใดนัก เพราะป่วยด้วยโรคกระดูกผุ พวกเขามีความสูงเฉลี่ย 127 เซ็นติเมตร ปัจจุบันก็ยังไม่ถูกจำแนกว่า เป็นมนุษยชาติสายพันธุ์ใด จากบันทึกที่ได้มีการแปลออกมา ชาวโดปานั้นพบเห็นกลุ่มคนที่ได้ลงมาจากท้องฟ้า ด้วยยานที่บรรพบุรุษของเขาได้ซ่อนไว้อย่างลึกลับภายในถ้ำแห่งหนึ่ง เนื่องจากว่ายานของพวกเขาเป็นพวกที่เหลืออยู่ภายหลังการประสบอุบัติหตุจากการชนภูเขาในระหว่างที่จะนำยานลงมาจอดบนโลก และประสบความล้มเหลวในการซ่อมแซมยานอวกาศ พวกเขาจึงไม่สามารถไปไหนได้ ภายหลังที่มีการห่อหุ้มจารึกต่างๆไว้เป็นอย่างดีแล้ว ทีมนักโบราณคดี ได้ส่งมันไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่กรุงมอสโคว์ตรวจสอบ และพบว่าแผ่นหินดังกล่าวประกอบด้วยธาตุโคบอลต์เป็นจำนวนมาก และมีการเต้นเป็นจังหวะราวกับว่า ภายในตัวของแผ่นหินมีกระแสไฟฟ้าบรรจุอยู่ ทำให้แผ่นหินดังกล่าวกลายเป็นสิ่งท้าทายวงการวิทยาศาสตร์อย่างมากทีเดียว


คาดกันว่า ชาวโบราณพวกนี้น่าจะมีลูกหลานที่อายุยืนมาหลายชั่วรุ่นพอสมควร เพราะจากการสืบสาวเรื่องราวของท้องถิ่นแถบนั้น มีนิทานพื้นบ้านของจีนที่เล่าถึงคนร่างเล็ก ผิวเหลือง ที่ลงมาจากท้องฟ้า และถูกชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนั้นขับไล่ออกไป เพราะพวกเขามีใบหน้าสีเหลือง หัวโต ตัวเล็ก มองดูน่าเกลียด บางคนยังถูกชาวบ้านไล่ฆ่าไล่ตี เพราะนึกว่าเป็นพวกปีศาจ นิทานดังกล่าว ได้รับการยืนยันจากการค้นพบและตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบวัตถุต่างๆในถ้ำเดียวกัน สุสานและโครงกระดูกที่คาดว่าจะมีอายุประมาณ 12,000 ปีมาแล้ว โครงกระดูกที่พบมีขนาดกระโหลกโต ร่างกายเล็ก ราวกับทุกคนเป็นโรคหลังค่อม นักโบราณคดีบางคนในจีนกล่าวว่า มันอาจจะเป็นลิงพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งมีการค้นพบก็ได้ (แต่มันจะมีลิงชนิดไหนที่รู้จักฝังศพของพวกมันหลังเสียชีวิต ?? 
และยังไม่มีประวัติบันทึกไว้เลยว่า พวกลิงสามารถเขียนหนังสือและวาดรูปได้อย่างวิจิตรเช่นนี้ )

 ดังนั้น ความประหลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือบรรดารูปวาดที่ปรากฏอยู่บนกำแพงถ้ำ ซึ่งเป็นภาพของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวดวงอื่นๆ ระหว่างดาวบางดวงเต็มไปด้วยวงกลมเล็กๆขนาดเท่าเม็ดถั่ว ดูเหมือนว่า วงกลมดังกล่าวกำลังมุ่งหน้ามาสู่ดาวบางดวง ซึ่งมีภูเขาปรากฏอยู่ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า นี่อาจเป็นการบันทึกเรื่องราวเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงการเดินทางมาเยือนดาวโลกของพวกเขาในอดีตก็เป็นได้







ที่มา : http://atcloud.com/stories/48256
____________________
เครดิต : mahamettayai  http://board.palungjit.com
________________________________

อ้างอิง :
________________________________

คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้

Tags: ,
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...